ลิเกเล่ห์รัก (ลิเกเร่รัก)

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ [100%] (แก้ไขครั้งที่๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 พ.ค. 57

บทที่ ๑

            งานประจำปีจบสิ้นลงเมื่อคราวนาฬิกาชี้บอกเวลาตีหนึ่ง เวทีลิเกแสนยิ่งใหญ่ถูกชาวคณะเก็บกวาดข้าวของจนเหลือเพียงแค่พื้นดินอันว่างเปล่า ส่วนที่ยังเหลือเป็นปัญหาอยู่เห็นจะมีก็แต่เวทีขนาดยักษ์นี้เท่านั้น
            เมื่อเสียงดนตรีเงียบหายบริเวณด้านหน้าเมรุก็เงียบสงัด ความมืดมิดแผ่เข้าปกคลุมทำให้แสงสว่างที่เหลืออยู่น้อยนิดนั้นไม่สว่างเท่าไหร่
            นักแสดงลิเกพากันแยกย้ายกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือก็แต่เพียงสมาชิกที่มีหน้าที่จัดเก็บข้าวของและรื้อเวทีลงเพียงอย่างเดียว บรรยากาศยามไร้ผู้คนดูวังเวง แม้จะอยู่กันหลายสิบคนแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความน่ากลัวภายในวัดลดน้อยลงไปได้เลย
            “ตรงนั้นน่ะแบกดีๆ นะเว้ย ถ้าร่วงลงมาเอ็งเจ็บ
            เสียงของ ชายหนุ่ม ตะโกนบอกหนึ่งในคนงานซึ่งกำลังรื้อหลอดไฟสปอตไลท์บนเวทีอยู่ เขาชี้นิ้วสั่งการอย่างมีอำนาจ แถมคนถูกสั่งยังยิ้มรับเสียด้วย
            วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการว่าจ้าง แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาร่วมอาทิตย์แต่ก็นับว่าคุ้มค่า นานทีปีหนจะมีงานใหญ่ๆ เข้ามายังไงก็ต้องทำให้เต็มที่ ถึงจะเป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ อย่าง คนคุมแสงไฟสปอตไลท์ ก็เถอะ
            ชายหนุ่มจัดแจงแบ่งข้าวแบ่งของแต่ละอย่างแก่คนงาน ส่วนตัวเองนั้นดูแลเรื่องหลอดหลอดสปอร์ตไลท์บนเวที เขาแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น เพื่อนรัก
            “เอ็งไปเก็บลำโพง ชายหนุ่มสั่งงานคนตรงหน้าเสียงขุ่น
            ‘แจ๊บจ้องมองเพื่อนด้วยแววตาคัดค้านเต็มที่ ไม่ใช่ว่าขี้เกียจแต่เพราะเขากำลังหิวอยู่ต่างหาก เจ้าของร่างซูบผอมยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ ในขณะที่คนตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนอิริยาบถมาเป็นเท้าสะเอว
            “มีปัญหาอะไร? เจ้าของเสียงสั่งงานถามออกมาโต้งๆ ราวกับรู้ใจกันดี
            “ข้าหิวอ่ะนนท์ เอ็งช่วยไปหยิบขนมถังแตกหน้ารถบรรทุกให้ทีดิ น้า~ แล้วข้าจะยอมทำตามที่เอ็งสั่งทุกอย่างเลย
            ‘นนท์ เป็นชื่อเรียกสั้นๆ ของชายหนุ่มที่มีนามว่า ตรีนนท์ เจ้าของรูปร่างสูงระหง ผิวขาวมีน้ำมีนวลหากแต่มีใบหน้าและดวงตาหวานหยดย้อย ทำให้ดูเป็นหนุ่มอ่อนหวาน อกเอวอ้อนแอ้นราวกับเป็นชายรักสวยรักงาม ทั้งที่ชายหนุ่มคนนี้มีนิสัยมาดแมนสมชายชาตรีเหมือนดังบุรุษเพศผู้แข็งแกร่งทุกอย่าง
            “ทำไมข้าต้องไปเอาให้เอ็งด้วยวะ หิวก็ไปเองสิตรีนนท์โวยวาย
