(sf/os) produce 101 | twenty one radio on-air

ตอนที่ 1 : | minhyunbin | แค่บอกว่ารักเธอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    22 ม.ค. 61


play : แค่บอกว่ารักเธอ - MEE POOH

Characters 
Min : Hwang Minhyun
Pat : Kwon Hyunbin










            ถ้าถามว่าตอนนี้มีความลับอะไรที่กวนใจผมมากที่สุด

               

ปรึกษาใครก็ไม่ได้  บอกใครก็ไม่ได้

               

แม้แต่ตัวผมเองยังไม่อยากนึกถึง

 

 











 

 

  เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อประมาณสามอาทิตย์ก่อน

               










 “เดี๋ยวเราเลี้ยงหมูกะทะเจ๊ขาวบวกเพิ่มซีฟู้ต 249 เลยก็ได้อ่ะ”

               

            “ห้ะ?

 

            ผมมองเพื่อนที่ยืนเท้าแขนค้ำโต๊ะเรียนของผม  ย่นคิ้วเข้าหากันพร้อมเหลือกตาขึ้นไปหา 

 

            “อะไรเนี่ย?

               

            “จีบพี่มินให้หน่อย”

 

            เธอพูดซ้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าขึงขังจริงจัง  หวาน  เป็นเพื่อนผู้หญิงร่วมห้องที่สนิทกับผมพอสมควร  เราอยู่ห้องเดียวกันมาตั้งแต่ ม.4 และมีความสัมพันธ์กันแบบเพื่อผลประโยชน์เสียส่วนใหญ่

               

            อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ผมพึ่งพาการบ้านคณิตพื้นคณิตเพิ่มของหวานเพื่อไม่ให้โดนอาจารย์ด่า  ส่วนหวานก็มีผมเป็นเพื่อนผู้ชายไว้โขกสับจับฉ่าย ถือว่าตัวเองมีพระคุณทางการศึกษากับผมเข้าหน่อยก็เอาใหญ่ ใช้ให้ไปซื้อข้าวซื้อขนมตอนเที่ยง ขี่มอเตอร์ไซต์ไปส่งที่บ้านบางวันที่พ่อแม่ของเธอไม่ว่างมารับ  บางทีพวกเราก็สร้างความเข้าใจผิดให้คนที่มองคิดว่าเราสองคนสนิทกันเกินเพื่อน  แต่มันไม่มีทางเป็นแบบนั้น

 

“พี่มิน?   พี่มิน ม. 6/2 อ่ะนะ”

 

“เออ”

 

หวานพยายามฝืนสีหน้าปกปิดความเขินอาย  เธอเหลือบมองเพื่อนสนิทอีกคนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ โต๊ะผมด้วยเหมือนกัน  สองคนนั้นมองตากันแปลกๆ ก่อนหวานจะหันกลับมาแล้วตีโต๊ะดังปึง

 

“โอเคป่ะไอ้แพท  ช่วยจีบพี่มินให้เราหน่อยนะ เดี๋ยวเลี้ยงหมูกะทะ”

 

“จีบ?

 

“เออ”

 

“พี่มิน ม. 6/2

 

“เออ”

 

คิดเอาแล้วกันว่าเราสองคนใช้ประโยชน์จากกันและกันถึงขนาดมันใช้ผมไปจีบผู้ชายให้แล้วอ่ะ

 

“แกชอบเค้าหรอ?

 

ผมย่นคิ้วอีกครั้ง มองหน้าเพื่อนซึ่งถลึงตากลับมาราวกับรำคาญความซื่อบื้อของผมเต็มทน

 

“ก็เออออ  เบาๆ หน่อยมั้ยล่ะ พูดดังขนาดนี้เรียกพี่มินมาฟังด้วยเลยมั้ย”

 

ผมยิ้มแหะๆ อย่างรู้สึกผิด  แต่ยังไงเสียงจ่อกแจ่กจอแจในห้องตอนนี้น่าจะกลบบทสนทนาของพวกเราไม่ให้คนที่นั่งอยู่ในรัศมีรอบๆ นี้ได้ยินหรอก  เวลาพักเที่ยงที่ใกล้จะหมดลงทำให้ภายในห้องเรียนเริ่มมีเพื่อนทยอยขึ้นมาเตรียมตัวเรียนวิชาต่อไปจนเกือบครบ และทุกคนต่างก็กำลังใช้เวลาว่างให้คุ้มจนวินาทีสุดท้ายด้วยการเล่นสนุกกัน ไม่ก็เม้ามอยอยู่ในวงของตัวเอง     

 

“แต่พี่มินดังมากเลยนะไอ้หวาน  หล่อสุดในโรงเรียนแล้วมั้งน่ะ” ผมอดไม่ได้ที่จะขำ “ผู้หญิงชอบพี่แกเยอะมากตั้งแต่ ม.1 ยันพวก ม.6

 

“แกเอาจริงดิ ?

 

“เอออออ” เพื่อนของผมยังยืนยันหนักแน่น  ดูแล้วความมั่นใจไม่ลดลงเลย

 

“ก็ชอบเค้าอ่ะ  เพิ่งชอบ  เห็นตอนพี่มินเล่นบาสแล้วอยากละลายตายไปในศาลาร่วมใจ”

 

“ขนาดนั้น”

 

“ชอบมากกกกก   แบบอยากได้เลยอ่ะ”

 

เพื่อนผู้หญิงอีกคนที่ยืนฟังอยู่หลุดขำแอคติ้งโอเวอร์  ทำหวานเหลือบไปมองตาเขียวจนเธอต้องรีบเม้มปาก ก่อนเพื่อนจะหันกลับมาพูดกับผมต่อ

 

“ช่วยหน่อยนะไอ้แพทนะ  ช่วยจีบพี่มินหน่อย อีกไม่กี่เดือนพี่เค้าก็จะจบ ม.6 ไปแล้วอ่ะ” หวานแทบจะหมอบแทบโต๊ะอ้อนวอน “เห็นแก่เกรด 3.5 ที่แกได้มาทั้งที่ไม่เคยทำการบ้านหน่อยดิวะ”

 

คำพูดไม้ตาย

 

“เดี๋ยวก็ไม่ให้ลอกแล้ว”

 

.

 

.

 

“แล้วจะให้ช่วยยังไง” ผมจึงถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้  และเพียงคำพูดแค่นั้นหวานก็เปลี่ยนสีหน้าจากทำเป็นยื่นปากน้อยใจมาเป็นโคตรกระตือรือร้น  เพื่อนผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมก็ยิ้มออกมา   เหมือนพวกเธอเตรียมแผนการทั้งหมดให้ตัวเองไว้ก่อนแล้วราวกับรู้ว่ายังไงผมคงไม่มีทางปฏิเสธ

 

“เดี๋ยวเราจะซื้อของ แล้วให้แกเอาไปให้พี่มินที่สนามบาส”

 

“สายเปย์หรอเราอ่ะ”

 

“แกก็บอกเค้าไปว่าน้องหวาน ม. 5/3 ฝากมาให้” เธอพูดต่อไปโดยไม่สนใจคำแซว ท่าทางจริงจังของเพื่อนทำให้ผมคิดว่าเธอคงจริงจังกับความรู้สึกนั้นมากเช่นกัน

 

“แค่นี้เอง ง่ายๆ”

 

 

 

 

 








 

 

ป๊อกกี้กล่องสีแดงสดวางอยู่บนโต๊ะไม้หินอ่อน โคตรไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนชายเสียงห้าววิ่งไปมาบนสนามบาส เสียงพื้นรองเท้าเสียดสีกับพื้น สลับกับเสียงลูกกลมๆ สีส้มกระทบระหว่างมือกับสนาม ผู้เล่นแต่ละคนพยายามยื้อยุดแย่งลูกกันจนชายเสื้อหลุดจากกางเกงนักเรียนขาสั้น

 

จากโต๊ะไม้หินอ่อนตรงนี้ ผมเหลือบมองคนตัวขาวร่างสูงที่เพิ่งชู้ตบาสพลาดห่วง  ลูกกลมๆ สีส้มกระดอนออกมาใส่เพื่อนอีกคนที่รับไว้ ก่อนจะส่งกลับมาให้คนที่ยิ้มจนตาหยี ปล่อยเสียงหัวเราะที่มีต่อความผิดพลาดน่าเสียดายฝีมือตัวเองออกมา

 

พี่มิน ม. 6/2  เป็นผู้ชายที่ผู้ชายแบบผมขอยอมรับเลยว่า  คนอะไรโคตรหล่อ     

 

          ดวงตาชั้นเดียวตี๋ๆ แต่ดูกลมโตในเวลาเดียวโคตรเข้ากับใบหน้าได้รูปและจมูกโด่งสัน  เหมือนสวรรค์ลำเอียงปั้นทุกอย่างออกมาจนคนคนนี้ดูดีไปซะทุกอย่าง รูปร่างก็สูงโปร่ง ผิวก็ขาวเนียนโคตรตั้งแต่หน้ายันข้อเท้า ต่อให้เป็นผู้หญิงที่ดูแลผิวพรรณตัวเองเป็นอย่างดี ผมว่าก็ต้องแพ้พี่เค้าอ่ะ ดูขนาดตอนเล่นกีฬาเหงื่อเต็มหน้าแบบนี้ดิ  พี่มินยังดูสะอาดกว่าผมที่นั่งเฉยๆ อยู่ตรงนี้ซะอีก

 

           “ไอ้แพท”

 

           “ห้ะ”

 

           “มึงจับคอร์ดเหี้ยไรเนี่ย กูบอกว่าอีไมเนอร์เซเว่น ไม่ใช่ซี”

 

           “อ่อๆ”

 

           ผมรีบเลื่อนนิ้วไปเล็กน้อยตามคอร์ดที่เพื่อนบอก แต่ก็ยังเกือบโดนไอ้โดมเอาม้วนกระดาษในมือฟาดหัว

 

           “มึงเหม่อหรอวะ กูบอกอีไมเนอร์ จับซี บอกจี มึงก็จับซีอีก คือมึงไม่ได้ฟังกูเลยนี่”

 

           “โอ้ย”

 

           แล้วมันแม่งก็ฟาดลงมาจริงๆ

 

           “เออๆ กูเหม่อ ขอโทษ”

 

           “มึงจะเอาป่าวท่อนฮุกอ่ะ มึงจะเอามั้ย”

 

           “มึงเดือดไรเนี่ย” ผมลูบหน้าผากตรงที่ถูกเพื่อนเอื้อมมาตีปอยๆ  ขำนิดหน่อยที่เห็นมันหัวร้อนเกินเบอร์

 

           “กูสอนมึงแล้วหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ อ่ะ  ถ้ามึงไม่ตั้งใจก็ให้กูเอาเวลาไปทำการบ้านดีกว่า”

 

           ไอ้โดมเป็นเพื่อนสนิทของผม พวกเราเป็นคนประเภทเดียวกันคือดูแล้วไม่น่าจะตั้งใจเรียนได้  ชายเสื้อไม่เคยอยู่ในกางเกง ผมก็ยาวจนต้องพากันหลบอาจารย์ฝ่ายปกครองเข้าหลังเสา

 

            ถึงจะดูเป็นพวกผิดระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้า ไอ้โดมมันก็เป็นคนเรียนเก่งนะ  น่าจะเก่งพอๆ กับพวกห้อง 1 ได้เลยอ่ะ  ผมก็มั่นใจในตัวเพื่อนตัวเองนะว่ามันฉลาด แต่..

