(sf/os) produce 101 | twenty one radio on-air

ตอนที่ 5 : | holin | Walk you home

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    21 มี.ค. 61




Play : walk  you home Ost. ไอฟาย...แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้



Kang dongho x Lai guanlin (fem)

 

 





 

 

 

คังดงโฮรวบรวมกระดาษที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มโต๊ะทำงานเข้ามาไว้ในสองมือ ก่อนจะยกเอกสารสำคัญทั้งหมดตอกลงบนโต๊ะสองสามครั้งให้สันแต่ละด้านเท่ากัน  เขาพลิกหน้ากระดาษแต่ละหน้าเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนคิ้วเข้มที่เมื่อครู่ขมวดมุ่นเข้าหากันตลอดเวลาจะค่อยๆ คลายออก  ริมฝีปากโค้งหยักได้รูปพ่นลมหายใจออกมาเมื่อในที่สุดงานทุกอย่างที่คั่งค้างก็เสร็จสิ้นลงเสียที

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนชั้นเดียวเรียวเฉียงตวัดมองหน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือของตน เข็มสั้นที่ชี้ใกล้เลขสองทำให้ร่างสูงรีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ประจำโต๊ะทำงาน  คว้าปึกเอกสารและเสื้อโค้ทสีดำพาดบนท่อนแขนแกร่ง ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปหาคู่หูที่นั่งกุมขมับหลับในอยู่ตรงโต๊ะอีกฝั่งของห้อง

 

ฝากส่งให้หัวหน้าหน่อย

 

ฮวังมินฮยอนสะดุ้ง  เงยหน้าง่วงๆ ขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน  จากการใช้เวลาสามวันที่ผ่านมาอดหลับอดนอนเฝ้าสังเกตผู้ต้องสงสัยในรถแคบๆ ทำให้ใบหน้าเนียนใสเต็มไปด้วยความอิดโรย  เห็นได้ชัดจากรอยดำคล้ำใต้ดวงตาเฉี่ยวที่แค่จะลืมให้ขึ้นยังทำแทบไม่ไหว  แต่เมื่อเห็นปึกเอกสารที่เพื่อนทำเสร็จเรียบร้อยในเวลาไม่นานมินฮยอนก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

 

แกทำหมดนี่?”

 

เออใบหน้าเคร่งขรึมเพยิดหน้า  มินฮยอนเผลอเกร็งตาใส่เพื่อนที่จริงๆ ก็ออกไปเฝ้าผู้ต้องสงสัยอยู่ด้วยกันจนไม่ได้กลับบ้านกลับช่องแท้ๆ  แต่มันไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนมาทำรายงานจนเสร็จ

 

ห้าแผ่นบนคดีที่ไชน่าทาวน์   ส่วนคดีจอห์นสันก็สรุปเรียบร้อย ฉันเอากระดาษโน้ตคั่นไว้ให้แล้ว  ฝากแกแยกกองอีกที

 

นี่แกเหลืออะไรให้ฉันทำบ้างเนี่ย?”

 

แยกเป็นสองกองไง

 

คังดงโฮทวนคำด้วยใบหน้ามึนๆ พอกัน  กับใบหน้าคมอาจเห็นความเหนื่อยล้าได้ไม่ชัดเจนเท่าคู่หู  แต่เขาก็ได้รับผลกระทบจากการอดหลับอดนอนจากปฏิบัติงานไม่ต่าง  สายตาว่างเปล่าที่แทบไม่โฟกัสอะไรอีกแล้วแสดงออกแบบนั้น

 

ฝากด้วยแล้วกัน  ฉันไปละ

 

เขาตบบ่าฮวังมินฮยอนสองสามทีก่อนจะสาวเท้าผ่านโต๊ะเจ้าหน้าที่พิเศษคนอื่นๆ ที่เอ่ยบอกลาอย่างสนิทสนม  คังดงโฮทำได้เพียงโบกมือและกล่าวตอบเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นเสียงแผ่ว เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ  แต่ที่เขาสามารถฝืนตัวเองนั่งเคลียร์เอกสารบนโต๊ะทำงานที่ไม่ค่อยได้นั่งเสร็จอย่างรวดเร็วหลังจากกลับมาจากการทำคดีเสร็จสดๆ ร้อนๆ   เหตุผลนั้นฮวังมินฮยอนและเพื่อนร่วมงานหลายๆ คนต่างรู้ดี

 

วันนี้เป็นวันพิเศษ

 

คังดงโฮตวัดเสื้อโค้ทสีดำไปด้านหลัง สอดมือแต่ละข้างลงไปในแขนเสื้อระหว่างที่รอประตูลิฟต์เปิด ร่างสูงก้าวออกมากจากกล่องสี่เหลี่ยมสีเงินแคบๆ สู่ลานจอดรถมืดทึม   เขามองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งขณะที่มืออีกข้างก็สอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหารีโมทกุญแจรถยนต์  ถ้าเขาสามารถฝ่ารถติดของถนนเอฟสตรีทไปได้ภายในหนึ่งชั่วโมงจนถึงบ้าน  เขาจะมีเวลางีบประมาณหนึ่งชั่วโมงและอาบน้ำแต่งตัวอีกประมาณสามสิบนาทีก่อนออกไปพบสาเหตุที่ทำให้เขามีเรี่ยวแรงเคลียร์งานเอกสารน่าเบื่อเมื่อกี้ขึ้นมา

 

เอาวะ  นอนแค่หนึ่งชั่วโมงก็ยังดี  อย่างน้อยจะได้ไม่ดูเหมือนซอมบี้ให้ เธอคนนั้นกลัว

 

ด้วยฝีมือการขับรถไล่ล่าผู้ร้าย(ที่จริงๆ จากประสบการณ์เขาเคยจำเป็นต้องขับฉวัดเฉวียนเหยียบมิดแบบในหนังด้วยตัวเอง น่าจะแค่ประมาณสองครั้ง นอกนั้นนั่งอยู่ในรถติดหวอ) ทำให้คังดงโฮมาถึงอพาร์ทเมนต์ทำเลดีกลางกรุงวอชิงตันดีซีของตนตามเวลาที่คำนวณพอดิบพอดี   ทันทีที่ใส่รหัสเข้าประตูห้อง  ร่างสูงก็ถอดเสื้อโค้ทพร้อมกับเสื้อสูทสีดำพาดอย่างลวกๆ ลงไปบนโซฟาตัวยาว   มือหนาเลื่อนปลดสายรัดซองปืนพกที่ติดตัวมาตั้งแต่เมื่อคืนออกจากเสื้อเชิ้ตสีขาว เดินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องนอนก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงทั้งที่มือยังแกะกระดุมเสื้อไปได้แค่ครึ่งแผ่นอกแกร่ง  ก่อนที่สติสตังจะเลือนหาย เขาไม่ลืมที่จะควานสะเปะสะปะหาโทรศัพท์ที่น่าจะอยู่ในกางเกงขึ้นมา ตั้งเวลาให้ตัวเองนอนได้เพียงหนึ่งชั่วโมง

 

ตลอดการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษประจำหน่วยสืบสวนอาชญกรรมของ FBI   คังดงโฮชินชากับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ เขามันสายอึดที่สามารถนั่งวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้ายได้โดยไม่นอน 48 ชั่วโมง วิ่งไล่ล่าฆาตรกรโรคจิต ต่อสู้ระยะประชิด และยิงปืนตัดขั้วหัวใจเป้าหมายที่อยู่ระยะไกลได้โดยไม่พลาด   แต่ต่อให้อึดแค่ไหนผลที่ตามมาหลังจากคลี่คลายแต่ละคดีได้คือการหลับเป็นตายข้ามคืน  แต่วันนี้คังดงโฮจะนอนขนาดนั้นไม่ได้แม้จะอยากพักผ่อนขนาดไหน  เพราะเขามีนัดสำคัญ

 

เขาจะปล่อยให้เธอคนนั้นรอไม่ได้เด็ดขาด

 

 

 







 

 

 

ก่อนลงจากรถ  เขาได้รับข้อความจากเจ้าหน้าที่พิเศษฮวัง  ไอ้เพื่อนบ้าที่ควบตำแหน่งคู่หูที่ดงโฮเล่าแทบทุกอย่างในชีวิตให้ฟัง

 

ครั้งนี้ขอให้สำเร็จล่ะ

 

                .

 

                .

 

พ่อคะ!

 

ร่างเล็กของเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่จะย่างเข้าสู่ห้าขวบในอีกไม่ช้าวิ่งเข้ามาหาเขาเหมือนลูกบอลกลมๆ ทำเอาคังดงโฮต้องรีบคุกเข่าข้างหนึ่งลงไปรับเด็กหญิงตัวน้อยเข้าสู่อ้อมกอดแทบไม่ทัน  เสียงเจื้อยแจ้วร้องกรี๊ดเมื่อเขาแกล้งจี๋นิ้วไปที่เอวกลมๆ สร้างเสียงหัวเราะ   ก่อนแขนเล็กจะกอดตอบไออุ่นจากเขาเท่าที่เธอจะทำได้ สัมผัสอ่อนนุ่ม กลิ่นของนมและขนมหวานเป็นเหมือนหยาดน้ำฝนที่สาดเทลงมาใส่ป่าแห้งแล้งอย่างเขา

 

หนูคิดถึงพ่อที่สุดเลย  วันนี้พ่อจะพาหนูไปไหนคะ  ไปดูละครเวทีใช่มั้ย  คุณแม่บอกว่าพ่อจะพาหนูไปดูบิวตี้แอนด์เดอะบีสท์ใช่มั้ยคะ”                 

 

หลังจากผละออกจากลูกสาวและยืนขึ้นเพื่อที่จะได้กุมมือนุ่มของเด็กน้อยได้ถนัด  คังดงโฮก็สบตาเข้ากับร่างเพรียวที่ยืนพิงประตูมองภาพพวกเขาสองพ่อลูกอยู่ไม่ห่างมาตั้งแต่ต้น  ริมฝีปากสีแดงฝาดอวบอิ่มคลี่ยิ้มน้อยๆ บนดวงหน้าขาวใสที่ตีกรอบด้วยผมสีดำขลับซอยสั้น ดูทะมัดทะแมงและน่าถนุดถนอมไปในเวลาเดียว

 

ลิน...

 

คุณดงโฮ

 

เจ้าของใบหน้าหวานยิ้มตอบถ้อยคำทักทายเสียงอ่อนของเขา  รอยยิ้มนั้นมีพลังไม่ต่างจากเด็กน้อยซักนิด นั่นคือเหมือนหยาดฝนที่ทำให้ต้นไม้แห้งอย่างเขาชุ่มฉ่ำ  เธอเป็นภรรยาและแม่ของลูกสาวคนเดียวของคังดงโฮ

 

ไม่สิ  ต้องเรียกว่าอดีตภรรยาน่าจะถูกกว่า

 

พามินนากลับมาส่งตอนสองทุ่มนะคะ  ให้แกทานข้าวให้เรียบร้อยด้วย  และอย่าให้เกินเวลาแบบคราวที่แล้วอีก พรุ่งนี้ลินต้องรีบพาแกไปขึ้นรถไปทัศนศึกษาที่โรงเรียน

 

หืม... พรุ่งนี้มีทัศนศึกษาหรอ?”

 

หลังจากเสียงหวานพูดอย่างจริงจังจบ ดงโฮก็หันไปถามลูกสาวที่ตอบเจื้อยแจ้วในทันทีอย่างเด็กที่ฉายแววฉลาดเกินวัย ใช่ค่ะ  คุณครูจะพาไปพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนี่ยน!

 

อ้าว  ใกล้ที่ทำงานพ่อเลยนี่นาทุกครั้งที่มองมินนา  ใบหน้าที่ปกติมักเคร่งขรึมจะเกิดรอยยิ้มตามเด็กน้อยที่ได้คิ้วและจมูกจากพ่อ ดวงตาสองชั้นกลมโตและริมฝีปากอิ่มสวยที่ถอดแบบมาจากแม่เป๊ะ  เขากล้าพูดได้เลยว่าในชีวิตลูกผู้ชายอย่างคังดงโฮ ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าเจ้าของมือเล็กๆ ที่เขากุมอยู่

 

งั้นพรุ่งนี้ไม่ต้องไปกับโรงเรียนหรอก  ให้พ่อพาไปดีกว่า

 

พ่อจะพาไปจริงหรอคะ

 

อื้ม  ไว้คราวหน้า...

 

และนอกจากเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้น ก็มีใครบางคนที่สำคัญมากกับเขาเช่นกัน

 

เพียงแต่เขาอาจรู้ตัวเมื่อทุกอย่างมันสายไป

 

อย่าเพิ่งรับปากอะไรดีกว่าค่ะ

 

คนที่ยืนมองอยู่ชิงตัดบทเรียบๆ ก่อนที่ดงโฮจะพูดจบประโยค คุณพ่อเค้ายังไม่รู้เลยว่าเวลาว่างครั้งต่อไปที่จะมาเจอหนูได้มันเมื่อไหร่ ยังไงวันพรุ่งนี้มินนาก็ต้องไปทัศนศึกษากับโรงเรียนก่อนนะคะ

 

แล้วถ้าอยากไปอีกครั้งค่อยให้คุณพ่อพาไป แต่อาจต้องรอนานหน่อย

 

ก้วนลินยิ้มบางๆ ให้ลูกสาวที่พยักหน้าเชื่อฟังอย่างเศร้าๆ   ก่อนดวงตาสองชั้นกลมโตจะเลื่อนกลับมาหาเขาโดยไม่ได้สื่ออารมณ์ใดใด ทำให้เขารู้สึกว่าถ้อยคำจี้ใจที่เธอเพิ่งเอ่ยไม่ได้มีเจตนาประชดประชัน แต่แค่อยากสอนลูกสาวไม่ให้ตั้งความหวังมากเกิน

 

แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกเกลียดตัวเองมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเจตนาของเธอหรือไม่ก็ตาม พอหันกลับมามองหน้ากัน อดีตภรรยาของเขาก็พูดด้วยเสียงจริงจังอีกครั้ง คุณจำที่ลินพูดได้ใช่มั้ยคะ อย่าเกินสองทุ่มนะ ถ้าแกกลับมานอนดึกเดี๋ยวจะไม่ตื่นเอา

 

โอเค   ได้ดงโฮพยักหน้ารับคำ กระชับมือเล็กๆ ของลูกสาวให้แน่นขึ้น เด็กน้อยไม่ปกปิดท่าทางดีใจเมื่อจะได้ออกไปกับคุณพ่อ เช่นเดียวกับตัวเขาซึ่งอยากออกไปใช้เวลากับลูกสาวใจจะขาด

 

แต่หัวใจที่กำลังพองโตของคังดงโฮคงจะมีความสุขมากกว่านี้ ถ้าหากร่างบางซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเดินออกมากับพวกเขาแล้วไปบางแห่งด้วยกัน

 

แต่ครั้งสุดท้ายที่เธอยอมออกไปไหนกับเขา น่าจะเป็นตอนที่เซ็นใบหย่า

 

เดี๋ยวก่อนลินร้องเรียกร่างสูงซึ่งกำลังจูงมือลูกสาวลงบันไดอิฐเตี้ยๆ หน้าบ้านเพื่อเดินไปที่รถ  เสียงหวานทำให้เขารู้สึกมีความหวังขึ้นมาว่านอกจากการกำชับหน้าที่พ่อสำหรับเขาเหมือนทุกๆ ครั้ง  ลินมีเรื่องอะไรจะพูดกับเขาอีก ตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่เขามาหาลูก เธอแทบไม่พูดคุยอะไรกับเขานอกจากนัดหมายเวลาที่ต้องพามินนากลับมาส่ง  พิเศษหน่อยคือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามมารยาท แต่ที่ผ่านมาร่างบางไม่เคยแม้แต่จะเชื้อเชิญเขาเข้าไปดื่มชาในบ้านที่พวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเกือบสามปี

 

เพราะงั้นวันนี้ลินจึงทำให้เขาแปลกใจ

 

คุณดงโฮ รอตรงนี้ครู่หนึ่งนะคะ

 

เธอพูดทิ้งไว้แค่นั้นก่อนจะหายกลับเข้าไปในประตูไม้สีขาว คังดงโฮจึงวางมือบนหัวลูกสาวอย่างถนุดถนอมก่อนจะบอกให้เธอไปรอที่รถก่อน

 

เดี๋ยวคุณพ่อขอคุยกับคุณแม่แป๊บนึงนะคะ

 

ได้ค่ะ!