            “ก็กลัวผีนี่หว่างานวัดเลิกแล้วเสียงงี้เงียบกริ๊บแล้วนี่มันตีสองกว่าแล้วนะโว้ย แจ๊บกอดตัวเองราวกับกำลังกลัวจนขนลุกซู่ แต่แท้จริงแล้วหมอนี่กลับแสแสร้งแสดงเพื่อเรียกร้องความสงสารจากเพื่อนหนุ่มเท่านั้น
            ตรีนนท์ถอนหายใจเสียงดังเมื่อเห็นท่าทีของแจ๊บ เขารู้ดีว่าเพื่อนไม่ได้โกหกเรื่องที่กลัวผี และด้วยความเห็นใจชายหนุ่มจึงคิดจะตอบตกลงแม้ลึกๆ ในห้วงสำนึกนั้นจะไม่อยากละทิ้งงานการไปไหน
            ด้วยสามัญสำนึกที่ถูกสั่งสมมาแต่ครั้งเยาว์วัยทำให้ตรีนนท์ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนรักอย่างแจ๊บ หรือแม้กระทั่งคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ครั้นแลเห็นว่าใครเดือดร้อนชายหนุ่มก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ แม้จะต้องเดือดร้อนในภายหลังก็ไม่เป็นไร
            ไอ้นิสัยแบบนี้ไม่รู้ไปได้มาจากที่ไหน แต่ในเมื่อมันกลายเป็น นิสัย ไปแล้วเขาก็ต้องยอมรับ
            “เออๆ ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ
            “ยะฮู้ว! ขอบใจเว้ย” แจ๊บกระโดดเป็นลิงโลดอย่างมีความหวังเมื่อตรีนนท์ตอบตกลง เขาโค้งคำนับเพื่อนกว่าสิบครั้งจนกระทั่งเจ้าของใบหน้าหวานเยิ้มออกปากว่าพอจึงยอมหยุด
            ตรีนนท์ส่ายหน้าแต่ก็มิวายฉีกยิ้มออกมา ความจริงแล้วการช่วยเหลือคนอื่นมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไร อาจจะต้องลงทุนลงแรงบ้างสักหน่อย แต่ความภาคภูมิใจที่ได้รับก็ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าลงไปได้เหมือนกัน
            ว่าแล้วก็ไม่รีรอ ตรีนนท์รีบจ้ำดิ่งไปที่รถก่อนจะหายตัวไปในห้วงแห่งความมืดมิด


            เหล่าชายในชุดสีเข้มวิ่งตามกันมาจนถึงวัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง นาฬิกาข้อมือเรือนหรูถูกเผยให้เห็นหลังจากหนึ่งในชายกลุ่มนั้นถกแขนเสื้อขึ้น ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วสำหรับการตามหาตัวนังเด็กกะล่อนคนนั้น เขาตามหล่อนมาจากเกาหลีจนกระทั่งถึงเมืองไทย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังจับตัวมันไว้ไม่ได้สักที
            คำสั่งจาก เจ้านาย ทำเอาเจ้าของใบหน้าสวมแว่นเรย์แบนด์อย่าง จงยอล เหงื่อตก เมื่อนายจ้างผู้สุขุมเยือกเย็นออกปากกับเขาว่าให้ไปตามจับตัวนังเด็กคนนี้ทั้งเป็น เพราะหล่อนบังอาจทำให้เจ้านายผู้ชุบเลี้ยงเขานั้น
            ต้องกลายเป็น คนพิการ
            เจ้าของนาฬิกาหรูเหลียวซ้ายแลขวาหาหนทางที่จะก้าวไปต่อ เมืองไทยในความคิดของจงยอลไม่ได้ต่างไปจากคำว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนเลยสักนิด มองไปทางไหนก็มีแต่พงหญ้ารกหูรกตา ต่างจากเมืองฟ้าอมรอย่าง เกาหลีใต้ บ้านเกิดของเขาเป็นที่สุด
            พลันสายตาแฉลบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังเก็บกวาดข้าวของกันอยู่ จงยอลก็เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีหากเขาจะเข้าไปเลียบๆ เคียงๆ ถามคนพวกนั้นดูว่า เห็นผู้หญิงตัวจ้อยคนหนึ่งวิ่งมาแถวนี้บ้างไหม?