 

            “มึงไม่เคยทำการบ้านไอ้สัส อย่ามาพูด”

 

            เราสองคนหัวเราะแห้งๆ ให้กับความจริงที่รู้ๆ กันอยู่  ไม่งั้นทุกวันนี้ผมจะไปพึ่งบารมียัยหวานลอกการบ้านคณิตพื้นคณิตเพิ่มทำไม

 

            ไอ้โดมหันกลับมาจ้ำจี้จ้ำไชให้ผมวางนิ้วให้ตรงคอร์ดกีต้าร์ของมัน ผมเลยต้องละสายตาจากคนในสนามบาส กลับมาทำเป็นตั้งใจฟังเพื่อนสอน ทั้งที่จริงสมาธิยังจดจ่อกับคนผิวขาวตัวสูงที่กำลังวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตรงนั้นแม้ไม่ได้หันไปมอง

 

            และที่เมื่อกี้ผมโดนไอ้โดมด่าว่าไม่มีสมาธิ ก็เพราะกำลังหาวิธีเอาขนมป๊อกกี้ที่หวานฝากไว้ไปให้พี่เค้านั่นแหละ

 

            เอาไงดีวะ

 

            ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังเลิกเรียน ผมกับเพื่อนจะมานั่งที่โต๊ะไม้หินอ่อนหน้าตึกสาม  ใกล้ๆ กับสนามบาสที่พี่มินมักจะชอบมาเล่นบาสกับเพื่อนก่อนกลับบ้าน   ที่เป็นงั้นเพราะเมื่อวันจันทร์ที่แล้วผมเพิ่งขอร้องให้ไอ้โดมที่แบกกีต้าร์มาเล่นในห้องแทบทุกวันช่วยสอนจับคอร์ดเพลงง่ายๆ ให้เป็นความสามารถพิเศษหน่อย  คือมองเพื่อนเล่นกีต้าร์เป็นแล้วรู้สึกว่ามันเท่ดีไง  อยากเป็นบ้าง  แต่จะให้ไปนั่งแกะคอร์ดเกาเองผมได้โดนพ่อด่าตั้งแต่ขอตังค์ไปซื้อกีต้าร์แหงๆ  ก็เลยขอพึ่งบุญเพื่อนแม่ง ไว้ถ้าเล่นเป็นซักเพลงแล้วก็น่าจะขอพ่อแม่ซื้อกีต้าร์เป็นของตัวเองได้ง่ายหน่อย

 

           และไอ้โดมก็ยอมใช้เวลาช่วยพักเที่ยงกับหลังเลิกเรียนนี่แหละสอนผมอย่างจริงจัง  หรือเรียกได้ว่าโคตรรรรร จริงจัง  ดุกว่าหมา  และที่ไอ้โดมมันพาผมมานั่งฝึกเล่นกีต้าร์ตรงนี้ ก็เพื่อที่จะได้แอบมองพี่โม 6/1  ที่มักมานั่งอ่านหนังสือรอแม่มารับอยู่โต๊ะตัวข้างๆ  ง่ายๆ ก็คืออยากม่อสาวไปด้วย  ผมมองเพื่อนขาดป่ะล่ะ

 

           เพราะหน้าตึกสามตรงนี้มักเป็นที่เตร็ดเตร่ของพวกนักเรียนที่กลับบ้านช้า  นั่งเป็นล้อมวงทำงานทำการบ้าน  หรือไม่ก็พวกเป็นแฟนพากันมานั่งสวีทเป็นคู่จู๋จี๋  แถมยังติดกับสนามบาสอีก เลยทำให้มีพวกนักเรียนหญิงทำเนียนมานั่งกินลูกชิ้นทอดรถเข็นที่เพิ่งซื้อมา พลางส่องๆ รุ่นพี่ที่ชอบไปด้วย  

 

ก็อย่างที่ผมบอก  พี่มินคนนั้นได้รับความนิยมในโรงเรียนนี้พอสมควรเลยล่ะ  ผมแอบเห็นตอนพี่เขากระพือเสื้อระบายความร้อน พวกผู้หญิงห้องอื่นพวกนั้นเอามือตะกุยโต๊ะกันใหญ่

 

 ผมว่าจะรอให้พวกที่เล่นบาสกันอยู่ออกมาพักกินน้ำกันข้างสนาม แล้วเดี๋ยวจะเดินเอาป๊อกกี้กล่องสีแดงอันนี้ไปให้เขา(ก่อนที่จะโดนไอ้โดมแดก)   จริงๆ มันก็เขินนิดหน่อยแฮะ  คนแม่ง ยังอยู่แถวนี้กันเยอะอ่ะ  ถ้าใครเห็นผมเดินเอาขนมไปให้พี่มินแล้วเข้าใจผิดว่าผมคิดอะไรกับเค้าทำไง

 

ไม่หรอกมั้ง

 

.

 

.

 

.

 

ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนริมฝีปากกระจับสีชมพูฝาดจะยกยิ้ม ทั้งที่ไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าตรงหน้าผมตอนนี้กำลังสื่อความหมายออกมาว่า ให้เราหรอ?’

 

“หวาน ม. 5/3  ฝากมาให้พี่อ่ะ”

 

ผมส่งสารที่เพื่อนเตี๊ยมไว้ล่วงหน้าออกมาเด๊ะๆ ไม่ขาด ไม่เพิ่ม  พลางยื่นกล่องขนมขนาดพอเหมาะให้พี่มินซึ่งรับไปงงๆ  เขากระพริบตาปริบๆ และมองหน้าผมอีกครั้งระหว่างที่ใช้หลังมือซับเหงื่อบนหน้าผาก 

 

เชี่ย

 

พอได้มายืนคุยใกล้ๆ แบบนี้แล้วก็ยิ่งเห็นว่า....คนอะไรโคตรเนียนเลยว่ะ  พี่มินที่เวลามองไกลๆ รู้สึกว่าตัวสูง เอาเข้าจริง เขาน่าจะเตี้ยกว่าผมประมาณสี่ห้าเซนเลยมั้ง  แต่ถ้าเรื่องความดูดีนั้นกินขาด  ผมเป็นคนตัวสูงมากก็จริง แต่ไม่เคยมีเพื่อนคนไหนมากรี๊ดแล้วพูดอะไรเป็นเชิงชมเหมือนที่พี่มินมักจะได้รับ  สำหรับไอ้แพทอย่างผม สิ่งที่ได้ยินมีแต่คำด่าว่าตาตี่ และปากห้อย

 

บางทีก็น้อยใจโชคชะตาเหมือนกัน  ผมออกจะหล่อเหอะ

 

“...ให้พี่อ่ะนะ?

 

 พี่มินถามออกมา  เขามองป๊อกกี้ที่เพิ่งรับไปไว้ในมือตัวเองอย่างไม่เข้าใจ แล้วก็มองหน้าผม

 

“อืม  เพื่อนฝากผมมาให้อ่ะ” ผมเลยพูดย้ำอีกครั้ง “หวาน ม.5/3

 

จากรอยยิ้มมุมปากนั้นจึงค่อยๆ กว้างขึ้น และดูเหมือนพี่มินจะหัวเราะออกมาอย่างไม่เข้าใจ หรือไม่ก็เขิน ผมดูไม่ออกหรอก  แต่ท่าทางพี่เค้าน่าจะไม่เคยคุ้นหน้าหรือได้ยินชื่อเพื่อนผู้มีพระคุณคนนั้นของผมมาก่อน แล้วคงงงๆ เหมือนกันว่าทำไมอยู่ดีๆ ตัวเองถึงได้ขนมมา

 

แต่หน้าที่ของผมหมดแล้วล่ะ  ไปเว้ย  กลับไปดีดกีต้าร์หล่อๆ ต่อ

 

“ขอบคุณนะ”

 

ผมซึ่งกลับหลังหันเดินหนีมาแล้วหลายเก้าได้ยินเสียงนุ่มตะโกนไล่หลัง  จึงหันกลับไปมองใบหน้าใสของคนที่แทบไม่เคยคุยกันมาก่อน ส่งยิ้มน้อยๆ มาให้  

 

 เออ  ก็สมควรแล้วล่ะที่เป็นที่กรี๊ดกร๊าดของสาวๆ ทั้งโรงเรียนอ่ะ หน้าตาแบบนี้

 

 ผมได้แต่ตอบกลับรุ่นพี่ไปด้วยการก้มหัวปะหลกๆ  ก่อนจะเดินอาดๆ กลับมานั่งที่โต๊ะไม้หินอ่อนของตัวเองและไอ้โดม  โดยที่อดไม่ได้ที่จะเหลือบกลับไปมองอีกครั้ง  ผมก็ยังเห็นพี่มินยืนมองป๊อกกี้รสช็อคโกแลตที่เพิ่งได้รับมาอยู่กลางสนาม  ท่ามกลางเพื่อนๆ ซึ่งเริ่มทยอยกลับมาเดาะลูกบาส   ร่างสูงยังคงยิ้มให้กล่องขนมในมือ  ก่อนจะเดินถือของที่ผมเพิ่งเอาไปให้ หย่อนใส่ลงไปในกระเป๋านักเรียน  

 

  ผมว่าหวานมันอาจจะมีหวัง

 

 

 

 

 

 








 

 

“ให้พี่หรอ?

 

ผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมายืนอยู่ตรงนี้อีกแล้วเหมือนกัน

 

“หวาน ม.5/3 ฝากมาให้”

 

“คนเดียวกับเมื่อวานใช่ป่ะ?

 

เสียงนุ่มกลั้วหัวเราะ  ในขณะที่ผมไม่รู้จะเอาสายตาไปวางไว้ตรงไหนระหว่างที่พยักหน้าหงึกหงัก  จึงได้แต่มองพื้นสนามบาสสีเขียวน้ำทะเลซึ่งตัดกับสีร้องเท้าผ้าใบ  และรู้สึกได้ว่าพวกรุ่นพี่ ม.6 เพื่อนๆ ของพี่มินที่ยืนพักกันอยู่ริมสนามต่างส่งสายตามาตรงนี้อย่างสงสัย  คงอยากรู้แหละว่าผมมาทำอะไร

 

           ก็ไม่ได้มาทำอะไรหรอกครับ  แค่วันนี้เอาป๊อกกี้มาให้พี่มินอีกกล่อง

 

           แกว่าเอาขนมไปให้วันเดียวแล้วเราจะจีบพี่เค้าติดหรอวะไอ้แพท

 

           วันนี้ไปอีก

 

           วันต่อๆ ไปก็ไปอีก

 

           ‘ไปจนกว่าเค้าจะจำเราได้

 

           ‘ไปจนกว่าเราจะได้พี่เค้าเป็นแฟน!’