 

เด็กน้อยที่ยังไม่ประสีประสายิ้มรับก่อนจะเดินไปขึ้นรถตามที่พ่อบอก ตอนที่ดงโฮและก้วนลินตัดสินใจแยกทางกัน  คังมินนาเพิ่งจะอายุเพียงสามขวบ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันที่พ่อเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน มันไม่ใช่แค่การออกไปทำงานต่างรัฐเหมือนทุกครั้ง และคังดงโฮไม่ได้กลับมาที่นี่ในสถานะเดิมอีก

 

ความจริงทุกวันนี้ที่เขาได้กลับมาเจอมินนาในฐานะพ่อ ลินถือว่าใจดีกับเขามากแล้ว

 

คุณดงโฮ

 

ร่างเพรียวบางแทรกตัวออกมาจากหลังประตู ก้าวขายาวๆ ในกางเกงยีนส์สกินนี่รัดรูป ข้ามบันไดอิฐเตี้ยๆหน้าบ้านมาหาเขา  ดงโฮสังเกตเห็นว่าเธอหนีบกระบอกน้ำสีชมพูไว้ในมือที่ปลายนิ้วถูกกลืนเข้าไปในสเวตเตอร์สีตุ่น นั่นยิ่งทำให้ร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

 

ดูหน้าก็รู้ว่าเมื่อคืนคุณไม่ได้นอนแน่เลย

 

ลินยื่นกระบอกน้ำให้เขา   ริมฝีปากสีแดงธรรมชาติคลี่ยิ้มหวาน  หยุดยืนโดยทิ้งระยะห่างระหว่างพวกเขาไว้พอสมควร

 

ดื่มนี่นะคะ จะได้มีแรง

 

ถ้าจะแอบหลับตอนดูการแสดง ก็อย่าให้มินนาแกเห็นล่ะ

 

ดวงตากลมโตที่หรี่ลงตามรอยยิ้มทำให้คังดงโฮเผลอพ่นลมหายใจออกมาบรรเทาอาการขวยเขินเมื่อถูกมองอย่างรู้ทัน  เขาก้มหน้า ใช้มืออีกข้างเกาทายทอยตัวเองแกรกๆ

 

ถ้าผมหลับแกได้กลับมาฟ้องคุณน่ะสิ  ว่าผมเป็นพ่อที่แย่

 

แกไม่เคยมองว่าคุณเป็นแบบนั้นเลยนะคะ  ลินไม่เคยได้ยินมินนาพูดถึงคุณแบบนั้นเลยซักครั้ง

 

ลินพูดสวนกลับมาแทบจะในทันที  เมื่อดงโฮเงยหน้าขึ้น เขาก็พบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่จ้องมองรออยู่

 

เพราะอย่างนั้น  อย่าทำให้แกผิดหวังล่ะ

 

บายค่ะ

 

ถึงอดีตภรรยาของเขาจะใจดีขนาดไหน  แต่คังดงโฮก็คิดว่าเธอใจร้ายเหลือเกิน

 

เขาพยักหน้าให้คำบอกลา ก่อนจะเดินไปที่รถซึ่งลูกสาวนั่งรออยู่ เปิดประตูและเข้าไปประจำที่นั่งคนขับโดยวางกระบอกน้ำที่ได้รับมาลงบนช่องใส่แก้วกาแฟ

 

คุณพ่อกับคุณแม่คุยเรื่องอะไรกันหรอคะแล้วคุณแม่ให้อะไรคุณพ่อมา?”

 

คังดงโฮสตาร์ทรถ ทำให้เพลงบลูส์ซึ่งอยู่ในเครื่องเสียงเล่นต่อจากที่หยุดไว้  ก่อนมือหนาจะเอื้อมไปหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาเปิดดู

 

กาแฟน่ะจ้ะเขาหัวเราะเสียงทุ้มในลำคอ สงสัยแม่เค้าไม่อยากให้พ่อง่วงมั้ง

 

กระติกน้ำอันนั้นเป็นใบโปรดของหนูด้วย  คุณพ่อกินเสร็จอย่าลืมเอามาคืนนะคะ

 

ได้สิดงโฮยกกาแฟขึ้นจิบ ความจริงเขาพอจะเดาได้ว่ากระติกน้ำสีชมพูน่ารักน่าจะเป็นของมินนามาก่อน นั่นยิ่งทำให้เขาทำเหมือนทั้งกาแฟและภาชนะที่ใส่เป็นของมีค่าที่สุด พอจะรีบเอามาคืนนะ  งั้นพ่อต้องหาเวลามาเจอหนูครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นแล้วล่ะสิ

 

ดีค่ะ!  จริงๆ หนูสงสัยว่าทำไมคุณพ่อไม่มาหาหนูให้บ่อยขึ้น คุณพ่อไม่มีเวลาขนาดนั้นเลยหรอคะ?”

 

อืม... งานพ่อค่อนข้างยุ่งน่ะดงโฮตอบอย่างระมัดระวังพลางสังเกตสีหน้าลูกสาวซึ่งนั่งอยู่บนเบาะข้างๆ คนขับ  เด็กน้อยตัวเล็กจนขาลอยแกว่งไปมาไม่ถึงพื้นรถ  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สังเกตได้ว่าเธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ได้เจอกัน

 

แต่ว่าหนูกับคุณแม่อยากเจอคุณพ่อบ่อยๆ นะคะ

 

จริงหรอ?”

 

อยากเจอทุกวันเลยค่ะ!

 

เขาหัวเราะเมื่อคิดว่าลูกสาวคงพูดออกมาเพราะอยากหาข้ออ้างอ้อนให้เขามาหาด้วยความไร้เดียงสา  เรื่องที่มินนาอยากเจอเขามากนั้นคังดงโฮไม่สงสัยหรอก  แต่อดีตภรรยาของเขาเนี่ยสิ

 

ไม่มีทาง

 

งั้นก่อนที่จะเจอกันครั้งต่อไป เรามามีความสุขกับวันนี้กันก่อนดีไหม?”

 

“Are you ready for Beauty and the Beast?”

 

“Yes!”

 

งั้นไปกันเลย

 

คังดงโฮหมุนพวงมาลัยโดยมีเสียงหัวเราะเริงร่าของเด็กน้อยเบาะข้างๆ ทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาเต็มไปด้วยความสุข  ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้อยู่ด้วยกันทำให้เขามีโอกาสได้พูดคุยกับลูกสาว  โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง  เพื่อนโอเคมั้ย   กิจกรรมยามว่างที่ตอนนี้ชอบทำคืออะไร  เป็นคำถามทั่วๆ ไปที่คนเป็นพ่อคนอื่นคงได้ถามลูกสาวในทุกๆ วัน    คังดงโฮไม่ใช่คนที่เก่งกาจในการรับมือกับผู้หญิง หรือแม้แต่กับเด็กผู้หญิงตัวจ้อย  แต่เขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจผิดหวัง

 

แววตาคมเหลือบมองรอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่บนใบหน้าน่ารักสมวัย   เธอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลกสำหรับเขา คังดงโฮยอมแลกทุกอย่างเพื่อปกป้องมินนาจากอะไรก็ตามบนโลกนี้ที่จะมาแผ้วพานรอยยิ้มนั้น  รวมถึงเจ้าของรอยยิ้มที่ลูกสาวของเขาถอดแบบมาเช่นกัน

 

เขาเคยแต่งงานกับลินเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่ทั้งสองยังเด็กเกินกว่าที่คังดงโฮจะรู้ว่าชีวิตคู่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกอีกฝ่ายมากขนาดไหน จากปัญหาเล็กๆ บานปลายเป็นปัญหาใหญ่ แม้พวกเขาจะมีลูกสาวตัวน้อยหนึ่งคนเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ในที่สุดสามปีผ่านไปความสัมพันธ์ของพวกเขาก็จบลง ตอนนั้นคังดงโฮก็ยังเด็กเกินไปอยู่ดีที่จะรู้ว่ามันมีทางออกที่ดีกว่าการหันหลังให้กัน

 

 เขาอาจเก่งกาจเหลือเกินในด้านวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้าย   เก่งการต่อสู้ประชิดตัวจนได้คะแนนสูงสุดใน FBI Academy  เขายิงปืนระยะไกลได้แม่น มีสติเสมอเมื่อต้องเจรจารกับฆาตกรโรคจิต

 

ความสามารถของเขาช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ได้นับร้อยนับพัน  แต่เจ้าหน้าที่พิเศษแห่งหน่วยสืบสวนคนนี้กลับรักษาคนที่ตัวเองรักไว้ไม่ได้

 

ไม่ว่าเหตุผลที่ทำให้เขากับลินแยกทางกันเมื่อสองปีก่อนคืออะไร

 

แต่เธอคนนั้นยังเป็นคนที่เขารักหมดหัวใจเสมอ

 

 

 

 

 

 











 

 

ทำไมแกไม่คุยกับลินตรงๆ วะ

 

ยังไงล่ะ?”

 

ก็บอกเธอไปว่าแกยังรักเธออยู่  อยากขอโอกาส อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม อะไรก็ว่าไป

 

ฮวังมินฮยอนโบกแก้วคอกเทลใส่อารมณ์ลงไปในคำพูด ก่อนปากกระจับจะจิบของเหลวสีสวยในแก้วนั้นลงคอ  เพื่อนของเขาทำหน้าเหยเกทุกครั้งเวลาดื่มเหล้าจนติดเป็นนิสัย

 

แกคิดว่าเรื่องนั้นมันพูดกันได้ง่ายๆ หรอ

 

ก็จริงนะมินฮยอนยกแขนขึ้นมาเท้าศอกบนเคาท์เตอร์บาร์  วางคางลงบนฝ่ามือ ถ้าแกพูดได้ เมื่อสองปีก่อนลินคงไม่ขอเลิกหรอก

 

คนขี้ขลาด

 

คังดงโฮวางแก้ววิสกี้ลงบนบาร์ไม้มะฮอกกานีเคลือบเงาจนเกิดเสียงดังกึก  คำพูดเพื่อนที่เป็นเหมือนหมัดฮุกเข้ากลางใจทำให้เสียงทุ้มเค่นขำในลำคอ แต่เพราะไม่ได้โต้ตอบอะไร ฮวังมินฮยอนจึงสบโอกาสพูดต่อ

 

ความจริงชั้นแปดแผนกเรากับชั้นสามแผนกนิติเวชก็ไม่ได้อยู่ห่างกันเท่าไหร่  ถ้าที่ผ่านมาแกพยายามซักหน่อย ซื้อดอกไม้ไปให้เธอบ้าง ขอโทษ ขอโอกาสแก้ตัวบ้าง  ร้อยทั้งร้อยผู้หญิงก็ใจอ่อนทั้งนั้นแหละวะ  แต่นี่แกมัวแต่กลัวอะไรไม่รู้อยู่ไง  ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเป็นปีทั้งที่แกก็ยังรักเธออยู่

 

เพราะลินไม่ใช่ผู้หญิงทั่วไปว่ะ

 

           ก้วนลิน เป็นเจ้าหน้าที่แลปนิติเวชประจำสำนักงานสอบสวนกลางหรือที่คนคุ้นหูกันในชื่อ FBI  เป็นความจริงอย่างที่ฮวังมินฮยอนว่า เจ้าหน้าที่พิเศษคังและอดีตภรรยาทำงานอยู่ในตึกเดียวกันโดยที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ชั้น วันไหนที่คังดงโฮต้องไปขอข้อมูลของเหยื่อในคดีที่รับผิดชอบจากแลปนิติเวชขึ้นมา ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับดวงหน้าใสซึ่งต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มหวานตามมารยาททุกครั้ง  แม้แต่ในช่วงแรกๆ ที่หย่าจากกัน  หน้าที่และความรักผิดชอบก็ยังดึงให้ทั้งสองกลับมาเจอหน้ากันอย่างไม่มีทางเลือกอยู่ดี

 

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คังดงโฮยังตัดใจจากเธอไม่ได้

 

หนึ่งในเหตุผลหลายพันล้านข้อน่ะนะ

 

ไม่เข้าใจเล้ย

 

ฮวังมินฮยอนทอดถอนหายใจโดยที่ยังเท้าคางไว้บนฝ่ามือ ทิ้งสายตามองเหม่ออย่างไม่ใส่ใจไปยังบรรยากาศในผับเล็กๆ ซึ่งเป็นแหล่งสิงสถิตชั้นดียามที่ทั้งเขาและคู่หูพอจะมีเวลาพักจากการทำคดีไล่จับผู้ร้าย   ความจริงลูกค้าส่วนใหญ่ที่นั่งอยู่ใต้แสงไฟสลัวต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ FBI ทั้งหมด  โต๊ะโน้นก็ฝ่ายข่าวกรอง โต๊ะโน้นก็เจ้าหน้าที่ภาคสนาม หัวหน้าฝ่าย BAU ก็ยืนพิงกำแพงจิบวอดก้าอยู่ข้างหลัง   สาเหตุที่สถานที่นี้เป็นที่นิยม คงเพราะอยู่ห่างจากสำนักงานไปไม่ถึงช่วงตึกล่ะมั้ง

 

ทุกคนต่างมาที่นี่เพื่อหาที่พักพิงให้ตัวเองหลังจากผ่านการทำงานอันแสนหนักหนาสาหัส   จิบเครื่องดื่มมึนเมาเฉลิมฉลองที่ปิดคดีอันยาวนานลงได้  บางคนก็มานั่งดื่มเหล้าบรรเทาความเครียดหรือความกดดันที่ต้องเจอจนเป็นเรื่องปกติ  หรือสำหรับบางคน สถานที่นี้ก็เป็นเหมือนที่ที่ให้พูดคุยปรับทุกข์กับเพื่อนร่วมงานอย่างที่คังดงโฮและฮวังมินฮยอนกำลังทำอยู่

 

ตอนเขาขอเลิกแกก็ไม่ยอมยื้อไว้   เวลาผ่านไปเป็นปี...ยังรักเค้าอยู่ไม่ยอมไปไหน  ก็ไม่ยอมบอก  แล้วจะทำไงต่อวะ

 

ไปเจอหน้าลูกแค่เดือนละครั้งไปเรื่อยๆ แบบนี้น่ะหรอ

 

จริงๆ นะ  ทำไมแกไม่ไปขอโอกาสจากเธอวะ  กลับมาคุยกันใหม่ ไอ้เรื่องที่เคยผิดพลาดตอนนั้นอาจไม่เป็นปัญหาอีกแล้วก็ได้นะ

 

ฉันก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกัน  ตอนนี้ฉันโคตรรู้แล้วว่ะว่าอะไรที่สำคัญกับฉันมากที่สุด

 

ถ้าหากลินให้โอกาสฉันอีก  ฉันคงไม่มีวันทำพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง

 

มือหนายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบ ระเลียดลิ้นเลียริมฝีปากก่อนจะถูกเพื่อนที่นั่งข้างๆ ตีมือลงบนไหล่ดังป๊าบ

 

เออ!  แล้วจะรออะไรอยู่วะ  ก็คุยกับเธอสิ!