            “พวกแกแยกย้ายกันตามหานังเด็กปัญญาอ่อนนั้นไป เดี๋ยวฉันจะลองไปถามไอ้หมอนั่นดู จงยอลพูดภาษาบ้านเกิด มองหน้าลูกน้องผ่านเลนส์แว่นสีหม่น แม้นท้องฟ้ามืดมิดแต่เขาก็ไม่เคยคิดจะถอดมันออก เพราะการมีสายตาเอนเอียงอย่างเห็นชัดนับเป็นสิ่งที่จงยอลอับอายมากที่สุดในชีวิตนี้
            ศัลยกรรมใบหน้าให้หล่อได้ ก็ใช่ว่าจะศัลยกรรมดวงตาเอียงๆ ให้ตรงได้เสียเมื่อไหร่
            เมื่อลูกน้องต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง เจ้าของแว่นตาก็จ้ำอ้าวๆ เข้าไปหาชายหนุ่มที่กำลังก้มๆ เงยๆ เก็บของด้วยใบหน้ามู่ทู่ การใช้ภาษาไทยที่เรียนมาด้วยระยะเวลาอันสั้นฟังดูแล้วแปลกหูจนชายเจ้าของคำพูดยังรู้สึกรำคาญเสียเอง แต่เอาเถอะเพราะมีแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้นที่เขาจะยอมจดจำไว้ในสมอง
            “ม่าย ทราบ ว่า คูณ เห็นน ผู้ ยิงง ตัว เล็กกๆ วิ่น มา แถว นี้ ม้าย ครับ โผ้ม
            แจ๊บละมือจากงานตรงหน้าเพื่อเคลื่อนระดับสายตาหาเจ้าของสำเนียงอุบาทว์ เขาจ้องมองชายแว่นดำด้วยความสมเพช ครั้นในใจก็ด่าทอไปตามประสาคนกำลังโมโหหิว
            ‘พูดไม่ได้ยังสาระแนจะพูดอีก
            แจ๊บสั่นหัวรัวแทนคำพูดเนื่องด้วยไม่อยากจะเสวนากับคนต่างชาติ ยิ่งเป็นต่างชาติที่ไม่ได้เป็นแหม่มสาวขาวอึ๋ม ด้วยแล้วล่ะก็แค่มองหน้าก็ชักจะเอียนๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
            เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากคนตรงหน้า จงยอลก็ก้มหัวลงผลุบๆ ตามธรรมเนียมขอบคุณประจำชาติ หากในใจกลับรู้สึกหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าไอ้หน้าปลาแซลม่อนคนนี้ทำไมถึงได้หยิ่งนัก
          ‘ถ้าไม่ติดว่าเป็นบ้านเมืองของพวกแกล่ะก็ฉันยิงทิ้งไปนานแล้ว
            เจ้าของแว่นสีหม่นเดินจากมา สมองครุ่นคิดเพราะไม่รู้จะไปตามหานังนั่นที่ไหนดี เวลานี้เจ้านายคงรู้สึกหงุดหงิดอยู่เนืองๆ เนื่องจากไม่ได้รับการติดต่อข่าวดีจากเขาเสียที
            จะยังไงก็เถอะอย่างไรเสียเขาก็ต้องจับตัวหล่อนให้ได้อยู่ดีนั่นแหละ!


           ตรีนนท์เดินจ้ำอ้าวมาที่รถบรรทุกพลางผิวปากด้วยอารมณ์สุนทรีย์ บรรยากาศอันเงียบสงบทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายมากกว่ารู้สึกกลัว
            ประตูรถถูกเปิดด้วยมือของชายหนุ่ม ตรีนนท์กระโดดขึ้นไปพลันกวาดสายตาหาขนมถังแตกก่อนจะเห็นมันวางอยู่บนคอนโซลหน้า เขาไม่รอช้า เอื้อมมือไปหยิบแล้วรีบกลับลงมา พลันจัดการปิดประตูแล้วล็อกกุญแจรถถือเป็นอันว่าเสร็จสิ้น
            แต่เพราะความรู้สึกเสียวแปลบที่ท้องน้อยทำให้ใบหน้าอ่อนหวานต้องหยุดชะงัก ตรีนนท์มองซ้ายมองขวา หาสถานที่ปล่อยเบากระทั่งได้พบเข้ากับ ต้นมะเกลือยักษ์
            ชายหนุ่มตัดสินใจ ว่าตูจะรดน้ำต้นไม้ต้นนี้แหละ!’
            ตรีนนท์เดินรี่เข้าไปพลางยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ปากก็พร่ำขอให้ลูกช้างปลดเบาลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นคำขอขมาจึงเร่งจัดแจงปลดกระดุมกางเกง รูดซิบพลางดึงเจ้านนท์น้อยออกมานวยนาดพลันยิงยาวใส่ต้นมะเกลือขนาดยักษ์
            โดยไม่ทันรู้เลยว่ามีใครบางคนแอบซ่อนตัวอยู่!
            หญิงสาวเห็นทุกสิ่งเบื้องหน้า หล่อนอ้าปากค้าง อยากกรีดร้องแต่ก็กลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า สุดท้ายจึงต้องทนเอามือปิดตาแต่ก็ยังมิวายถูกสายฝนสีทองของชายหนุ่มกระเด็นมาโดนใบหน้า ความอดทนที่เคยมีจึงเริ่มหดหายก่อนจะกลายเป็นโหวกเหวกโวยวายไปในที่สุด
            “ไอ้คนสกปรก!