 

           จากคำพูดของพี่มินเมื่อกี้  ผมว่าเค้าน่าจะเริ่มจำมันได้แล้วล่ะ  แต่ประโยคหลัง ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะเกิดขึ้นจริงมั้ย

 

           “ขอบคุณนะ” พี่มินรับขนมซึ่งผมยื่นให้ไปถือไว้ในมือ  คราวนี้ดูไม่ได้งุนงงเหมือนตอนที่เอามาให้เมื่อวาน แต่ท่าทางก็ยังเขินๆ จนทำให้ผมรู้สึกได้อยู่เหมือนเดิม

 

           แปลกเนอะ  ทั้งที่คนป๊อบอย่างเขาก็น่าจะชินที่มีคนเข้าหานี่นา  คือพี่เค้าแบบว่า ดูเป็นคนที่มีคนมายืนมองแล้วกรี๊ดอยู่ไกลๆ ตลอด  ขึ้นไปร้องเพลงตอนงานโรงเรียนนี่ได้ดอกไม้อย่างเยอะ  ตอนถือป้ายโรงเรียนก็มีมาต่อแถวถ่ายรูปยาวเป็นหางว่าว แถมวันวาเลนไทน์ปีที่แล้วก็มีคนมารุมติดสติกเกอร์เต็มเสื้ออีก 

 

แค่ได้ขนมแค่นี้ไม่เห็นต้องเขิน

 

           ว่าแต่ทำไมผมจำภาพพี่มินได้ทุกเทศกาลเลยวะ

 

           “ฝากขอบคุณน้องหวานด้วย” 

 

เหมือนผมได้ยินเสียงกรี๊ดของหวานแว่วมาล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่ได้ไปบอก  แต่มันน่าจะดีใจอยู่แล้วล่ะถ้ารู้ว่าพี่มินพูดแบบนี้ 

 

           “ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย  แต่เอาขนมมาให้สองวันแล้ว ขอบคุณนะ”

 

           “ตอนเช้าๆ พี่ลองมองมาในแถวของ 5/3 ดิ  จะเจอผู้หญิงที่หน้าเหมือนหมาหูตกอ่ะ” ผมแอบแซวเพื่อนจนพี่มินสำลักขำ เสียงหัวเราะของเขานุ่มกังวานจนผมรู้สึกว่ามันน่าฟังกว่าใครที่เคยรู้จัก ซึ่งส่วนใหญ่พวกผู้ชายจะขำโคตรน่าเกลียด

 

           “ทำไมว่าเพื่อนงั้นอ่ะ”

 

           “มันเหมือนจริงๆ นี่นา”

 

           พี่มินยังคงหัวเราะออกมาเต็มเสียงจนดวงตาเรียวหยีลงจนเกือบปิด ผมเผลอหัวเราะน้อยๆ ตามออกมาโดยที่เราสองคนยืนอยู่เกือบกลางสนามบาสแบบนั้น  พลางยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรกๆ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ “งั้นผมไปก่อนนะ”

 

           “เดี๋ยว”

 

“น้องหวานอยู่ 5/3 ก็คือห้องเดียวกับน้องใช่ป่ะ”

 

           “อือ” ผมตอบสั้นๆ  ไม่ได้สนใจหรอกว่าพี่มินถามทำไม  แต่พอเห็นพี่เค้าไม่ได้พูดอะไรต่อ ผมก็ก้าวกลับหลังหันเพื่อจะเดินกลับไปหาไอ้โดมและกีต้าร์ของมันที่โต๊ะไม้หินอ่อนตัวเดิม  ตอนนี้คนที่พอจะรู้เรื่องหวานใช้ผมมาจีบพี่มินด้วยการเอาขนมมาให้ก็มีมันอีกคน  ผมจำเป็นต้องเล่าเพราะกลัวเพื่อนเข้าใจผิด  คิดว่าผมเองที่เป็นคนจะมาจีบพี่มิน

 

            “เดี๋ยวก่อนๆ”

 

            ฝีเท้าของผมชะงักจนได้ยินเสียงพื้นรองเท้าลั่นเอี๊ยด เพราะอยู่ๆ ก็ถูกพี่มินเรียกเอาไว้อีก  ผมเลิกคิ้วหนึ่งข้าง พาร่างสูงของตัวเองหันไปหาเขาซึ่งยืนอยู่ข้างหลังโดยไม่ทันได้เตรียมใจ

 

            “แล้วน้องชื่อไรอ่ะ?

 

            ว่าตัวเองจะใจฟูขึ้นมาเพียงเพราะคำถามธรรมดา

 

 

 

 

 











 

 

               มันอาจจะกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว กับการที่ผมต้องมานั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้หินอ่อนตรงนี้

  

               ให้ไอ้โดมสอนเล่นกีต้าร์  พอซักห้าโมงก็เหลือบมองว่าสนามบาสตรงนั้นพักกันรึยัง แล้วก็เดินเข้าไปหา

 

               ห้าวัน  ป๊อกกี้ห้ากล่อง   ถ้าพี่มินกินขนมที่ยัยหวานใช้ผมเอาไปให้ทุกวันนะ เชื่อเหอะ เบาหวานแดก

 

               “แพท”

 

               ผมหันขวับ ตกใจจนหน้าเน่อเหวอเมื่อได้ยินเสียงนุ่มเรียก และได้เห็นพี่มินกำลังเดินยิ้มๆ ผ่านแถวเคารพธงชาติของห้องผมไปในเช้าวันจันทร์ ตามมาด้วยรุ่นพี่ ม.6 เพื่อนของเขาอีกสองคน ซึ่งผมคุ้นหน้าเคยเจอที่สนามบาสทุกเย็น

 

               “วันนี้ไม่ต้องเอาขนมมานะ  มินมันมีธุระ  ไม่ไปเล่นบาส”

 

               “พรุ่งนี้ค่อยมาๆ”

 

               ในขณะที่พี่มินแค่เรียกผมเพื่อทักเฉยๆ  พี่อีกสองคนก็ตะโกนเสียงดังจนคนเดินนำหน้าต้องรีบเอามือไปกระทุ้ง พวกเขามองหน้ากันด้วยรอยยิ้มแปลกๆ ก่อนคนตัวขาวจะหันหน้ามาคุยกับผมตรงๆ  ท่ามกลางสายตาของเพื่อนห้องผมและเพื่อนห้องอื่นที่หันมาสนใจตั้งแต่ผมถูกพี่มินตะโกนเรียกชื่อแล้ว

 

               “เย็นนี้พี่ไม่ได้ไปสนามบาสนะ” ผมพยักหน้ารับคำบอกเล่าสบายๆ นั้นแบบลนลานนิดหน่อย  พยายามไม่คิดว่าทุกครั้งที่คุยพี่มินมักจะมีรอยยิ้มยกตรงมุมปากกระจับของเขาเสมอ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน  แต่บางที...ช่วงนี้ผมอาจสังเกตหน้าเขาบ่อยเกินไปก็ได้

               

                ก่อนจะเดินไปเข้าแถวของ ม.6   ดวงตาเรียวซึ่งจับจ้องมาที่ผมก็มองเลยไปยังพวกเด็กผู้หญิงข้างหลัง  ตรงนั้นมียัยหวานซึ่งรีบก้มหน้างุดๆ หลบไปข้างหลังเพื่อนคนอื่น ทำให้พี่มินคลี่ยิ้มกว้าง  แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรที่เห็นเพื่อนของผมพยายามหลบหน้าชัดเจนและเขินจนเก็บอาการไม่ได้แบบนั้น  ให้คนไม่รู้อะไรมามองยังรู้สึกเลยว่าน่าสงสัย

 

                “ไปก่อนนะ  วันนี้ตั้งใจเรียนล่ะ”

 

                “มินมึงบอกใครอ่ะ”

 

                “เอิ้วววว”

 

                รุ่นพี่หันกลับมาพูดกับผมอีกครั้ง และเดินจากไปพร้อมคำแซวของเพื่อนตัวเองที่คงไม่หยุดง่ายๆ  ผมยังเห็นแผ่นหลังของกลุ่มพี่ ม.6 เมื่อกี้หัวเราะและผลักกันไปตลอดทาง   แล้วพอหันกลับมามองหวาน เพื่อนของผมก็ท่าทางจะยังเขินไม่หายเช่นกันที่คนที่ตัวเองแอบชอบแวะเวียนมาใกล้ แถมพี่มินยังแสดงออกชัดเจนว่ามองมาที่เธอก่อนที่จะเดินไปอีก  

 

                แม้ทุกคำเมื่อกี้เขาจะหันมาพูดกับผมก็ตาม

 

                แหงดิ  พี่มินจะมาคุยกับผมมันก็ไม่แปลกป่ะวะ เราเจอกันจนเขาจำชื่อไอ้ตี๋ตัวสูงโย่งคนนี้ได้ขนาดเดินมาทัก เพราะผมเป็นคนเอาขนมไปให้พี่เค้าทุกวันนี่นา

 

                ขนมที่เพื่อนเป็นเจ้าของอ่ะ

 

                จริงๆ ผมว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับบุรุษไปรษณีย์  มีหน้าที่แค่ส่งความรู้สึกของเพื่อนไปให้คนที่ชอบตามที่เธอร้องขอ  ในขณะที่ผมเจอพี่มินทุกวัน หวานก็ไปซื้อขนมเหล่านั้นมาทุกวันเหมือนกัน เธอตั้งใจมาก และต้องรวบรวมความกล้ามากๆ เหมือนกัน  ความสัมพันธ์มันก็ควรจะมีขึ้นระหว่างต้นทางกับปลายทางเท่านั้น ผมไม่ควรมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเรื่องนี้

 

                อ้อ  มีอยู่อย่าง  คือได้ลอกการบ้านคณิตต่อไปฟรีๆ

 

                ไอ้ที่เผลอรู้สึกดีทุกครั้งที่เจอผู้รับอ่ะ  แม่งไม่ควรเลย 

 

                .

 

                .

 

                .

               

                “พอได้ยัง?

 

                “หืม?

 

                “เลิกให้เราเอาขนมไปให้พี่มินได้ยัง”

 

                ผมถามระหว่างที่รู้สึกได้ว่ามอเตอร์ไซต์ดีดตัวขึ้นเบาๆ  คนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังน่าจะลงไปยืนบนพื้นเรียบร้อย ก่อนจะเดินมาหย่อนหมวกกันน็อคสีดำคืนตรงตะกร้าข้างหน้า  วันนี้หวานใช้ให้ผมขี่รถมาส่งที่บ้านหลังเลิกเรียนเหมือนนานๆ ทีที่พ่อของเธอไม่ว่างมารับ  เธอกำลังจัดหางม้ายุ่งเหยิง ตอนที่หันมาหาผมผู้ยังนั่งคร่อมฮอนด้าเวฟคู่บุญอยู่  ขายาวๆ ที่โผล่พ้นกางเกงนักเรียนขาสั้นและถุงเท้าขาวไม่ถึงข้อถูกเหยียดออกไปสุดพื้น

 

                “เราว่าพี่มินเค้าจำแกได้แล้วว่ะ เลิกให้เราไปหาเค้าแล้วลองเดินเข้าไปคุยเองมะ”

 

                “ไม่เอา”

 

                หวานปฏิเสธจริงจังเหมือนมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย  ผมเดาเอาว่าเธอน่าจะป๊อดแค่คิดว่าต้องเดินเข้าไปคุย

 

                “แกนั่นแหละ  เอาขนมไปให้พี่มินก่อน อย่าเพิ่งหยุด”

 

                “ทำไมวะ?

 

                “ก็...เขินอ่ะ” เห็นป่ะล่ะ ผมคิดไว้ไม่ผิด “แกช่วยเราก่อนไม่ได้หรอวะ”

 

                “นะแพทนะ  แกเป็นผู้ชายอ่ะ เอาขนมไปให้พี่เค้าทุกวันมันไม่เสียหายอะไรซักหน่อย...”

 

                ผมพ่นลมหายใจ หยิบหมวกกันน็อคที่เพื่อนเพิ่งถอดวางไว้ขึ้นมาสวมใส่หัว  ผมเบือนหน้าจากยัยหวานซึ่งยังขอร้องเรื่องเดิมด้วยการพยายามทำตาแป๋วให้ผมใจอ่อน  เผลอมองลอดเข้าไปในซี่รั้วบ้านข้างๆ เห็นใครบางคนเดินไปเดินมา ได้ยินเสียงหมาหลายตัวเห่า อาจเพราะพวกมันพยายามจะเล่นกับเจ้าของ

 

                “แพท!

 

                “เหวอ”

 

                หวานจับหมวกกันน็อคแล้วบิดคอให้ผมหันกลับไปหา อารามตกใจนั้นเกือบทำให้รถเครื่องทั้งคันเซล้ม ผมเกือบสบถด่าออกมาถ้าไม่ได้สติก่อนว่านี่คือเพื่อนผู้หญิง

 

                “ขอร้องนะ”

 

                เธอส่งสายตาเว้าวอน “อย่างน้อยก็จนกว่าพี่เค้าจะเดินมาคุยกับเราก่อน  อยากรอแบบสวยๆ อ่ะ”

 

                หวังไปอีก    

 

                ผมแอบห่อปากหมั่นไส้ หวานเห็นแบบนั้นก็เล่นทำเป็นหน้าตาแตกตื่น

 

                “หรือแกไม่อยากทำแล้ว!?  แพท... หรือว่าแกลำบากใจ!? เพราะจริงๆ แกอาจจะแอบคิดไม่ซื่ออะไรแบบนี้กับเราอยู่..”

