(sf/os) produce 101 | twenty one radio on-air

ตอนที่ 7 : | twopark | เราไม่รู้จักกัน special. #เขี้ยวเปรี้ยวตีน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    29 ธ.ค. 62



Play : เราไม่รู้จักกัน LULA

 

 

Park Woojin x Park jihoon

#เขี้ยวเปรี้ยวตีน

 

 

 

               “ขอโทษนะ”

 

               “แต่เราว่า เรากับเขี้ยวเป็นเพื่อนกันดีกว่า”

 

               “มันดีกว่า”

 

               .

 

               .

 

               .

 

               ประโยคเหล่านี้ถูกเอ่ยขึ้นมาในหัวเขาเบาๆ แต่ยังได้ยินชัด ภาพที่ถูกหยุดไว้ในช่วงเวลานั้นย้อนกลับขึ้นมาให้เห็นช้าๆ แต่ไม่บ่อยครั้งเท่าแต่ก่อนที่เขาเคยชิน  อย่างน้อยก็ตอนมีอะไรบางอย่างมากระตุ้นให้จำเป็นต้องคิดถึง

 

               เช่นเมื่อกี้ที่เขาเหลือบไปมองสวนสาธารณะสีเขียวที่อยู่ข้างทางเดินผ่าน  ไม่ได้ใกล้เคียงอะไรกับสวนหญ้ากลางสยามสแควร์ตรงนั้นหรอก แต่แค่นั้นก็ทำให้เขาเห็นภาพแล้ว

 

            ขนาดหนีมาญี่ปุ่นแล้วนะ

              

               เขาถอนหายใจเสียงดังทำเอาผู้ที่เดินอยู่ข้างๆ หันมามองตาโต  เพื่อนร่วมงานที่คิดว่าตัวเองเริ่มจะชินกับนิสัยแปลกๆ ของเขี้ยวแล้วอดไม่ได้ที่จะถามเกรงๆ

 

               “Are you okay?

 

               ภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นของบัดดี้ในการมาดูงานครั้งนี้ถูกตอบกลับไปด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไทย แต่พูดคล่องพอดูของชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้ง  เขี้ยวกำลังเสยผมสั้นยุ่งๆ ซึ่งลงมาปรกหน้าหลังจากคิดอะไรเพลินไปหน่อย รีบหันไปปฏิเสธยูตะว่าเขาสบายดี แค่วันนี้เดินเยอะไปหน่อยเลยปวดขา  ไม่ชินกับการที่สถานที่ต่างๆ ในโอซาก้าสามารถเดินไปได้จากสถานีรถไฟ และแม้จะไกลขนาดไหนคนก็ยังเดินกัน  ถ้าอยู่เมืองไทยเขาคงโบกวินมอเตอร์ไซด์ให้ไปส่งแล้ว

 

               เพื่อนญี่ปุ่นที่มาด้วยกันอีกสองสามคนหัวเราะ  ทั้งหมดต่างเคยไปใช้ชีวิตที่ไทยมาหมดแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือน  เพราะบริษัทที่เขี้ยวทำงานอยู่เป็นบริษัทเครื่องจักรที่ร่วมมือกันระหว่างไทย-ญี่ปุ่น  ทำให้พนักงานในสังกัดต้องเดินทางไปมาระหว่างสองประเทศเป็นปกติเมื่อมีงานที่ได้รับมอบหมาย  เขี้ยวหลังจากจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์มา(อย่างทุลักทุเลโคตรๆ) ได้ปีกว่าเพิ่งได้เดินทางมาที่นี่เป็นครั้งที่สี่  ถึงเขาจะได้เข้าทำงานทันทีตั้งแต่เรียนจบก็ตาม  แต่เพื่อนบางคนในภาคเดียวกันมักทำเสียงตื่นเต้นตื่นใจเสมอเวลาเขาไปกินเหล้าแล้วบอกว่างานที่ทำอยู่มีหน้าที่ต้องไปดีลกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นด้วย

 

               เขาเองยังภูมิใจในตัวเองเลย  ไม่คิดเหมือนกันว่าเด็กต่างจังหวัดที่ไม่เคยนั่งเครื่องบินมาก่อน ตอนนี้จะเริ่มชินกับการใช้ชักโครกประหลาดไม่มีน้ำบนเครื่องแล้ว

 

               และตอนนี้เขาเริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นประโยคง่ายๆ ได้แล้วด้วย 

 

               แต่รุ่นพี่หัวหน้าทีมชอบบอกเขาว่า มึงยังไม่ต้องพูดดีกว่า

 

               “เดี๋ยวเลี้ยวขวาข้างหน้าก็ถึงร้านแล้ว  มึงบอกพวกเค้าดิ๊”

 

               ชายวัยสามสิบกลางๆ ตัวสูงไหล่กว้างที่เดินนำขบวนหนุ่มออฟฟิศอยู่พูดเสียงดังโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากจอโทรศัพท์  หัวหน้าทีมของเขี้ยวคนนั้นกำลังพาทุกคนไปร้านอาหารโลคอลที่ตัวเองหาเจอในเพจรีวิวในเฟสบุ๊ค  เป็นร้านอิซากายะเล็กๆ ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นโอซาก้าโดยกำเนิดอย่างยูตะยังไม่คุ้นด้วยซ้ำ  เขี้ยวไม่รู้ว่าจะไว้ใจความภูมิใจนำเสนอแบบไม่รู้ที่มาที่ไปต่อร้านนี้ของหัวหน้าได้หรือเปล่า  แต่ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่เพิ่มพูนขึ้นในหลายปีมานี้ของเขาบอกว่า อย่าไปเถียงหรือมีปัญหาให้เสียเวลา

 

               “เลียวขาๆ”

 

               แต่ก่อนริมฝีปากโต้งหยักปิดฟันแหลมคู่สวยจะเอ่ยปาก ยูตะก็ยกมือบอกเพื่อนๆ ไปแล้ว  คนญี่ปุ่นพวกนี้เรียนรู้ภาษาไทยได้ไวจนน่ากลัว  เขี้ยวชื่นชมมาตลอด บางคนร้องเพลงไทยได้ทั้งเพลงแล้วด้วย (และเขายังได้เรียนรู้อีกว่า พวกญี่ปุ่นชอบร้องคาราโอเกะมาก)

 

               บนถนนเส้นเล็กๆ ของย่านเงียบๆ ที่ไม่เหมือนตรงชินไซบาชิที่เขาพัก มีเพียงไฟจากเสาสาธารณะตรงหัวมุมถนนเท่านั้นที่ส่องแสงไฟสีขาวส่องให้เห็นสลัวๆ ว่าสองข้างทางเป็นรั้วบ้านหนาหรือไม่ก็ใต้ตึกอพาร์ทเมนต์โล่งๆ  คนแถวนี้แทบไม่ออกมาเดินเพ่นพ่านยามวิกาลกันเลยถ้าไม่ใช่ย่านการค้า  ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่ากลัวเท่าประเทศไทยซักนิด

