ตั้งค่าการอ่าน

ค่าเริ่มต้น

  • เลื่อนอัตโนมัติ
    CSI:Bangkok IV

    ลำดับตอนที่ #13 : แผนการร้าย (2) ตอนจบ

    • อัปเดตล่าสุด 18 ก.ค. 56


    เบญญาภากับปาราตีกำลังบันทึกและค้นตรวจห้องออฟฟิศมันมีเอกสารที่ไม่มากนัก และหลักฐานอะไรในการตรวจ เบญญาภาหยุดยืนดูแผนที่และภาพถ่ายต่างๆในห้องก่อนบันทึกและเก็บมาดู ในขณะที่วนัสกำลังใช้เครื่องเจาะรหัสเจาะลงไปในคอมพิวเตอร์

                “พวกเขาตั้งใจทำอะไร กองกำลังรับจ้างเหรอ” ปาราตีพยายามจะหาประเด็นมาตอบเรื่องนี้

                “มีแต่ภาพในกรุงเทพสองฝั่งแม่น้ำ สนามหลวง อรุณอัมรินทร์ สะพานข้ามแม่น้ำ อะไรของมัน”

                “โบว์โทรมาบอกว่าสอบปากคำไม่ได้เรื่องเลยไม่พูดอะไรสักคำยกเว้นคนที่กรสอบ”

                “หวังว่ากรจะตอบทุกประเด็นปัญหาของเราตอนนี้ได้”

                “โอ้พระเจ้า นี้มันสูตรระเบิด ทำเป็นเรื่องเป็นราว ทีเดียว ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกลบแต่ผมจะพยายามกู้กลับคืนมา”

                ทันใดนั้นนพรัตน์กับภูวดลก็วิ่งขึ้นมาพร้อมกับกระเป๋าสีส้มพลาสติกและเครื่องตรวจหาคลื่นความถี่ระเบิดและนพรัตน์ก็พูดขึ้นพร้อมกับภูวดลที่กางกระเป๋าออก

                “ผมว่าการสาเหตุไม่สำคัญแล้ว เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในนี้ มันไม่อยู่แล้ว”

                “ฉันต้องโทรศัพท์” เบญญาภาพูดพร้อมคว้าไอโฟนขึ้นมากดเบอร์ทันที

                วีรภาพลุกขึ้นจากเก้าอี้ในห้องทำงาน ทันทีที่รับสายโทรศัพท์จากเบญญาภา เขารีบวิ่งออกจาห้องไปที่ห้องสอบสวนที่กรวิกกำลังสอบสวนอยู่ มันล็อคเขาเคาะห้องจนกรวิกเดินมาเปิด

                “อะไร”

                “เบญกับพวกตรวจที่โกดังแล้วระเบิดถูกนำไปวางแล้ว ที่นั้นมีหลายจุดเราไม่รู้มันจะเริ่มทางไหน”

                “ตอนนี้กี่โมง”

                “แปดโมงเช้า เราทำงานกันทั้งคืนในวันหยุด”

                “มีเวลาสองชั่วโมง วีจัดคนมาคุ้มครองพยานเขาได้ธิบายทุกอย่างหมดแล้วฉันบันทึกทุกอย่างไว้ ฉันรู้ว่าเป้ามหายของพวกนี้คืออะไร”

                “อะไร”

                “ลอบปลงพระชนม์ มันจะฆ่าในหลวง”

                กรวิกกระโดดลงจากรถเชฟโรเล็ตของกรมที่กลางถนนราชดำเนินในด้านหน้าศาลฎีกา ตำรวจทหารระดมกำลังมาค้นหารอบบริเวณและพยายามจะกันคนออกไปแต่ผู้คนที่มารอรับเสด็นพระราชดำเนินเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเต็มไปหมด วีรภาพ เบญญาภา นพรัตน์ ภูวดล พนิดาและนมัสที่อยู่บ้ายรถเชฟโรเล็ตของกรมเพื่อหาสัญญาณคลื่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวิ่งออกมาจากพระบรมมหาราชวังทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบเต็มยศ

                “กรวิกนี้มันเรื่องจริง”

                “จริงสะยิ่งกว่าจริง ผมสามารถรายงานอธิบายได้ทั้งวันเลยละแต่ตอนนี้ผมต้องการหาระเบิดก่อน”

                “มันทำได้ไง”

                “มันระเบิดรถผมได้ผมว่าแค่รถพระที่นั่งเสด็จผ่านไม่น่าจะยากอะไร”