 

คิดว่าฉันไม่พยายามหรอ  ทุกครั้งที่เจอกัน ลินแทบไม่เปิดโอกาสให้ฉันพูดอะไรเลยนอกจาก โอเค’ ‘อืม’ ‘บายขนาดอาทิตย์ที่แล้วตอนฉันไปเจอลูก คิดว่าจะได้คุยกันมากว่านี้แท้ๆ เพราะอยู่ๆ เธอก็ไปชงกาแฟมาให้  แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร...

 

นั่นเพราะแกไม่ยอมสร้างโอกาสเองหรือเปล่า  จริงๆ เล้ย   แมนๆ หน่อยสิวะ  อีทีไปเจรจาตัวประกันที่โอไฮโอยังทำมาแล้ว  นี่ตอนนี้แกก็ยังไม่มีใครอ่ะดงโฮ  ที่ผ่านมาลินเองก็ไม่มีใครเหมือนกัน  พวกแกเลิกกันด้วยเหตุผลแบบนั้นไม่ใช่ว่ามันแก้ไขไม่ได้ซักหน่อย  ผ่านมาเกือบสองปีแล้ว ขอเธอคืนดีเลย

 

ใครบอกว่าลินไม่มีใครวะร่างสูงที่เดินมาเอนหลังพิงบาร์แทรกขึ้นมาเรียบๆ ระหว่างบทสนทนาที่พวกเขากำลังคุยกัน

 

หลงกั๋ว  แกไปรู้อะไรมา

 

ตอนปาร์ตี้ปีใหม่ฉันเห็นลินขึ้นรถแดเนียลไปหลังจบงาน

 

ไอ้แดนฝ่ายความมั่นคงอ่ะนะ?”

 

มันแค่พาลินไปส่งที่บ้านเฉยๆ ป่ะ

 

ไม่รู้ว่ะหลงกั๋ว  เพื่อนร่วมงานแผนกเดียวกับพวกเขาโคลงหัวไปมา สอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทสีดำ แต่หลังจากวันนั้นฉันเห็นมันไปโปรยยิ้มใส่ลินที่ชั้นสามบ่อยอยู่นะ  แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นแล้วว่ะ เลิกแล้วมั้ง

 

หรือไม่ฉันก็ไม่เห็นตอนเค้าเจอกันอีก

 

คังดงโฮวางแก้วลงดังกึก   จริงๆ เราก็ไม่มีสิทธิ์หงุดหงิดอะไรนี่หว่า

 

เห็นมั้ยล่ะ  เป็นไงฮวังมินฮยอนได้ทีจึงรีบตบไหล่เพื่อนอีกสองสามป๊าบเพื่อเตือนสติ มัวแต่ลีลา โดนหมาซามอยด์คาบไปแดกแล้วรึเปล่าก็ไม่รู้

 

ระวังคำพูดหน่อยครับคุณฮวังเสียงเย็นที่ตอบกลับนิ่งๆ ทำให้คนฟังแอบกลืนน้ำลายเอือก  แต่เพราะความอยากช่วยเพื่อนเขาจึงพูดต่อได้

 

แกจะปล่อยให้เวลามันผ่านไปเรื่อยๆ แบบนี้  จะกลับมาคืนดีกันก็ยิ่งยากนะเว้ย  ยกเว้นแต่ว่าแกจะเปลี่ยนใจตัดใจจากลินซะอ่ะ

 

ฉันไม่มีทางเลิกรักลินได้หรอก  ลินเป็นแม่ของลูกฉัน

 

และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ฉันจะรัก

 

งั้นรออะไรอยู่เล่า!?   เข้าไปหาเธอสิ  นัดกินข้าวซักมื้อ  เรื่องแบบนี้มันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ในวันสองวันเสียเมื่อไหร่วะ

 

แกพูดเหมือนช่ำชองเรื่องแบบนี้มากนักล่ะมินฮยอน

 

ฉันแต่งงานกับแพทริเซียมาสี่ปีแล้วนะ นานกว่าที่แกอยู่กับลินอีก  เรื่องแบบนี้ฟังคนที่เค้ามีประสบการณ์ดีกว่าว่ะ

 

คังดงโฮขำ  ส่ายหัวน้อยๆ กับความอวดดีที่เพื่อนสนิทมี  ในขณะเดียวกันคนที่มักมีท่าทีสุขุมอยู่ตลอดก็เริ่มคิดหนักเมื่อฟังคำแนะนำต่อมา

 

ฉันว่านัดกินข้าวนี่แหละเวิร์ค  คุยกันด้วยเรื่องทั่วๆ ไปก่อน  พวกแกไม่ได้อยู่ด้วยกันสองคนมานานแล้วไม่ใช่หรอ

 

รื้อฟื้นบรรยากาศเก่าๆ ไง

 

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันระหว่างที่ฟังเพื่อนรักพูดต่อไปโดยที่ไม่ได้ร้องขอซักนิด

 

วันวาเลนไทน์นี้ดีมั้ย?”

 

จนในที่สุดคังดงโฮก็พ่นลมหายใจออกมาหลังจากยกแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกจนหยดสุดท้าย

 

ฉันจะลองเอากลับไปคิดดู

 

 













 

 

 

                เพื่อนร่วมงานที่ดงโฮจำได้ว่าอยู่ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานถือแฟ้มเดินผ่านไปโดยเหลือบมองด้วยสายตาแปลกๆ มายังร่างสูงในสูทสีดำ  และเมื่อชายคนนั้นเดินออกจากแลปนิติเวชเพื่อกลับขึ้นไปยังแผนกตัวเองซักพักก่อนกลับลงมาอีกครั้งพร้อมด้วยถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้าที่น่าจะเป็นของหนึ่งในร่างไร้ลมหายใจในแลป  ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมก็ยิ่งถูกมองด้วยแววตาเคลือบแคลงสงสัยมากกว่าเดิม

 

                ไม่แปลกหรอกถ้าใครเห็นเขามาเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูแลปนิติเวชชั้นสามแบบนี้แล้วจะสงสัย ก็คังดงโฮเล่นยืนอยู่แบบนี้มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว เดินไปเดินมาพลางทบทวนสิ่งที่ตัวเองตั้งใจจะทำซ้ำแล้วซ้ำอีก 

 

     ขนาดตอนวางแผนช่วยตัวประกันเขายังไม่กังวลขนาดนี้

 

     ถ้าหากเดินกลับขึ้นไปตั้งสติใหม่บนโต๊ะทำงาน ไอ้ฮวังกับหลงกั๋วคงได้รอขำก๊าก  สบประมาทว่าเขาขี้ขลาดอีกแน่นอน

 

     แต่จะให้เขาทำอย่างไรล่ะ   การเดินเข้าไปหาอดีตภรรยาที่หย่าร้างกันไปกว่าสองปีเพื่อชวนเธอไปทานมื้อค่ำในวันวาเลนไทน์ (หรือนัดเดทนั่นแหละ)  มันไม่น่าใช่เรื่องง่ายๆ เสียหน่อย ที่ผ่านมาแค่เจอหน้ากันและคุยกันให้ได้ประโยคยาวๆ เขายังทำไม่ได้  แล้วนี่อะไร  คังดงโฮคิดว่าลินมีสิทธิ์ปฏิเสธเขามากกว่าตอบตกลงอีกมั้ง

 

     บางทีช่วยตัวประกันยังง่ายกว่า

 

                “อ้าว  คุณดงโฮ”

 

                ประตูอัตโนมัติของแลปเลื่อนเปิดพร้อมกับใครบางคนที่เอ่ยทักทันทีที่เห็นร่างสูงกำลังล้วงกระเป๋า เดินงุ่นง่านวนเป็นวงกลมอย่างทำอะไรไม่ถูก

 

                “หมอซอนโฮ”

 

                คังดงโฮเอ่ยตอบชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตลายทางและกางเกงผ้าสีครีมสั้นเหนือข้อเท้าซึ่งดูผิดวิสัยจากชุดที่ใส่ในแลป “จะกลับบ้านแล้วหรอ?

 

                “ครับ  คดีฆาตรกรรมต่อเนื่องที่เพิ่งปิดไปได้เล่นเอาผมแย่” ซอนโฮยกมือพยายามจัดผมไม่เป็นทรงของตนเอง แม้ดวงตาภายใต้กรอบแว่นอันโตจะเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความอ่อนล้า แต่คุณหมอหนุ่มประจำแลปก็ยังมีกะใจจะส่งรอยยิ้มสดใสตามสไตล์คนอัธยาศัยดี

 

                “ไม่ได้กลับบ้านตั้งสี่วัน  หมาที่บ้านคิดถึงผมน่าดูเลย”

 

                “คุณดงโฮมีอะไรหรือเปล่าครับ  ตอนนี้ไม่มีเหยื่อคดีที่คุณต้องรับผิดชอบนี่นา หรือว่า...มีคดีใหม่...”

 

                คังดงโฮขำเมื่อเห็นซอนโฮนิ่ง ก่อนทำท่าจะเดินถอยหลังกลับเข้าไปในแลปด้วยการเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน  ปั้นหน้าตาขึงขังพร้อมทำงานต่อสุดๆ  “เปล่าๆ”

 

                “ฉันแค่...”

 

                “มาหาลินหรอครับ?

 

                คราวนี้คนที่นิ่งไปกลับเป็นเจ้าหน้าที่ในสูทสีดำแทน “อ่า...”

 

                เพราะไม่รู้จะหาทางบ่ายเบี่ยงไปทำไม  ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้วเสียหน่อย  คังดงโฮจึงยกนิ้วเกาข้างแก้มก่อนพยักหน้าเขินๆ 

 

                “ใช่”

 

                “หมอลินยังอยู่ข้างในน่ะครับ  ยังไม่กลับ”

 

     “เข้าไปหาได้เลย”

 

                ยิ่งถูกพูดด้วยแบบนั้นการจะเดินดุ่มๆ เข้าไปหาเธอมันยิ่งดูยากขึ้นไปอีก และเมื่อมีสายตาแปลกๆ ที่ดูเหมือนกำลังรู้ทันอะไรบางอย่างด้วยแล้ว  ดงโฮจึงตอบกลับคำพูดของหมอซอนโฮด้วยการพยักหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ  “โอเค ขอบใจ”

 

                และเขาก็ยังยินนิ่งอยู่กับที่แบบนั้น ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

 

                ชายหนุ่มอายุน้อยกว่าเห็นร่างสูงยังยืนจังก้าล้วงกระเป๋า รอฤกษ์งามอะไรอยู่เขาก็ไม่ทราบ แต่จากสีหน้าและท่าทางประหม่าแบบที่ไม่ได้เห็นจากเจ้าหน้าที่คนดังแห่งหน่วยสืบสวนเท่าไหร่นักนั้นยิ่งทำให้เขาพอจะเดาทุกอย่างออก  ซอนโฮจึงพยายามซ่อนรอยยิ้ม แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะกระเซ้าแหย่

 

     “จริงสิ  วันพุธนี้ก็จะวาเลนไทน์แล้วนี่ครับ   วันนี้คุณดงโฮจะมาคุยกับลินเรื่องวันไปเจอน้องมินนา แล้วถือโอกาสชวนหมอผู้ช่วยของผมไปกินข้าวบ้างก็ดีนะครับ  ให้เธอได้พักผ่อนหน่อย”

 

     มันพูดเหมือนรู้อย่างนั้นแหละว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ทำไม

 

     คิ้วของดงโฮกระตุกเลิกขึ้นเมื่อถูกคุณหมอจู่โจมเข้าเป้าเต็มๆ โดยที่ตัวเองไม่ทันตั้งตัว   ท่าทางหมดท่าของเจ้าหน้าที่พิเศษคังทำให้ซอนโฮชอบใจจนหัวเราะออกมาเสียงดัง  เดินสวนร่างสูงไปโดยถือวิสาสะตบไหล่หนาแปะๆ “สู้ๆ แล้วกันนะครับคุณดงโฮ”

 

     “บางทีวิเคราะห์พฤติกรรมคนอื่นไว้เยอะ ก็ไม่ทันระวังว่าตัวเองจะถูกมองออกได้บ้างเหมือนกันเนอะ  ผมเข้าใจ”

 

     “ขอให้มีวันวาเลนไทน์ที่ดีนะครับ”

 

                ซอนโฮทิ้งคำพูดน่าหมั้นไส้ไว้แค่นั้นก่อนจะเดินจากไปกดลิฟต์  ทิ้งคังดงโฮให้เข่นเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจว่าไอ้หมอหนุ่มที่สนิทสนมเพราะร่วมทำคดีด้วยกันมาคนนั้นมันแอบวิเคราะห์จิตใจอะไรเขาไว้บ้างระหว่างที่เขาเผลอ  และสำหรับคนที่ต้องปั้นหน้าทำงานอยู่กับคนร้ายโดยไม่แสดงออกแม้แต่อารมณ์ที่รู้สึกอยู่ มันช่างน่าอายเหลือเกินที่ถูกมองเรื่องง่ายๆ แบบนี้ออก

 

                ไม่  มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

 

                คังดงโฮไม่เก่งกาจเสียเลยกับเรื่องแบบนี้

 

                หลังจากปล่อยเวลาในผ่านไปเนิ่นนานด้วยการเดินวนไปวนมาอย่างคนขี้ขลาดไม่สมมาด FBI มากฝีมือที่จับคนร้ายเข้าคุกมานับไม่ถ้วน  ในที่สุดร่างสูงก็ดึงบัตรที่หนีบอยู่ตรงกระเป๋าเสื้อนอกไปสแกนที่เครื่องซึ่งติดอยู่ข้างประตูเลื่อนอัตโนมัติ   ก่อนเสียงสัญญาณจะดังเบาๆ แล้วประตูค่อยๆ เลื่อนเปิด   ใบหน้าหล่อเหลาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกกำลังใจ  เหมือนที่เขาชอบทำทุกทีก่อนบุกเข้าไปในที่ที่คนร้ายอยู่

 

                นั่นทำให้คังดงโฮหลุดขำออกมา   ท่าทางของเขาตอนนี้มันทั้งน่าสมเพชทั้งขี้ขลาดไม่ต่างอะไรจากที่เพื่อนบอกจริงๆ

 

                ร่างสูงกำมือหลวมๆ ระหว่างสาวเท้าเดินไปบนทางเดินในแลปนิติเวชซึ่งแบ่งกั้นเป็นทั้งส่วนห้องผ่าพิสูจน์และห้องทำงานของเจ้าหน้าที่  มีกลิ่นจางๆ ของสารเคมีผสมกับกลิ่นคาวเลือดและบรรยากาศเย็นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากชั้นอื่น   คนแผนกนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเสื้อกาวน์ไม่ก็ชุดสครับสีฟ้าอ่อนดูคล่องตัวกัน  คังดงโฮเดินผ่านผู้คนที่คุ้นหน้ากันดีอยู่แล้วเหล่านั้น ตรงไปยังประตูกระจกใสของห้องที่อยู่เกือบข้างในสุด  

 

                เขาเห็นเธอคนนั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เดินอยู่ไกลเป็นสิบเมตร  เมื่อมาหยุดอยู่หน้าประตูกระจก มือหนาก็ยกขึ้นมาเคาะสองสามทีตามมารยาท

 

                “เชิญค่ะ”

 

                ลินเอ่ยโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอคอมซึ่งนิ้วเรียวก็กำลังเคาะแป้นพิมพ์อย่างไม่หยุดพัก  ร่างบางอยู่ในชุดเสื้อคอเต่าสีดำขับผิวขาวเนียนให้โดดเด่น เช่นเดียวกับผมดำขลับซอยสั้นปล่อยธรรมชาติเคลียดวงหน้าใสรูปไข่ มีเครื่องสำอางค์แต่งแต้มเพียงบางๆ เท่านั้น   เธอเป็นคนผิวขาว และเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาได้ง่าย อย่างที่ยูซอนโฮบอกเมื่อกี้ เพราะคดีฆาตรกรรมต่อเนื่องที่เพิ่งปิดได้คงทำให้หลายวันที่ผ่านมาอดีตภรรยาของเขามีงานล้นมือ  แต่ดูเหมือนวันนี้ลินจะได้พักจากการชันสูตรบ้าง เพราะเธอสวมเสื้อกาวน์สีขาวตัวยาวทับชุดทำงาน แทนที่จะเป็นเสื้อสครับเหมือนพวกหมอที่อยู่ในห้องผ่าตัดเหมือนทุกวัน    

 

                “ไง”

 

                เสียงของเขาเรียกใบหน้าหวานให้เงยหน้าขึ้นมาจากกองงาน  ลินดูแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงเดินผ่านประตูเข้ามา

 

                “อ้าว  คุณดงโฮ”

 

                “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?