 

                “ประสาทแดกป่ะ” ผมขมวดคิ้วเครียด แล้วก็หลุดขำออกมา “คิดงั้นได้”

 

                เราสองคนหัวเราะพร้อมกัน ก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักข้างหลังจากแม่ของหวานที่ออกมาเปิดประตูรั้วรับลูกสาว   ผมยกมือไหว้คุณน้าซึ่งเห็นหน้ากันจนคุ้นเคย พอเธอเห็นผมกับหวานยังคุยกันอยู่ก็เลยเดินกลับเข้าไปในบ้าน ปล่อยพวกเราตามสบาย

 

                “ระวังยุงกัดกันนะลูก”

 

                “หนูเข้าไปแล้วแม่ ไอ้แพทกำลังจะกลับ”

 

                ผมเลิกคิ้วใส่คำที่เหมือนเป็นการไล่กลายๆ  แสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะหมดลงทำให้บ้านแต่ละหลังเริ่มเปิดไฟข้างนอก  แสงที่ส่องผ่านรั้วทำให้เงาที่ทาบลงบนพื้นเกิดเป็นริ้วซี่ๆ คล้ายกันทุกหลังในหมู่บ้าน  ทุกครั้งที่ผมมาส่งเพื่อนเวลานี้ มักจะได้กลิ่นของอาหารที่ใครซักคนกำลังทำในครัว  บ้างก็มีเด็กๆ ขี่จักรยาน บางบ้านที่มีคนสูงวัยก็ออกมานั่งคุยอยู่ตรงม้านั่ง   บรรยากาศผ่อนคลายที่มีอยู่แทรกด้วยเสียงเห่าของหมาบ้านข้างๆ   ผมว่าตัวเองน่าจะมีส่วนทำให้พวกมันแตกตื่น

 

                “อย่างน้อยก็เปลี่ยนขนมหน่อยป่ะ”

 

                ผมสตาร์ทเครื่องยนต์ ไฟหน้าสีส้มส่องกระทบกระโปรงนักเรียนของคนที่ยืนรอส่ง “ให้แต่ป๊อกกี้ทุกวันพี่มินเบื่อตาย  จีบยังไงก็ไม่ติดหรอก”

 

                “แล้วแกว่าซื้อไรดีอ่ะ”

 

     “พี่มินจะชอบกินอะไรน๊อ?

 

     ประโยคหลังยัยหวานทำเป็นเล่นใหญ่พูดเสียงสูงกว่าปกติ ผมไม่เข้าใจว่าเธอไม่กลัวแม่ตัวเองได้ยินรึไงก็ไม่รู้  ถ้าคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ยินเรื่องแบบนี้จากลูกสาวจะรู้สึกยังไงนะ

 

     “งั้นพรุ่งนี้แกเป็นคนเลือกแล้วกันแพท  ไม่เอาป๊อกกี้แล้วก็ได้  ซื้อเลย  แพงแค่ไหนก็ไหว”

 

     “โหสายเปย์”

 

     “เออ   ทุ่มสุดตัวเพื่อพี่มินเว้ย” 

 

     ผมส่ายหัวระหว่างเอาเท้าเข็นมอเตอร์ไซด์ถอยหลัง เตรียมกลับรถ  คำพูดของหวานอาจฟังดูน่ารักเมื่อคิดว่าเธอกำลังทุ่มเททำเพื่อใครซักคน แต่กลับทำให้ใจผมรู้สึกหน่วงอยู่ข้างใน  ไม่ใช่เพราะผมแอบคิดไม่ซื่ออย่างที่เธอพูดหรอกนะ(คิดไปก็ขนลุกว่ะ)  มันหน่วงๆ  เหมือนเวลาผมเผลอทำอะไรไม่ดีกับคนอื่น แล้วมารู้สึกผิดอ่ะ

 

     “แกอ่ะ ทำเพื่อเราก่อนนะแพทนะ  อย่าเพิ่งเอือมนะเว้ย  เราก็มีแกเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ได้พี่ ม.6 ที่หล่อที่สุดมาเป็นแฟนอ่ะ”

 

     ผมพ่นขำ “ความหวังลมๆ แล้งๆ ชิบหาย”

 

     “ไอ้แพท!

 

                เพื่อนทำเป็นจะยกมือทุบไล่หลังผมซึ่งบิดคันเร่งมอเตอร์ไซต์ให้แล่นไปช้าๆ บนถนนในซอย มุ่งหน้ากลับบ้านตัวเอง  ระหว่างที่ขี่รถเครื่องฝ่าลมที่ปะทะร่างกายบนถนนใหญ่ ผมได้แต่คิดเสียดายว่าทำไมเมื่อกี้ไม่ปฏิเสธหวานไป  ผมไม่อยากช่วยมันจีบพี่มินด้วยการโผล่เอาขนมไปให้เค้าทุกเย็นอีกแล้ว

 

                เพราะผมกลัวว่าถ้าตัวเองยังทำแบบนั้น  ไอ้สิ่งที่แอบรู้สึกอยู่เนี่ยมันจะพัฒนา

 

     แล้วมันจะทำให้ผมมองหน้าเพื่อนไม่ติด

 

                .

 

                .

 

                ความลับของผม

 

                ก็คือผมเริ่มจะแอบชอบคนคนเดียวกับเพื่อนแล้ว...ล่ะมั้ง

 

                 

 

               

 












 

 

               ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเดินวนเวียนอยู่ในเซเว่น กับอีแค่เลือกขนม

 

                หวานมันบอกให้ผมซื้อเองใช่ป่ะ  ขนมที่จะเอาไปให้พี่มินวันนี้อ่ะ  แต่พอไม่เอาป๊อกกี้ ผมก็ดันไม่รู้จะซื้ออะไรดี

 

                “วันนี้คารามูโจ้หรอ?

 

                ผมเลยเลือกขนมที่ตัวเองชอบแดกแม่ง  อร่อย

 

                “อืม  หวานมันอยากเปลี่ยนบ้างป่ะ กลัวพี่เบื่อป๊อกกี้”

 

                วันนี้ผมเดินเอาขนมมาให้พี่มินหลังจากไอ้โดมเก็บกีต้าร์คว้ากระเป๋ากลับบ้านไปก่อนเวลาปกติ  มันบอกว่าจะรีบกลับไปอาบน้ำแต่งตัวไปงานเลี้ยงของที่ทำงานพ่อหรืออะไรซักอย่าง รู้แต่ว่ามีโต๊ะจีนฟรี  ผมจึงเดินเข้าไปในสนามบาสหลังจากเล็งอยู่นานว่าพี่มินจะหลบออกมาพักกินน้ำตอนไหน  โดยหนีบกระเป๋าหนังลีบๆแบนๆ ของตัวเองไปด้วย เตรียมตัวจะกลับบ้านตามไอ้โดมเช่นกัน

 

                พี่มินซึ่งกำลังกระดกน้ำเย็นจากขวดมีไอเกาะเห็นผมในสภาพนั้น จึงถามผมด้วยดวงตาเรียวที่กว้างขึ้นเล็กน้อยจนเห็นนัยน์ตาสีดำคู่สวยชัดเจน

 

                “กำลังจะกลับบ้านหรอ?

 

                “ดีเลย  เดินไปด้วยดิ  พี่ก็กำลังจะกลับเหมือนกัน”

 

                ตอนนี้เราสองคนเลยกำลังเดินเคียงข้างกันมาจากสนามบาส ผ่านทิวแถวของโต๊ะไม้หินอ่อนหน้าตึกสามเพื่อที่จะเดินไปบนพื้นคอนกรีตทอดยาวไปหาถนนลาดยางที่เพิ่งทำใหม่  โรงเรียนของผมมีถนนจากหน้าโรงเรียนเข้ามาเลียบกับสนามฟุตบอลขนาดกว้างซึ่งทำให้ทุกเช้าต้องใช้เวลาพอประมาณกว่าจะเดินไปถึงตึกเรียน  ถนนเส้นนี้จะมีต้นสนสูงใหญ่ให้ร่มเงาตลอดทาง  แต่พอเป็นยามเย็นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ แค่ทำให้บรรยากาศดี

 

                เราทั้งคู่เดินผ่านข้างอาคารหนึ่งออกมาสู่ถนนต้นสนที่ว่า ข้างหน้ามีนักเรียนสองสามคนกำลังเดินกลับไปกับพวกเรา  ยังไงทางที่ผมจะเดินไปโรงจอดรถมอเตอร์ไซต์กับทางไปหน้าโรงเรียนที่พี่มินต้องไปขึ้นรถเมล์ก็เป็นทางเดียวกันอยู่แล้ว  แต่ที่ผมแปลกใจคือ...ทำไมวันนี้พี่มินถึงกลับบ้านก่อนล่ะ  เขาบอกลาเพื่อนๆ ในสนามบาสและเดินสะพายเป้ออกมาพร้อมผม  ในมือก็ยังถือถุงขนมที่ผมเพิ่งให้ไปอยู่ด้วย

 

                “กินป่าว?

 

                “แบ่งกันๆ”

 

                และตอนนี้พี่มินก็แกะคารามูโจ้ที่ผมเลือกมาและงับมันฝรั่งทอดปรุงรสเข้าปากแล้ว  เขายื่นมันมาตรงหน้าผมซึ่งก็ล้วงมือเข้าไปในถุงขนมโดยไม่ปฏิเสธ (บอกแล้วไงว่าชอบกิน)  ที่ผ่านมาพอผมเอาป๊อกกี้ไปให้เขา ผมมักจะหันหลังตรงดิ่งกลับมานั่งที่โต๊ะไม่ก็กลับบ้าน  ไม่รู้หรอกว่าพี่มินเคยกินบ้างหรือเปล่า   นี่อาจเป็นครั้งแรกเลยก็ได้มั้งที่ได้เห็นคนตัวขาวแกะขนมที่ให้ไปกินในทันทีอ่ะ  แล้วผมดันเป็นคนเลือกเองด้วย  มันเลยเขินแปลกๆ....

 

                ยิ่งพอเดินใกล้กัน  ผมก็ยิ่งเห็นชัดเลยว่าตัวเองสูงกว่ารุ่นพี่ คงมีไม่กี่คนในโรงเรียนนี้หรอกที่จะภูมิใจในเรื่องนี้ได้เพราะจริงๆ พี่มินหุ่นดีมาก  แล้วทั้งที่เพิ่งเล่นกีฬาเสร็จแท้ๆ ตอนนี้เขาเอาเสื้อกลับเข้าไปใส่ไว้ในกางเกงเรียบร้อยแล้วอ่ะ  โคตรแตกต่างจากผมที่ตั้งแต่ตื่นเช้ามาจนมีสติพอจะเดินไปอาบน้ำแต่งตัว ชายเสื้อก็ปล่อยลอยไว้ ไม่เคยเหน็บอยู่ในไหนเลย ยิ่งพอมาเดินข้างกันแบบนี้ยิ่งเห็นความตรงข้ามชัดเจนดี

 

                หลังจากแอบมองคนข้างกายเคี้ยวขนมตุ้ยๆ  จนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มหายใจหายคอไม่สะดวก  ผมว่าเหตุผลหลักที่ตัวเองเขินอยู่ตอนนี้ น่าจะมาจากการได้เดินกลับบ้านกับพี่มินสองคนมากกว่า ใครจะไปคิดวะว่าจะมีโอกาส

 

                เชี่ยเอ้ย อย่าตื่นเต้นดิ

 

                “ทำไมวันนี้พี่กลับเร็วอ่ะ?

 

                “หืม?