 

               แต่ร้านเด็ดที่ว่าถ้ามันมาเปิดในย่านเงียบเหงาแบบนี้มันจะเด็ดจริงๆ หรอวะเนี่ย  เขี้ยวแอบแคลงใจ ก้าวยาวๆ ผละจากกลุ่มเพื่อนญี่ปุ่นไปหาหัวหน้าและรุ่นพี่คนไทย  หวังว่าจะลองแย้บๆ ถามว่าเราเปลี่ยนไปกินราเม็งแถวที่พักกันมั้ย  ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานวันที่สามแต่เช้า

 

               “กูนัดเพื่อนมาเต็มเลย เค้าถึงกันหมดแล้วเนี่ย” หัวหน้าขี้เหล้าชอบเหมาเบียร์ของเขาพูดอย่างร้อนรนกับรุ่นพี่ในทีม แล้วความหวังที่จะได้กินอะไรง่ายๆ กลับที่พักเร็วๆ ในใจเขี้ยวก็ถูกพวกผู้ใหญ่ขยี้ทิ้งอย่างไม่ใยดี

 

               “สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะมึง   เพื่อนกูเป็นแอร์  พาน้องมาเพียบเลยยย”

 

               “ได้ยินพี่บอกไดกิซังเมื่อเย็นแล้วครับพี่”

 

               “เออ พวกนั้นมันถึงตื่นเต้นกันใหญ่ไง”

 

               เขี้ยวเหลือบไปมองข้างหลัง เพิ่งสังเกตว่าแก๊งญี่ปุ่นดูเริ่งร่าผิดปกติ  แสดงว่าเขาอาจเป็นคนเดียวในทีมที่ไม่รู้เลยว่าคืนนี้จะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เกินไปกว่ากินข้าวเงียบๆ ตามประสาชายฉกรรจ์  มือหนาสีน้ำผึ้งยกขึ้นเสยผมอีกครั้ง  เขี้ยวกะปริมาณความอดทนที่ต้องใช้จนกว่าจะได้กลับไปนอนบนเตียงนุ่มๆ ที่โรงแรม

 

               “มาไอ้เขี้ยว ตามมาเร็วๆ มึง”

 

               ยิ่งใกล้ถึงร้านตามแผนที่ในโทรศัพท์ หัวหน้ากับรุ่นพี่ของเขาก็ยิ่งก้าวฝีเท้ายาวขึ้น  เขี้ยวจำใจเดินตามไป จ้องมองหลังเสื้อเชิ้ตสีฟ้าของคนข้างหน้าอย่างสิ้นหวัง  ประตูเลื่อนไม้ตามประสาร้านอาหารทั่วไปของญี่ปุ่นถูกเปิด  ทุกคนเร่งมือถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นเล็กๆ หน้าร้านที่มีรองเท้าหนังกับรองเท้าส้นสูงสามสี่คู่วางอยู่ก่อนแล้ว 

 

               ทุกคนในทีมไม่ว่าจะไทยหรือญี่ปุ่นเดินผ่านม่านผ้าสี่เหลี่ยมสีขาวเข้าไปก่อนแล้ว  เขี้ยวเพิ่งเงยหน้าขึ้นจากชั้นรองเท้า เดินตามเข้าไปในร้านพลางใช้มือพับแขนเสื้อไปด้วย

 

               อยากกลับไปนอน

 

               ที่หัวหน้าแม่งขยั้นขะยอให้มาขนาดนี้ไม่ใช่แค่ร้านมีรีวิวแล้วแหละ  เขาได้ยินเสียงผู้หญิงผู้ชายหัวเราะคิกคักตอนเดินเลี้ยวมุมตามไปในห้องกั้นที่มีเสื่อทาตามิ วางโต๊ะเล็กติดพื้นเรียงติดกันกว่าสี่โต๊ะเพื่อรองรับคนกลุ่มใหญ่  เขี้ยวกำลังปลดกระดุมพับแขนเสื้ออีกข้าง  เมื่อเงยหน้าขึ้นมา

 

               “นั่งเลยมึงไอ้เขี้ยว อย่าชักช้า”

 

               แปลกดีที่มีคนตั้งเยอะแยะ แต่เขากลับมองเห็นใครบางคนเป็นคนแรก

 

               เวลาที่ผ่านมาตั้งหลายปีมันควรจะทำให้เขาลังเลบ้างว่าไม่ใช่ ไม่น่าใช่

 

               ก็จริงแหละ  วินาทีต่อมาเขาคิดว่าใบหน้าใสที่นั่งอยู่อาจไม่ใช่คนที่เขารู้จัก

 

               แต่เขี้ยวปฏิเสธหัวใจตัวเองที่อยู่ๆ มันก็เต้นโครมครามเหมือนการเดินจากสถานีรถไฟมาถึงร้านนี้มันเหนื่อยมาก  ทั้งที่อากาศเย็นๆ แทบไม่ทำให้เขาเหงื่อออกซักหยด  สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองและหัวใจมันตอกย้ำว่าตัวเขารู้ว่าใช่ตั้งแต่แว้บแรกที่เห็น

 

               “เขี้ยว” รุ่นพี่ของเขาตบเบาะรองนั่งข้างตัว  เรียกให้คนที่ยืนค้างในท่าพับแขนเสื้อกำลังทำอะไรไม่ถูกก้มหน้าเลิ่กลั่ก รีบก้าวไปนั่งตรงที่เว้นว่างไว้สำหรับตัวเอง

 

               เขี้ยวได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น  และเขากลัวจริงๆ นะว่าไอ้ยูตะที่นั่งข้างๆ จะแอบได้ยินด้วย

 

               สี่ปี

 

            ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อนเลยว่าคนที่เขาคิดถึงอยู่บ่อยครั้ง  ถ้าเป็นช่วงก่อนอาจเรียกได้ว่าตลอดเวลา

 

               ใครจะไปคิดว่าจะมาเจอกันวันนี้

 

               ที่นี่

 

               ในบรรยากาศร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ไม่คุ้นเคย  แถมด้วยเสียงพูดภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษที่บินว่อนอยู่รอบตัว  ในวันที่เขาลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยหวังว่าจะได้เห็นใบหน้านั้นอีกซักครั้ง  ไม่ดิ...ไม่ได้ลืม  ความรู้สึกนี้มันยังอยู่มาตลอด   แต่เขาแค่เรียนรู้ที่จะอยู่โดยไม่ทรมาน

 

               หรือไอ้สวนบ้าหน้าปากซอยนั่นเป็นสัญญาณเตือนวะ...