 

                “อ่า...”

 

                คำถามที่เอ่ยออกมาในทันทีทำให้คนฟังอดไม่ได้ที่จะมีท่าทีอึกอักลำบากใจ  ก็ไม่แปลกหรอกที่เธอจะสงสัย  ตอนนี้ไม่มีคดีอะไรที่เขารับผิดชอบอยู่และต้องมาขอข้อมูลจากแลปนิติเวชซักหน่อย

 

                ดวงตากลมสวยที่จ้องมองอยู่จึงสื่อความหมายให้เขารู้ว่าในหัวเธอคิดแน่ๆว่า  แล้วตานี่มายืนล้วงกระเป๋าทำอะไรอยู่ตรงนี้?’

 

                “ผมมาคุยเรื่องมินนาน่ะ  อาทิตย์หน้าผมขอพาแกไปงานแฟร์ที่ซิตี้พาร์คได้หรือเปล่า”

 

                “อาทิตย์หน้า?

 

                “ใช่  วันเสาร์”

 

                “ได้สิคะ” ริมฝีปากอิ่มสวยยกยิ้มน้อยๆ และดูเหมือนจะขำหน่อยๆ ที่เมื่อกี้เห็นท่าทางอึกอักไปครู่หนึ่งของเขา “ถ้าเป็นวันเสาร์คุณก็ไปรับแกจากโรงเรียนเปียโนแล้วไปงานแฟร์เลยแล้วกัน  แต่ว่าลินจะยังไม่บอกแกนะคะว่าคุณจะพาไป  ไว้เดี๋ยวใกล้ๆ  เผื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลง”

 

                “โอเค...”

 

                ความจริงดงโฮอยากจะพูดอะไรออกมาให้เธอมั่นใจว่าเขาจะทำอย่างที่พูด แต่ด้วยหน้าที่การทำงานที่ทุกอย่างมักจะเข้ามาอย่างกระทันหัน ไม่มีใครสามารถทำนายได้ล่วงหน้าว่าเขาต้องหยิบเสื้อเกราะออกไปไล่ล่าผู้ต้องสงสัยเมื่อไร

 

                มันยากที่จะรับปากจริงๆ นั่นแหละ

 

                “ค่ะ”

 

                ลินส่งยิ้มตามมารยาทก่อนจะก้มหน้ากลับไปมองเอกสารและจอจ่อสมาธิต่อกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอคงคิดว่าคนที่ยืนอยู่พูดธุระที่มีหมดแล้ว  ทำให้ไม่สังเกตว่าร่างสูงซึ่งยังมีบางอย่างในใจแอบยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยตัวเองเก้อๆ    หงุดหงิดที่ตัวเองที่ทำไมถึงปล่อยให้บทสนทนาจบลงโดยไม่ถามคำถามสำคัญ

 

                “คุณดงโฮมีอะไรอีกหรือเปล่า?

 

                “อะ...อ๋อ”

               

                ใบหน้าหวานเงยขึ้นมากระพริบตาปริบๆ ตอนที่เขากำลังเดินไปเดินมา ไม่รู้จะเริ่มถามสิ่งที่ทำให้เขาดั้นด้นลงมาจากแผนกสืบสวนของตัวเองยังไง  คังดงโฮเองก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองมัวแต่อ้ำอึ้งอะไรอยู่

 

                ทำอย่างกับตอนขอเธอเดทครั้งแรกไปได้

 

                “คะ?

 

                “ผมอยากรู้ว่า ....ประมาณวันพุธ พฤหัสนี้ คุณพอจะมีเวลาว่างมั้ย?

 

                “ว่าไงนะคะ?

 

                “ผมหมายถึงวันพุธนี้น่ะ  ลินว่างมั้ย  ผมอยากจะชวนทานข้าวซักหน่อย”

 

                พูดออกไปจนได้ 

 

                “วันพุธนี้...” ลินเหล่ตาไปด้านหนึ่งอย่างใช้ความคิด ละมือเรียวข้างขวาขึ้นมาจากแป้นพิมพ์ หยิบผมสีดำเงาราวเส้นไหมซึ่งตกลงมาระข้างแก้มขึ้นไปทัดใบหู “วันวาเลนไทน์นี่นา”

 

                “ครับ”

 

                เพราะอยู่ในจุดที่ต้องเผชิญหน้า  ไอ้การจะมีท่าที่ประหม่าหรือพูดจาอึกอักคงดูไม่ดีในสายตาเธอแน่  เขาจึงรีบงัดเอาวิชาปั้นหน้าซ่อนอารมณ์ทั้งหมดที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่เทรนอยู่ในอคาเดมี่ออกมาใช้   ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมใช้แววตาคมจ้องมองไปยังเธอซึ่งเบิกดวงตากลมกว้างขึ้นน้อยๆ อย่างแปลกใจ

 

                “เราไม่ได้ทานข้าวด้วยกันนานแล้ว  ไม่ได้คุยกันจริงๆ จังๆ บ้างเลยตลอดสองปีมานี้  ผมเลยอยากถือโอกาสพิเศษนี้ชวนคุณ... ให้เกียรติไปดินเนอร์กับผมได้ไหม?

 

                ในใจคังดงโฮนั้นกระโดดเตะตัวเองหัวทิ่มไปแล้ว คำขออะไรน้ำเน่ายิ่งกว่าตอนเขาขอเธอแต่งงานเมื่อห้าปีก่อนอีก  ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนี้ลินถึงดูเหมือนกำลังพยายามกลั้นขำ

 

                ถ้าลูกน้องในทีมหรือเพื่อนในแผนกมาเห็นเขาตอนนี้เข้า  เขายังจะกล้าบากหน้าเป็น FBI ต่อหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

                เขาตอนนี้ต่อให้โดนไอ้ขี้ยาไม่มีแรงที่ไหนต่อย ก็น่าจะแพ้

 

                “จริงๆ ก็อยากให้คุณพามินนามาด้วย  แต่ว่าเพราะเราไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันสองคนนานแล้วไม่ว่าจะในฐานะไหน  แต่ถ้าลินอึดอัดก็ไม่เป็นไรนะ ผม....”

 

                “วันพุธนี้ไม่ว่างแล้วค่ะ”

 

                คังดงโฮรู้สึกว่ารอยยิ้มรู้สึกผิดอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการตอนนี้ก็ได้  เขารอฟังถ้อยคำที่เธอจะเอ่ยต่อไปด้วยการปั้นหน้าว่าไม่รู้สึกอะไรแม้แต่นิดเดียว  เสียงทุ้มหัวเราะแก้เก้อนำไปก่อนแล้วอีกต่างหาก “อ้าว... หรอ”

 

                “ต้องพามินนาไปงานปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อน”

 

                “วันวาเลนไทน์เนี่ยนะ”

 

                “ใช่ค่ะ  บ้านของเคทเพื่อนสนิทแก อยู่ระแวกบ้านพวกเรานั่นแหละ  จ้างวงดนตรีมาเล่นในงานด้วย”

 

                “เด็กห้าชวบสมัยนี้นี่”

 

                พวกเขาทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน  แต่คังดงโฮไม่แน่ใจว่าตัวเองขำเพราะได้ยินว่าเพื่อนของลูกสาวทำตัวโตเกินวัย หรือเพราะโล่งใจที่อดีตภรรยาของเขาไม่ได้มีนัดกับใครที่ไหนในวันวาเลนไทน์

 

                “เป็นวันพฤหัสหรือวันศุกร์แทนได้มั้ย?

 

                “ไม่สิ  วันพฤหัสตรุษจีนนี่นา   วันศุกร์ดีกว่า  คุณสะดวกหรือเปล่า”

 

                “ได้หมดเลย” เมื่อเปลี่ยนเป็นฝ่ายเธอถามและเขาตอบ คังดงโฮจึงทำได้แต่พยักหน้าเออออ ผายฝ่ามือระหว่างที่ตกลง “วันศุกร์ก็ได้”

 

                “เพอร์เฟ็ค”

 

                “งั้น...เราจะนัดดินเนอร์กันวันศุกร์นะคะ”

 

                “ผมจะไปรับคุณที่บ้านตอนหนึ่งทุ่มนะ”

 

                ดงโฮจำได้ว่านั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับลิน ก่อนจะเดินล่องลอยไม่รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นลิฟท์กลับขึ้นมาที่แผนกของตัวเองซึ่งมินฮยอนกับหลงกั๋วนั่งรอเขาอยู่  คนหนึ่งวางไอแพดเช็คหุ้นลงบนโต๊ะทันที ส่วนอีกคนจับสายตามองเขาอย่างพินิจวิเคราะห์ระหว่างที่มือยังใช้ผ้าเช็ดส่วนประกอบปืน  

 

     ร่างสูงเดินผ่านเพื่อนทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย  อยากแกล้งกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเพื่อนร่วมงานทั้งคู่ให้ปะทุออกมา และแน่นอนว่าได้ผล  ฮวังมินฮยอนสไลด์เก้าอี้ทำงานเป็นเด็กๆ มาสะกิดเขาจากด้านหลัง

 

     “เป็นไงบ้าง?  เธอโอเคมั้ย?

 

     “อือ”

 

     “เฮ้ย  เธอพูดว่าไง?  แกพูดว่าไง?

 

     “ฉันก็ถาม  ตอนแรกเธอบอกว่าวันพุธไม่ว่าง ต้องพาลูกฉันไปปาร์ตี้บ้านเพื่อน  เราเลยนัดกันเป็นวันศุกร์แทน”

 

     “ก็ดีนี่หว่า   ไม่ไปวันวาเลนไทน์จะได้คนไม่เยอะ  ฉันก็คิดอยู่แหละว่าถึงแกชวนลินไปดินเนอร์ได้ก็คงหาร้านไม่ทันหรอก ขนาดฉันยังจองร้านให้แพทริเซียล่วงหน้าตั้งแต่ปีใหม่”

 

     “แล้วเธอมีท่าทีอึดอัดมั้ย?  เว้นระยะระหว่างที่ตอบตกลงมั้ย? มีฉุกคิดบ้างมั้ย?” คราวนี้เป็นตาหลงกั๋วที่เดินเข้ามาถือวิสาสะนั่งลงบนโต๊ะทำงานของดงโฮ  และเริ่มสอบสวนเขาบ้างด้วยการยิงคำถามรัว

 

    “ไม่รู้”

 

    แต่เขาก็ต้องทำให้เพื่อนผิดหวังด้วยการไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

    “ฉันมองหน้าลินตลอดนะ  แต่ไม่ได้สังเกตอะไรแบบนั้นเลยว่ะ”

 

    “แต่คิดว่าไม่มั้ง”

 

    “โอเค     งั้นแสดงว่าเธอคงพอรู้แกวอยู่แล้วว่าจุดประสงค์ของนายที่มาชวนเธอกินข้าวแบบนี้คืออะไร”

 

    “ฉันว่ารู้อยู่แล้วล่ะ” มินฮยอนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้จนสุด “ลินเป็นคนฉลาด  น่าจะฉลาดกว่าคุณเจ้าหน้าที่คนเก่งของเราเสียอีก”

 

                ดงโฮแอบเหล่ดวงตาดุดันมองเพื่อนซึ่งถือโอกาสด่าเขาเนียนๆ

 

                “แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า...” มินฮยอนยักไหล่ พูดต่อไปอย่างไม่แคร์

 

                “เธอจะตอบรับเพื่อนเราหลังจากนี้ยังไง  จะปฏิเสธมั้ย หรือว่ายอมใจอ่อน  โอกาสของคนที่หย่าร้างกันแล้วกลับมาคืนดีกันได้มันมีไม่มากนะ  แกลองคิดดู ปูมหลังของพวกฆาตรกรน่ะร้อยทั้งร้อยส่งผลมาถึงการกระทำในปัจจุบัน  ความผิดพลาดในอดีตก็เหมือนกัน  ต่อให้สองปีที่ผ่านมาแกแสดงให้เห็นว่าเป็นพ่อที่ดีได้  แต่เธอคงไม่มองข้ามเรื่องนั้นแล้วยอมกลับมาคบกับแกง่ายๆ หรอก”

 

                “ขอบคุณที่ช่วยย้ำนะครับคุณฮวัง”

 

                “งั้นแกก็ต้องใช้โอกาสนี้เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วล่ะ” หลงกั๋วหยิบปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะของดงโฮขึ้นมากดเข้ากดออกอย่างเคยชิน  เป็นนิสัยเสียที่เจ้าหน้าที่พิเศษซึ่งเก่งกาจด้านวิเคราะห์มากกว่าออกไปวิ่งไล่จับคนร้ายคนนี้ชอบทำเป็นประจำเวลาที่ใช้ความคิด

 

                “ทำให้เธอประทับใจที่สุด  เลือกร้านอาหารอย่างดี  ส่งของขวัญให้เธอล่วงหน้าด้วย”

 

                “ของขวัญ?

 

                “ใช่   ให้ตาย...อยากรู้จังว่าที่ผ่านมาแกจีบลินติดจนแต่งงานมีลูกกันได้ไง  เอาอะไรมาหลอกเธอวะ”

 

                “ฉันก็ทำของฉันได้แหละน่า  พวกแกอย่าจู้จี้มากนักได้มั้ย”

 

                “นี่พวกเรากำลังช่วยแกอยู่นะโว้ย   ถ้าไม่อยากให้ทุกอย่างพังก็ฟังแล้วเชื่อซะ”

 

                คังดงโฮที่ไม่อยากมีปัญหาจึงตัดสินใจเงียบปากและปล่อยให้เพื่อนว่างงานทั้งสองคนถกปัญหาที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองแม้แต่น้อยต่อไป   มือหนาปลดกระดุมข้อมือเพื่อพับเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนขึ้นมาถึงศอก หยิบเอกสารขึ้นมาสะสางระหว่างที่หูก็ฟังไปพลาง

 

                เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าบางอย่างที่เพื่อนเสนอมาก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว

 

                “ถ้าอยากโรแมนติกก็ซื้อชุดให้เธอซักชุด  ส่งไปล่วงหน้าก่อนวันนัด  แล้วรอดูกันว่าเธอจะใส่หรือเปล่า”

 

                “ถ้าใส่แกก็พอใจไปเลยส่วนหนึ่ง  ส่วนอีกส่วนคือเชื่อได้เลยว่าเธอให้โอกาสแกแน่ๆ”

 

                “อืม” ดงโฮพยักหน้าหลังกำปั้นช้อนไว้ใต้คาง “อันนี้เข้าท่า”

 

                “เอาแบบเซ็กซี่หน่อยป่ะ  แพทริเซียชอบเข้าร้านหนึ่งที่โคตรแพงชิบหาย  แต่ฉันว่าจะแอบไปซื้อเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ให้เธออยู่”

 

                “เอาแบบเซ็กซี่เลยหรอ?

