เจ้าสาวมาแล้ว

ตอนที่ 4 : ใส่พานถวาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    22 ก.ค. 62

“กินข้าวค่ะ” รำเพยบอกกับทุกคน

“กินข้าว.. กินข้าว..” คุณอรพรรณร้องรับพลางเดินไปที่โต๊ะอาหาร

“กินข้าว!” ภูดิศอุ้มลูกสาวตามหลังมารดาไปที่โต๊ะอาหารด้วยคน ที่นั่นรำเพยกับมะลิกำลังลำเลียงกับข้าวขึ้นโต๊ะสีหน้ายิ้มแย้ม

“วันนี้ทำอะไรกิน?” คุณอรพรรณถามพลางลดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่ประจำ และมองไปที่จานกับข้าว

“แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ผัดดอกกุยช่ายกับตับ ปลานิลทอดแบบราดพริกกับไม่ราดพริกค่ะ” รำเพยตอบพลางตักข้าวสวยใส่จานแจกให้กับทุกคน

ภูศิลป์นั่งลงบนเก้าอี้ข้างมารดา เขารับจานข้าวมาวางเอาไว้ที่ตรงหน้าของตน ระหว่างนั้นก็พูดคุยกับน้องชายเรื่องการปรับปรุงต่อเติมบ้านไปด้วย ซึ่งสรุปได้ว่าได้ช่างรับเหมาก่อสร้างที่น่าจะไว้ใจได้แล้ว อีกไม่นานที่นี่คงจะยุ่งวุ่นวาย เนื่องจากมีการปรับปรุง

“พี่ศิลป์คะ หวานบอกเพื่อนๆ ในกลุ่มแล้วว่าจะจัดงานเลี้ยงฉลองวันอาทิตย์หน้าค่ะ และอาทิตย์นี้หวานจะมาหา” รำเพยพูดขึ้นมา

“พี่รู้แล้ว” ภูศิลป์สีหน้าไม่เปลี่ยนไปจากเดิมขณะตอบ ดูไม่ออกว่าดีใจหรืออึดอัดใจไหม

“นี่ป้อมกับหญิงยังไม่รู้เลยนะคะว่าหวานกับพี่ศิลป์คบกัน” รำเพยพูดแล้วก็หัวเราะ “ถ้าป้อมรู้นะ! กรี๊ดใส่หวานเป็นแน่”

“วันอาทิตย์นี้หวานมาคนเดียวหรือ แล้วป้อมกับหญิงมาด้วยหรือเปล่า” คุณอรพรรณถามขึ้นมา

“หวานมาคนเดียวค่ะ มาทำความรู้จักกับพี่ศิลป์” รำเพยพูดแล้วก็หันไปมองพี่ชายสามีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างนั้นก็ป้อนข้าวคลุกเนื้อปลานิลให้ลูกสาวกินไปด้วย

ภูศิลป์กินข้าวไปเงียบๆ แต่ภายใต้ความเงียบบังเกิดคลื่นอารมณ์หวามแล้ว ระหว่างนั้นก็ฟังคนในครอบครัวคุยกันไปกระทั่งอิ่มแล้วก็พากันเข้าไปในห้องนั่งเล่น แล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือมาดูข้อความที่คุยกับหวานไปเงียบๆ

“ถ้าคบกับหวานรอด.. ก็แต่งงานกันนะ” คุณอรพรรณหวังให้ลูกชายคนโตสร้างครอบครัว เนื่องจากจะได้ไม่ต้องโดดเดี่ยวเดียวดายไร้คนคู่กายไร้คนคู่ใจ

“เร็วไปไหมครับ” ภูศิลป์ย้อนถามก่อนจะกล่าวต่อออกมาท่าทางเคร่งขรึม “ไม่รู้ว่าจะไปกันรอดหรือเปล่า อย่าคิดไปถึงขั้นนั้นเลยครับ”

“แหม.. ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว แต่งงานกันไปเถอะ หวานรุ่นเดียวกันกับรำเพย.. ก็น่าจะอายุเท่ากัน” คุณอรพรรณพยักพเยิดใบหน้าไปทางลูกสะใภ้

“สมมุติว่าผมสมัครใจ แต่ฝ่ายหญิงล่ะครับ ก็ต้องถามความสมัครใจก่อนครับ”

“ก็จริง..” คุณอรพรรณพูดแล้วก็ถอนหายใจด้วยความขัดใจ แต่แล้วก็เอ่ยออกมาอีกพร้อมรอยยิ้ม “แม่จะถามหวานให้เอง”