            “เฮ้ย!!” ตรีนนท์ร้องเสียงหลง แล้วพานนท์น้อยกลับเข้าสู่แดนสวรรค์อย่างเร่งด่วนเมื่อเห็นหญิงสาวนางหนึ่งโผล่พรวดออกมาจากต้นมะเกลือ
            “ไม่อายเจ้าที่เจ้าทางบ้างหรือไงถึงได้มาปล่อยลงตรงนี้!เธอโวยวาย มือชี้หน้าต่อว่า
            “อะ อะไรกันคุณ คุณต่างหากไปทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนั้น
            “ไม่รู้ล่ะ ทุเรศลูกตาที่สุด แหวะ! หญิงสาวแสร้งทำเป็นอาเจียนก่อนจะล้วงมือลงในกระเป๋าแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าลายเป็ดขึ้นมาถูลงบนแก้ม
            “อ่าๆ ผมขอโทษก็แล้วกัน...นี่คุณปรกติผมไม่ได้ปล่อยเรี่ยราดใส่ต้นไม้หรอกนะ
            “นั่นมันก็เรื่องของคุณช่างเถอะ ฉันไม่ถือสาหาความหรอกกับอีแค่ฉี่
            วลีสุดท้ายหญิงสาวจงใจผ่อนเสียงให้เบาลง ครั้นนึกถึงภาพที่ปรากฏต่อหน้าเมื่อครู่ ดวงแก้มของหล่อนก็แดงระเรื่อขึ้นมาทั้งยังร้อนผ่าวไปหมด
            ดูเหมือนว่าตรีนนท์เองก็กำลังคิดแบบเดียวกันอยู่ ความอับอายในครั้งนี้ยากจะลบเลือน เขาจะขอจดจำไว้เป็นบทเรียนว่าแม้จะปวดปัสสาวะเพียงใดก็ต้องอดทนอดกลั้น
            “คุณมีน้ำไหมล่ะ ถ้ามีขอฉันเอามาล้างสักหน่อย” หญิงสาวเอ่ยถามเพื่อปกปิดความเขินอาย แต่ถึงกระนั้นหล่อนก็ยังไม่กล้าสบตาชายหนุ่มอยู่ดี
             ตรีนนท์พยักหน้ารับพร้อมครางอือๆ ในลำคอ เขาไขกุญแจเปิดประตูรถคันเดิมอีกครั้งเพราะจำได้ว่ายังมีน้ำเปล่าหลงเหลืออยู่หนึ่งขวด จนกระทั่งพบสิ่งที่ต้องการจึงรีบโยนมันลงไปให้คนที่ต้องการ
             “ขอบคุณ” หล่อนเอ่ยอย่างแผ่วเบาพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ สำหรับน้ำขวดนี้
            ตรีนนท์ยิ้มรับและกระโดดกลับลงมา เขาปรายตามองหญิงสาวซึ่งกำลังเทน้ำในขวดลงสู่ผิวหน้า โดยมองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพบว่าหล่อนเตี้ยกว่าเขามาก ใบหน้าทรงกลมทำให้แก้มดูป่องเหมือนเด็กทารก ผิวสีน้ำผึ้งรับกับสีผมน้ำตาลทอง หากแต่ผมยาวประบ่ากระเซอะกระเซิงหมดสิ้นคำว่าสวยงาม
            หล่อนไม่ใช่คนสวย หากเป็นเพียงหญิงสาวที่มีหน้าตาน่าเอ็นดูเท่านั้น
             ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอโดยไม่ละสายตาไปไหน เขาไล่ระดับสายตาลงมาจนถึงเครื่องแต่งกายของหญิงสาว เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีดำลายการ์ตูนลิขสิทธิ์ ท่อนล่างสวมกางเกงทรงกระบอกเป็นลายทหารสีเขียวขี้ม้าปนเหลืองแก่ ในมือซ้ายถือกระเป๋าหนังใบใหญ่พอประมาณ ส่วนอีกข้างถือรองเท้าส้นสูงที่มองยังไงก็ไม่เห็นจะเข้ากับชุดของหล่อนเลยสักนิด
            “โรคจิตเหรอไง มองอะไรไม่ทราบคะ?”