 

                “ก็บอกว่าให้ใช้โอกาสนี้เป็นเหมือนโอกาสสุดท้ายไง!” หลงกั๋วตบป๊าบเข้าให้ที่ไหล่ของคนซึ่งส่อแววลังเล  เสียงเอ่ะอ่ะของพวกเขาทำให้เพื่อน FBI คนอื่นในห้องเริ่มหันมามอง  คนพูดจึงต้องรีบหรี่เสียงให้เบาลง 

 

                “แกกับลินอายุเท่าไหร่กันแล้ววะ  เป็นเด็กไฮสคูลปี 1 หรอ!?

 

                “ฉันห่างหายจากเรื่องแบบนี้มาสองปีแล้วโว้ย  ขอโทษที” ดงโฮหัวเราะเบาๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้

 

                “งั้นเดี๋ยวเย็นนี้เราไปซื้อด้วยกัน  โอเค๊”

 

     ฮวังมินฮยอนทำมือเป็นสัญลักษณ์ตามที่พูดพร้อมกับขยิบตา  ก่อนดงโฮจะค้นพบว่าคนที่ในสายตาคนอื่นดูนิ่งๆ หยิ่งๆ อย่างมันจะทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ได้

 

     “วิธีเลือกของให้ผู้หญิงก็ง่ายๆ ว่ะ”

 

     “อยากเห็นแบบไหน ก็ซื้อให้แบบนั้น”

 

     “ฮวังมินฮยอน  คังดงโฮ”

 

     “ครับ!

 

     เหมือนนรกจะมีตามีหู  รู้ว่าเจ้าหน้าที่ทั้งสองแอบวางแผนชั่วอะไรอยู่จึงส่งหัวหน้าเดินฉับๆ เข้ามาจนวงสนทนาของทั้งสามแตกกระเจิงเกือบลุกกันไปคนละทิศละทาง   คนที่เดินเข้ามาทำหน้าเครียด  ไม่ได้ใส่ใจว่าเจ้าหน้าที่ทั้งสามตกใจทำไม  คังดงโฮอ่านสีหน้าจริงจังของหัวหน้าแล้วก็รู้ชะตากรรม

 

     “ไปช่วยเจ้าหน้าที่สมิธสอบพยานกับผู้ต้องสงสัยที่ชั้นสิบเอ็ดหน่อย  นี่แฟ้ม”

 

     “ครับ”

 

     “และคัง  นายอยู่ได้ถึงแค่บ่ายสามนะ  เสร็จแล้วไปเจอฉันข้างล่าง  นายต้องร่วมทีมเข้าประชุมกับฉันที่กระทรวงต่างประเทศด้วย”

 

     “ครับหัวหน้า”

 

     คู่หูทั้งสองเหลือบมองหน้ากันระหว่างที่หยิบเสื้อนอกและหนีบแฟ้มประวัติก้าวอาดๆ เข้าไปในลิฟท์   พวกเขาไม่ต้องพูดกันแต่ต่างคนต่างรู้ ว่าสงสัยต้องเลื่อนเวลาไปซื้อของขวัญให้ทั้งภรรยาและอดีตภรรยาไปดึกกว่ากำหนด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 






 

 

 

แล้วถ้าเกิดลินไม่สนใจของขวัญที่เขาให้ไปเลยล่ะ เขาจะวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้ว่ายังไงดี

 

เมื่อร่างบางปรากฏตัวจากหลังประตูในเดรสสีขาวแขนสั้นคอจีนปิดจนมิดคอ ขนาดชุดพอดีทรวดทรงเน้นให้เห็นเอวคอดและเรียวขาขาวที่โพล่พ้นกระโปรงเข้ารูปคลุมเข่า ถึงลินจะไม่ได้เอาของขวัญที่เขาส่งมาให้ล่วงหน้ามาใช้อย่างที่คาดหวังไว้ แต่ดงโฮก็ถูกสะกดสายตาด้วยบรรยากาศรอบตัวที่แตกต่างไปจากทุกครั้งอย่างชัดเจน

 

อันนี้จริง เขาถูกทำให้สะดุดตั้งแต่ถูกร่างเล็กซึ่งวิ่งดุ๊กๆ นำออกมาและโถมทั้งร่างใส่อ้อมกอดของเขาด้วยเสียงกรี๊ดเริงร่า คนเป็นพ่อยกลูกสาวอุ้มตัวลอย หอมแก้มนิ่มฟอดใหญ่ให้หายคิดถึงจากครั้งล่าสุดที่เจอกัน

 

วันนี้คุณพ่อจะพาคุณแม่ไปเดทหรอคะ?”

 

มินนานัยน์ตาเป็นประกายอยู่ในอ้อมอกของเขา ปกติทุกครั้งที่เจอกันคังดงโฮก็สังเกตอยู่เสมอว่าลูกสาวของตัวเองเป็นคนช่างจ้อ แต่ดูเหมือนวันนี้เขายิ่งแน่ใจ

 

วันนี้คุณแม่แต่งตัวสวยมากๆ เลย คุณพ่อชอบหรือเปล่าคะ? จะไปเดทกันใช่มั้ยคะ?”

 

พ่อเค้าแค่ชวนแม่ไปดินเนอร์กันเฉยๆ จ้ะลินเดินออกมาด้วยส้นสูงสีครีมที่ยิ่งเน้นให้ช่วงขาดูเรียวยาว เธอกำลังสอดแขนใส่เสื้อโค้ทสีน้ำตาลเข้ากัน ลงมานี่มา กลับเข้าบ้านไปกินข้าวของตัวเองต่อดีกว่า

 

แต่น้าไลลาบอกว่าชวนไปดินเนอร์ก็คือการเดท

 

น้าไลลาบอกหรอ?”

 

ลินจับมือเล็กๆ ของมินนาซึ่งถูกเขาย่อตัวลงไปปล่อยลูกสาวให้เดินกลับไปหาแม่ ก่อนจะหันไปมองบุคคลที่สาม ผู้ถูกกล่าวถึงซึ่งยืนเอามือยันประตูไว้ด้วยสีหน้าไม่แคร์ไม่สนโลก ไลลาเป็นน้องสาวที่อายุน้อยกว่าลินเป็นสิบปี ถ้าดงโฮจำไม่ผิด ตอนนี้เธอน่าจะอยู่ไฮสคูลไม่ปีสองก็สาม สองพี่น้องหน้าคล้ายกันมากจนเกือบจะเหมือนฝาแฝด

 

แต่ถ้าถามถึงความแตกต่างด้านอื่นๆ ล่ะก็มีมากทีเดียว ตั้งแต่ทรงผมที่ไลลาไว้ยาวจนถึงกึ่งกลางหลังในขณะที่พี่สาวไว้ผมสั้น บุคลิกนิสัยและมนุษยสัมพันธ์ที่ราวฟ้ากับเหว อดีตภรรยาของเขาที่ใบหน้ามักจะประดับรอยยิ้มหวานน่ารัก แต่ไลลากลับชอบทำเหมือนไม่มีอะไรซักอย่างบนโลกนี้ที่น่าสนใจสำหรับเธอ

 

สอนอะไรหลานน่ะ?” ลินพ่นลมหายใจ ส่วนคนที่โดนเหวใส่แค่ยักไหล่ตอบกลับมาอย่างไม่หยี่ระ

 

มินนา มากินข้าวกับน้าต่อดีกว่า ปล่อยป่าป๊ากับหม่าม๊าเค้าไปมีความสุขกันเถอะ

 

ไลลา

 

จะบังคับให้มินนากินผักกับนอนภายในสองทุ่มค่ะ ไม่ต้องห่วง

 

เด็กสาวพูดเสียงเรียบระหว่างที่โอบหลังหลานสาวดันให้กลับเข้าไปหลังประตู มินนาหันกลับมาโบกมือจนตัวโยนพร้อมฉีกยิ้มกว้างให้คนสองคนที่ยืนอยู่หน้าบ้าน

 

โชคดีนะคะคุณพ่อคุณแม่

 

โชคดีนะคะคุณพี่สาว คุณอดีตพี่เขย ถ้าจะกลับดึกล่ะก็ กลับเช้าดีกว่า

 

หมายความว่าไงคะ?”

 

ไลลา ระวังคำพูดกับหลานหน่อยลินรีบหันไปเตือนก่อนที่ประตูบ้านจะถูกน้องสาวปิดดังปึง ไม่รู้สิ่งที่พูดจะเข้าหูยัยน้องสาวตัวดีหรือเปล่า

 

และเมื่อเธอหันกลับมาเพื่อพบกับร่างสูงซึ่งอมยิ้มกลั้นอารมณ์ขันคอยอยู่ มือเรียวก็ปัดผมสั้นระคางขึ้นไปทันหูด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

 

งั้นเราไปกันดีกว่าคังดงโฮผายมือเชื้อเชิญ ก่อนจะเดินถอยหลังนำร่างบางไปที่รถ เปิดประตูให้เกียรติเธอให้เข้าไปก่อน แล้วจึงตามเข้าไปนั่งตรงที่นั่งคนขับ ค่อยๆ เคลื่อนรถออกเดินทาง

 

คุณให้ไลลามาดูแลมินนาคืนนี้หรอ?”

 

ค่ะ พอดีแม่ฉันไม่ว่าง ไปเที่ยวตรุษจีนกับเพื่อนๆเค้าน่ะ ส่วนพี่เลี้ยงก็ขอลาป่วย

 

มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

 

พวกเขาหัวเราะเบาๆ ไปด้วยกันระหว่างที่รถแล่น  คังดงโอพยายามสังเกตอาการของคนข้างๆ ว่าเธอไม่ได้มีท่าทีอึดอัดใช่ไหมที่ต้องมาใช้เวลาร่วมกับเขา

 

แต่ลินดูผ่อนคลายจนดงโฮโล่งใจ

 

เขาจองร้านอาหารไทยชื่อดังเอาไว้ด้วยการใช้เส้นสายของเจ้าหน้าที่บรู๊คที่อยู่หน่วย SWAT  ทำให้พวกเขาได้ที่นั่งที่ดีที่สุดในร้านและการต้อนรับดุจดังพระราชา  เมื่อเข้ามาภายใน บรรยากาศที่ทำให้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในประเทศเขตร้อนจริงๆ ทำให้ทั้งคู่เกือบลืมสภาพอากาศ 5 องศาของกรุงวอชิงตันตอนนี้ไปเสียสนิท

 

ออเดิร์ฟที่สั่งไว้ล่วงหน้ามาเสิร์ฟพร้อมๆ กับบริกรในชุดเต็มยศรินไวน์สีข้นลงในแก้วทรงสูง เสียงดนตรีแปลกหูที่น่าจะบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีของประเทศไทยช่วยทำให้การไม่พูดคุยกันของพวกเขาอึดอัดน้อยลง   ดงโฮเหลือบมองคนที่ละเลียดกินอาหารที่ตัวเองสั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะที่ปูด้วยผ้าไหม  เขาอ่านสีหน้าออกว่าลินน่าจะเพลิดเพลินกับรสชาติของร้ายที่เขาพามาพอดู

 

“ชอบหรือเปล่า?

 

“หืม... รสชาติดีมากค่ะ  จริงๆ ฉันเพิ่งเคยมาที่ร้านนี้ครั้งแรกเลย  เพิ่งรู้ว่าแถวนี้มีภัตราคารอาหารไทยด้วย  คุณรู้จักได้ยังไงหรอ?

 

“เพื่อนแนะนำมาน่ะ” และดงโฮไม่คิดจะเล่าต่อแน่ๆ ถึงเบื้องหลังกว่าที่เขาจะได้โต๊ะดินเนอร์สองที่ในร้านนี้ต้องเสียเลือดเสียเนื้อไปขนาดไหน

 

แต่นอกจากความโด่งดังของร้าน  รสชาติอาหาร  บรรยากาศชั้นหนึ่งและการบริการที่เลื่องชื่อ  เหตุผลที่เขาเลือกอาหารไทยมาทำให้เธอประทับใจในวันนี้ก็ผ่านการคิดหลายตลบมาแล้วเช่นกัน

 

“ลินจำได้มั้ยว่าเดทแรกของเรา  ตอนนั้นผมก็พาคุณไปทานอาหารไทย”

 

“จำได้สิ”

 

“คุณนัดเจอฉันวันถัดจากปาร์ตี้ที่เราเจอกันเลย  ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นการถูกฝ่ายสืบสวนเรียกตัวไปแฝงตัวเป็นนกต่อหรืออะไรแบบนี้ซะแล้ว   ตอนไปถึงร้านยังมองซ้ายมองขวาอยู่เลยว่ามีคนในทีมคนอื่นซ่อนอยู่ตรงไหนหรือเปล่า”

 

“คุณคิดงั้นหรอ?” ดงโฮย่นคิ้ว  เรียกเสียงหัวเราะใสจากเสียงหวาน

 

พวกเขาเจอกันครั้งแรกเมื่อหกปีก่อน  ตอนที่คังดงโฮยังเป็นแค่ FBI มือใหม่ที่เพิ่งฝึกจบจากอคาเดมี่มาหมาดๆ  ส่วนก้วนลินคือเด็กฝึกงานในแผนกนิติเวชที่จะเรียนจบเฉพาะทางในอีกไม่กี่เดือน   ทุกๆ ปี FBI จะมีงานฮาร์โลวีนให้เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมงานได้มีโอกาสสละมาดมาแต่งตัวแฟนซีบ้าๆ บอๆ ปาร์ตี้กัน   และถึงจะเป็นแค่งานเลี้ยงไว้สำหรับเมาหัวราน้ำ  แต่ผู้ร่วมงานแต่ละคนก็งัดมุกหาชุดมาใส่ประชันกันจนเต็มที่  จริงจังยิ่งกว่าแฝงตัวเข้าไปสืบข้อมูลที่ไหนกันเสียอีก 

 

และในงานวันนั้น  ขณะที่คังดงโฮแยกตัวจากกลุ่มเพื่อนเพื่อไปเติมเครื่องดื่มที่บาร์  เขาก็บังเอิญพบกับหญิงสาวสูงโปร่งที่คาดโบว์สีแดงอันโตไว้บนผมดำขลับ  บรรยากาศตอนนั้นอาจทำให้เขาเห็นใบหน้าของเธอไม่ชัดนัก  แต่เสื้อแขนยาวสีแดงและกระโปรงที่ยาวคลุมเข่าสีดำทำให้ดงโฮเหลือบมองมาที่ชุดแฟนซีของตัวเอง  และหลุดขำออกมาเสียงดัง

 

เธอคนนั้นหันมาตามเสียงหัวเราะเสียมารยาทของเขาอย่างสงสัย  และเมื่อเห็นร่างสูงที่ยืนเอากำปั้นป้องปากตัวเองไว้  และชุดที่เขาสวมใส่  เธอก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย และหัวเราะให้กับความบังเอิญที่เหมือนมีใครบางคนพยายามจะเล่นตลกเช่นกัน

 

           ในงานวันนั้น  โอลีฟกับป๊อบอายก็ได้รู้จักกันเป็นครั้งแรก

 

           ดงโฮที่เป็นฝ่ายเข้าไปถามชื่อเธอก่อนสาบานประมาณสามรอบว่าเขาไม่ได้แอบฟังเธอคุยกับคนในแผนกนิติเวชแน่นอนว่าลินวางแผนจะแต่งตัวเป็นอะไร  เขาไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนด้วยซ้ำ

 

           “ถ้าคุณกลัวคนอื่นเข้าใจผิด  จริงๆ ฉันจะแต่งเป็นมินนี่เมาส์ก็ได้นะ  ที่คาดผมอันนี้ไม่ได้เข้ากับโอลีฟเท่าไหร่หรอกค่ะ”

 

           “คุณก็จะมองว่าผมแต่งเป็นแค่ทหารเรือก็ได้เหมือนกัน  ถ้าคุณอึดอัด”

 

           แต่ความจริง  พวกเขาทั้งคู่ต่างรู้สึกว่าความบังเอิญในวันนั้นเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุดต่างหาก

 

คังดงโฮถึงกับไม่ยอมปล่อยระยะห่างระหว่างรอยยิ้มหวานนั้นด้วยการนัดเธอกินข้าวทันทีในวันรุ่งขึ้น   บทสนทนาระหว่างที่ยืนคุยกับลินตรงบาร์ในงานทั้งคืนไม่เพียงแต่ทำให้ดงโฮปล่อยเพื่อนคนอื่นปาร์ตี้กันต่อไปโดยไม่มีเขา  แต่ยังทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจว่าจะจริงจังและทำทุกอย่างเพื่อมีเธอเป็นคู่ชีวิตให้ได้

 

ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีวันไหนเลยที่ความคิดเขาเปลี่ยนแปลง

 

“จริงๆ วันนี้ผมกะจะพาไปร้านที่เราไปกินด้วยกันตอนนั้นด้วยล่ะ”

 

“แต่ว่าพอลองโทรไปเช็ค  เลยรู้ว่าร้านมันปิดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว”


“แม้แต่ร้านนั้นก็จบเหมือนกันหรอ...” ลินพึมพำเบาๆ แอบซ่อนใบหน้าเจือความเศร้า  คนมองจึงต้องทำเหมือนไม่เห็นอะไรและพูดต่อไป

 

           “ผมก็เลยพาคุณมาร้านนี้  ถึงรำลึกบรรยากาศเก่าๆ ไม่ได้ แต่ได้ยินว่าข้าวผัดสับปะรดที่นี่อร่อยกว่าที่ร้านนั้นนะ  พอเห็นคุณชอบผมก็ดีใจแล้วล่ะ”

 

           “คุณดงโฮ...”