 

            เขี้ยวกำลังทำอะไรไม่ถูกแหละ  ความคิดร้อยแปดพุ่งเข้ามาเหมือนลูกธนู

 

               เขาถึงกับหูดับไม่รู้ตัวไปเลยว่ามีคนสั่งอาหารตอนไหน  แต่ละคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะต่อกันยาวนี้เริ่มพูดคุยกันเมื่อไหร่  ใครบางคนในโต๊ะเริ่มออกความคิดให้แนะนำตัวเรียงคนเพื่ออะไรไม่รู้  เขี้ยวที่ตั้งแต่เดินเข้ามาและได้สบตากับดวงตาโตคู่นั้น จอประสาทรับภาพของเขาก็พร่ามัวปะปนไปกับแสงจ้าประหลาดที่ปรากฏในหัว ทำให้เขาไม่รับรู้อะไรเลย  ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาก้มมองจานถั่วออเดิร์ฟมาได้สิบนาทีแล้ว

 

               “เฮ้ย!

 

               “โอ๊ะ..”

 

               ศอกแหลมของรุ่นพี่ถองเข้าอย่างแรงที่สีข้างจนชายหนุ่มสะดุ้งโหยง   เกิดเสียงหัวเราะคิกคักมาจากทางสาวๆ ชาวไทยที่เขี้ยวจำได้ว่ารุ่นพี่บอกว่าพวกเธอเหล่านี้ทำงานเป็นแอร์โฮสเตส  ตอนนี้แหละที่เขี้ยวเพิ่งได้โอกาสวาดสายตาไปหาสาวสวยปากแดงเหล่านั้น  ก่อนจะไปหยุดที่ผู้ชายที่มีผมหน้าผากซึ่งนั่งอยู่เยื้องๆ กับเขาห่างไปสี่ห้าที่  ดูเหมือนดวงตากลมคู่นั้นจะมองมาที่เขาอยู่ตลอดก่อนที่เขาทั้งสองจะสบตากัน  และฝ่ายที่พ่ายแพ้ไปจะเป็นเขี้ยวเอง

 

               “เฮ้ยย”

 

               รุ่นพี่ถองเข้ามาอีกครั้ง เขี้ยวถึงระลึกได้ว่าตอนนี้บรรยากาศรอบข้างกำลังทำอะไรอยู่  เขาจำใจพูดอะไรออกไปซักอย่าง

 

               “อ่า...เขี้ยวครับ  เขี้ยวเด๊ส...”

 

               เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ใบ้แดก ก้มหน้าเลิ่กลั่กโยนคิวต่อไปให้รุ่นพี่ต่อ  ประโยคสั้นๆ ของเขาทำให้ฝั่งแอร์โฮสเตสยิ้มเล็กน้อยและหัวเราะคิกคักขึ้นมาใหญ่

 

               แล้วเมื่อลำดับการแนะนำตัวไปถึงฝั่งที่ใกล้กับคนที่สมาธิของเขาไปจดจ่ออยู่โดยไม่ได้หันไปมอง  แต่เสียงและคำพูดที่เอ่ยออกมาก็ทำให้หนุ่มผิวน้ำผึ้งใจเต้นแรง

 

               “รถจี๊ปครับ  บินได้ปีกว่า เป็นคนกรุงเทพ...”

 

               แค่ประโยคแรกก็อยากวูบ

 

               ไม่รู้อยู่ๆ ความกล้ามันมาจากไหน  เขาเงยหน้าไปมองคนที่กำลังพูดอยู่  ผิวขาวระเรื่อเป็นสีชมพูน้อยๆ เมื่อต้องพูดอยู่คนเดียวท่ามกลางคนแปลกหน้า  แต่รอยยิ้มที่มีอยู่เสมอและจังหวะการหายใจที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เขี้ยวเผลอมองใบหน้าที่ไม่ได้เห็นอยู่นาน

 

               สี่ปี 

 

            จนเมื่อดวงตาคู่โตตวัดกลับมามองที่เขาอีกครั้งอย่างจงใจ  เขี้ยวก็รีบกลับมาสนใจถั่วและหัวกุ้งทอดในจานเหมือนเดิมราวกับมันน่าสนใจเสียเหลือเกิน

 

               ความประหลาดใจที่ได้เจอกัน และความรู้สึกเหมือนหัวใจพองฟูอย่างน่าประหลาดยังอยู่กับเขาตลอดเวลาจนกระทั่งอาหารที่มาเสิร์ฟและเบียร์ในแก้วแต่ละคนพร่องไปเกินครึ่ง  ทุกคนในโต๊ะหันไปคุยกันเป็นกลุ่ม บ้างก็เป็นคู่  บางจังหวะรุ่นพี่หรือยูตะก็จะลากเขาเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย แต่สมาธิที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้เขี้ยวพอจะตามบทสนทนาได้แค่สองสามประโยคเท่านั้น  ใจเขามัวแต่บงการสายตาให้เหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ห่างๆ 

 

            บ้าป่ะวะ ถ้าเค้าสบตาอีกจะทำไง...

 

               แต่ถึงจะเถียงและตบตีตัวเองยังไง  รถจี๊ปก็ดึงดูดสายตาเขาอยู่ดี

 

 

               ดูเหมือนเพื่อนของหัวหน้าที่พาเหล่าสาวๆ แอร์โฮสเตสมาจะเริ่มซึมซาบฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์ได้ที่  เธอเป็นผู้หญิงวัยสามสิบกว่าๆ เอาแต่ตบไหล่รถจี๊ปและแอร์โฮสเตทผู้ชายอีกคนหนึ่งปุๆ  ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน แต่พอจะจับใจความได้ว่า ผู้ชายคนนั้นน่าจะเพิ่งแต่งงาน

 

               “...ดีแล้ว   รีบๆ แต่ง รีบๆ เก็บเงิน  แล้วเราล่ะหืมม...”