            เสียงแขวะแหลมๆ ทำให้ชายหนุ่มรีบชักสายลงบนพื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วหรี่ตามอง ทำราวกับว่าไม่ได้สนใจหล่อนมาตั้งแต่แรก
            “เปล๊า ตรีนนท์ปฏิเสธเสียงสูง ผมแค่สงสัยว่าคุณไปทำอะไรมาสภาพถึงดูไม่จืดขนาดนี้
            “ก็ไม่ได้ทำอะไร” หญิงสาวยกขวดน้ำในมือขึ้นจ่อปากพลันกระดกดื่มก่อนจะเอ่ยต่อไป “แค่ถูกหมาตามไล่ฟัด
            “งั้นเหรอ….” ตรีนนท์เลิกคิ้วพร้อมทั้งลากเสียงยาวเพราะไม่เชื่อในสิ่งที่หล่อนพูด แต่ด้วยความไม่ชอบเซ้าซี้เขาจึงไม่ถามอะไรต่อ
            หญิงสาวเองก็ไม่ต่างกัน ในเมื่อเขาสำรวจตัวของเธอแล้วเธอเองก็ควรจะสำรวจตัวของเขาบ้าง ชายหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตไม่ติดกระดุม ด้านในเสื้อเชิ้ตมีเสื้อยืดสีขาวถูกซ้อนทับเอาไว้ เขาใส่กางกางขาสั้นเลยเข่าขึ้นมา สวมรองเท้าหูหนีบสีขาวแถบฟ้าคราม ถ้าให้หล่อนเดาเล่นๆ เห็นทีจะต้องเป็นยี่ห้อตราช้างสาร
            ทั้งดวงหน้าหวานเกินชายชาติทหารทำให้หล่อนคิดว่าเขาอาจจะเป็นเพศที่สามอยู่ลึกๆ ก็ได้ หญิงสาวหลุดหัวเราะหลังจากลองจินตนาการว่ายามเขาเดินอ้อนแอ้นแล้วทำเสียงแหลมเล็กเลียนแบบเพศแม่ มันจะตลกขนาดไหน
            “ฮ่าๆๆ
            “อะไรคุณ ขำอะไร” ตรีนนท์ถามน้ำเสียงหาเรื่อง
            “เปล่านี่
            หญิงสาวปฏิเสธจนกระทั่งเหลือบไปเห็นถุงบางอย่างในมือของชายหนุ่ม หล่อนเพ่งมองจนรู้ว่ามันคือขนม ด้วยความหิวโหยท้องไส้จึงส่งเสียงร้อง หญิงสาวกัดริมฝีปากเพื่อสกัดกั้นความอยากแต่ก็อดรนทนไม่ไหวอยู่ดี สุดท้ายจึงต้องเอ่ยปากขอขนมกันซึ่งๆ หน้า
            “นี่ ขนมในมือคุณฉันขอได้ป่ะ น้า~ เนี่ยตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องฉันเลยสักกะนิด
            น้ำเสียงออดอ้อนแลดวงตาอันแวววาวทำเอาตรีนนท์เลิกลั่ก เขาไม่กล้ายกขนมของเพื่อนรักให้แก่เธอเพราะอย่างนี้จึงต้องครุ่นคิดอยู่นาน แต่เมื่อเห็นและทำความเข้าใจกับสภาพของคนตรงหน้าชายหนุ่มก็ขอยอมแพ้
            “เอาไปสิ ตรีนนท์ยื่นถุงขนมไปข้างหน้า เห็นแก่สภาพแย่ๆ ของคุณหรอกนะ
            “โอ๊ะโอ หญิงสาวคว้าถุงในมือของชายหนุ่มอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวล้วงลงหยิบขนมถังแตกขึ้นมาสวาปามอย่างไม่อาย
            ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของใครหลายคนซึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ก็เล็ดลอดเข้าหู ทำให้หญิงสาวถึงคราวหยุดชะงัก เมื่อแน่ใจแล้วว่าเสียงต้องมาจากพวกมันแน่ๆ หล่อนก็รีบทิ้งขนมลงบนพื้น วิ่งหนีไปโดยไม่เอ่ยคำลาหรือกล่าวคำขอบคุณชายผู้มีบุญคุณเลยสักคำ
            “อ้าวคุณ จะไปไหนน่ะ คุณ!”
            ตรีนนท์ร้องเรียกหญิงสาวปริศนา เขางุนงงกับการกระทำของหล่อนเป็นอย่างมากจึงตัดสินใจวิ่งตามไป ก่อนจะเห็นว่าด้านหลังของเธอเต็มไปด้วยกลุ่มชายในชุดสีดำหลายสิบคนกำลังวิ่งไล่ตามอยู่
            แม้ในใจจะกล้าๆ กลัวๆ แต่ตรีนนท์ก็ไม่ลังเล เขาใช้พื้นฐานของการเป็นคนชอบช่วยเหลือวิ่งตามหญิงสาวต่อไปโดยไม่สนว่าเธอเป็นใคร เพราะในเมื่อเธอกำลังเดือดร้อน แน่นอนว่าเขาจะต้องเข้าไปช่วย!