 

เธอเรียกเขาให้เงยหน้าขึ้นมาหลังจากเขากลับไปสนใจพาสต้าต้มยำกุ้งตรงหน้าต่อ  ดงโฮเห็นลินวางช้อนและวางข้อมือผอมลงบนตัก เขาจึงรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังจะพูดค่อนข้างเป็นเรื่องจริงจัง

 

“ครับ?” 

 

“ฉันพอจะรู้เหตุผลที่คุณชวนฉันออกมาวันนี้นะคะ  ถ้าคุณพยายามจะให้เราสองคนกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ให้เป็นเหมือนแต่ก่อน”

 

“ฉันว่าอย่าดีกว่า”

 

เธอเก่งกว่าเขาในเรื่องแบบนี้จริงๆ

 

“ตอนนี้สถานะของเราที่เป็นพ่อและแม่ของมินนาก็เหมาะสมดีอยู่แล้ว  บทสรุปของเรื่องของเราที่เป็นแบบนี้มันก็เหมาะสมแล้วเหมือนกัน”

 

ริมฝีปากโค้งหยักยกยิ้มก่อนจะวางช้อนซ้อมลงเช่นกัน  คังดงโฮหยิบผ้าเช็ดปากบนตักขึ้นมาซับมุมปาก “ทำไมคุณถึงตัดสินเอาเองตามใจชอบว่าตอนนี้คือบทสรุปแล้วล่ะ”

 

“ลินไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะดำเนินต่อไปได้เลยหรอ”

 

“มันสามารถเป็นไปได้ ...แต่มันไม่ควรเป็นแบบนั้นค่ะ” ใบหน้าหวานนิ่งปรากฏรอยยิ้มเย็น

 

“เราเคยคุยเรื่องนี้กันมาก่อนแล้วนะคุณดงโฮ   ตอนนั้นคุณก็บอกว่าเข้าใจไม่ใช่หรอ”

 

เพราะตอนนั้นเขาโง่เกินกว่าจะสู้เพื่อความรู้สึกตัวเองไง

 

และเขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วด้วยว่าสิ่งที่ลินคิดว่าดี  มันดีสำหรับทั้งเขา  ทั้งเธอ  และทั้งลูกสาวของพวกเราจริงหรือเปล่า

 

            หรือบางทีตอนนี้อาจเพราะเขาที่กำลังเห็นแก่ตัวเกินไป 

 

ไม่คิดจะสนใจอะไรอีกแล้วนอกจากอยากได้ครอบครัวกลับคืนมา  

 

“โอเค” ดงโฮยกมือสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้และหัวเราะขืนๆ “ตอนนั้นผมอาจตามใจคุณทุกอย่าง”

 

“แต่ถ้าตอนนี้ผมอยากให้เราแก้ปัญหาที่มีด้วยทางอื่นล่ะ  ทั้งคุณและผมต่างก็รู้ว่าเราทั้งคู่ยังรักกันอยู่ตอนที่ตัดสินใจหย่าใช่ไหม”

 

“และรู้ไหมว่าความรู้สึกของผมมันก็ไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว”

 

“ดงโฮ”

 

“ทำไมถึงไม่ให้โอกาสผมลองแสดงให้คุณเห็นล่ะ ว่าสิ่งที่คุณคิดตลอดสองปีที่ผ่านมานี้มันผิด”

 

“หรือชีวิตของคุณมีความสุขขึ้นจริงๆ เมื่อไม่มีผม”

 

คำพูดของเขาทำให้ดวงตากลมหลุบต่ำ  ก่อนดวงหน้าขาวจะเบือนหนีไปทางอื่นพร้อมยกของเหลวในแก้วก้านยาวขึ้นจิบ 

 

คังดงโฮถูกฝึกมาให้อ่านภาษากายพวกนี้มาตลอด สิ่งที่เห็นจึงทำให้เขาส่ายหัวเบาๆ และคลี่ยิ้มอย่างคนที่มองทุกอย่างทะลุปุโปร่งแต่ทำอะไรไม่ได้ 

 

“ต่อให้คุณรู้ว่าตัวเองคิดผิด  แต่คุณก็ไม่คิดจะให้โอกาสผมเลยใช่ไหม”

 

“ดงโฮ...ฉันว่าแบบนี้มันดีที่สุดแล้วค่ะ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทำให้ใบหน้าแฝงความเว้าวอน  คนที่ถูกฝึกมาให้กล่อมคนด้วยจิตวิทยาจึงไม่อาจทำใจแข็งต้อนคนที่ถนัดสังเกตบาดแผลมากกว่า เขาจึงเอนหลังพิงไปกับหนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้อีกครั้ง 

 

“ฉันเข้าใจนะว่าคุณรู้สึกยังไง”

 

อาหารเลิศรสที่อยู่บนโต๊ะก็ไม่อาจดึงความสนใจของทั้งสองคนได้อีกต่อไป  ลินทำเหมือนเธอมานั่งตรงนี้เพื่อพูดคุยกับเขาเพียงเท่านั้น

 

“แต่ฉันอยากให้คุณรู้ ว่าฉันยังเชื่อในสิ่งที่ตัดสินใจไปเมื่อสองปีก่อน  เรายังคุยกันได้  เป็นพ่อและแม่ของมินนาด้วยกันได้”

 

“แต่เรื่องที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมนั้น....ฉันยังไม่พร้อมหรอกค่ะ  และฉันไม่อยากให้คุณคิดว่าตัวเองมีโอกาสด้วย”

 

.

 

.

 

“ฉันขอโทษจริงๆ”

 

ดงโฮส่ายหัวเบาๆ  พ่นลมหายใจขำออกมาจนแผงอกแกร่งกระเพื่อมลง “ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนี่นา”

 

“ผมต่างหากที่ดื้อด้านไม่ยอมรับการตัดสินใจของคุณ ทั้งที่ก็ปล่อยเวลาให้ผ่านมาขนาดนี้แล้ว”

 

“งั้นถือซะว่าวันนี้เรามาทานข้าวกันในฐานะพ่อแม่ของมินนาแล้วกัน...หรือในฐานะเพื่อนก็ได้”

 

“คุณอย่าเพิ่งกลัวผมนะ”

 

รอยยิ้มมุมปากของเขาทำให้ใบหน้าใสซึ่งกำลังเครียดอดไม่ได้ที่จะค่อยๆ คลี่ยิ้มตาม  ลินก้มหน้าลงไปมองตักซักพักก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมาตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “ฉันเคยกลัวคุณซะที่ไหนล่ะ”

 

“แล้ว.....ถ้าคุณไม่อยากเปิดโอกาสให้ผมคิดอย่างที่พูดไป   ทำไมที่ผ่านมาถึงไม่คิดมีใครซักคน?

 

หลังจากผ่านบรรยากาศน่าอึดอัดมาได้ บทสนทนาของพวกเขาก็มาถึงจุดที่ต่อให้พูดอะไรออกไปก็คงไม่ทำให้มันแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว   ความจริงคังดงโฮเตรียมใจมาก่อนล่วงหน้าแล้วล่ะว่าผลมันต้องออกมาแบบนี้  ลินคงไม่ยอมเปิดใจให้เขาง่ายๆ

 

 เพราะเมื่อสองปีก่อนตอนที่เธอตัดสินใจ  การที่เขาทำอย่างตรงข้ามนั่นคือปล่อยเธอและลูกไปอย่างง่ายดาย  อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้เธอซึ่งผิดหวังในตัวเขาอยู่แล้ว  ต้องมาผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

แต่ตอนนี้เขาไม่มีวันทำแบบนั้น

 

นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงให้เธอเห็นว่าอยากได้ครอบครัวกลับคืนมาอย่างจริงจัง  แต่มันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

 

อย่างน้อยดงโฮก็รู้แล้วว่าครั้งหน้าต้องค่อยเป็นค่อยไปมากกว่านี้

 

กลับมาที่คำถามของเขาที่ทำให้ลินกระพริบตาปริบๆ  ยกช้อนตักข้าวผัดค้างไว้ก่อนจะเอาเข้าปาก  ดูเหมือนเธอกำลังพยายามทำความเข้าใจกับคำถามว่าใครซักคนที่เขาว่านั้นหมายถึงอะไร  ดงโฮจึงช่วยขยายความให้

 

“หรือว่ามีแล้ว  มีคนเคยเห็นคุณขึ้นรถไปกับแดเนียลด้วย”

 

“แค่กๆๆ” มือเรียวรีบหยิบผ้าบนตักขึ้นมาป้องปากเมื่อสิ่งที่ฟังทำให้สำลักกะทันหันจนดวงหน้าใสขึ้นสีแดงก่ำ  

 

“แสดงว่าจริง”

 

“เขาแค่อาสาไปส่งฉันที่บ้านเฉยๆ ---แค่ครั้งเดียว  ตอนนั้นเป็นงานปีใหม่ แล้วมันก็ดึกแล้ว”

 

“ฉันไม่เคยพาใครที่ไหนเข้าบ้านหรอกนะ  ถามมินนาดูก็ได้”

 

“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”

 

“...” ลินเม้มฝีปากอวบอิ่มที่ตอนแรกเตรียมโต้กลับคำพูดอะไรก็ตามที่อีกฝ่ายจะพูดออกมา  แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองแค่ถูกยั่ว  ดวงตากลมสองชั้นก็หรี่ลงก่อนจะฮุกหมัดเอาคืน

 

“แต่ใครจะเป็นเหมือนคุณกันล่ะ”

 

“หืม?

 

“ฉันแค่มีผู้ชายที่ฮอตที่สุดในฝ่ายความมั่นคงมาส่งที่บ้าน  แต่ได้ข่าวว่าคุณเคยควงครูสอนเต้นอยู่ตั้งเดือนหนึ่งไม่ใช่หรอ”

 

คิ้วหนาที่เลิกขึ้นอย่างไม่เก็บอาการทำให้เสียงหวานได้ทีหัวเราะชอบใจ “รู้สึกว่าจะชื่ออะไรนะ...เดวี  หรือเดวี่”

 

“ทำไมถึงรู้ละเอียดจัง”

 

“เวลาคุณฮวังมาที่บ้านเขาก็เล่าให้ฟังหมดนั่นแหละค่ะ”

 

“มินฮยอนไปที่บ้านหรอ!?

 

สิ่งที่ทำให้ดงโฮตกใจยิ่งกว่าคือเรื่องนี้ต่างหาก ดวงตาเรียวเบิกกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า  ลืมวิธีเก็บมาดที่ฝึกฝนมาไปปลิดทิ้ง

 

“บ่อยด้วยค่ะ  ก็เขาเป็นพ่อทูนหัวของมินนานี่นา  คงไม่นับว่าเป็นผู้ชายที่ฉันพาเข้าบ้านหรอกใช่มั้ย”

 

แล้วทำไมไอ้เพื่อนบ้านั่นมันไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลยล่ะ ว่าตัวเองติดต่อกับลินอยู่ตลอด  คังดงโฮเค่นเคี้ยวฟันในใจและเก็บเรื่องนี้เตรียมกลับไปคิดบัญชีตอนเจอกัน

 

แปลกดีที่หลังจากนั้น บรรยากาศการพูดคุยระหว่างพวกเขาดีขึ้นจนมีหัวข้อสนทนาสลับกันถามสลับกันตอบไม่หยุด  ทั้งที่เริ่มต้นด้วยเรื่องคู่เดทที่น่าจะทำให้หมดอารมณ์จะคุยกันต่อแล้วแท้ๆ  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกือบจะเหมือนวันแรกที่เจอกันในงานปาร์ตี้ฮาโลวีนที่พวกเขาพูดคุยและดื่มไวน์กันจนลืมเวลา  รู้ตัวอีกทีพวกเขาทั้งคู่ก็เหลืออยู่เป็นหนึ่งในสามโต๊ะสุดท้ายของภัตตาคาร  เสียงเพลงบรรเลงเริ่มหรี่ และมีจำนวนพนักงานเสิร์ฟเดินกันบางตา

 

“ฉันว่าเราควรกลับกันได้แล้วล่ะค่ะ   ฉันไม่อยากเหลืออยู่เป็นโต๊ะสุดท้าย”

 

“และอยากรีบกลับไปเช็คว่าไลลาพามินนาเข้านอนหรือยังด้วย  เธอชอบแหกกฎให้ลูกเราดูการ์ตูนจนดึกดื่นตลอด”

 

“ลิน  คุณไม่ต้องห่วงเกินเหตุหรอกน่า  ผมว่าไลลามีความรับผิดชอบพอสมควรเลยล่ะ”

 

“ผมสัญญาว่าจะรีบพาคุณกลับไปส่ง  แต่ว่าก่อนหน้านั้น...จำโกโก้ร้อนที่คุยเคยสั่งผมให้ออกมาซื้อตอนตีสามได้ไหม”

 

“ตอนฉันท้องมินนาน่ะหรอคะ” ลินหัวเราะ  ก้าวเข้าไปนั่งในเบาะข้างคนขับหลังจากเขาเปิดประตูให้เธอ “จำได้สิ  ตอนนั้นไม่รู้ฉันเป็นบ้าอะไรถึงอยากกินมากๆ  มันเป็นโกโก้ที่อร่อยแบบที่ชงเองไม่ได้ก็จริง  แต่ไม่น่าใช้คุณออกมาจากบ้านตอนดึกดื่นเลย”

 

“ตอนนั้นคุณแค่แพ้ท้อง  ผมไม่ถือหรอก”

 

“รู้ไหมตอนนี้โดนัทร้านนั้นเป็นของหวานโปรดของลูกไปแล้วค่ะ”

 

“งั้น....ก็ดีเลย   อย่างน้อยก่อนกลับก็ขอให้ผมได้เลี้ยงโกโก้คุณซักแก้ว แล้วซื้อโดนัทไปฝากลูกสาวเราซักกล่องนะ”

 

คังดงโฮอาจกำลังพยายามยื้อเวลาในค่ำคืนนี้ให้ตัวเองได้อยู่ข้างๆ เธอนานกว่านี้อีกหน่อย

 

 

 

 




 

 