 

               มือที่ทาเล็บสีแดงสดของเธอจิกไหล่รถจี๊ปแน่น “ได้ข่าวจากไฟลท์ที่แล้วเค้าเม้ากัน  จี๊ปเป็นเดือนคณะสมัยเรียนหรอ”

 

               “เป็นเดือนที่ดังมากด้วยค่ะแม่  หนุ่มมาจีบไม่ขาดบอกเลย” รุ่นพี่ผู้หญิงที่นั่งอยู่ถัดไปผละจากการคุยอย่างออกรสกับเพื่อนร่วมงานญี่ปุ่นของเขา หันมาหัวเราะเสียงแหลม  รถจี๊ปยิ้มแหย

 

               “ไม่หรอกครับ” เขาหยิบน้ำลูกพีชในแก้วเตี้ยๆ ขึ้นจิบ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่สั่งเบียร์ “ตั้งแต่เลิกกับแฟนตอนปีสองผมก็ไม่ได้คบใครอีกเลย  ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องพวกนั้น”

 

               ไม่รู้ว่าเจ้าตัวสังเกตไหมว่ามีคนแถวนี้ตั้งใจฟัง  แต่เขี้ยวหัวใจเต้นถี่กว่าเดิมเมื่อได้ยิน

 

               “ขี้โม้ค่ะแม่นก”

 

               แอร์ผมยาวแสกกลางที่ย้ายมานั่งอีกฝั่งเพื่อจะได้คุยกับยูตะได้ถนัดยื่นมือออกมากลางโต๊ะ  เธอพูดเสียงดังพอจนเขี้ยวไม่ต้องจงใจแอบฟังก็ได้

 

               “หลังจากเลิกกับแฟนก็เคยสนใจอยู่คนหนึ่ง  แล้วตั้งแต่นั้นมามันก็ไม่คุยกับใครอีกเลยค่ะไม่รู้เป็นไร  ผู้ชายคนไหนมาจีบก็หยิ่งก็ใจร้าย  บอกปัดเค้าไปทั่ว”

 

               เขี้ยวแอบยกเบียร์กลืนลงคอไปอึกใหญ่

 

               “จากฮอตๆ ก็จืดสนิทจนมาบินนี่แหละค่า”

 

               “ไอ้เปอร์” รถจี๊ปถลึงตาจ้องเธอคนนั้นตาเขียว

 

               “หายากนะเนี่ย เป็นเพื่อนกันแล้วได้บินไฟลท์เดียวกันอ่ะ โชคดีมากนะ” หัวหน้าแอร์หัวเราะทั้งคู่ “ไหน รถจี๊ปไม่เห็นจะจืดตรงไหนเลย  ออกจะหล่อ เหมือนหนุ่มเกาหลีที่ลูกพี่กรี๊ด”

 

               “จืดแบบหมายถึงตายด้าน ไม่สนใจใครอ่ะค่ะพี่  รู้ไหมแต่ก่อนรถจี๊ปนี่โคตรคาสโนว่าเลยแหละ...จนโดนใครไม่รู้ถอดเขี้ยวเล็บน้า”

 

               ไม่รู้ว่าเขี้ยวรู้สึกไปเองหรือเปล่า  แต่สายตาของแอร์ผมยาวแสกกลางคนนั้นเหลือบมองมาที่เขาแปลกๆ จากการเค้นสติและสมาธิที่พอจะมี  เขาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน

 

               บทสนทนาต่างๆ ในโต๊ะดำเนินต่อไปอย่างครื้นเครง  ทุกคนรู้จักและบางคนถึงขั้นเริ่มแลกคอนแทคกันไว้  คนที่เงียบเหงาที่สุดในโต๊ะเป็นใครไม่ได้นอกจากเขี้ยว แต่เขาก็พยายามเต็มที่แล้วที่จะไม่ทำตัวมีพิรุธตลอดมื้ออาหารค่ำนี้  อย่างน้อยถึงจะพูดอะไรไม่ออก คุยกับใครไม่ถูก แต่เขาก็ไม่โดนรุ่นพี่ถองศอกเป็นรอบที่สามแล้วกัน

 

               เขาพยายามทำตัวให้ดูปกติมากที่สุดแล้ว  ระหว่างแอบมองใบหน้าด้านข้างของคนที่เขาคิดถึงอยู่บ่อยครั้งและไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอไปด้วย  ผ่านไปหลายชั่วโมงเขาก็ยังไม่อยากเชื่อ  และผ่านไปหลายชั่วโมงเขาก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้เอ่ยทักทาย  หรือแสดงออกว่าพวกเขาทั้งสองคนเคยรู้จักกัน

 

               ถ้าให้บอกตรงๆ  สี่ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่วันที่นัดเจอกันที่สวนวันนั้น  ไม่ใช่ว่าเขี้ยวปิดตัวเองให้จมจ่อคิดถึงแต่รถจี๊ปตลอดเวลา  เขาเลิกติดตามเฟสบุ๊ค เลิกติดตามไอจีของคนที่เขาอยากเห็นมาตลอด  และได้ลองก้าวออกไปหาคำตอบของอะไรที่เขาสงสัยด้วยตัวเองมาได้บ้าง

 

               เขาเคยมีแฟนมาแล้วหนึ่งคน

 

               และก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งเฟดตัวออกมาจากรุ่นน้องในภาคที่ทักมาทุกวันเกือบหกเดือน  เพราะรู้สึกตัวเองไม่มีเวลาพอจะเทคแคร์ใคร

 

เขี้ยวรู้ว่าตัวเองไม่ได้ทำตัวเหมือนคนรอคอยที่จะกลับมาได้เจอกัน  แม้รถจี๊ปจะคอยวนเวียนอยู่รอบตัวเขา เขาคิดถึงใบหน้านี้ทุกครั้งที่มีโอกาส  ถึงจะเลิกติดตามโซเชียลมีเดียทุกอย่างแต่นานๆ ครั้งเขาจะแอบถามวีว่าคนคนนั้นเป็นไงบ้าง  และเคยได้รับคำบอกเล่าเมื่อนานมาแล้วว่าวีก็ไม่ค่อยได้ติดต่อรถจี๊ปเหมือนกัน  และจากคนที่เคยเล่นโซเชียลมีเดียลตลอดเวลา ดูเหมือนรถจี๊ปจะไม่ลงแม้แต่สตอรี่ไอจีมานานมากแล้ว  เขาขาดข้อมูลเกี่ยวกับคนที่อยู่ในใจเขามานานอย่างสิ้นเชิง

 

               แต่ไม่รู้ทำไมคืนนี้มันมี...มันมีความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนี้  ความรู้สึกที่บอกเขาว่าวันนี้เป็นวันที่เขารอ

 

               และจากที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานของรถจี๊ปพูดถึง  ถ้าที่ผ่านมาจนกระทั่งตอนนี้รถจี๊ปไม่มีใคร  แฟนเก่าที่เขาพูดถึงก็คงจะเป็นยอร์ช  มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะมีหวังขึ้นมา 

 

            แต่กูหวังบ้าอะไรวะ  ขนาดหัวหน้าเรียกเช็คบิลและตอนนี้ทุกคนกำลังเดินกลับไปที่สถานีรถไฟพร้อมกัน  เขายังไม่มีโอกาสได้คุยกับคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้านี่เลย   เพื่อนแอร์พวกนี้จะล้อมหน้าล้อมหลังไปไหน

 

               เขี้ยวถอนหายใจอีกครั้ง  ยูตะก็เหลือบมองอีก  ไม่รู้คืนนี้เขาถอนหายใจไปกี่ครั้งแล้ว และถ้าไอ้ญี่ปุ่นถามอีกรอบเขาก็ไม่รู้จะตอบอะไร

 

               เจอคนที่เคยชอบแต่ไม่ได้คุยกับเขาก็เลยซึมเป็นหมา...งี้หรอ?