            ขอแค่ได้ยินเธอเอ่ยคำขอบคุณให้ฟังอีกสักครั้งก็พอแล้ว


            ถนนสายเล็กที่มุ่งไปสู่ลานวัดชุ่มไปด้วยเลือดจากฝ่าเท้า สุดท้ายหญิงสาวก็ต้องหนีอีกครั้ง แม้จะรู้สึกผิดที่ไม่ได้กล่าวคำอำลาหรือเอ่ยคำขอบคุณ แต่อย่างน้อยหล่อนก็ดีใจที่ได้พบเจอคนอย่างเขา
            หากมีเวลาเหลืออีกสักหน่อยหล่อนก็อยากขอร้องให้เขาช่วยเหลือ เพราะหล่อนเชื่อว่าเขาจะต้องเป็นคนดี คนไทยด้วยกัน อย่างไรเสียก็ต้องมีน้ำใจกว่าคนที่ไม่ได้เกิดมาอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันอยู่แล้ว
          “อย่าหนีนะนังอึมจอง ฉันสั่งให้เธอหยุดเดี๋ยวนี้!”
            แม้จะเข้าใจทุกประโยคที่คนข้างหลังตะโกนแต่หญิงสาวก็ไม่อาจทำตามได้ คนพวกนั้นประสงค์ร้ายและต้องการชีวิตของหล่อน เพียงเพราะเคยขัดใจและเผลอทำร้ายเจ้านายของพวกมัน!
            สำนวนเกาหลีมีทั้งตะโกนเรียกและก่นด่าทำให้หญิงสาวไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความแค้นเอาไว้ได้ ไม่รู้เพราะเหตุใดโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับเธออย่างนี้ ก่อนหน้าเคยทำให้ดีใจสุดกู่แต่สุดท้ายก็ย้อนกลับมาทำร้ายจนต้องเสียใจสุดติ่ง!
            เพียงเพราะความเห็นแก่ได้ของใครบางคน
         “เลิกตามฉันเสียทีโว้ย!” หญิงสาวตะโกนตอบด้วยความโมโห
         “ไม่มีทางซะล่ะ!”
            ทั้งสองตอบโต้กันไปมาเป็นภาษาต่างถิ่น ซึ่งมีแต่เจ้าของภาษาและคนที่ได้เรียนรู้เท่านั้นจึงจะเข้าใจ ต่างจากชายสัญชาติไทยแท้ซึ่งกำลังรั้งท้ายอยู่!
            ตรีนนท์วิ่งตามคนกลุ่มนั้นมา แม้จะฟังบทสนทนาข้างต้นไม่ออกหากชายหนุ่มกลับแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพวกมันคงไม่ได้มาดี แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เกรงกลัว เพราะในมือมีไม้หน้าสามซึ่งเตรียมเอาไว้ฟาดหัวพวกมันโดยเฉพาะแล้ว!
            เมื่อวิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้นชายหนุ่มก็ตัดสินใจตะโกนทักท้วง หมายจะให้พวกมันและหญิงสาวได้ยินเสียงจากลำคอนี้
            และหวังว่าเธอจะรู้....ว่าเขาตามมาช่วยแล้ว
            “หยุดนะโว้ย!”
            ไม่เสียแรงเปล่า หนึ่งในนั้นเหลียวหลังไปมองชายปริศนาก่อนจะหันไปสนทนากับเจ้าของแว่นเรย์แบนด์สีหม่น ซึ่งหลังจากเดินกุลีกุจอหานั่งเด็กเปรตนี่อยู่นานสองนานจนได้ยินเสียงแหลมๆ ของหล่อนเข้า จงยอลจึงรีบโทร.เรียกลูกน้องให้มาสมทบพลันเตรียมตัวเพื่อรอจังหวะเข้าจับกุมหล่อนในทุกเวลา
            แต่เพราะเสียงฝีเท้าของไอ้ลูกน้องบ้าพวกนี้แหละ! ที่ทำให้กระต่ายตื่นตูมเสียก่อน สุดท้ายเลยต้องมาวิ่งไล่จับกันอีกตามเคย
          “พี่จงยอล มีคนตามมาครับ
          “ว่ายังไงนะ?”
