นิยายรักสองเรา

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 2 นักเขียนคนโปรด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

เธอรู้ว่า P.U.Writer ไม่ใช่ผู้หญิงจากการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต แต่ไม่รู้ว่าเขามีหน้าตาแบบไหน อายุเท่าไร ชายแท้หรือว่ารักร่วมเพศ แต่ที่รู้ๆ ก็คือนิยายของเขาสนุกทุกเล่ม พอได้อ่านแล้วจะวางไม่ลง ใจกับกายมีอารมณ์ร่วมไปกับความรู้สึกของพระเอกนางเอกที่เขาสร้างขึ้น จนในบางครั้งคนอ่านอย่างเธอเกิดอาการอยากเป็นนางเอกในนิยายเล่มนั้น ยิ่งฉากรัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สำนวนผู้ชายอย่างเขากลับสร้างอารมณ์หวามไหวและทำให้ท้องไส้คนอ่านปั่นป่วนได้อย่างน่าพิศวง
“แกก็เอาไฟล์นิยายที่เคยแปลไปเสนอสำนักพิมพ์สิ” เนาวนุชเสนอแนะ
“ก็คิดว่าจะทำอยู่นะ ฉันอยากให้เขามีแฟนคลับเพิ่มมากขึ้น” พรรัตนาคว้าเมนูแล้วหันไปโบกมือเรียกบริกร “สั่งอาหารหน่อยค่ะ”
“เสนอพี่บรรณาธิการที่แกทำงานด้วย” เนาวนุชพูดต่อ
“ว่าจะโทรหาพี่เขาอยู่ เพิ่งส่งต้นฉบับที่แปลเสร็จไปให้เมื่อกี้”
“โทรสิ” อีกฝ่ายยุ
“เออ ดีเหมือนกัน” เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เนื่องจากอยากได้งานใหม่มาแปลด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้กินแกลบแทนข้าว หรือไม่ก็บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนปลาทู
“ฮัลโหล พี่นุช มดเองค่ะ” เธอบอกปลายสายทันทีที่กดปุ่มรับ “มดส่งต้นฉบับไปให้แล้วนะคะ”
“พี่ได้รับแล้ว ทำงานไวเหมือนเคย พี่จะส่งต้นฉบับใหม่ไปให้นะ” ปลายสายตอบกลับมา
“ค่ะ” เธอยิ้มร่า ดีใจที่มีงานทำอย่างต่อเนื่อง “เออพี่ มีนิยายของนักเขียนคนหนึ่งสนุกมาก เขาออกมาเจ็ดเล่มแล้ว แต่ยังไม่มีสำนักพิมพ์ไหนซื้อลิขสิทธิ์มาแปลเป็นภาษาไทย พี่ซื้อมาแปลสิ มดการันตีเลยว่าสนุกมาก”
“ของใคร?”
“พี.ยู.ไรเตอร์”
“อ๋อ..” ปลายสายครางเพราะว่ารู้จักชื่อ แต่ยังไม่เคยอ่านผลงาน
“มดมีนิยายของเขาทุกเล่ม เดี๋ยวมดส่งให้” เธอดันนิยายของเขาให้แปลออกมาเป็นภาษาไทยสุดฤทธิ์ “แล้วก็.. มดเคยเอานิยายเล่มแรกๆ ของเขามาแปลเป็นภาษาไทยเล่นๆ เดี๋ยวมดส่งให้อ่าน”
“โอเค ส่งมาก็แล้วกัน ขอพี่อ่านก่อน”
“ค่ะ”
ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน ความต้องการของเธอจะเป็นจริง นิยายของเขาจะมีฉบับภาษาไทย และแฟนนิยายของเขาในประเทศไทยก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“สั่งอะไรดีคะ?” บริกรถามเธอและเนาวนุช
“ข้าวหนึ่งโถ ต้มยำโป๊ะแตก กุ้งแช่น้ำปลา ผัดคะน้าหมูกรอบ และปลาช่อนลุยสวน” เธอหันไปสั่งรวดเดียวด้วยความรวดเร็วเพราะหิว พอบริกรเดินออกไป เนาวนุชก็พูดขึ้น
“แกเลี้ยงน่ะมื้อนี้”
“เออ ฉันเลี้ยง เลี้ยงขอโทษที่มาสายอีกแล้ว กับขอบคุณที่ให้บัตรไปงานบอลและนิยายเล่มใหม่ของพี.ยู.ไรเตอร์”
และในขณะที่ทั้งสองกำลังรับประทานอาหาร เนาวนุชไม่วายบ่น ตามองตรงมาที่เธอเขม็ง
“ตั้งแต่แกลาออกจากงานมาเป็นนักแปลไส้แห้ง นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว ดูแกแต่งตัวสิ ซอมซอสุดๆ”