 

            พูดเป็นภาษาอังกฤษยังไงวะ

 

               ความหวังของเขาริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนมาถึงสถานีรถไฟ ที่ซึ่งกลุ่มแอร์โฮสเตทกับหนุ่มโรงงานต้องแยกกันไปคนละทาง คนละขบวนรถไฟ แต่ละคนบอกลากันตามมารยาทไทยญี่ปุ่น  แอร์สาวบางคนก็พูดญี่ปุ่นได้คล่องปร๋อจนน่าตะลึง  เขี้ยวยืนอ้ำอึ้งอยู่หลังหัวหน้า ยกมือไหว้เพื่อนของเขาและโดนแซวว่านั่งเงียบน่าดูในร้านเมื่อกี้

 

               และเมื่อหันกลับมาก็เจอใบหน้าคุ้นตายืนอยู่เหมือนรอเขาอยู่นาน

 

               “หวัดดี”

 

               เขี้ยวจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรไปบ้าง นอกจากกระพริบตาปริบๆ  รอยยิ้มที่ส่งกลับไปถ้าได้เห็นตัวเองจากกระจกก็คงตลกพิลึก เขาตอบคำทักทายของรถจี๊ปด้วยการทำหน้าตาประหลาดแบบนั้นและพยักหน้า  จนรอยยิ้มหวานเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ

 

               “ไม่คิดเลยเนอะว่าจะได้เจอกันที่นี่  เขี้ยวมาทำงานหรอ”

 

               “บิน X บ่อยหรือเปล่า?

 

               “เราได้ไฟลท์ญี่ปุ่นสี่ห้าครั้งแล้ว  อาจได้เจอกันอีกก็ได้นะ”

 

               แต่ละคำถามที่รถจี๊ปยิงมาไม่มีทีท่าประหม่าหรือว่าตื่นเต้นจนใจแทบหลุดแบบที่เขี้ยวเป็นเลย  ในขณะที่เขาทำได้แค่ตอบประโยคสั้นๆ และส่งเสียงอืมอ่า(กับรอยยิ้มเบี้ยวๆ ประหลาดๆ)กลับไป   เขี้ยวไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรอยู่ เขาละสายตาจากรถจี๊ปไม่ได้  หยุดความรู้สึกดีใจที่ได้เจอกันไม่ได้  รู้ตัวอีกทีรถไฟที่ไปในทิศตรงข้ามกับจุดหมายของเขาก็มา  และคณะพนักงานต้อนรับบทเครื่องบินก็ต้องจากไป

 

               “ไปก่อนนะ”

 

               เขี้ยวสบตากับดวงตากลมนั้นเนิ่นนาน  รู้สึกอยากทำอะไรน้ำเน่าแบบถ่วงเวลานี้ไว้ให้นานที่สุด แต่รถไฟญี่ปุ่นไม่เหมือนรถไฟฟ้าไทยที่วันผีเข้าก็เปิดค้างอยู่เป็นสิบนาที  รถจี๊ปที่ดูสบายๆ ไม่ประหม่าอะไรเลยโบกมือให้เขา

 

               และเมื่อเขี้ยวโบกมือกลับไป  ไม่มีกระจิตกระใจอะไรจะบอกลาคนอื่นในกลุ่มนั้นที่เขาไม่รู้จัก

 

               รถจี๊ปก็หันหลังให้เขา ก้าวขึ้นรถไฟตามคนในกลุ่มไปโดยไม่หันกลับมามอง

 

 

 

 

 

 

 

              

 

              

               สองวันหลังจากวันนั้นสมาธิของชายหนุ่มวนเวียนอยู่แต่หน้าจอโทรศัพท์

 

               โอเค  พอถึงเวลาทำงานเขาก็โฟกัสกับงานแหละ

 

               แต่พอตอนเดินกลับโรงแรมหรือว่าเวลาไหนที่ว่างๆ เขี้ยวมิวายจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและเปิดค้างหน้าไอจีที่เขาไม่ได้กดฟอล สลับกับเฟสบุ๊คที่พอจะส่องอะไรที่เปิดสาธารณะไว้ได้  เขาหมกหมุ่นถึงขนาดว่า เมื่อวานตอนเย็นทำจักรยานคุณป้าคนนึงล้ม เพราะเดินอยู่ในเลนส์จักรยานต์จนป้าต้องหักหลบ

 

               ไอ้บ้าเอ้ย...

 

            สายตามองดูรูปที่มุมซ้ายบน  และรูปกุญแจอันใหญ่ที่ล็อกข้อมูลไว้  เขาเฝ้ามองเลข follower หลักพัน และเลข following น้อยนิดที่ไม่กระดิกมานานแล้ว  โอเค...สารภาพตรงนี้เลยว่าที่ผ่านมา ถึงจะเลิกติดตามไปแล้วแต่เขาก็แอบเข้ามาดูหน้าเปล่าๆ ไร้ประโยชน์นี้หลายครั้ง  เข้ามาดูแบบทำอะไรไม่ได้ และไม่อยากกดฟอลไปให้ลำบากใจด้วย

 

               คำพูดที่บอกว่าเป็นเพื่อนกันนะตอนนั้น  แต่สี่ปีที่ผ่านมาแม้แต่คนรู้จักก็ไม่ใกล้เคียง เขากับรถจี๊ปตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง และไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรมาอธิบายสิ่งที่จบลงไป

 

               แต่เขาก็คิดถึงคนคนนี้เสมอ  และการเจอกันคืนนั้นก็ยิ่งตอกย้ำว่ายังคิดถึงอยู่มากจริงๆ

 

               มีใครเชื่อเรื่องของจังหวะเวลาหรือเปล่า?