 

                เพราะผมว่าไอ้การเดินด้วยกันเงียบๆ มันทำให้สมองฟุ้งซ่าน เผลอคิดอะไรไปเรื่อยจนประหม่ามากกว่าเดิม  น่าจะดีกว่าถ้าหันไปชวนคนข้างๆ คุย   ผมรอเขาเคี้ยวขนมข้างแก้มจนหมดก่อนที่จะตอบ

 

                “เดี๋ยวต้องรีบกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปกินเลี้ยงกับพ่อแม่อ่ะ”

 

                ผมเกือบจะถามว่างานอะไร  ใช่งานเดียวกับที่ไอ้โดมมันจะไปมั้ย  แต่ถ้าลงลึกขนาดนั้นก็กลัวจะโดนหาว่าจะซอกแซกขี้เสือกไปป่าว  ระหว่างที่กำลังลังเล เสียงนุ่มก็ชิงถามกลับ

               

     “แล้วแพทอ่ะ  ทำไมวันนี้รีบกลับ?

 

     “ไม่อยู่นั่งเล่นกีต้าร์หรอ”

 

     มันน่าขัดเขินและประหลาดใจหน่อยๆ พอรู้ว่าตอนผมนั่งแอบมองคนตัวสูงเดาะลูกบอลอยู่ในสนามบาส  คนตรงนั้นก็หันมาเห็นผมนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หินอ่อนเหมือนกัน  ผมว่าพี่มินคงไม่ได้ตั้งใจหรอก สองที่นี้มันใกล้กันจะตาย

 

     “พี่ได้ยินเสียงแพททุกวันเลยนะ  ชอบอ่ะ  ไม่ว่าจะดีดคอร์ทไหนก็เสียงเดียวเลย”

 

     “สม่ำเสมอดี”

 

     นั่นไง  โดนแซวจนได้

 

     จริงๆ ก็คิดไว้แล้วว่าถ้าพี่มินไม่ได้เห็นผมโดยบังเอิญแบบไม่ได้ตั้งใจมอง  ก็คงหันมาเพราะเสียงร้องโมโนโทนของผมนี่ล่ะ  ขอสารภาพตรงนี้เลยแล้วกันนะ  ถึงผมจะอยากเล่นกีต้าร์หล่อๆ เป็นแบบไอ้โดมบ้าง  แต่หลังจากลองฝึกตีคอร์ทร้องได้สองสามเพลงแล้วสังเกตผลตอบรับของคนฟัง ซึ่งก็คือพวกที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้หินอ่อนรอบๆ นั่น    ไม่ดิ  แค่ใช้หูตัวเองฟังก็ประเมินค่าได้แล้วอ่ะ 

 

      ว่าทนฟังแทบไม่ได้

 

      ไม่รู้ว่าผมดันทุรังฝึกมาได้ไงตั้งเกือบสามอาทิตย์ นับถือความอดทนของไอ้โดมมันด้วย และเพื่อเห็นแก่ทุกคนที่นั่งฟังผมแหกปากอยู่ทุกเย็นหน้าตึกสาม ผมว่าจะเลิกฝึกแม่งเร็วๆ นี่แหละ   

 

      “ได้ยินด้วยอ่อ...” เสียงผมที่พูดออกมาตอนนี้ทุ้มต่ำกว่าปกติ ยิ่งทำให้เขินเข้าไปใหญ่

 

      เขาขำ เหมือนรู้ว่าผมกำลังรู้สึกยังไง

 

      “นี่แกะแค่บอกว่ารักเธอกันอยู่ใช่ป่ะ   ตอนพี่ฝึกกีต้าร์แรกๆ ก็ใช้เพลงนี้แหละ”

 

      พี่มินยังชวนคุยต่ออย่างคนอัธยาศัยดี และไม่ได้พูดถึงเรื่องเสียงเพี้ยนบรรลัยให้ผมขายหน้าอีก  ถือว่าเขาเป็นคนดีมาก  แถมระหว่างทางยังแบ่งขนมให้ผมกินตลอด  ผมกินคารามูโจ้เข้าไปตั้งหลายชิ้น  แต่พยายามเลือกเฉพาะชิ้นเล็กๆ และแบ่งชิ้นใหญ่ๆ ไว้ให้คนที่กำลังเคี้ยวหงับๆ ดูมีความสุขกับขนมที่ผมชอบเหมือนกัน

 

      ช่วงเวลาที่ได้เดินอยู่ข้างพี่มินมันแป๊บเดียว แต่ก็น่าดีใจและไม่คาดฝันเสียจนผมเผลอลืมทุกสิ่งทุกอย่าง  ลืมแม้กระทั่งว่าทำไมตัวเองมาเดินอยู่ตรงนี้ จนภาพใบหน้าของเพื่อนคนหนึ่งฉายขึ้นมาในหัว ฝีเท้าของผมก็หยุดชะงักกึก

 

     “มีอะไรหรอ?

 

                พี่มินเห็นผมหยุดเดินจึงหันมาเลิกคิ้วถาม   แค่ผมมองหน้าเขา ใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่ออะไรบางอย่างจนไม่กล้าสบนัยน์ตาสีดำคู่นั้น   ผมหนีบกระเป๋าหนังของตัวเองแนบข้างลำตัวตอนชี้มือไปข้างหลัง แสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้

 

      “ผมจอดมอเตอร์ไซด์ไว้ตรงนั้นอ่ะ”

 

      แขนยาวเก้งก้างของผมทำให้ตัวเองรู้สึกเก้ๆ กังๆ มากกว่าเดิมยามชี้มือไปข้างหลัง  ผมไม่ได้โกหกว่าตัวเองเดินเลยรถมานานแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ลืมอย่างที่ต้องการให้อีกคนเข้าใจ  ไม่อยากเชื่อเลยว่าเมื่อกี้ผมตั้งใจจะเดินไปเป็นเพื่อนพี่มินถึงหน้าโรงเรียนแล้วค่อยย้อนกลับมา  คิดบ้าอะไรอยู่วะ

 

      “อ้าว  เอามอเตอร์ไซด์มาหรอ  นึกว่าจะกลับรถเมล์ด้วยกันซะอีก”

 

                ผมยิ้มแห้งๆ และข่มใจไม่ให้พองฟูไปกับประโยคข้างหลัง  คิดว่าพี่มินน่าจะพูดไปโดยไม่ได้คิดอะไร  แต่เกือบทำให้ผมหลุดปากไปแล้วว่า งั้นกลับกับผมป่าว เดี๋ยวไปส่ง

 

                ก็เหี้ยละไอ้แพท

 

                นี่คนที่เพื่อนชอบนะเว้ย

 

                “งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”

 

                “พี่จะรอว่าหวานจะเอาขนมอะไรมาให้พี่อีก”

 

                ผมโบกมือให้รอยยิ้มใสที่ไม่ว่าใครในโรงเรียนก็หลง ก่อนร่างสูงจะเดินถือถุงขนมแยกจากไป  แม้คำพูดที่พี่เค้าทิ้งท้ายเอาไว้จะทำให้เจ็บแปลบด้วยความรู้สึกผิด แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมาบังคับสีหน้าของตัวเองด้วยการเม้มปากเหมือนคนบ้า และสุดท้ายก็ยอมแพ้  ยิ้มออกมา

 

                ผมว่าตัวเองน่าจะใกล้เคียงคนเสียสติเต็มทีแล้วล่ะ  เพราะตอนที่เดินกลับไปที่รถก็ว้าวุ่นจนยกมือขึ้นมายีหัว กระซิบด่าตัวเองว่า ไอ้เชี่ยเอ้ยซ้ำๆ   จนไอ้เด็กม.1 หัวเกรียนที่เพิ่งเดินสวนไปเมื่อกี้ย่นหน้ามองผมอย่างกลัวๆ

 

                ผมจะทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้

 

                ผมจะมาหวั่นไหวกับคนที่เพื่อนชอบไม่ได้  หน้าที่ผมคือช่วยให้พี่มินชอบไอ้หวานมัน  ไม่ใช่มาหลงชอบพี่เค้าซะเอง

 

                และที่สำคัญ  อีกฝ่ายเป็นพี่มินคนนั้นนะโว้ย     

 

                พี่มินคนนั้นอ่ะ

 

                ผมอาจจะกลับไปแอบปลื้มพี่เค้าได้เหมือนที่ผ่านมา

 

                แต่ไม่ใช่ชอบแบบนี้แน่ๆ

 

 

 

 












 

 

                “ไม่ทำแล้ว”

 

                “ห้ะ?

 

                “ไม่เอา”

 

                ผมเบี่ยงตัวหลบไอ้หวานตรงระเบียงทางเดินบนตึกสี่  เดินเข้าห้องวิทย์แล้วนั่งลงที่โต๊ะกลุ่มตัวเองในวิชาชีววิทยา  พวกเพื่อนผู้ชายมองมาที่เราสองคนอย่างสงสัยเมื่อไอ้หวานก้าวตามมาแล้วเขย่าไหล่ผมจากข้างหลัง

 

                “ไอ้แพท  เอาไปดิ  ซื้อขนมให้พี่มินวันนี้ไง”

 

                “ไม่”

 

                “อะไรวะ  เมื่อวานแกก็ไม่ยอมไปอ่ะ  เป็นอะไร?” เธอดึงเสียงขึ้นเรื่อยๆ

 

                “ไอ้แพท”

 

                “ไม่เอา”

 

                ผมไม่สนใจแบงค์ยี่สิบที่เพื่อนพยายามยัดเยียดให้จนจะทิ่มเข้ามาในรูจมูก  และไม่ว่าจะนิ่งเฉยยังไงหวานก็ยังพยายามวอแวให้ผมรับเงินของวันนี้ไปซื้อขนมเหมือนที่ทำมาทุกวันให้ได้ 


                เธอยังเดินวนเวียนอยู่รอบโต๊ะแบบนั้นทำผมเริ่มทนไม่ไหว  ผมไม่อยากพูดอะไรซ้ำๆ แล้วก็อยากจบเรื่องนี้เต็มทนก่อนที่อาจารย์วิชาชีวะจะเข้ามาในห้องแล้วเฉ่งเอาที่หวานยังไม่ยอมไปนั่งที่ตัวเอง ผมเลยจับข้อมือเธอแล้วปัดไปข้างๆ 


                ไม่ได้แรงอะไรมาก แต่ก็ทำให้คนมองแตกตื่นใหญ่

 

                “ไอ้แพทใจเย็น” 

 

     ไอ้โดมเป็นหนึ่งในคนที่ตาโตเมื่อเห็นผมดูโมโห  หวานก็ตกใจ   เธอยืนกำธนบัตรในมือนิ่ง ก่อนจะพูดกับผมด้วยเสียงที่อ่อนลง

 

                “แกเป็นไรเนี่ย”

 

                “แกจะไม่ช่วยเราแล้วจริงๆ หรอวะแพท”

 

                “ทำไมอ่ะ?

 

                “แกโกรธหรอ...  ทำไมถึงโกรธอ่ะ?

 

                ตั้งแต่รู้จักกันมา  ไม่ว่าผมจะหน้าด้านขอลอกการบ้านไอ้หวานกี่ครั้งจนเคยทำให้เธอโดนอาจารย์ด่า ใบงานของเราสองคนเคยเหมือนกันเด๊ะๆ ต่างแค่ลายมือ  หรือไม่ว่าเธอจะใช้ผมให้ไปซื้อผ้าอนามัยที่สหกรณ์จนอับอายขายขี้หน้ารุ่นน้องที่ช่วยอาจารย์ขายของอยู่ขนาดไหน  เราสองคนก็ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน  อย่างมากก็แค่โต้เถียงกวนประสาทกันเสียงดัง แต่ไม่เคยมีบรรยากาศน่าอึดอัดเกิดขึ้นระหว่างที่คุยกันขนาดนี้

 

                ผมยังไม่ทันตอบคำถามของหวานว่าทำไม  อาจารย์ที่สอนวิชาชีวะก็เข้ามาก่อน  เพื่อนผู้หญิงที่สนิทที่สุดของผมรีบเดินกลับไปนั่งที่ตัวเองเช่นเดียวกับคนอื่นในห้อง  เสียงพูดคุยที่ดังเซ็งเซ่เงียบลงเมื่อบทเรียนน่าเบื่อเริ่มต้น  ผมจำใจหยิบปากกาออกมาและเปิดสมุด คิดโล่งใจว่าเรื่องเมื่อกี้น่าจะจบลงแล้ว  เพื่อนเห็นว่าผมโกรธ เธอเลิกขอร้องให้ผมเอาขนมไปให้รุ่นพี่  ความรู้สึกที่ผมมีกลับไปเป็นเหมือนเดิม และหลังจากนี้หวานอาจจะกล้าเข้าไปคุยกับพี่มินด้วยตัวเอง ถ้าเธอชอบเขาเธอก็ต้องทำได้  พี่มินก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรสักหน่อย  ขนาดผมที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยพี่เค้ายังคุยดีเลย...