เมื่อก่อนเธอทำงานเป็นเลขาฯ ทนายฝรั่ง การแต่งตัวโดยมากจะสวมเดรส ชุดสูท ใส่รองเท้าส้นสูง และแต่งหน้าเหมือนเนาวนุช ส่วนปัจจุบันก็สวมแต่กางเกงยีนส์ เสื้อยืด และรองเท้าผ้าใบ อีกทั้งหน้าตาก็ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางเลย นอกจากผัดแป้งเด็ก
“แหม.. ก็อยู่แต่ในบ้าน จะให้แต่งตัวสวยไปอวดใคร” เธอตอบออกไป
“ระวังเถอะ แกจะขึ้นคาน”
“ฉันก็ว่าขาฉันข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนคานแล้วนะ” เธอลาออกจากงานด้วยความเบื่อเพื่อนร่วมงานที่ไม่ถูกกัน จากนั้นก็ผันตัวมาเป็นนักแปล ซึ่งเริ่มต้นหางานจากการส่งอีเมล์ไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์นิยายแปลออกมาขาย แต่ก่อนที่จะได้งานมาทำ เธอต้องทดสอบแปลให้บรรณาธิการอ่านสำนวน เนื่องจากเธอยังเป็นมือใหม่ อาจจะไปแปลนิยายของนักเขียนต่างประเทศผิดก็เป็นไปได้
“ข้างเดียวที่ไหน สองข้างแล้ว” อีกฝ่ายพูดขึ้นอีก “ขืนแกหมกตัวอยู่แต่ในรู ไม่ออกไปไหนมาไหน แถมแต่งตัวอย่างนี้ แกขึ้นคานทองนิเวศแน่นอนยัยมด”
“อ้าว มาแช่งกัน”
“ไม่ได้แช่ง ฉันพูดความจริง”
“แล้วแกจะให้ฉันแต่งตัวสวยอวดตัวเองหรือ วันๆ ก็นั่งอยู่ที่หน้าคอมฯ กับรับโทรศัพท์” เธอเถียงอย่างเคยปาก ตั้งแต่คบกันมาก็พูดจาจิกกัดกันอย่างนี้ตลอด
“นี่ไง ฉันเลยให้บัตรแกไปเปิดหูเปิดตา แต่ดันไม่อยากไป” เนาวนุชว่าเข้าให้
“ก็มันไกล แต่ตกลงว่าจะไปแล้วไง” เธอยิ้มกว้าง
“ถ้าไม่บอกว่าจะเจอดารา แกคงไม่ไป” อีกฝ่ายตวัดตาค้อน
“เออสิ มันไกล”
“แกนี่นา.. จริงๆ เลย” เนาวนุชเถียงไม่ออก
“ว่าแต่ฉัน ขาแกก็เหยียบคานข้างหนึ่งแล้วเหมือนกัน” เธอย้อนเข้าให้พลางหัวเราะ
“ไม่รู้เสียแล้ว” เนาวนุชยักคิ้ว ยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏอยู่บนใบหน้า “มีคนมาจีบฉันแล้วย่ะ”
“จริงหรือ แกพามาให้ฉันรู้จักหน่อยสิ อยากเห็นว่าตาบอดหรือเปล่า”
“ไอ้มด!” คนโดนแซวง้างไม้ง้างมือราวกับจะใช้ช้อนฟาดหัว
“ใคร?” เธอหัวเราะเสียงดัง “หล่อไหม ทำงานอะไร”
“หล่อสิ ไม่หล่อ ฉันไม่เอาหรอก”
“หมายความว่ายังไง เขาจีบแกหรือว่าแกไปจีบเขา” เธอแซวอีก
“ไอ้บ้านี่ เขาจีบฉัน” อีกฝ่ายค้อนควัก
“จะพยายามเชื่อ ฉันคิดว่าแกถือกระบองตีหัวเขาลากเข้าถ้ำมากกว่า”
“ไม่รู้ล่ะ” เนาวนุชยังอารมณ์ดี แม้จะถูกเพื่อนแซวอย่างเจ็บๆ คันๆ “มีคนมาจีบฉันก็แล้วกัน ส่วนแกยังไม่มี”
“เออ เยาะเย้ยไปเถอะ นัดกินข้าวครั้งหน้า แกพามาด้วยนะ ฉันอยากรู้จัก”
“นี่.. ฉันจะบอกความลับให้” อีกฝ่ายลดเสียงพลางชะโงกหน้ามาพูดกันใกล้ๆ
“อะไร?” เธอเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“ฉันไปฮ่องกงกับเขา”
“ไวไปไหมแก รู้จักกันกี่เดือน” ความกลัวเพื่อนช้ำใจผุดขึ้นมาในอก
“เดือน” เนาวนุชตอบ
“เฮ้ย! เดือน! แล้วไปกันกี่คน” พรรัตนาตาโต
“สองคน แก.. ฉันอายุยี่สิบแปดแล้วนะ แกเองก็เหมือนกัน เราไม่ใช่เด็กอายุสิบแปด”
“เออ อีกสองปีก็สามสิบ” เธอกระแทกเสียงตอบพลางตวัดตาค้อน ทั้งเข้าใจและเป็นกังวล
“ใช่ อย่าพูดเรื่องอายุเลย พอเถอะ” เนาวนุชโบกมือ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มให้เห็น