 

               ยังไม่ใช่ตอนนี้ เป็นประโยคที่เขาใช้ปลอบใจตัวเองซ้ำๆ ยามคิดถึงรถจี๊ป คิดถึงบทสนทนาที่เคยคุยกัน คิดถึงอะไรบ้าๆ บอๆ ที่ทำลงไปด้วยกัน เขายังละอายใจเสมอที่เคยต่อยเพื่อนเพื่อเค้า เคยใส่เสื้อโง่ๆ ที่จนทุกวันนี้ไอ้พี่โดมยังเอามาล้อ

 

               เราก็แค่เจอกันในเวลาที่ไม่เหมาะ เวลาที่ยังไม่เข้าใจ  แต่พอกลับมาเจอกันอีกครั้ง ก็กลับไม่มีโอกาสได้ทำอะไรอย่างที่ใจคาดหวังมานานแล้วอีก

 

               แถมเขี้ยวลองคำนวณวันดู  เขาจะกลับไปประเทศไทยอาทิตย์หน้า เขาเจอรถจี๊ปสองวันก่อน และถึงจะบังเอิญเป็นพนักงานต้อนรับสายการบินที่เขาโดยสารบ่อยๆ แต่เวลาห่างขนาดนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เจอกันไฟลท์กลับ

 

               หรือเขาต้องคอยหวังที่จะได้เจอกันทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบินเลยหรอ... เขี้ยวถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

            กูลุ้นตาย  แค่ตอนเครื่องขึ้นก็ลุ้นให้รอดทุกครั้งแล้ว นี่ต้องมาลุ้นให้เจอแอร์ที่ชอบอีก

              

            เหนื่อยไหมวะไอ้เขี้ยว

 

               เขาสิ้นหวังถึงขนาดคิดอย่างที่เคยคิดไปแล้วหลายครั้งตลอดสี่ปี ว่าบางทีเรื่องของเขากับรถจี๊ปมันอาจจะแค่นี้  คนบางคนเข้ามา รู้จักกัน และจากไปเหมือนคนไม่รู้จักกัน ทิ้งไว้แค่ความทรงจำกับความคิดถึงที่เราเองเท่านั้นที่เลือกจะปล่อยหรือไม่ปล่อย  ไม่ดิ....เราจะปล่อยได้หรือไม่ได้   บางทีถึงจะฝืนแค่ไหน แต่เริ่มต้นยังไงมันก็อาจจะจบแบบนั้น

 

               เริ่มต้นด้วยการส่องเค้า...มันก็จบด้วยการได้แต่มองรูปดิสไอจีเค้านี่ไง ไอ้ควา...

 

               มีใครเชื่อเรื่องของจังหวะเวลาหรือเปล่า?

 

               “รับเครื่องดื่ม ชา กาแฟ ไหมครับ?

 

               “Coffee or tea?

 

               เขี้ยวกระพริบตาปริบๆ มองร่างในชุดยูนิฟอร์มประจำสายการบินสีดำปกเสื้อคอจีนค่อยๆ เข็นรถผ่านแถวที่นั่งของเขาไป

 

               มันจะบังเอิญไปและ...

              

               ไม่รู้ว่าเขาต้องกราบไหว้อะไร  ต้องสวดมนต์ขอบคุณพระพุทธเจ้าบทไหน  แต่ไอ้สิ่งที่เขาหงุดหงิดงุ่นง่านมาตลอดอาทิตย์ที่เหลือของการทำงานที่โอซาก้ารอบนี้ก็กลายเป็นเรื่องโง่ๆ ไปเลย  เมื่อไอ้โอกาสอันน้อยนิดที่เขาประเมินไว้ อยู่ๆ ก็กลายเป็นจริงขึ้นมา

 

               เขาอยากเอาหัวโขกถอดวางอาหารตรงเบาะหน้าเหลือเกิน รู้สึกอายที่ตัวเองเอาแต่หงอยเป็นหมาว่าจะได้เจอเค้าอีกไหม

              

               “โอ๊ะ..”

              

               ยูตะเหลือบมองไปด้านข้างและจำได้เหมือนกันว่ารถจี๊ปคือหนึ่งในกลุ่มที่ได้เจอตอนไปทานอาหารค่ำด้วยกันวันนั้น  รถจี๊ปยิ้มให้ผู้โดยสารที่นั่งตรงกลางชาวญี่ปุ่น แล้วเมื่อเลื่อนสายตามาเจอเขา รอยยิ้มแบบเดียวกันก็ถูกส่งมาให้  เขี้ยวใจกระตุก

 

               และหกชั่วโมงหลังจากนั้น เขาก็เอาแต่คิดว่า จะพลิกความบังเอิญและโอกาสชั่ววูบนี้ให้กลายเป็นโอกาสระยะยาวยังไงดี

 

            ถ้าชวนสจ๊วตบนเครื่องคุยจะรบกวนเวลางานเขาเปล่าวะ....

 

            ถ้าเรียกมาแล้วจะมีธุระอะไรดี

 

            หิวน้ำได้ไหมวะ....

 

               สุดท้ายทุกอย่างก็ได้แต่คิด  เขี้ยวแม่งป๊อดเกินกว่าจะเรียกสจ๊วตคนนั้นมาบอกปัญหาขี้หมาเช่นขอซื้อน้ำ หรือไอ้ที่เตรียมไว้อย่างคำถามโง่ๆ เช่นเปิดไฟยังไง เขาก็ไม่กล้าถามด้วยซ้ำ  และรถจี๊ปก็เดินผ่านเขาแค่ตอนเอาอาหารและน้ำมาเสิร์ฟ  พูดประโยคเดิมๆ แบบที่พูดกับผู้โดยสารทุกคนจนชายหนุ่มเกร็งไปหมดไม่กล้ากวน

 

               เขี้ยวให้นิ้วโป้งกับสองนิ้วกลางและนิ้วขิ้นวดขมับตัวเอง รู้ตัวอีกทีเครื่องก็แลนด์ดิ้งแผ่นดินประเทศไทย

 

            เอาไว้หาโอกาสฟอลไอจีไปแล้วกัน

 

               เขาวกวนอยู่กับความรู้สึกอยากคุย อยากทักทาย  แต่แอบซ่อนทุกอย่างไว้ในท่าทีปกติแม้ตอนเดินผ่านพนักงานต้อนรับตอนเดินออกจากเครื่อง  รถจี๊ปไม่ได้แสดงออกว่ารู้จักเขาเป็นพิเศษจนเขี้ยวเขินที่จะทำตัวนอกเหนือจากนั้น  เพราะความจริงก็ไม่รู้ว่าพวกเขาสนิทกันพอที่จะทำแบบนั้นหรือเปล่า

 

               และไอ้ความวุ่นวายเหล่านั้นก็ยังก่อกวนร่างสูงต่อไปจนกระทั่งเดินออกจาก ตม. ไปรอกระเป๋า  ยูตะกับคนอื่นๆ เริ่มบ่นถึงอากาศร้อนของประเทศไทยและสภาพท่าอากาศยานที่ต่างจากประเทศที่ไปมาราวฟ้ากับเหว  เขี้ยวยืนหน้านิ่วโดยไม่รู้ตัว  ไอ้ความรู้สึกโง่ๆ อย่างจะได้เจอกันอีกไหมกลับมาอีกครั้ง

 

               เขาเป็นเด็กอายุ 19 รึไงวะ  ....ทำตัวเหมือนคนเพิ่งมีความรักครั้งแรกเลย

 

               แต่ก็กับคนนี้ไม่ใช่หรอ ที่เคยทำให้เขารู้สึกแบบนั้นอ่ะ

 

               เขี้ยวเสยผมสั้นปัดข้างของตัวเองขึ้น เขาลากกระเป๋าออกมาที่เกตแล้ว  ถ้าจะกลับคอนโดก็แค่เดินไปกดคิวขึ้นแท็กซี่  แต่อะไรบางอย่างฉุดให้เขายืนเท้ากระเป๋าอยู่กลางอาคารผู้โดยสารขาออกแบบนี้

 

               ถ้ายืนรอไปเรื่อยๆ  พวกแอร์จะออกมาทางนี้ป่ะวะ ?