          “มีคนตามมาครับ ท่าทางอ้อนแอ้นหน่อยๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามันพูดอะไรของมัน
          “ไม่ต้องไปสนใจมัน คนแบบนั้นเดี๋ยวสักพักมันก็สะดุดขาตัวเองล้มนั่นแหละ
            บทสนทนานี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกเอะใจ หล่อนยอมเสี่ยงเพื่อเหลียวหลังกลับไปมองก่อนจะพบว่าเจ้าของหนี้บุญคุณกำลังวิ่งหน้าตั้งตามมาอย่างกระชั้นชิด
            ตรีนนท์ยิ้มร่าทันทีที่เห็นใบหน้าหญิงสาว เขาตะเบ็งเสียงที่มีทั้งหมดบอกแผนการแก่หล่อนโดยมีเนื้อความว่า หากไปถึงศาลาการเปรียญข้างหน้าแล้ว ขอให้วิ่งเข้าไปในซอกเล็กๆ ทางด้านขวา และวิ่งไปตามทางจนกว่าจะพบเจอป่าช้าโดยเขาจะไปรอหล่อนอยู่ที่นั่น
            หญิงสาวเข้าใจ หล่อนพยักหน้าและยิ้มตอบ ความหวังน้อยๆ มาพร้อมกับรอยยิ้มฮึดสู้
            ร่างบางวิ่งต่อไปจนกระทั่งพบกับศาลาการเปรียญซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นหลังเดียวกับที่ชายหนุ่มบอก เมื่อแน่ใจแล้ว เธอจึงเร่งฝีเท้าเข้าซอกเล็กๆ แล้วมุ่งตรงไป หมายจะได้พบเจอกับเทพบุตรอย่างเขาที่นั่น ยิ่งพวกมันไม่เข้าใจบทสนทนาของหล่อนกับเขาด้วยแล้ว ทางนี้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ
            ที่เหลือก็คงต้องพึ่งบุญกรรมวาสนาของแต่ละคนที่คอยปั้นแต่งกันมาแต่ชาติปางก่อนเท่านั้นล่ะ


            ยอดเมรุสูงเด่นจึงสามารถมองเห็นได้จากที่ไกลๆ ตรีนนท์เริ่มเห็นเส้นทางรอดหลังลุ้นระทึกอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี จนนึกออกว่าตรงศาลาการเปรียญมีเส้นทางลัดไปสู่เมรุได้ เพียงแต่ต้องยอมผ่านป่าช้านี้ไปก่อนเท่านั้น
            ชายหนุ่มนึกในใจ อยากจะกราบไหว้พระคุณเจ้าในวัดที่ได้ชี้นำเส้นทางแก่เขา ไว้มีโอกาสจะนำกฐินผ้าป่ามาถวายแต่คงต้องรอให้เขาได้เป็นพระเอกลิเกเสียก่อนล่ะ!
            เพราะการแสดง ลิเกเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่ยังเล็ก
            ชายหนุ่มเลิกคิดพลันวิ่งสุดแรงเกิดจนกระทั่งมาถึงป่าช้า บรรยากาศวังเวงชวนขนลุกทำให้ตรีนนท์หยุดมองซ้ายมองขวาอยู่นาน เมื่อเห็นว่าไม่มีตัวอะไรโผล่ออกมา ชายหนุ่มจึงรีบเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใกล้กับโกศเก็บกระดูก ในใจหวังว่าหญิงสาวคงรอดจากพ้นเงื้อมมือของพวกมันและมาพาตัวเองมาจนถึงที่นี่ได้
            ราวกับปาฏิหาริย์เพราะในที่สุดความปรารถนาของเขาก็เป็นจริง!
            ตรีนนท์เริ่มมองเห็นหญิงสาวซึ่งได้วิ่งเข้ามาใกล้ต้นไม้ที่เขาใช้หลบซ่อนตัวอยู่
            ร่างสูงกระโจนออกไปทันทีที่หล่อนวิ่งผ่าน เขาดึงตัวเธอมาไว้ในอ้อมกอด แต่ด้วยความตกใจหญิงสาวจึงกรีดร้องลั่น ดีที่เขาเอามือปิดปากหล่อนไว้ได้ทันเสียงหวีดแหลมจึงยังไม่เล็ดลอดออกไป
            “ชู่วว์ ผมเอง” เขาคลายมือออกเมื่อเห็นว่าหล่อนยอมสงบปากลง
            “เล่นอะไรของคุณน่ะ! ฉันก็นึกว่าผีหลอกเข้าซะแล้ว
            “แหมะผีอะไรจะหล่อขนาดนี้” ตรีนนท์พูดกลั้วเสียงหัวเราะ
            “ฉันไม่ขำกับคุณหรอกนะคะ
            หญิงสาวเมินเฉยต่อท่าทีของตรีนนท์ เขาทำปากมุบมิบเป็นภาษาต่างดาวในขณะที่แขนกอดเธอเอาไว้แน่น แต่ถึงกระนั้นสาวน้อยก็ไม่ได้ถือสา เพราะตอนนี้สมาธิของหล่อนทั้งหมดกำลังจดจ่อไปที่ชายกลุ่มนั้น