 

     และผมว่าเพื่อนตัวเองมีความหวังอยู่มากเลยล่ะ  บางทีพวกเค้าอาจได้คบกันก็ได้นะ  ใครจะไปรู้ดินรู้ฟ้า

 

     แล้วทุกอย่างก็คงจบ แบบแฮปปี้

 

     แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นอ่ะดิ

 

     หวานแม่ง ส่งไลน์มาให้ผมตลอดทั้งคาบจนโนติเด้งรัวๆ จนผมต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปิดแจ้งเตือน แต่ยัยบ้านั่นที่เหลือบมองอยู่ตลอดก็ยังอุตสาห์ลงทุนส่งข้อความมา  ผมทำเป็นนั่งตัวตรงตอนโดนอาจารย์ซึ่งยืนอยู่หน้าชั้นมองลอดแว่นกรอบหนา  ทั้งที่มือซึ่งซ่อนอยู่ข้างใต้โต๊ะกดโทรศัพท์รัวโดยไม่มอง

 

     อะไร

 

     ‘แพทททท แกนั่นแหละเป็นไร

 

     ‘โกรธเราหรอวะ

  

     ‘ทำไมจะเลิกช่วยเราจีบพี่มินแล้วอ่ะ   แกโกรธเราหรอ

 

                ผมเงยหน้าขึ้นมาและทำตัวตรงอีกครั้งตอนเห็นอาจารย์หันมามองอีกที  รู้สึกแกจะล็อคเป้าไว้ที่ผมแล้วล่ะ  ต้องระวังตัวแล้วดิ

 

                แล้วพอผมก้มหน้าจะลงไปพิมพ์ก็ดันไม่รู้จะตอบอะไรดี  จะให้บอกหวานหรอว่าถ้าไม่เลิกตอนนี้คนที่จะเป็นฝ่ายโกรธคือเธอแน่ๆ   ถ้าหากเพื่อนรู้ว่าผมแอบชอบคนที่ตัวเองก็ชอบเหมือนกัน  ผมไม่อยากคิดเลยว่าหวานจะรู้สึกยังไง

 

                ผมก็ไม่อยากเสียเพื่อนไปเพราะเรื่องแบบนี้ว่ะ

 

                แม่งเอ้ย  ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยวะ

 

                พี่มินคนนั้นเคยรู้ตัวเปล่าว่าตัวเองทำให้คนอื่นชอบไปทั่วเนี่ย 

 

                ผมเลยตัดสินใจอ่านและไม่ตอบ ปล่อยแชทเพื่อนค้างไว้งั้น ล็อคโทรศัพท์อย่างไม่แคร์ไม่สนใจและกลับขึ้นมานั่งควงปากกา ปล่อยให้อาจารย์พล่ามเรื่องระบบร่างกายอะไรไม่รู้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา  และมาสำนึกเอาได้ว่าการทำแบบนั้นเป็นความผิดมหันต์

 

                “ไอ้แพท”

 

                หลังเลิกคาบ หวานดึงแขนเสื้อผมแยกจากกลุ่มเพื่อนซึ่งมองเราสองคนอย่างหวาดๆ  ทุกคนคงระแวงกลัวเราจะตีกันตั้งแต่เห็นผมปัดมือเธอเมื่อตอนต้นชั่วโมง  และยอมแหวกทางให้เธอลากผมลงบันไดตึกสี่ลงมาหาที่ที่ไม่มีคนคุยกัน แน่ล่ะ  ผมไม่อยากคุย  แต่ต่อให้ทั้งห้ามทั้งด่าเสียงแข็ง  เพื่อนผู้น่ารักก็ยังเดินฉับๆ โดยที่มือยังกำเสื้อที่ยับไม่มีชิ้นดีของผมไปแล้วไปด้วย

 

                “บอกมา”

 

                “อะไร”

 

                ยัยนี่ลากผมมาทั้งที่ผมและตัวเองยังไม่ทันเก็บของ ทำให้เราสองคนเดินใส่แค่ถุงเท้าลงมาที่พื้นข้างล่าง หวานหยุดที่หลังตึกซึ่งไม่น่าจะมีใครเดินผ่าน และหันหน้ามาทางผมด้วยใบหน้าเครียด

 

                “ทำไมแกโกรธล่ะ”

 

                “แล้วเราโกรธไม่ได้หรอวะ”

 

                “ก็แค่ช่วยซื้อขนมไปให้พี่มินเองอ่ะ  ง่ายๆ ไม่ใช่หรอ  ทำไมจะเลิกช่วยแล้วอ่ะ”

 

                “ก็อยากเลิก”

 

                “ไอ้แพท เราก็ช่วยแกตั้งเยอะนะเว้ย ช่วยเราแค่นี้ไม่ได้หรอ แม่ง”

 

                “เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวป่ะ  แกชอบเค้าแกก็ทำเองดิ” ผมเริ่มหงุดหงิดจริงจังเพราะประโยคทวงบุญคุณนั้นอีกแล้ว หวานเองก็คงรู้ว่าตัวเองพูดไม่ถูก ใบหน้าที่ก้มลงไปคุยกับเพื่อนที่ตัวเล็กกว่าคงดูโมโหจนเธอหน้าเจื่อนไปนิดหน่อย

 

                “เราไม่อยากเกี่ยวด้วยแล้วอ่ะ  จะไม่ขอความช่วยเหลือเรื่องงานจากแกอีกแล้วก็ได้...”

 

                ผมไม่คิดว่าตัวเองจะกล้ายื่นคำขาด   การบ้านคณิตเชียวนะ  แต่ก็พูดไปแล้วอ่ะ

 

                “มันเป็นเรื่องของแกสองคน  แกชอบเค้า ก็ไปคุยกับเค้าเอง ซื้อขนมไปให้เค้าเอง อย่าให้เราต้องไปเจอพี่มินอีกเลยนะ”

 

                “เราแม่งไม่อยากชอ...”

 

                ผมเกือบหลุดปากปูดความลับของตัวเองออกไปให้คนที่ไม่น่ารู้มากที่สุดได้ยิน  หวานนิ่ง ผมก็นิ่งด้วยประโยคที่ถูกหยุดไปกลางคัน  เพื่อนสนิทยืนมองหน้าผมเฉยๆ แบบนั้นนานมาก  นานจนได้ยินเสียงจ่อกแจ่กจากพวกนักเรียนที่ทะยอยลงมาข้างล่าง เริ่มเดินเปลี่ยนตื่นหลังกริ่งหมดคาบเรียนดัง

 

                “ไอ้แพท...”

 

                “...”

 

                “หรือที่แกไม่อยากช่วยเราแล้วอ่ะ”

 

                “เพราะแกชอบพี่มินเองวะ?

 

                ผมยืนนิ่งเช่นกัน เงยหน้าขึ้นจากสายตาเพื่อนและเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างคนที่ไม่รู้จะตอบอะไร  ผมเคยผ่านการจับผิดมาหลายครั้ง บ่อยสุดก็คือจากอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ชอบต้อนให้ผมยอมรับว่าตัวเองทำผิดระเบียบ แต่ทุกครั้งที่ผ่านมาเทียบไม่ได้เลยกับตอนนี้ กับคนตรงหน้าซึ่งยังพยายามจ้องตาผมและรอฟังคำตอบ ไม่ยอมปล่อย  น้ำเสียงของหวานตอนที่ถามมานั้นทำให้ผมเดาไม่ถูกว่าเธอรู้สึกยังไง  มันฟังดูทั้งนิ่งและเรียบเฉย

 

                “ไอ้แพท”

 

                “ตอบ”

 

                แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนเธอกำลังตื่นเต้น  เหมือนไม่ใช่คนที่กำลังโกรธเพราะจับได้ว่าเพื่อนแอบชอบคนคนเดียวกับตัวเอง 

 

                “ไอ้แพท  เราจะเข้าใจว่างั้นแล้วนะ”

 

                “...”

 

                ผมไม่รู้จะหาคำอะไรมาปฏิเสธ  คำพูดของเธอจี้ได้ตรงจุด และไอ้การเร่งเร้าแบบนั้นยิ่งทำให้ผมลน จนกว่าจะดึงสติขึ้นมาบอกปัดได้ มันก็น่าสงสัยจนสายเกินไปแล้ว

 

                “เปล่า”

 

                “ไอ้แพท ไม่ต้องอ่ะ  แกชอบพี่มิน”

 

                “ก..ก็ บอกว่าเปล่าไง”

 

                “เอาขนมไปให้เค้าทุกวัน ได้คุย ได้เจอหน้า ก็เลยหลงเสน่ห์พี่เค้าสิท่า” การแสดงออกตอนนี้ของหวานยิ่งทำให้ผมสับสน   ทั้งที่เธอน่าจะโกรธ  โมโห  ผลักผมหรือตบหน้าซักทีโทษฐานที่ทรยศความเป็นเพื่อน  มันละเอียดอ่อนและดราม่าง่ายมากๆ เลยนะถ้าใครซักคนจะมาชอบคนคนเดียวกันอ่ะ  แล้วที่ผ่านมาหวานมันก็ดูชอบพี่มินจริงจังมากๆ  จริงจังถึงขนาดทุ่มทุนให้ผมซื้อขนมไปให้พี่เค้าทุกวัน

 

                แล้วทำไมตอนนี้มันดูไม่โกรธเลยวะ

 

                กลับกัน  เพื่อนผมตอนนี้กำลังทำเหมือนพยายามกลั้นหัวเราะด้วย

 

                “โอ้ยยย” เธอยกมือขึ้นปิดปากในขณะผมยืนเอ๋อ  ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายยิ้มอะไร ทั้งที่น่าจะโมโหไม่ใช่หรอ

 

                “ตอบดิเพื่อน  ไม่ไหวแล้วนะ  นี่แกชอบพี่มินใช่เปล่า!?

 

                “แล้วถ้าชอบอ่ะ...”

 

                ผมตัดสินใจพูดออกไป  สังเกตสีหน้าหวานอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไปด้วย  ไม่เข้าใจด้วยว่าสถานการณ์ตอนนี้มันยังไงกันแน่  หวานได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งถามเสียงหลง

 

                “จริงจัง!?