 

               มันโคตรงี่เง่าและไม่เท่เลยที่เขายังหาโอกาสจะเจอรถจี๊ปอยู่

 

               เขี้ยวหลับตาไว้อาลัยให้ตัวเอง และเมื่อลืมตาขึ้นมา เขายังมิวายจะมองไปทางประตูและหวังจะได้เห็นยูนิฟอร์มสีดำและแดงประจำสายการบินดัง

 

            โคตรงี่เง่าเลยมึง

 

            แต่ถึงจะด่าตัวเองซ้ำๆ ถอนหายใจกับความไม่คูลของตัวเองขนาดไหน เขาก็ยังยืนรออยู่ตรงนั้น  สะดุ้งเมื่อเห็นชุดยูนิฟอร์มสีดำผ่านหางตา  แต่มองชัดๆ ก็เห็นว่าหน้าไม่คุ้น

 

               แล้วถ้ารถจี๊ปขับรถมาเองจะออกทางนี้ป่ะ...

 

               ไอ้เหี้ยนนน ป่านนี้เขาถึงลาดพร้าวแล้วไหม

 

               พอเหอะ

 

               เขาจะไปแล้ว  จะกลับคอนโดนอนแล้วค่อยตื่นขึ้นมาคิดแล้วกันว่าจะเอาไงต่อ  ยังไงได้เจอกันแล้วมันอาจเป็นสัญญาณของอะไรบ้างแหละ  เขี้ยวกำลังจะลากกระเป๋า เดินไปทางจุดกดคิวรอแท็กซี่จนเห็นร่างในชุดยูนิฟอร์มสีดำลากกระเป๋าออกมาจากประตูจากหางตาอีกครั้ง

 

               มีใครเชื่อเรื่องของจังหวะเวลาหรือเปล่า?

 

               ว่ากันว่า โชคชะตาจะหาโอกาสมาให้เราเรื่อยๆ เสมอ อยู่ที่ว่าเราเลือกจะเดินหน้า หรือเดินหนี

 

               คนอย่างเขี้ยวเปรี้ยวตีนก็ต้องเดินหน้าอยู่แล้วดิ

 

               “อ้าวเขี้ยว”

 

               แต่ใครบางคนก็ไวกว่า

 

               เขี้ยวยังไม่ทันได้ยกมือทักทาย  เจ้าของใบหน้าหวานดีกรีเดือนคณะสมัยมหาลัยก็ตะโกนมาจากอีกระยะของอาคาร  ตั้งแต่ยืนรออย่างไม่รู้จุดหมายมา เขี้ยวยังไม่เห็นใครเสียงดังเท่าตอนที่รถจี๊ปตะโกนเรียกเขาเลย และดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัว รีบเอามือป้องปากวิ่งงุดๆ ลากกระเป๋าใบย่อมๆ มาทางเขาที่ทำเป็นประหลาดใจ

 

               “อ่า... รถจี๊ป”

 

               “ยังไม่กลับหรอ  กระเป๋าลงตั้งนานแล้วนี่นา”

 

               “พอดี... มีปัญหากับซิมส์อ่ะ” เขี้ยวโบกโทรศัพท์และรู้สึกอยากยกนิ้วให้ตัวเองที่คิดข้ออ้างที่ฟังดูดีขึ้นมาได้  แต่พอรู้ตัวว่าหน้าจอเปิดค้างอินสตราแกรมใครอยู่  เขาก็อยากรีบกลับห้องไปสวดมนต์หวังว่าเจ้าของไอจีนั้นจะไม่เห็น

 

               “อ่า  ก็เลยให้เคาท์เตอร์เค้าดูแป๊บนึง จะกลับแล้วล่ะ”

 

               “อ่อออ” รถจี๊ปอมยิ้ม ผิวขาวใสสะท้อนไฟสีเหลืองของอาคารผู้โดยสาร

 

               “แล้วรถจี๊ปกลับมาทำไม” เขี้ยวทำเสียงสบายๆ พยายามให้เหมือนพูดถึงลมฟ้าอากาศ มากกว่าจะแสดงออกว่าเขายังอยากคุยกับคนที่เทเขาไปเมื่อสี่ปีก่อน

 

               “ห้ะ?

 

               “กลับมาทำไม?” เขี้ยวพูดซ้ำอีกครั้งโดยไม่เอะใจว่าคำถามของเขามันประหลาด  ความจริงแค่สมองสั่งการให้พูดออกมาทั้งที่ตื่นเต้นขนาดนี้ได้ก็เก่งเท่าไรแล้ว

 

               “ก็บ้านเราอยู่ที่ไทย ก็ต้องกลับมาดิ  สายการบิน X ไม่ได้เบสอยู่ญี่ปุ่นซะหน่อย” รถจี๊ปขำ  ตอนนั้นแหละที่ไอ้หนุ่มผิวเข้มเริ่มรู้ตัวว่าทำตัวตลกใส่เขาอีกแล้ว

 

            ไอ้บ้าเอ้ย...

 

               “แล้วอีกอย่างนะ” รถจี๊ปพูดต่อ

 

               “ก็ไม่ได้ไปไหนนี่นา”

 

               บางอย่างในสายตาและความรู้สึกที่ไม่เคยหายไปไหนย้อนกลับมาดึงรอยยิ้มจากมุมปากของคนมอง  เขี้ยวยกมือลูบหลังคอ  นึกถึงว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขาเคยรู้สึกแบบนี้ ไอ้การพ่ายแพ้ต่อสายตาที่มีลูกเล่นแพรวพราวแบบนี้

 

               สี่ปีมันก็ทำให้ลืมความรู้สึกบางอย่างไปได้ แต่บางอย่างก็ไม่เคยหายไปไหนเลย

 

               .

 

               .

 

               .