            พวกมันอยู่สุมหัวกันในจุดที่หญิงสาววิ่งผ่านมาแล้ว ซึ่งไม่ไกลจากจุดที่กำลังซ่อนตัวมากนัก เจ้าจงยอลคนที่หล่อนรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกำลังชี้นิ้วสั่งการลูกน้องจำนวนหนึ่งให้แยกย้ายออกไปอีกทาง ส่วนตัวมันและลูกน้องอีกสามสี่คนวิ่งตรงเข้ามาในป่าช้าที่ทั้งสองใช้อำพรางกายอยู่
            ตรีนนท์เองก็เห็นการกระทำของพวกมันเช่นกัน เขาคลายอ้อมกอดจากหญิงสาว ปล่อยมือลงมากุมข้อแขนและกระตุกเบาๆ ก่อนจะพาเธอวิ่งไปจากจุดนั้น หญิงสาวเองก็ตามออกไปโดยไม่อิดออด แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงสถานที่ที่เขากำลังพาจะไป
            “คุณจะพาฉันไปที่ไหน ทำไมถึงวิ่งมาทางนี้หญิงสาวหันรีหันขวาง โกศใส่กระดูกรูปทรงเจดีย์เรียงรายอยู่รอบกายเต็มไปหมด หล่อนยอมรับว่ากลัวสิ่งที่มองไม่เห็นมากกว่ามนุษย์ชั่วทรามเป็นไหนๆ
            “ไปเมรุ คนของผมรออยู่ที่นั่น
            “ไกลมั้ยคุณ ถ้าไกลเกินไปฉันกลัวว่าฉันจะวิ่งไม่ไหว หญิงสาวพูด นัยน์ตาละห้อย คุณหนีไปก่อนก็ได้นะ ทิ้งฉันไว้ตรงนี้แหละ ฉันไม่อยากให้คุณต้องถูกตามล่าไปด้วย
            “เถอะน่า! อดทนอีกนิดก็แล้วกันไม่ไกลหรอก
            หญิงสาวเลิกทู่ซี้ ยอมทำตามที่ชายหนุ่มบอกเพราะเขาทำให้หล่อนมีความหวังหวังเพียงสักนิดว่าจะต้องรอด
            ความง่วงบวกกับความเหนื่อยล้าทำให้หนทางข้างหน้าของตรีนนท์เริ่มพร่ามัว ร่างกายของเขาขาดการพักผ่อนอย่างเต็มที่มาร่วมอาทิตย์ เป็นเหตุให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ขาของชายหนุ่มเริ่มพันกัน จนกระทั่งในที่สุดร่างระหงก็ล้มพับลงบนพื้นเนื่องด้วยขาหมดสิ้นแรง หากแต่สติของเขานั้นยังอยู่ครบ
            “คุณ! เป็นอะไรไปน่ะคุณหญิงสาวถามด้วยความเป็นห่วง หากตรีนนท์ทำได้แค่เพียงยิ้มรับ บอกเป็นนัยๆ ว่าคนอย่างเขาไม่เป็นอะไรมากอยู่แล้ว
          “เห้ย! ตรงนั้น
            พวกมันส่งเสียงคำรามทันทีที่เห็นตรีนนท์นั่งกองอยู่กับพื้นทำให้เขาไม่อาจรีรออะไรได้อีก ชายหนุ่มพยายามดึงร่างกายให้ลุกขึ้นโดยมีหญิงสาวช่วยคอยประคับประคองอีกแรง ทั้งคู่พยายามวิ่งต่อไปแม้ร่างกายของตรีนนท์จะเริ่มอ่อนล้ามากแล้วก็ตาม
            ตรีนนท์เหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง เพราะอยากทราบถึงระยะห่างระหว่างเขากับพวกมันก่อนจะพบว่าไม่ได้ห่างจากกันสักเท่าไหร่นัก แสงสว่างของดวงจันทร์ช่วยให้เขาเห็นการกระทำของพวกมันอย่างชัดเจน โดยมือของเจ้าคนหน้าสุดกำลังไขว้ไปข้างหลังราวกับกำลังจะดึงอะไรบางอย่าง
            จนได้รู้ว่าสิ่งที่พวกมันดึงออกมาคือปืน!
            “คุณ! มันมีอาวุธ!หญิงสาวร้องบอกเพราะหล่อนเองก็เห็นเหมือนกันกับเขา
           “ผมเห็นแล้ว
            ความตกอกตกใจทำให้ทั้งสองร้อนรน จนไม่รู้จะทำอย่างไรดีท่ามกลางไกปืนซึ่งถูกเหนี่ยวรั้งไว้กับนิ้วชี้ของอีกฝ่าย ตรีนนท์ใช้สมองคิดหาวิธีที่จะช่วยให้เขาและเธอรอดพ้นจากลูกตะกั่วนี้ด้วยการอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์ทั้งหลายภายในวัด
            ปังง-!!
            และกว่าพระท่านจะเมตตาเสียงจากกระบอกปืนก็ดังขึ้นก่อนเสียแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

3 ความคิดเห็น