Tonight,It’s just the two of us

 คืนนี้มีแค่เราสองคน

So forget the world for a while

 เรามาลืมทุกสิ่งในโลกกันสักพัก

Open your heart and open your eyes

 อยากให้คุณลองเปิดใจและมองมาที่ผม

I’m right here in front of you

ผมอยู่ตรงนี้..ข้างหน้าคุณแล้ว

And you look so pretty in your dress

คุณดูสวยมากในชุดนี้

Though I know I look like a mess

แม้ผมรู้ดีว่าผมดูไม่ได้เลย

I'll do my best to win your heart

แต่ผมจะพยายามอย่างถึงที่สุด ที่จะชนะใจคุณให้ได้

 

 

 




 

 

 

สถาปัตยกรรมของอนุสาวรีย์โธมัส เจฟเฟอร์สันโดดเด่นด้วยแสงไฟสีส้มนวลท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน ทอดเงาที่สวยงามไม่แพ้ของจริงลงบนผิวน้ำ เป็นภาพที่แม้จะมองจากที่ไกลๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ และกลิ่นอายบรรยากาศยามค่ำคืนของดีซี

 

พวกเขาจอดรถไว้ในจุดที่เห็นทั้งอนุสาวรีย์และสวนสาธารณะที่โอบรอบบ่อน้ำได้ชัดเจน เป็นจุดชมวิวกิตติมศักดิ์ เขากล่อมจนลินยอมลงจากรถออกมาทอดตามองเมืองยามค่ำคืนด้วยกันเพราะภาพแบบนี้ใช่ว่าจะหาโอกาสออกมาเห็นได้ง่ายๆ เสียหน่อยแม้จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตลอดก็ตาม

 

ทั้งเขาและเธอต่างจิบโกโก้ร้อนในแก้วกระดาษ เครื่องดื่มรสชาติหวานเจือขมที่ส่งผ่านความร้อนลงสู่ลำคอช่างตัดกับลมเย็นๆ ของปลายฤดูหนาวที่พัดผ่านตัวพวกเขาจนร่างสูงอดไม่ได้ที่จะเสนอเสื้อโค้ทจากตัวเขาอีกชั้น คลุมสวมทับลงไปบนไหล่บางของคนที่สั่นสะท้านน้อยๆ จากอุณภูมิที่ต่ำลง

 

ตอนแรกดงโฮเป็นฝ่ายชักชวนในเธอกลับไปนั่งในรถเพราะเกรงว่าคนบอบบางจะไม่สบาย แต่กลายเป็นว่าใครบางคนกลับติดใจความสวยงามยามค่ำคืนจนละสายตาไม่ได้ และเป็นฝ่ายขอให้เขายืนอยู่ข้างๆเธอต่อ

 

ตัวเองก็พูดได้นี่ ใส่เสื้อโค้ทตั้งสองชั้นเขาทำเป็นพึมพำกับตัวเอง แต่ดังพอจะให้อีกฝ่ายได้ยิน

 

งั้นก็ขยับเข้ามายืนข้างๆ กันก็ได้ค่ะ เผื่อจะอุ่นขึ้น

 

มือเนียนชี้ตรงที่ว่างซึ่งพวกเขาเว้นระยะห่างระหว่างกัน ตอนแรกดงโฮทำหน้าไม่เชื่อว่าเธอหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ จนกระทั่งร่างบางเป็นฝ่ายเขยิบมาหา และหันมาส่งยิ้มอวดสัมผัสแนบชิดตรงไหล่ที่ทำให้เขาอุ่นขึ้นจริงๆ

 

ดูเหมือนตอนนี้ลินกำลังอารมณ์ดี ดงโฮรู้สึกได้ถึงความสุขที่แผ่ซ่านออกมาจากสายตาของเธอ นั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะคิดเข้าข้างตัวเองว่าถึงแม้คืนนี้จะทุกลักทุเลในช่วงแรกๆ ไปหน่อย แต่เขาก็น่าจะทำให้เธอประทับใจ

 

ขอบคุณที่ชวนฉันออกมาวันนี้นะคะ

 

ลินเอ่ยหลังจากยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นจิบ ไอสีขาวกรุ่นออกมาจากความร้อนในแก้ว และลมหายใจระหว่างที่เธอพูด

 

คุณพูดถูก เราไม่ได้ใช้เวลาแบบนี้ด้วยกันมานานแล้ว ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยกันนานขนาดนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ภัตตาคารของคุณอาจไม่ให้เรากลับไปอีกแล้วก็ได้ค่ะ ฉันหัวเราะดังขนาดนั้น

 

ตอนที่ยังไม่หย่า ยังไม่เคยคุยกันขนาดนี้เลย

 

เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องขำๆ แต่ดวงตาที่ช้อนขึ้นมาสบอย่างไม่คิดอะไรนั้นทำให้ดงโฮรู้สึกเจ็บปวดในใจ ใบหน้าขรึมฟังเธอพูดต่อไปเงียบๆ

 

ฉันดีใจนะที่เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ช่วยกันดูแลมินนา สองปีที่ผ่านมาคุณพิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าคุณเป็นพ่อที่ดีของลูกขนาดไหน

 

แต่ผมไม่ได้อยากให้มันจบแบบนี้นี่

 

ในที่สุดเสียงทุ้มก็เผยความในใจออกมาอีกครั้ง แต่แตกต่างจากตอนที่นั่งคุยกันในร้านอาหาร คราวนี้น้ำเสียงของดงโฮเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวจนคนฟังนิ่วหน้าตาม

 

ลิน ตอนนี้ผมอยากย้อนเวลา

 

ถ้าหากตอนนั้นผมไม่ยอมปล่อยคุณกับลูกไป มันคงดีกว่า

 

แต่ต่อให้ย้อนเวลาได้ คุณก็ไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ

 

อยู่ๆ เธอก็เอื้อมมาแตะมือของเขาซึ่งกำลังโอบแก้วโกโก้ร้อนอยู่ เสียงหวานพูดอย่างมั่นใจ ก่อนมือนุ่มจะถูกเขาเป็นฝ่ายใช้มือหนาเกาะกุมจนไออุ่นส่งผ่านไปยังเนื้อเย็น

 

ดงโฮใช้ดวงตาเรียวใต้คิ้วหนาจ้องประสานกับดวงตาคู่สวยของคนที่ยืนอยู่ชิดใกล้

 

เพราะฉันรู้ว่าคุณรักพวกเรามาก

 

ไม่ต่างอะไรกับที่ฉันรักคุณ

 

เธอบีบมือเขาราวกับต้องการจะส่งผ่านบางอย่างให้เขารู้สึก

 

คุณอาจจะมองว่าฉันเห็นแก่ตัวที่เลือกเดินจากคุณมา ชีวิตคู่มันควรจะเป็นการประคับประคองและดูแลกันมากกว่าจะเอาแต่ความสบายใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันก็จริงที่ฉันควรดูแลคุณ อยู่เคียงข้างคุณและฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปด้วยกัน

 

ฉันเต็มใจที่จะทำแบบนั้นเสมอ

 

ฉันไม่มีปัญหาเลยเวลาคุณกลับบ้านดึกดื่น หรือหายจากบ้านเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน ออกไปจับฆาตรกรโรคจิตข้างนอกนั่น ฉันเข้าใจว่ามันเป็นงานของคุณ มันเป็นหน้าที่ มีชีวิตของคนบริสุทธิ์อีกมากที่ต้องการกำลังจากสามีของฉัน นั่นทำให้คุณหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับอันตรายไม่ได้เหมือนกัน

 

ต่อให้คุณกลับมาด้วยบาดแผลแบบไหน จะเครียดยังไง เสื้อผ้าเปื้อนเลือด หรือพลาดท่าถูกทำร้ายตรงไหนมา ฉันสัญญากับตัวเองตั้งแต่รู้ตัวว่ารักคุณแล้วว่า ไม่ว่ายังไงฉันก็จะดูแลคุณ จะไม่ทำตัวเป็นคนอ่อนแอที่ขัดขวางไม่ให้คุณไปทำงานที่คุณรักเด็ดขาด

 

แต่วันที่เกิดคดีเดวิด... มันทำให้ฉันทำตามสัญญาไม่ได้

 

ในชีวิตเจ้าหน้าที่ FBI อย่าเขา การทำงานทุกวันต้องเสี่ยงอันตรายและเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเป็นเรื่องปกติ นอกจากต้องระมัดระวังในการทำคดี เวลาดำเนินชีวิตประจำวันที่อยู่นอกเหนือเกมก็ใช่ว่าจะไม่มีภัยอันตรายเข้ามาหา เมื่อสามปีก่อน เกิดคดีใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นการ ล่าหัวเจ้าหน้าที่ในแผนกของเขา กลุ่มคนร้ายเป็นลิ่วล้อที่ภักดีกับคนร้ายในอดีตซึ่งเพิ่งถูกพวกเขาจับเข้าตารางและได้รับโทษประหารชีวิต พวกมันจึงแก้แค้นด้วยการฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดีซีไปห้า มีเอฟบีไอตายไปสอง และมีเอฟบีไอบาดเจ็บอีกหนึ่งคน นั่นก็คือเขา

 

ตอนนั้นคังดงโฮที่ถูกลอบยิงเข้าที่หน้าท้อง กระสุนเฉียดอวัยวะสำคัญไปนิดเดียว เขาถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดหลายชั่วโมงและพักฟื้นที่โรงพยาบาลอยู่หลายวัน

 

มันไม่ใช่แค่เรื่องที่คุณเกือบตาย โดยที่ฉันทำได้แค่นั่งรอหมอเข็นคุณออกมาจากห้องผ่าตัด แต่เพราะหลังจากฟื้นได้ไม่กี่วันคุณก็ไม่สนใจร่างกายตัวเองแล้วออกไปไล่ล่าพวกมันต่อแล้ว แผลยังไม่หายดีด้วยซ้ำ

 

นั่นเพราะคนร้ายที่ฆ่าเพื่อนของผมยังลอยนวลอยู่ คุณจะให้ผมสนใจรักษาตัวเองมากกว่าหรอ

 

ฉันเข้าใจ

 

ลินถอนหายใจออกมาราวกับปัญหานี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งๆ ที่พวกเขาก็เคยคุยกันเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ตอนที่ตัดสินใจหย่า แต่คราวนี้น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนลงจากเวลาที่ผ่านไปและอะไรหลายๆ อย่าง

 

แต่ฉันในตอนนั้นก็เป็นห่วงคุณแทบบ้าเหมือนกันนะคะ ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับ และไม่อยากให้มินนาต้องโตมาเจอความรู้สึกแบบที่ฉันเจอ ต้องมารับรู้ความเสี่ยงของคุณ ต้องมาคอยเป็นกังวลว่าพ่อจะออกไปเจอกับอะไรและจะกลับมาเมื่อไร และสิ่งที่ฉันกลัวต่อมาคืออะไรรู้ไหม...ฉันเป็นคนชันสูตรศพเจ้าหน้าที่ทอดด์ หลังจากนั้นเป็นเดือน เวลามีใครเข็นร่างเหยื่อเข้ามาในห้อง ฉันไม่สามารถข่มความกลัวได้เลยว่าวันหนึ่ง....มันอาจจะเป็นร่างของคุณ คุณดงโฮ

 

คุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่อยากให้คุณอยู่ในชีวิตของพวกเราใช่ไหม



 

เพราะฉันคงทำใจไม่ได้จริงๆ ถ้าเสียคุณไป



 

ดวงตากลมมีประกายของหยาดน้ำตาล้นเอ่อ ทำให้ใบหน้าสวยงามของลินเหมือนประดับไปด้วยอัญมณีแสนเศร้า ดงโฮจ้องมองดวงตาคู่สวยนั้นก่อนจะยกมือขึ้นมา ลากนิ้วสากปาดซับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินของเธอ

 

ความตั้งใจของเขาไม่มีอะไรมากไปกว่าปลอบประโลมไม่ให้ผู้หญิงที่เขารักต้องร้องไห้

 

แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจนได้

 

จากร่างกายที่อยู่แนบชิดกันเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นยามค่ำคืนนี้  เมื่อร่างสูงโน้มไปปาดน้ำตาบนดวงหน้าใส  ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดบนพวงแก้มก็ค่อยๆ ลดระยะห่างลง จนในที่สุดริมฝืปากโค้งหยักก็ทาบทับลงไปบนกลีบปากอิ่มของอีกฝ่ายซึ่งเหมือนรออยู่ก่อนแล้วว่าเขาคิดจะทำอะไร

 

ลินไม่คิดจะปฏิเสธตั้งแต่แรก

 

เธอยินยอมให้คังดงโฮประทับจูบอ่อนโยนลงมาเนินนาน  ร่างสูงซึมซาบรสชาติหวานที่เขาโหยหาด้วยการประคองใบหน้าหวานของอดีตภรรยาด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างโอบดึงเอวบางเข้ามาแนบกายแกร่งจนกลิ่นน้ำหอมจางๆ ระหว่างตัวเข้าทั้งคู่กลืนไปด้วยกัน  มือบางจับไหล่กว้างไว้เป็นที่ยึดเกาะ  ก่อนคนที่ละเลียดชิมริมฝีปากนุ่มจะค่อยๆ เปิดเผยความกระหายที่ซ่อนอยู่ด้วยการแทรกลิ้นเข้าหาความล้ำลึกจากคนในอ้อมกอดที่เผยอปากอวบอิ่มยินยอมให้เขารุกรานได้ตามใจ   สัมผัสที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเนิ่นนานและอันตรายขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนอุณหภูมิไม่ถึงสามองศาขณะยืนอยู่บนเนินข้างสวนสาธารณะนี้ไม่มีผลกับความหนาวเย็นเลย  เพราะความร้อนรุ่มจากตัวของทั้งสองคนช่วยอบอุ่นร่างกายจนลินต้องดันแผงอกแกร่งของอดีตสามีออกให้ห่าง เพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสหอบหายใจ

 

“กะ...กลับกันดีกว่าค่ะ”

 

“ดึกมากแล้ว  ป่านนี้ทั้งมินนากับยัยไลลาคงหลับปุ๋ยออกมาเปิดประตูแทบไม่ไหว  ถ้าดึกไปกว่านี้ฉันเข้าบ้านไม่ได้แน่เลย”

 

“แล้วจะกลับทำไมล่ะ”

 

คนที่ยังโอบเอวของเธอไว้แนบกายถามด้วยการยกมุมปากยิ้มร้าย  ดวงตาเรียวที่จ้อมมองมาพร้อมเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าทำให้ลินกลืนน้ำลายซ่อนใบหน้าขึ้นสี   เธอรู้ทันทีว่าดงโฮต้องการจะสื่ออะไร

 

“กลับไปที่บ้านตอนนี้  คุณก็ปลุกลูกกับไลลาให้ตื่นเปล่าๆ”

 

“แต่ถ้าไปที่ห้องผมก็ไม่ต้องกวนใครเลยนะ”

 


“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าไปส่ง”

 








CUT

(รหัส : เลขนามปากกา และ เลขปี ค.ศ. ที่ก่อตั้ง FBI )

xxxxxx

I promise 

 I will forever be yours 


 

 




 














 