 

               “แล้วนี่กลับยังไง”

 

               “อ๋อ เดี๋ยวพี่มารับ  เป็นญาติกันน่ะ อยู่แถวบ้าน  สนิทกับวีด้วยนะ”

 

               “ปกติก็ให้พี่มารับหรอ”

 

               “บางวันก็พอมารับนะ บางวันก็นั่งแท็กซี่กลับเอง”

 

               “อ่อ...”

 

               .

 

               .

 

               “เดี๋ยวอาทิตย์นี้เราได้พักด้วย เขี้ยวไปไหนมั้ย”

 

               “ไม่มีนัดที่ไหนนะ”

 

               “อยากไปเที่ยวป่ะ?

 

               “ห้ะ”

 

               “กินข้าวกันมั้ย?

 

 

               ถ้าวันไหนพร้อมแล้วที่จะเจอกัน มันคงจะดี

 

              

           

 

End.

#เขี้ยวเปรี้ยวตีน

 

 

 

 

 

Talk หมายเลข ๒๑

ลงแบบสดๆ ร้อนๆ พิมพ์เสร็จไม่พรูฟอักษรใดๆรีบลงเลยเพราะรู้ว่าทุกคนรอกันมานานมากกก

ก็จบกันไปแล้วนะคะ ฟิคจำนวนตอนน้อยแต่ระยะเวลานานมากของเรา

ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามกันอยู่นะคะ ;-;  ตอนนี้โล่งมากเลยที่ในที่สุดพล็อตที่อยู่ในหัวมานาน

ก็ออกมาให้ทุกคนได้อ่านซักที เย้!

ยังไงก็ตาม พูดคุยกันผ่านแท็กหรือเมนชั่นทวิตเตอร์กันมาได้น้า ถ้าว่างจะพยายามส่อง

และถ้าว่างจะตอบทุกคนเรย

ขอบคุณค่ะ   รักนะคะ

หวังว่าจะมีเรื่องหน้าให้ติดตามกันอีกนะ <3




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #92 GanininZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 เมษายน 2564 / 19:55
    จากใจแป้วๆตอนนี้ยิ้มแก้มปริ+น้ำตาคลอนิดๆละค่ะ อมก ตอนแรกเราคิดว่าจะไม่มีโอกาสรู้บทสรุปของเรื่องนี้ซะแล้ว เลยกลั้นใจทักไปขอลิงค์ไรท์ละไรท์ก็ให้มา ฮื่อๆๆๆ ขอบคุณมากๆนะคะ // หวังว่าต่อจากนี้ไปทั้งเขี้ยวและก็รถจี๊ปจะเป็นคนที่ใช่ในเวลาที่ใช่ของกันและกันต่อไปนะ

    เขี้ยวก็มัวแต่ตื่นเต้น รถจี๊ปจัดการเองซะหมดละน่ะ55555
    #92
    0
  2. #90 カッパ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 22:16

    แอบเข้าใจความรู้สึกเขี้ยวเลย เราห่างกันตั้งหลายปีแล้วแต่เขายังเป็นคนเดิมที่ทำให้เราคิดถึงทุกครั้ง แบบตื่นเต้นแทนเลย ขอให้นี่เป็นจุดเดิมต้นที่ดีของทั้งคู่นะ มาสานต่อเรื่องราวเมื่อ4ปีก่อนต่อกัน

    #90
    0
  3. #89 kDanielSunshine (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 11:39
    โอ้ยยยยย ลุ้นมากๆๆๆๆ หัวใจเต้นตึกตักไปหมด ดีใจจนน้ำตาไหลแล้ว แงงงงงง อยากอ่านตอนต่อไปอีกเรื่อยๆ ไม่อยากให้จบแค่นี้เลย
    #89
    0
  4. #88 parkpailyn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 00:15
    เวลาและจังหวะมาถึงแล้วนะ​ ดูแลรักกันดีๆ​ แง​ จบจริงๆแล้วหรอ​ แอบใจหาย​อยุ่นะ​ ????
    #88
    0
  5. #87 maielf13 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 23:16
    ใ น ทิ่ สุ ด กี้สสสสสสสสี่ปีเบาๆ อย่าลืมไปกดฟอลไอจีเค้าจะเขี้ยว
    #87
    0
  6. #86 Bttt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 23:10

    แงงงง ขอบคุณนะคะที่แต่งจนจบ รู้สึกค้างคาและลุ้นไปกับคู่นี้มากๆ! ขอสเปอีกสักตอนได้มั้ยคะไรท์ ;_; ยังไม่หายคิดถึงเลย แอบอยากรู้เรื่องราวหลังคบกันมากๆ รอมานานนนน5555

    #86
    0
  7. #85 itzmebb (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 20:35
    ดีใจที่ได้กลับมาเจอกันในเวลาที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่
    #85
    0
  8. #84 B a c k b i t e r (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 12:32
    แงงงงงงง จะได้กดฟอลไอจีอีกครั้งแล้วนะเขี้ยววว ขอบคุณสำหรับสเปนะคะ ใจฟูมากเลยค่ะคุณไรท์ ฮือออ
    #84
    0
  9. #83 annsriinlimbo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 11:23
    4 ปี ในที่สุดนะคะ *ข้างหลังมีเพลงbegin againของTaylor Swift เป็นBGM* ดีใจที่ทั้งสองคนได้เติบโต แม้จริงๆก็อาจมีส่วนที่ไม่ได้ต่างจากตอนอายุ 19 สักเท่าไหร่555555 เป็นตอนจบที่สวยงามสำหรับสองคนนี้แล้วค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ!
    #83
    0
  10. #82 junechuchu-8 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 02:52
    ฮือออออออ ตั้ง4ปีเลยอ่ะ ในที่สุดดดดดด
    ถึงจะหวังว่าจะได้เห็นอะไรหวานๆกว่านี้แต่ก็ แค่เค้ากลับมาเจอแล้วจะได้เริ่มกันใหม่อีกครั้งก็ดีมากแล้ว แง
    แต่ถ้าคุณ21ใจดี มีตอนคบกันแล้วมาให้ก็ต้องขอบอกว่าาาาา อยากเห็นมากๆ 55555555
    อยากรู้ค่ะว่าสองคนนี้จะเป็นไปแบบไหนเหมือนสถานะมันกลายเป็นคนรักแล้วไรแบบนั้น เพราะถ้าจะให้เดาเอง จินตนาการเองคง.... ไม่ออก ไม่เคยคิดถูกเลยกับเรื่องนี้ แง
    #82
    0
  11. #81 dulliedullie (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 02:06
    😃😃😃💓💓💓 ในที่สุด
    #81
    0
  12. #80 Kimpun (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 01:36
    คุนไร๊๊๊๊๊๊๊๊๊๊๊๊๊๊😭
    #80
    0