“ฉันกลับมาจากเที่ยวเกาะแล้ว แกพามาให้ฉันดูนะ” เธอย้ำ ต้องตรวจกับตาตัวเองว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนดีหรือไม่
เนาวนุชรับรู้ถึงความห่วงใย จึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดปุ่มอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ไปให้พลางพูดอย่างยิ้มๆ “รูปฉันกับเขา”
“แกยังไม่ได้บอกเลย เขาชื่ออะไร ทำงานอะไร อายุเท่าไร แล้วเจอกันได้ยังไง” เธอถามออกไปเป็นชุดขณะรับเครื่องเพื่อมาดูรูป
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนา พ่อแม่ฉันรู้จัก”
“โธ่ ทำไมไม่บอกแต่แรกว่ะ” พรรัตนาต่อว่า
“รู้จักกันในงานวันเกิดของแม่” เนาวนุชพูดไปหัวเราะไป “ชื่อพงษ์พัฒน์ ทำงานเป็นวิศวะในบริษัทอิตาลี อายุสามสิบเอ็ด ลูกชายเพื่อนแม่”
“อืม..” คนมองรูปอยู่ส่งเสียงคราง “หล่อดีนี่หว่า ขาว ตี๋ ลูกคนจีน”
“ใช่ เหมาะกับฉันไหม”
“เหมาะ ตายแล้ว ฉันต้องอยู่บนคานทองนิเวศคนเดียวหรือเนี่ย”
เนาวนุชหัวเราะ และเธอก็หัวเราะก่อนส่งโทรศัพท์มือถือกลับคืนไปพลางพูดไปด้วย
“แกให้บัตรฉันไปเที่ยว” เธอส่งโทรศัพท์มือถือกลับคืนไป “ฉันจะพกกระบองไปตีหัวหนุ่มที่นั่นสักคน เออ.. แล้วญาติแก หล่อไหม เป็นเจ้าของคฤหาสน์และรีสอร์ทด้วยนี่”
“หล่อ”
“โสดไหม?”
“โสด”
“น่าสน” พรรัตนายิ้มกรุ้มกริ่ม
“เขาไม่สนแกหรอก” อีกฝ่ายดักคอ
“อ้าว.. ทำไม ฉันออกจะสวย ออกจะน่ารัก ขี้เล่น นิสัยดี”
“ย่ะ ออกจะสวย ออกจะน่ารัก แกในตอนนี้มอซอสุดๆ” เนาวนุชกวาดสายตาขึ้นลงราวกับจะบอกว่าเธอเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ผมที่เคยปล่อยยาวสยายเต็มแผ่นหลังก็ถูกรวบเป็นหางม้าลวกๆ หัวหูดูกระเซอะกระเซิงไปหมด
“ฉันแปลงโฉมได้นะ สวมเสื้อผ้า แต่งหน้าหน่อย ก็สวยแล้ว” เธอทำตาปริบๆ แสดงสีหน้าใสซื่อ
“ไม่ ไม่เด็ดขาด” เนาวนุชโบกมือไปมา
“เออ.. ไม่ตีหัวญาติแกก็ได้ ตีหัวฝรั่งหล่อๆ แถวนั้นสักคน ยิ่งได้คนอยู่อเมริกายิ่งดี ฉันอยากเขียนนิยายภาษาอังกฤษส่งสำนักพิมพ์ที่นั่นให้ตีพิมพ์อยู่”
“แกนี่ฝันเฟื่องจริง” เนาวนุชเบรก
“ฉันเขียนได้นะ แต่ไม่มีช่องทางติดต่อนี่สิ ยาก” ท้ายเสียงใสบอกว่ายากจริงๆ
“เฮ้อ ฉันว่า.. แกไปสมัครงานออฟฟิศเถอะ” อีกฝ่ายแนะนำด้วยความเป็นห่วง
“ไม่!” พรรัตนาปฏิเสธ รอยยิ้มหายไป สีหน้าเซ็งๆ ปรากฏขึ้น “แกก็รู้ว่าทำไม เบื่อทำงานร่วมกันกับคนอื่น ทุกวันนี้ฉันมีความสุขดี จะตื่นหรือนอนเวลาไหนก็ได้”
“แล้วเงินพอใช้ไหม” เนาวนุชย้อนถาม
“พอสิ ขยันแปล เงินก็มา วันๆ อยู่แต่ในบ้าน พอหิวก็ออกมาหาอะไรกินข้างนอก วันหนึ่งฉันใช้เงินแค่ร้อยกว่าบาทเอง”
“เฮ้อ”
“ถอนหายใจทำไม เงินไม่พอใช้ ฉันก็โทรไปยืมแก” เธอหัวเราะ
“ย่ะ” เนาวนุชตวัดตาค้อน “ที่พูดเนี่ย เพราะเป็นห่วงนะ”
“เออรู้ ที่ถามแกเยอะ ก็เพราะเป็นห่วงเหมือนกัน” เธอตอบกลับ
“รู้ย่ะ”
สองสาวยิ้มให้กันและกัน หลังจากกินอิ่มกับพูดคุยกันอย่างจุใจ ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ติดต่อกันผ่านโทรศัพท์จนกว่าจะนัดพบกันอีกในไม่ช้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น