                “ท่านนายกเริ่มกังวลแล้ว”

                “ผมว่าท่านให้อยู่ในนั้นแหละปลอดภัย ผมได้รูปแบบระเบิดแต่ไม่รู้ว่ามันจะวางยังไงเพราะพยานที่ทำระเบิดเองก็ไม่รู้อะไรในขั้นตอนการวางแผน ดูเหมือนพวกมันเองก็ไม่วางใจเขาแล้ว”

                “แต่ยังมีประโยชน์เลยเลี้ยงไว้”

                กรวิกพยายามมองไปรอบๆกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ วีรภาพและคนอื่นเองก็พยายามตรวจหาจนกรวิกเริ่มสังเกตเห็นที่ซุ้มกลางถนนด้านป้อมกำแพงพระบรมมหาราชวังจุดที่รถพระที่นั่งจะวิ่งผ่าน แล้วเขาก็นึกภาพที่กิติพัชร์วาดให้ เขาเดินไปที่ระหว่างนั้นและมองที่ขากางเกงตัวเอง

                “อะไรเหรอกรวิก”

                “ท่านครับอย่าเดินเข้ามานะครับ” กรวิกหันมองตามพื้นไปเห็นเด็กชายวัย 16 ที่กำลังนั่งก้มหน้าและนิ่งนั่งตรงจนผิดปกติ กรวิกเดินตรงเข้าไปหาเด็กคนนั้น และนั่งลงมอง

                “ว่าไง ไม่เดินตามคนอื่นไปเหรอ”

                “ผมไปไม่ได้” เสียงพูดปนสะอื้นร้องไห้เขาเงยหน้ามองพร้อมใบหน้าที่น้ำตานองหน้า “ผมขยับมากไม่ได้ ถ้าขยับพวกเขาบอกว่าผมจะตาย” กรวิกเปิดเสื้อนอกที่เด็กคนนั้นสวมอยู่ ระเบิดสองทางเปิดสัญญาณหากัน เขาเจอระเบิดแล้ว

                วีรภาพกับพนิดาควบคุมการกั้นฝูงชนออกไปในขระที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินเข้ามาหากรวิกและพูดว่า

                “สำนักพระราชวังยังไม่เชิญเสด็จจนกว่าคุณจะจัดการได้ ผมแจ้งให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อม ผมให้คุณมีอำนาจเต็มทีในเรื่องนี้”

                “ครับท่าน” กรวิกเอาสเปร่ย์พ่นให้เห็นเลเซอร์ยิงสัญญาณดักคล้ายระเบิดกับดัก

                “กรมันยังไง  ทำงานยังไง”

                “มันเป็นระเบิดอตอมมิกระบุสัญญาณตัวระเบิด วัตถุที่วิ่งผ่านที่ไม่ใช่สเป็คของมันจะไม่ทำงาน ผมคิดว่าวัตถุที่ระบุไว้นั้นก็คือรถพระที่นั่งเชฟโรเล็ตคาราแวน มีธงหน้ารถและออฟชั่นเสริม ทันทีที่รถพระที่นั่งมาถึงตรงนี้ ก็จะเหมือนรถของผมมันจะระเบิดทันทีแต่ต่างกันตรงที่เป็นระเบิดที่มาสองทางรถพระที่นั่งจะถูกอัดก็อปปี้ แรงพอๆกับเครื่องบินบินชนกันกลางอากาศ”

                “และเด็กคนนั้นรวมถึงคนรอบๆจะตายหมด”

                “ใช่คุณจำความแรงจากระเบิดรถผมไหม คนทำตั้งใจไม่ให้ผมตายแต่อันนี้ผมคิดว่าไม่เขาคงถูกคุมเข้มตั้งแต่ฆ่าผมไม่ได้”

                “กร” เบญญาภาเดินเข้ามา “แม็กแก้ระเบิดไม่ได้เขาเคยเห็นแต่ซากไม่เคยเห็นรูปแบบระบบของมัน หน่วยกู้ระเบิดของทหารเองก็ทำไม่ได้”

                “งั้นเราก็ต้องให้คนที่เคยเห็นจริงๆ” กรวิกหันไปทางมนัสที่ยืนมองดูจากหลังรถ เขาเลยตะโกนเรียกทันที “นัด”

                “ครับ” มนัสวิ่งมาอย่างเร็ว

                “นายเห็นรูปแบบระเบิดในเครื่องคอมของพวกนั้นแล้วใช่ไหม”

                “ครับ ผมเห็นแล้วแต่ศึกษาเดี๋ยวเดียวอย่าบอกนะ”