 

                “อือ”

 

                ผมตอบอย่างหนักแน่นให้สมกับเป็นผู้ชายมากกว่าเดิม  เอาวะ  ยังไงตอนนี้ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วล่ะ  พูดให้มันจบๆ ไปเลยแล้วกัน

 

                “แต่เราจะเลิกก็ได้นะ”

 

                “คือแม่งคงเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบอ่ะ  เราถึงไม่อยากไปยุ่งเรื่องของแกกับพี่เค้าอีกไง”

 

                “ขอโทษนะหวาน”

 

                เสียงทุ้มต่ำของผมทำให้อีกฝ่ายคลี่ยิ้ม  ใช่....เพื่อนของผมกำลังยิ้ม

 

                “ไม่ต้องขอโทษเลยไอ้แพท”

 

                ผมยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น  หวานมันผีเข้าหรอ?  หรือมันช็อคที่ผมสารภาพเรื่องนี้ออกไปจนเสียสติไปแล้ว?   หรือจริงๆ มีแต่ผมที่แคร์วะว่าเพื่อนจะรู้สึกยังไง  หวานอาจจะไม่แคร์ก็ได้ว่าผมจะชอบพี่มินหรือเปล่า คือไม่นับผมเป็นคู่แข่งอะไรแบบนี้อ่ะ  


                ถ้าเป็นงั้นก็เจ็บสัสๆ


                เธอยังคงรอยยิ้มที่ทำให้ผมคาใจไว้อยู่ ก่อนจะพูดนิ่งๆ  ไม่มีที่ท่าว่าจะโกรธอย่างที่ควรจะเป็นเลย  

 

                “เราดีใจนะที่แกบอกอ่ะ  เพราะจริงๆ เราก็มีเรื่องจะบอกแกเหมือนกัน”

 

                “วันนี้ก็ไม่ต้องซื้อขนมไปให้พี่มินแล้วนะ  แล้วพรุ่งนี้เช้าก็ขี่รถมารับเราที่บ้านหน่อย”


                “เดี๋ยวจะบอกว่าเรื่องอะไร”

 

 

 

 













 

 

                ผมโคตรอยากรู้เลยว่าเรื่องที่ไอ้หวานจะเล่าให้ฟังคือเรื่องอะไร  แล้วทำไมต้องรอให้ผมขี่รถมารับมันตอนเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้นถึงจะพูดได้  เมื่อคืนผมกลับไปที่บ้าน เอาแต่ฟุ้งซ่านว่าคำสารภาพหลังตึกสี่นั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเพื่อนจะเป็นยังไงต่อ  ตกลงหวานมันโกรธผมหรือเปล่า

 

                ผมขี่มอเตอร์ไซด์เข้ามาในหมู่บ้านของหวานท่ามกลางอากาศเย็นสบายยามเช้า   เห็นร่างบางในชุดนักเรียนยืนรออยู่หน้ารั้วบ้านเหมือนทุกครั้งที่มันสั่งให้ผมมารับ   ทันทีที่ผมไปจอดเทียบข้างๆ  แทนที่เธอจะหยิบหมวกกันน็อคไปสวมแล้วขึ้นมาซ้อนข้างหลังเพื่อที่เราจะได้ไปโรงเรียนกัน  เพื่อนผมกลับยืนเฉยและทำเหมือนรออะไรบางอย่างอยู่

 

                “เดี๋ยวแป๊บ”

 

                ผมไม่เข้าใจว่าหวานกำลังชะเง้อหาอะไร “รอไรวะ  แล้วทำไมต้องให้มารับด้วยเนี่ย พ่อตัวเองก็อยู่”

 

                “แล้วเรื่องที่บอกว่าจะเล่าอ่ะ?

 

                “เดี๋ยวก่อนนน”

 

                เธอหันมาดุใส่  ผมถอนหายใจที่ไอ้หวานไม่ยอมอธิบายอะไรสักที  เราเลยยืนนิ่งๆ ฟังเสียงหมาบ้านข้างๆ เห่าเสียงดัง  เจ้าของพวกมันคงจะเดินออกมาเล่นด้วยมั้ง ผมเห็นเงาคนข้างหลังรั้ว

 

                ก่อนจะเจอใครบางคนเลื่อนประตูออกมา  ผมจำผิวขาวใสได้ในแว๊บแรก  ก่อนใบหน้านั้นจะทำให้ใจกระตุก 

 

                “...”

 

                พี่มินซึ่งสะพายเป้โรงเรียนออกมาจากบ้านข้างๆ มองมาที่ผมสลับกับหวาน  เขากลับมามองที่ผมอีกครั้งด้วยดวงตาเรียวที่เบิกกว้างขึ้นเหมือนคนกำลังช็อค ก่อนจะสลับกลับไปที่หวานอย่างไม่เข้าใจ รุ่นพี่ไม่ได้เอ่ยทักทาย เพราะดูแล้วเหมือนเขากำลังทำอะไรไม่ถูก

 

                ผมเองก็ไม่ได้เอ่ยทักทาย เพราะมัวแต่ตกใจที่ได้เจอเขาเหมือนกัน


                ส่วนคนที่พี่มินส่งสายตาไปให้ตอนนี้นั้นกระโดดซ้อนท้ายรถผมแล้ว  หวานทำเหมือนตัวเองเพิ่งบรรลุภารกิจอะไรซักอย่าง  ผมเดาได้จากเสียงพูดว่าใบหน้าของคนข้างหลังกำลังเปื้อนยิ้ม

 

                “ไปกันได้แล้วไอ้แพท”

 

                “ไปเร็ว  เดี๋ยวไปโรงเรียนสายกันพอดี”

 

                เธอสะกิดหลังผมที่นิ่งค้างไปเพราะยังอึ้ง  ไม่คิดว่าจะเจอคนคนนั้นเดินออกมาจากบ้านหลังที่ตัวเองชอบมองประจำ ผมสตาร์ทเครื่องยนต์แม้จะยังเหลียวหลังไปมองใบหน้าใสของคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูรั้ว  จนกระทั่งแรงตีจากเพื่อนคนซ้อนทำให้ผมจำใจหันกลับไปข้างหน้า  ยอมออกรถขี่สู่ถนนใหญ่ทั้งที่ในหัวยังเต็มไปด้วยความสงสัยและเรื่องค้างคา

 

                พี่มินอยู่ข้างบ้านหวาน

 

                หวานบอกว่าตัวเองชอบพี่มิน

 

                แล้วทำไมมันต้องให้ผมช่วยเอาขนมไปให้พี่เค้าทุกเย็นด้วยวะ

 

                จริงๆ  ให้เองก็ได้นี่หว่า...

 

                ผมไม่เข้าใจอ่ะ

 

 

 

 

 

 

 













 

                หวานรู้จักเด็ก ม.5 ตัวสูงๆ ป่ะ  น่าจะสูงกว่าพี่อ่ะ  หน้าตี๋ๆ

 

                ‘ไอ้แพทหรอ?’

 

                ‘ที่ตอนเย็นเดี๋ยวนี้ชอบมานั่งเล่นกีต้าร์กับเพื่อนตรงหน้าตึกสาม  เพื่อนที่เคยเป็นตัวแทนไปแข่งฟิสิกส์แล้วขึ้นเวทีรับรางวัลบ่อยๆ อ่ะ  ห้องหวานมั้ง

 

                ‘อ๋อ   ไอ้โดมกับไอ้แพท

 

                ‘คนตัวสูงๆ ที่พี่ว่าคือไอ้แพทแหละ  ดัดฟันด้วยป่ะ?’

 

                ‘อือ

 

                ‘ใช่  ห้องหวานเอง พี่มินมีไรป่าว?’

 

                .

 

                .

 

                .

 

                “พี่มินอยู่ข้างบ้านเรามาตั้งแต่จำความได้อ่ะ  จริงๆ สนิทกัน”

 

                หวานสารภาพหลังจากถอดหมวกกันน็อคของผมออกจากหัว  ยืนอยู่ข้างๆ รอผมจอดมอเตอร์ไซด์เข้าซองในโรงจอดของโรงเรียน  และนั่นเป็นเรื่องแรกที่ทำให้ผมหันขวับไปมองเธอเพราะไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน

 

                แต่มันยังมีครั้งที่สองและสามอีก

 

                “เราไม่ได้ชอบอะไรพี่เค้าหรอก โกหกทั้งนั้น  แกสบายใจได้  แต่ที่ให้แกซื้อขนมไปให้พี่เค้าทุกวัน มันก็มีเหตุผลอยู่นะ...” เธอยิ้มแหยๆ  ทุกคำที่เอ่ยออกมาทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างควบคุมอยู่     

 

                “คือพี่มินเห็นแกตั้งแต่วันที่ไอ้โดมมันไปสอนแกเล่นกีต้าร์วันแรกอ่ะ  แกไปทำไงวะให้คนที่อยู่ตรงสนามบาสหันไปมองบ่อยๆ ได้   พี่มินสนใจแกมากเลยนะ  กลับบ้านมาถามเราตลอดว่าแกเป็นไง ชื่ออะไร  เป็นคนแบบไหน”

 

                “แล้วก็ชอบมาบ่นกับเราอ่ะว่าอยากลองคุย”

 

                “บอกว่าแกน่ารักดี”

 

                .

 

                .

 

                การแสดงออกภายนอกของผมดูนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ  แต่ความจริงในอกข้างซ้ายเหมือนมีใครกำลังมายืนรัวกลอง  ในท้องเหมือนมีรถไฟเหาะม้วนตัวตีลังกาสิบตลบ

 

                “เราได้ยินแบบนั้นมาเป็นอาทิตย์อ่ะแพท  พอบอกให้พี่มินเข้ามาคุยกับแก ลองมาขอไลน์ขออะไรดูเค้าแม่งก็ไม่กล้า  เห็นเป็นคนป๊อบมีคนชอบเยอะแบบนั้นจริงๆ แล้วโคตรป๊อด  แล้วเมื่อไหร่จะได้คุยกันอ่ะจริงป่ะ ตัวเองก็จะจบ ม.6 อยู่แล้ว  ชอบใครก็แทนที่จะบุกๆ เค้าไปเลย ไม่ไหวเนอะ”

 

                “เราเลยกุเรื่องนั้นขึ้นมา”

 

                “เพื่อจะให้แกเป็นฝ่ายไปจีบพี่เค้าก่อนไง”

 

                ผมพาดแขนข้างที่ถือหมวกกันน็อคไว้บนไหล่  แอบเบือนหน้าไปทางที่ไม่มีคนยืนอยู่เพื่อซ่อนสีหน้าหลังจากได้ฟังความจริงที่ค่อยๆ เปิดเผยจากปากเพื่อนตัวแสบ

 

                “ก็ไม่คิดว่าแกจะชอบพี่มินด้วยเหมือนกัน  เอาจริงนะ  เราแค่อยากสร้างโอกาสให้พี่มินได้คุยกับแกเท่านั้นเองอ่ะ”


                “รู้ป่ะ ตอนแรกพี่เค้าก็ทำเป็นโกรธแหละที่รู้ว่าเราสั่งแกมา  แต่ทุกๆ วันที่พี่มินได้ขนมจากแก เค้าจะเอากลับมายิ้มเป็นผีบ้าโม้ให้เราฟังหน้ารั้วทุกคืนเลยนะ”

 

     “เออ  แล้วค่าป๊อกกี้ก็มาจากพี่มินเองนี่แหละ เราไปไถคืนมาตอนนั้นตลอด”

 

                “แม่งบ้าเนอะ  ตัวเองจะคบหรือคุยกับใครในโรงเรียนก็ได้แต่กลับไม่กล้าซะงั้น  ดูดิ  จริงๆ เขาอยากได้ไลน์แกไปคุยด้วยมากๆ เลยนะ  เจอกันตอนเย็นมาครบสามอาทิตย์ยังอ่ะ  ก็ยังไม่กล้าขอ”

 

                “แกจะเลิกช่วยเราแล้วก็ได้นะแพท  แล้วแต่เลย” หวานกลั้นขำไว้ไม่อยู่  ก่อนจะตั้งสติพูดต่อได้

 

                “แต่หลังจากนี้ก็แล้วแต่แกเหมือนกัน  โล่งใจละ ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดอ่ะ”

 

                “ทนขนลุกมาตั้งนาน  เราจะชอบพี่มินได้ไงวะ  เห็นกันมาตั้งแต่แก้ผ้าอาบน้ำในอ่าง”

 

                “ถ้าเราชอบเค้า แม่งคงเหมือนเราชอบแกอ่ะ ความเป็นไปได้พอๆ กับโลกแตก”

 

                ผมเบิ้ดหัวเพื่อนสนิทไปหนึ่งครั้งด้วยความหมั่นไส้  รู้สึกตัวเองทำหน้าไม่ถูกมาตั้งแต่ลงจากมอเตอร์ไซด์จนกระทั่งได้ฟังหวานเล่าทุกอย่างจนจบ  จะว่าเขินมันก็เขิน... แต่ความรู้สึกดีที่มีอยู่ก็มาจากความโล่งใจและประหลาดใจเช่นเดียวกัน  ไม่คิดว่าทุกอย่างจะมีเบื้องหลังแบบนี้

 

                ไม่คิดว่าเจ้าของรอยยิ้มใสคนนั้น ที่ผ่านมาจะคิดแบบนี้

 

     รวมๆ แล้วความเขินน่าจะชัดที่สุดในความรู้สึกดี

 

     ผมที่กำลังกลั้นยิ้มถูกเพื่อนแก้แค้นที่โดนผมผลักหัวด้วยการหันหน้ามามองอย่างล้อเลียน “แล้วเรื่องของพี่มินกับแกนี่เป็นไปได้ป่ะ?