“แม่ครับ!” เขาส่งเสียงเข้มขึ้นมา เพราะไม่เห็นด้วยที่มารดาจะทำแบบนั้น “ผมเพิ่งตกลงคบกับหวานไปแค่ไม่กี่วันเอง หน้าก็ยังไม่ทันได้เจอ อย่าเพิ่งไปถึงจุดนั้นเลยครับ มันน่าอายอยู่นะครับแม่”

“น่าอายตรงไหน ไม่เห็นจะน่าอาย” คุณอรพรรณค้อนควักตาปะหลับปะเหลือก

“ขายลูกชายยังไงล่ะครับ”

“ก็อยากจะขาย ใส่พานถวายให้เลย”

“แม่ครับ..” ภูศิลป์พูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ระหว่างนั้นเสียงหลุดหัวเราะของภูดิศก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของมะลิและรำเพย

“ก็แม่กลัว แม่ไม่อยากให้ไปอยู่บนคาน เราเคยไปจีบใครเสียที่ไหน ทุกวันนี้เช้าไปทำงาน เย็นก็กลับมาบ้าน วันอาทิตย์หรือวันหยุดก็อยู่แต่กับบ้าน แล้วเมื่อไหร่จะมีเมียสักที” คุณอรพรรณพูดออกมาเป็นชุด

ภูศิลป์เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาเถียงไม่ออก เพราะเป็นคนเงียบๆ ขรึมๆ ขณะตอนที่ภูดิศมีเรื่องที่จะต้องแต่งงานกับรำเพย เขานั้นก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านหัวฟัดหัวเหวี่ยงโกรธแค้นชิงชังรำเพยและครอบครัวของรำเพยอะไร เขานิ่งเกินไปจนทุกคนเป็นห่วง ถึงได้ติดต่อหวานให้มาเป็นหวานใจ

“ผมขึ้นไปข้างบนดีกว่า” ภูศิลป์พูดแล้วลุกขึ้นจากโซฟา

“อะไร! สามทุ่มเอง จะนอนแล้วหรือ มาฟังแม่บ่นก่อน” คุณอรพรรณกวักมือเรียก

“เพราะแม่บ่นยังไงล่ะครับ ผมถึงได้หนี”

คล้อยหลังภูศิลป์เท่านั้น รำเพยถามแม่สามีในทันทีอย่างอยากรู้ว่าพูดจริงไหม

“แม่อรอยากให้หวานแต่งงานกับพี่ศิลป์จริงๆ หรือคะ?”

“อืม..” คุณอรพรรณยืนยันว่าใช่ และบอกความคิดเห็นของตัวเองออกไปให้ทุกคนฟัง “อย่างน้อยก็คนรู้จักกัน รู้จักกันมาตั้งหลายปีแล้วด้วย แต่งๆ กันไปเถอะ”

“หวานไม่ใช่คนเจ้าชู้ค่ะ” รำเพยยืนยันข้อดีของเพื่อนออกมา

“ศิลป์ก็ไม่ใช่คนเจ้าชู้ ถ้าเป็นคนเจ้าชู้ ป่านนี้คงจะมีเมียไปนานแล้ว”

“ใช่ค่ะ” รำเพยเห็นด้วยว่าพี่สามีเป็นคนเช่นนั้น

“หวังว่าคนทั้งสองจะเข้ากันได้ เฮ้อ..” คุณอรพรรณไม่วายทอดถอนหายใจด้วยความเป็นห่วงลูกชายคนโต

“ใช่ค่ะ”

“ก็คงต้องรอดูกันต่อไป”

“ค่ะ”


ทางด้านของภูศิลป์ที่ปิดประตูห้องแล้วก็เดินไปที่เตียง หลังจากเอนกายลงนอนหงาย ในมือถือโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เขาเปิดไปดูข้อความที่คุยกับหวานอีกครั้ง จากนั้นก็พิมพ์ข้อความใส่ลงไป

ศิลป์ : พรุ่งนี้เลิกงานแล้วจะแวะมาหาพี่ไหม

หวาน : ได้ค่ะ

ศิลป์ : ไม่เคยไปเดินตลาดนัดที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิต พาพี่ไปหน่อยได้ไหม

หวาน : จริงหรือคะ ไม่เคยไปเดินตลาดนัดที่ไหนเลยจริงๆ หรือคะ

ศิลป์ : จริง

หวาน : โอเคค่ะ หวานจะพาไป มีของกินเยอะแยะเลยค่ะ

ศิลป์ : ครับ แล้วตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่หรือ

หวาน : กำลังดูละคร แล้วพี่ศิลป์ล่ะคะ

ศิลป์ : อยู่ในห้องนอน ว่าจะทำงานที่หิ้วมาจากที่ทำงาน

หวาน : ขยันจัง

ศิลป์ : คุยกับรำเพยเมื่อกี้ รำเพยบอกว่าเพื่อนๆ ยังไม่รู้ว่าเรากำลังคบกัน

หวาน : ว่าจะบอกอาทิตย์หน้าค่ะ ในงานเลี้ยงนั่นแหละ ให้ป้อมกรี๊ดกร๊าดให้ร้านแตกไปเลย [รูปหัวเราะฮาๆ]