#21เรดิโอ

มาลงคัทให้แร้วหลังจากผ่านมาเดือนนุง

*สปอยซอนหลิน ตอนต่อไปโปรเจควาเลนไทน์อีกเหมือนกัน ; ก็นั่นแหละค่ะ  เรื่องราวของคุณน้องสาวไลลา  กับใครนะคะ  ใครกันนะที่ก็โผล่ออกมาแบบวับๆ แวมๆ ในเรื่องแล้ว  ซอนหลินเรื่องแรกของเราจะเป็นยังไงกัน  จงรอหน่อยเด้อ บ่ไหวแล้วจุดนี้  หยอดข้าวต้มกุ้ง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #91 ohhoimim1215 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 04:41
    กลับมาอ่านอีกครั้งก็ว่าจะเม้นอีกครั้ง แต่พอไปดูเม้นล่าสุด...... ก็ชั้นอีกแล้วเร๊อะ!!!!! แงงงงงงงง แต่เรื่องนี้มันดีจริงงงงงงงง อ่านเป็นครั้งที่พันกี่ครั้งเรายังค่อยๆอ่านเหมือนอ่านครั้งแรก อ่านอย่างตั้งใจทุกครั้งเลยค่ะ มันดีจีงงงงงงงงงงงง แงงงคิดถึงฟิคคุณ21นะคะ คิดถึงโฮลินด้วย!!!!!!!
    #91
    0
  2. #79 ohhoimim1215 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 03:41
    กลับมาอ่านเป็นครั้งที่พัน ชอบมาอ่ะ มันดีจริงๆ /คิดถึงคุณ21นะคะ
    #79
    0
  3. #78 nene!~ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 01:13

    โอ๊ยยยยยย คุณไรต์ มันดีมากๆเลย ขอให้เขาคืนดีกันไวๆนะคะ อยากเห็นน้องของมินนา 5555 มาต่อไวๆนะคะ รอติดตามๆ

    #78
    0
  4. #65 babyKUAN_0923 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 23:59
    มันดีมากกกกกกกกกกกกกกกก ดีที่สุด นี่อ่านนิยายวายมาทุกแนวแล้ว
    ไรท์เตอร์สามารถเขียนให้เรารู้สึกได้ถึงนิยายวายแปลของฝรั่งเลย
    อยากให้มีอีกหลายๆพาร์ท ฮื้อออ มันดีไปหมดจนไม่รู้จะเม้นที่ตรงไหนดี
    ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่รักกันอยู่ แต่เลิกกันไปแต่ก็ยังรักกัน
    ตอนมีอะไรกันนี่คือแบบ... ต้องตั้งสติอ่าน อ่านช้าๆเพื่อเก็บรายละเอียด
    ขอบคุณนะคะ สนุกมากๆเลย 
    #65
    0
  5. #60 ohhoimim1215 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 01:45
    คุณ! ยี่! สิบ! เอ็ด! คะ!
    ฮืออออออออ มันดีมากอ่าาาาา นี่นั่งละเลียดอ่านอีกแล้ว ตั้งใจอ่านแบบทุกเม็ดทุกหน่วย ค่อยๆอ่านอย่างมีสติและสมาธิ ฮือออออออออ อ่านแล้วเห็นภาพจนท.ดงโฮกัยคุณหมอลินลอยเลย คุณยี่สิบเอ็ดบรรยายออกมาได้ดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ฟิลของเรื่องก็ดีมากๆๆๆๆๆ แบบมันก็จะหม่นๆหน่อยๆ โอ้ยยย ช๊อบบบบบบ
    แต่มันก็จะแอบหน่วงๆในหัวใจนะ คือคุณดงโฮอ่ะ ยังรักลินมากแน่นอน แต่แบบคนบื้ออ้ะ ผู้ชายทื่อๆ ฮืออออ ละเข้าใจลินเลยว่าแบบ เออ ชีวิตมันไม่แน่นอน รักเขามากเกินกว่าจะทำใจ ถ้าวันนึงจะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นกับเขาหรือเสียเขาไปอ่ะ ._. โอ้ยยยยยนกสกสหสหวหว สงสารคุณลินนะ การที่จะทำแบบนี้แม่งต้องเข้มแข็งอ่ะ คุณลินเข้มแข็ง และก็ใจแข็งมากๆด้วย!!!!!!!!
    ถ้าถามว่าอินมั้ย? ตอบเลยส่าอินมาก!!!!(อีกแล้ว) แงงงง
    //ฉากคัทขอแปะโป้งไว้ก่อน ถ้าอ่านต่อเลยต้องเป็นบ้าแน่ๆ แงๆๆๆๆ เอ้ะนี่ชั้นเม้นยาวอีกแล้วเร้อะ ช่วยด้วย!!!!
    #60
    0
  6. #58 imhymnz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 00:06
    หน้าร้อนไปหมดเลยค่ะตอนอ่านฉากคัท T///////////////////////////T
    ยิ่งจินตนาการภาพน้องลินใส่ชุดที่พิดงโฮซื้อให้คือแบบบ แฮ่ก ไม่ไหววววววววววววว น้องลินต้องเอ็กซ์มากแน่ๆแงงงงงฟหกดเ่าสวง ณ จุดนั้นอยากเปงพิดงโฮเลย . _ . มินนาต้องมีน้องแน่ๆ ฮื่อ เราจะได้อุ้มหลานและเห็นครอบครัวสุขสันต์พร้อมหน้าพร้อมตามั้ยคะะ แฮ่ๆ

    ขอบคุณสำหรับฟิคคุณภาพดีแบบนี้ค่ะ รักกกกกก เป็นกำลังใจให้คุณไรท์เสมอๆๆ <3 ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ
    ปล.รอซอนหลินอยู่น้า
    #58
    0
  7. #57 พิ้งค์โพลาร์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 23:58
    ฮืออ ละมุนไปหมดเลยค่ะ ไม่ผิดหวังถ้าได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานของคุณ21
    อ่านแล้วก็อยากมีสามีบ้างจังเลยค่ะ ค่ะ อยากมีสามี....
    คือเรื่องยาวมาก อ่านแล้วคงอื่มไปสามสี่วันหรือจนโมเม้นโฮลินจะกลับมาอีกครั้ง
    อ่านซ้ำๆก็ไม่เบื่อ คุณดงโฮฟิตขนาดนั้นคงง้อสำเร็จแล้วล่ะค่ะ
    ลูกแฝดสามแฝดสี่คงไม่ไกลเกินเอื้อมม ฮืออออออ จะร้องไห้แล้ว
    สัมผัสได้ถึงความรักผ่านตัวอักษรที่อ่าน คุณ21เป็นคนละเอียดมาก
    แล้วก็เก็บทุกเม็ดจริงๆ ค่ะ อยากจะให้ผลิตผลงานที่ดีมีคุณค่าขอชีวิตชิปเปอร์ออกมาเรื่อยๆ นะคะ


    อ่านแล้วอยากมีผัว เอ้ยๆๆๆ มีสามีจริงๆ ค่ะคุณ21  TT TT
    #57
    0
  8. #54 Elllsaaaa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 16:06
    แผนทำน้องให้มินนาก็ดีนะคะ คุณเจ้าหน้าที่FBI
    ถ้าง้อลินได้แล้วอย่าลืมคิดเรื่องที่ลินเป็นกังวลด้วยนะคะ
    #54
    0
  9. #53 hansolvn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 00:31
    ฮื้อออออออออออ ดีมากๆ ชอบมากๆ ร้องไห้แล้วค่า T_T ฉากคัทคือสุดยอดมาก บรรยายดีจังเลยค่ะ เขินไม่ไหว น้องมินนาได้น้องแน่ๆ ฮือ เขินทุกอย่างเลยค่ะ คือสัมผัสได้ถึงความรัก ความหวงหาของคุณพี่เขาอ่ะ ;-; บรรยากาศก็โรแมนติกตลอดเหมือนกับกำลังดูหนังโรแมนติกดีๆอยู่เลยล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ
    กรี๊ดกับทอล์กมาก รอซอนหลินนะคะ รัก
    #53
    0
  10. #49 baekhoismysmile (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 01:03
    คุณเจ้าหน้าที่fbiน้ายนะคะ!!!
    ประทับใจบรรยากาศของเรื่องมากๆ การใช้สรรพนามแทนบุคคลด้วย คืออ่านแล้วอินมากๆๆๆๆๆๆ ไปตำฉากcutกาอนนะคะ อิอิ
    #49
    0
  11. #48 ace.v (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 08:50
    ฮืออออออออออออ อันดับแรกต้องกราบงามๆสำหรับ sf นี่เลยอ่ะ ยาวมากกกกก เก่งมากๆเลย อ่านไปละรู้สึกเหมือนอยู่วอชิงตันเลย อารมณ์ของเรื่องแบบดีมาก สมูทไปหมดเหมือนดูหนังฝรั่งเลยอ่ะค่ะ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆ
    เราว่าลินก็คิดถึงพี่ดงโฮเหมือนกันนะ เออแบบยังรักกันอยู่มากๆนั่นแหละ เข้าใจลินนะ แต่เราคิดต่างตรงที่ว่าถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยก็ได้ใช้เวลาด้วยกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกันอ่ะ ลินอย่ากลัวเลยนะ

    ปล.สัมผัสได้ว่าจะมีน้อง ขอให้พี่ดงโฮสู้ๆค่ะ

    ฉากคัทแบบอ่อนระทวยมาก ฮืออออออ
    #48
    0
  12. #47 j_early97 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 15:27
    ชอบความคอนทราสของพี่น้องต่างวัยอะค่ะ ยัยไลลาบุคลิกควนทีนมาก หน้านิ่งๆ พูดจาขวานผ่านซาก ในขณะที่พี่ลินนี่เป็นผู้ใหญ่ที่ดูฉลาดมากอะ

    เขินการเดทแบบอดีตสามีภรรยามากค่ะ มันทีความหวานต่างกับคู่รักปกติหริอคู่แฟนเก่าธรรมดาๆ เป็นบรรยากาศแบบผู้ใหญ่ๆ พูดคุยกันเรื่องเก่าๆ โรแมนติกเหมือนในหนังเลย แง


    รอคู่คนน้องเลยค่ะ ถ้าให้เดาคือคุณหมอซอนโฮนี่อายุเท่าพี่ลินเลยปะคะ งั้นก็ห่างกัน 10 ปีเลยสิ ฮือออ กร๊าวววว ดูท่าจะกวนกันทั้งคู่เลย สมน้ำสมเนิ้อมากๆ
    #47
    0
  13. #46 ansine (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 11:56
    ง้อสำเร็จเเน่นอนนน มีน้องให้มินาเเน่ๆ รอลุ้นอยู่เลยยยย
    #46
    0
  14. #45 tletle4143 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 10:27
    ลากเลือดจริงอะไรจิงค่ะคุณไรท์55555555 พักผ่อนเยอะๆๆๆนะคะ เราชอบคุณไรท์มากๆๆๆๆจริงๆ ตามจากปริ้นชามมิ่งมาอ่านทุกเรื่องเลย เพราะอ่านของคุณไรท์เยอะก็เลยคิดได้ว่าคุณไรท์เหนื่อยจิงๆแงงง ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆภาษาดีๆให้อ่านนะคะ เมดมายเดย์มากๆเลย เรื่องอื่นๆก็สู้ๆๆนะคะ
    #45
    0
  15. #44 tletle4143 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 09:13
    แงงชอบมากเลยค่ะ ชอบบรรยกาศในเรื่องมากเลย รอนะค้าแงง
    #44
    0
  16. #43 Maysquidz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:35
    ขอหวีดว่าชอบมากกก อ่านไปละเพลงมันลอยขึ้นมาอัตโนมัติเลย อิน×100 ไปอีกกกกก ชอบคาแรคเตอร์ของพี่ดงโฮกับน้องลินจัง อ่านไปก็หน่วงๆผสมกับอุ่นๆ คือหย่ากันไปแต่ก็คุยกันได้แต่ก็มีกำแพงอะนะ .___. os เรื่องเดียวทำเรารู้สึกหลายฟีลลิ่งมาก5555 ตอนพี่ดงโฮขอคืนดีก็แบบลุ้น พอน้องปฏิเสธก็ใจฟีบ แต่พอมารู้เหตุผลของน้องลินละแบบ.. เห็นภาพเลยอะ เจอร่างไร้ลมหายใจใครเป็นร้อยๆพันๆก็ยังปกติอะ แต่ถ้าคนนั้นเป็นคนที่เรารักก็คงทนไม่ไหวเหมือนกัน.. อ่อนไหวเหลือเกิน แต่เราก็ยังอยากให้ทั้งคู่คืนดีกันนะ นุจะรอนะคะ มันต้องดีย์และละมุนและ passionate แน่ๆเลยยยยยย T//////////T
    #43
    0
  17. #42 hansolvn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:53
    กรี๊ดดดด ดีมากๆๆเลยค่ะ ชอบมากๆๆๆ ร้องไห้แล้ว T vT ประทับใจคาแรคเตอร์น้องลินค่ะ ชอบลุคน้องมาก ดีเว่อ อ่านแล้วก็เป็นกำลังใจให้พี่ดงโฮตลอดเลย พอมารู้เหตุผลของลินแล้วก็ ฮืออออ เข้าใจเหตุผลของน้องเลยอะค่ะ ;-;
    รอคอยฉากคัทนะคะ กรี๊ด
    #42
    0
  18. #41 Fhunter (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:41
    น่อววววววววว น่ารักกกกกก คุณพ่อคุณแม่น่ารักมากๆ อยากให้คืนดีกันแล้ว เพิ่งรู้เหตุผลคุณแม่ก็วันนี้แหละ ฮื้อออออออออออออ หย่ากันทั้งที่รักกันมากๆ
    #41
    0
  19. #40 kurohatsuji+ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:13
    ฮือ คูมพ่อหมี ร้ายอะ ร้ายมาก ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าเอ๊ะถ้าคสพ.มันเป็นแบบนี้แล้วจะยังไงต่อ แต่พอเฉลยตอนล่างๆ แล้วก็อ๋อเลย ฮือ ลินคนดี คนน่ารัก เจ้าก้อนแป้ง ;-; คิดในมุมลินมันก็น่าหวั่นใจเหมือนกันว่าวันนึงคนที่ต้องถึงมือหมอหรือถูกเข็นเข้าไปในห้องที่ตัวเองทำงานอยู่จะเป็นคนที่รัก ถ้าวันนึงมันเป็นแบบนั้นคิดว่าน่าจะไม่ไหวทั้งคุณแม่ลินทั้งน้องมินาเลย ตอนแรกคิดว่าหนุ่มคนนั้นคือหมอซอนโฮซะอีก ต๊กใจ แต่พอเห็นเขาเชียร์ขนาดนั้นแล้วก็นะ5555555555 ยอมค่ะ /เอฟซี-ู

    ฮือแต่น้องไลลาแสบจังค่ะ น่าตีเพี้ยะๆ ซักที เป็นสาวเป็นนางแท้ๆ พูดจาน่าตีอะ5555555 เหมือนรู้ทันทุกอย่าง
    #40
    0
  20. #39 lerr (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:20
    ไรท์สู้ๆ
    #39
    0
  21. #38 ptrp. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:02
    ลุ้นค่ะไรต์ อยากให้ครอบครัวกลับมาอยู่กันพร้อมหน้า ฮือ
    #38
    0
  22. #37 imhymnz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:35
    โอ่ยยย โคตรเท่เลยค่ะคุณคัง ;-; เป็นคุณพ่อที่อ่อนโยนมากกก ฮือออใจนุ้
    ไปง้อน้องลินให้สำเร็จเลยนะคะ อยากเห็นครอบครัวสุขสันต์พร้อมหน้าพร้อมตา

    หายไวๆนะคะไรท์ <3
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆแบบนี้ค่า ภาษาสวยมาก ช้อบชอบบบ ;3;
    รอติดตามต่อนะคะะ
    #37
    0
  23. #36 Fhunter (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:36
    เราก็อยากอ่านแนวนี้เหใอนกันค่ะ ขอบคุณที่แต่งพล็อตนี้น๊า พ่อลูกน่ารักมากค่ะ ถ้ากลับมาเป็นครอบครัวจะน่ารักขนาดไหนเนี่ย ฮืออออออ ไรท์หายไวๆนะคะ
    #36
    0
  24. #35 Cchaz (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:10
    รอนะไรท์
    #35
    0
  25. #34 {wixxwaxwwww} (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:29
    ไรต์หายไวๆนะคะ นักษาสุขภาพด้วยค่ะ
    สนุกมากๆเลยค่ะ นอลุ้นต่อไปนะคะ
    #34
    0