 

                ผมอยากจะเบิ้ดกระโหลกเพื่อนไปอีกซักทีเหลือเกิน

 




                ตอนเย็น  ผมกลับไปนั่งเล่นกีต้าร์กับไอ้โดมที่หน้าตึกสามเหมือนเดิม  ร้องเพลงเสียงหลงจนคนที่โต๊ะไม้หินอ่อนแถวนั้นระอาเหมือนเดิม  เสียงของผมน่าจะดังไปถึงสนามบาสทำให้คนตรงนั้นหันมาขำเหมือนเดิม

 

                แต่วันนี้ผมไม่ได้เตรียมขนมที่เพื่อไหว้วานมาด้วย  และไม่ได้ซื้ออะไรมาทั้งนั้น

 

                แต่ผมเตรียมคำพูดบางอย่างมา ก่อนเดินมาหาพี่มิน

 

                มันเป็นประโยคคำถาม

 

 

                    


                                                           


           












- - - - - - - - 

 

จริงๆ แล้ว

ฟิคนี้จะแต่งเพื่อร่วมเล่นแท็ก #binminweekly หัวข้อ secret

แต่ว่า ไม่น่าทันค่ะ 55555 แง  ขอโทษนะคะ

มาลงตอนนี้ทันมั้ย ไปหัวข้อใหม่ยัง เพิ่งปั่นเมื่อวานเลย

อันที่จริงเนื้อเรื่องนี้ไม่รู้จะจัดอยู่ในบินมิน หรือมินบินดี  ขนาดคนแต่งเองยังชี้ชัดไม่ได้ 

เอาเป็นว่าเป็นโทนใสๆที่ใครชอบโพไหนก็มองได้ทั้งนั้นแล้วกันเนอะ  ตามแต่จะจินตนาการ

 

ส่วนเพลงแค่บอกว่ารักเธอเนี่ย  เป็นเพลงชาติเวลาแอบปลื้มใครของเราเลยค่ะ

เก่ามาก 55555555 (น่าจะวัยประถม) แต่ได้ยินทีไรฟีลสมัยมัธยมจะกลับมาตลอด

นึกถึงเวลาชะเง้อมองหาคนที่แอบชอบในโรงเรียนเนอะ

แต่มันทำให้ชื่อฟิคเสี่ยวจัง ( . .;)


#21เรดิโอ จะกลับมาตามโอกาสที่อยากจะอัพ

แนะนำเพลงได้โด้ย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #77 G-DEFSOUL (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 03:17
    ฮื่อออออออออ เขินสุด เป็นความเรื่อยๆที่ค่ดเขิน แงงงงงงงงงง้ ชอบมั่กๆค่าาาาา
    #77
    0
  2. #75 fuannng (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 05:40
    แงงงงงงง น่ารักมากๆๆๆๆๆค่ะ ชอบบบบ ชอบภาษาด้วยค่า บรรยายละเอียดอ่านง่ายมากๆ ไม่สะดุดเลย ละมุนกลมกล่อมมากค่ะ ฮือออออ เขิน555555
    #75
    0
  3. #73 tangggyy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 14:33
    เราาาาากลับมาอ่านอีกแล้ววว ช้อบบบ กรี้ดดดด แงงงดีต่อใจจจขอภาคต่อออเเอ จะเอาแบบนี้อีกกก
    #73
    0
  4. #55 -thp (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 10:31
    เกร้ดดดดดดดด น่ารักมากกกกกกกกกกกก ฮืออออออ เขินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฮือออออออออออ หวานน่ารักกกกกกกก จริงๆก็เป็นแม่สื่อให้พี่มินนี่เอง แอบประทับใจมากๆที่พี่มินเป็นฝ่ายเริ่มชอบก่อน เกร้ด แต่ก็ป๊อดอ่ะคนเรา ฮือ ชอบตรงส่วนสูงที่แบบบไบไบไบยำไยยำย คนสูงแต่ก็มีคนสุงกว่าอ่ะ เขินนนนนนน ต่อไปเจ้าแพทคงต้องซื้อรถยนต์ซะละม้าง ต้องส่งทั้งน้องหวานทั้งพี่มินเลย 5555 น่ารักมั่ก ชอบความเป็นเพื่อนของแพทกับหวานมากๆเลย ละพี่มินก็น่ารักมากกกกก แอบอยากอ่านตอนหลังจากนี้ด้วยอ่ะค่ะ อยากเห็นตอนเค้าเป็นแฟนกัน กี้ดดดดดดดด
    #55
    0
  5. #52 ohhihelloaloha (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 20:28
    น่ารักมากกกกกกกกก ว่าแล้ววว เห็นพี่มินยิ้มตั้งแต่วันแรกที่น้องเอาขนมไปให้เลย น่ารักอะพี่มิ๊นนนนนน
    #52
    0
  6. #51 planktonenteen (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 14:35
    เราพึ่งมาเจอฟิคนี้หลังจากที่มีการแชร์ในหัวข้อ Song ค่ะ ตอนเริ่มอ่านก็เผลอคิดเหมือนกันว่าน่าจะเข้ากับหัวข้อ Secret เหมือนกัน จนตอนหลังอ่านจบถึงพึ่งรู้ว่าไรท์เองก็แต่งเพราะหัวข้อ Secret นี้ บังเอิญมั่กๆ 55555

    เรื่องน่ารักมากกกกกกกกกก ตาแพทเอ๊ย แกตกหลุมพรางซ้ำแล้วซ้ำอีกเต็มๆ ทั้งหวานและพี่มินคือรุมต้มแพทจนสุกเลย 555555 แต่ชอบนิสัยแพทอ่ะ ถึงปากบอกว่าลอกการบ้านเพื่อนแต่ความจริงคือแพทแคร์ความรู้สึกเพื่อนมาก

    ชอบภาษาของไรต์จังเลย ไรต์บรรยายละเอียดและดีมากจนทำให้ภาพโรงเรียน ภาพบ้านรอบข้างของหวานลอยขึ้นมาเป็นฉากๆ ถึงโรงเรียนเราจะต่างจากไรต์มาก แต่พออ่านเรื่องนี้แล้วอินตามเลยค่ะ ช่วงเวลาที่พี่ม.6 จะเรียนจบแล้วเนี่ย เป็นช่วงที่ใจหายจริงนะ

    เสร็จงานนี้แล้วต้องซื้อมาลัยมาเซ่นไหว้หวานแป้บ เธอคือผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าแพทคนซื่อและพี้มินคนป๊อดนะเนี่ย 55555555
    #51
    0
  7. #50 The_kwaaa (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 10:38
    น่ารักมากๆเลยค่ะฮื่อออออ เขินนนน
    #50
    0
  8. #24 tangggyy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 01:54
    ไรต์ นุรักกกกกกไรต์แบบบบบ เนื้อเรื่องมันโดนใจจจจ ชอบความมินบินนี้ ฮรื่ออออ เขิงงงง พิมินคนป๊อด โอ้ยยชอบบบบ
    #24
    0
  9. #20 HyeMin9795 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 20:20
    ยาวมาก แต่อ่านไม่เบื่อเลย น่ารักมากกกก คิดถึงสมัยม.ปลายเลย
    #20
    0
  10. #18 ptrp. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 19:52
    แงงง น่ารักจังเลยค่า ><~ พี่มินขี้อายไปอีก 55555
    #18
    0
  11. #15 moominmin13 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 02:42
    น่ารักมากกกกค่ะ อ่านแล้วเขินจนหน้าเบี้ยว 5555 รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
    #15
    0
  12. #12 fonfonfoo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 21:19
    ก่อนอื่น ขอชื่นชมคนแต่งนะคะ ภาษาสวยแบบละมุนมาก เราอ่านไปไม่สะดุดเลย น้องแพทพี่มิน น่ารักมากกกก ต้องขอบคุณหวานเลยที่คอยช่วย เราเป็นกำลังใจให้คนแต่งค่ะ รอตอนต่อไปและเรื่องต่อๆๆไป ของบินมินอยู่นะคะ
    #12
    0
  13. #10 เดอะ ทีฟ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 23:56
    แงงงงง น่ารักมากเลย พี่มินน่ารักแอบชอบน้องก่อนอีก ถ้าไม่ได้เพื่อนช่วยจะได้คุยกันไหมสองคนนี้ ว่าแต่ถามว่าอะไรอะ อยากรู้
    #10
    0
  14. #9 b3stytomo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 21:39
    น่ารักมากกกก(ก.ไก่ล้านตัว!) พี่มินป๊อดไปอีก ฮือ น่ารักอ่ะ ใสๆวัยมัธยมมากค่ะ แง แต่งฟีลนี้อีกบ่อยๆนะคะไรต์ อ่านแล้วเขิน ชอบมากๆ5555
    #9
    0
  15. #8 -------------- (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 19:05
    โอ้ยยยยยยยยน่ารักกกกกก แต่แอบเดาถูก เป็นแผนเพื่อนจริงๆด้วย
    #8
    0
  16. #7 meandmypeach (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 17:44
    น่ารักมากกกกกกกกกกก หวานเป็นชิปเป้อดีเด่น!!!
    #7
    0
  17. #6 annsriinlimbo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 17:31
    ลงไปนอนละลายกองอยู่กับพื้น น่ารักมากๆเลยค่ะฮืออออออออ เขินนนนนนนนน อยากพาหวานไปเลี้ยงข้าว บุฟเฟต์ที่ไหนแม่ก็จะพาหนูไป เอ็มวีพีของแม่ยยยย มากอดหน่อยคนดีมาาาาาา ยกความดีความชอบให้หวานเลย น่ารักมากๆเลยค่ะ น่ารักจริงๆ ชอบความอึดอัดปวดใจของแพทช่วงที่คุยกับหวานด้วย รู้สึกเลยว่าแพทแคร์เพื่อนนี้มากๆแล้วรู้สึกผิดต่อเขาอ่ะ ได้ใจเรามากๆเลย พี่มินคนป๊อดก็นะ55555 อยากโอ่เอ้ ตอนแรกก็โกรธแต่ก็ไปโม้ให้น้องเขาฟังทุกวันอ่ะนะลูก555555 เอ็นดู5555555 ชอบมากๆเลยค่ะ สมแล้วที่เป็นคุณ21 ตอนเห็นทวิตดีใจมากๆ ขอบคุณมากนะคะ <3
    #6
    0
  18. #5 blkimj (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 11:02
    ฮื่ออออ ชอบมากๆเลยค่ะ ;___; แง น่ารักมากๆๆๆ
    #5
    0
  19. #4 S to the M to the T (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 00:59
    ฮื่อ น่ารักอีกแล้วค่ะคุณยี่สิบเอ็ด; ;
    อ่านแล้วได้ฟีลมัธยมวันหวานมากๆ
    ว่าแล้วว่าพี่มินต้องเขินตาแพท โง้ย > _ <
    สรุปเรื่องนี้ต้องยกความดีให้หวานอะ
    ถ้าไม่มีนางพี่มินจะกล้าคุยกะน้องมั้ยคะเนี่ย
    ดูท่าพี่มินจะจบม.หกแบบไม่โสดแล้วนะคะ กิ๊ด
    #4
    0