ภูศิลป์มองรูปหัวเราะฮากร๊ากที่หวานส่งมาให้ด้วยความรู้สึกเบิกบานอย่างบอกไม่ถูกจนมุมปากแต้มยิ้มน้อยๆ และหลุดหัวเราะออกมา เพราะนึกถึงเพื่อนของรำเพยและหวานทั้งสองคนขึ้นมา ซึ่งก็คือหญิงกับป้อมที่ยังแวะเวียนมาเยี่ยมรำเพยกับลูกบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

เขารู้ว่าป้อมเป็นชายแค่เพียงร่างกาย แต่ใจนั้นเป็นหญิง ท่าทางและนิสัยเป็นคนเปิดเผยพูดจาฉะฉาน เสียงดังฟังชัด ส่วนหญิงนั้นนิสัยและท่าทางไม่ต่างจากป้อมสักเท่าไหร่ เพียงทว่าเรียบร้อยกว่านิดหนึ่ง

หวาน : รู้ไหมคะ ป้อมชอบพี่ศิลป์

ศิลป์ : จริงหรือ แต่พี่ไม่ชอบผู้ชาย

หวาน : ดีแล้วค่ะ มาชอบผู้หญิงอย่างหวานดีกว่านะ

ศิลป์ : ครับ

ภูศิลป์ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้กำลังยิ้มกว้างมากกว่าเดิม ทั้งที่หวานก็ไม่ได้พูดจาอ่อนหวานอะไรด้วย เป็นคำธรรมดาที่คือความจริง แต่เขากลับรู้สึกเบิกบานอารมณ์ดี

หวาน : พรุ่งนี้ก่อนขึ้นรถไฟฟ้าจะส่งข้อความไปหานะคะ

ศิลป์ : ครับ

หวาน : ไม่มีอะไรแล้ว ขอดูละครต่อก่อนนะคะ

ศิลป์ : ครับ


ทางด้านของหวานที่กำลังมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้ใบหน้ามีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายชวนคุยอยู่ข้างเดียว เขาชวนคุยกลับมาบ้าง นั่นแสดงได้ว่าไม่ได้รังเกียจเธอ และเธอก็ไม่ได้รังเกียจเขา

ในช่วงเวลาห้าทุ่ม หลังจากที่ละครจบไปไม่นาน เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามาและแสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้น หวานที่กำลังจะนอนแล้วหันไปคว้าโทรศัพท์มือถือมาดูทันใด เพราะคิดว่าเป็นภูศิลป์ส่งข้อความมาหา แต่ไม่ใช่ กลายเป็นรำเพยแทน

รำเพย : วันนี้แม่อรคุยกับพี่ศิลป์ อยากที่จะให้พี่ศิลป์แต่งงาน

หวานอ่านข้อความแล้วย่นหัวคิ้ว แต่งงาน? แต่งกับใคร? ไม่ใช่ตนหรอกใช่ไหม เมื่อคิดเช่นนี้แล้วจึงส่งข้อความถามกลับไป

หวาน : แต่งกับใคร?

รำเพย : หวานไง

หวาน : หา!

รำเพย : เรื่องจริง

หวาน : เร็วเกินไปแล้ว [รูปตกใจ]

รำเพย : พี่ศิลป์ก็ว่าเร็วไป ไม่รู้จะไปกันรอดหรือเปล่า สมมุติว่าถ้าตกลง แล้วทางหวานจะตกลงหรือเปล่า

หวานนิ่งงันไปแค่อึดใจใหญ่ ใจอยากแต่งงานไหม คำตอบกำลังถูกส่งไปหารำเพย นี่ถ้าไม่ได้รู้จักกับภูศิลป์มาก่อน คำว่าไม่คงหลุดออกไปในทันทีโดยไม่มีการไตร่ตรองแม้สักนิด

หวาน : เอาสิ แต่งก็แต่ง อยากแต่งอยู่ เรื่องของพี่ศิลป์จะจัดการเอง

หวานมีความมุ่งมั่นที่จะจับภูศิลป์ให้อยู่มือเสียแล้ว ทำไมจะไม่ล่ะ ผู้ชายดีๆ แบบเขาหาได้ไม่ง่ายนักหรอก อีกทั้งแม่ผัวก็แสนจะใจดี ใจดีกับลูกสะใภ้อย่างรำเพยมากที่เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว ทุกอย่างดีไปหมด.. ก็เอาสิ!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น