                “ใช่ แต่ฉันจะให้นายปรึกษากับผู้ประกอบระเบิดและให้ทุกอย่างที่นายต้องการ นัดชีวิตเด็กคนนั้นฝากไว้ที่นายแล้วนะ”

                “นายทำได้นัด” เบญญาภาจับไหล่ให้กำลังใจ เสียงโทรศัพท์กรวิกดังขึ้นมาณัฐพัชร์ต่อสายตรงมาจากห้องควบคุมพิเศษหรือเซฟเฮาท์ที่กิติพัชร์อยู่แล้ว

                “ว่าไง”

                “ผมทำได้ ขอถุงมือและคอมของพวกนั้นด้วยเฮทเซดมาผมพร้อมแล้ว”

                กรวิกยืนดูตรงกลางถนนพร้อมกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ไม่กลัวไปหลบเหมือนคนใหญ่คนโตอื่นๆ มนัสนั่งอยู่ที่ฐานรูปภาพซุ้มเฉลิมพระเกียรติ เบญญาภายืนอยู่ห่างออกไปหลังแนวปลอดภัยกับแม่ของเด็ก นพรัตน์เดินมานั่งข้างเด็กคนนั้นที่กลัวเต็มที

                “นายชื่ออะไร ชื่อเล่นนะ”

                “บอมครับ”

                “โอเค ฉันชื่อนพ รู้ไหมตอนเด็กฉันหนีเรียนมานั่งแถวนี้บ่อยผ่านมาเป็นสิบแปดปีให้ตายเถอะไม่เปลี่ยนไปเลย”

                “ผมจะตายไหมครับ”

                “ไม่หรอก เพื่อนฉันตรงนั้นเขาเป็นอัจฉริยะที่เก่งที่สุด เขาไม่เคยทำให้เราผิดหวังอยู่แล้ว นี้บอมนายต้องเข้มแข็งนะแม่นายรออยู่ตรงนั้น”

                “ผมอยากไปหาแม่”

                “ใช่ ฉันก็เหมือนกันเอางี้เพื่อนายจะไม่กลัว ฉันจะอยู่ตรงนี้เป็นไง”

                “แล้วถ้ามันระเบิด”

                “เราก็ตายคู่ไง ดีออกไม่เหงาดีไหม” นพรัตน์ยิ้มให้และโอบไหล่เขา บอมยิ้มออกมานิดๆ และพยายามตั้งใจให้สงบ มนัสกำลังก้มดูและฟังพร้อมอธิบายโต้ตอบกันไปมาเขากดปุ่มและพยายามรีบูทระบบ กรวิกไม่ไปไหนจริงๆ เขายืนเป็นจุดศูนย์กลางด้วยความเชื่อมั่นเต็มที่ มนัสจับคันสวิทด้านในและหลับตาหายใจลึก ในช่วงไม่กี่นาทีนั้นมันกลับยาวนานเป็นชาติ ทุกคนแทบจะหยุดหายใจมันเงียบไปหมด และมือก็เลื่อนลงมาสับสวิทลงและสัญญาณก็ถูกตัด ไฟดับลงนพรัตน์ยิ้มออกมาคว้าเอามีดพับมาตัดสายออกและโยนระเบิดลงพื้นให้ภูวดลที่วิ่งมาเก็บไปเขาพาบอมลุกขึ้นและเดินไปทางที่เบญญาภาอยู่และผลักเบาๆ เด็กหนุ่มวิ่งอย่างเร็วเข้าไปหาแม่ร้องไห้ด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด กรวิกผ่นอลมหายใจเบาๆในขระที่ผู้บัญชาการตำรวจถึงกับปาดเหงื่อ กรวิกยกนิ้วให้มนัส เขาเองก็เหนื่อยหนักเหมือนกัน

                ข่าวการล้างบางกลุ่มรักชาติไทยที่มีเป้าหมายลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นข่าวดังในช่วงไม่กี่ชั่วโมง ผู้บัญชาการตำรวจและนายกรัฐมนตรีเอาจริงจังมามีผู้เกี่ยวข้องนับร้อยรวมทั้งรัฐมนตรีสองสามคนด้วย งานพระราชพิธีดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น กิติพัชร์ได้รับการคุ้มครองจากศาลและรับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีพิเศษ ส่วนซีเอสไอได้รับบคำชมและทุกคนได้รับบำเหน็จความชอบโดยได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญระดับช่อชัยพฤกษ์ พร้อมค่าบำเหน็จอีกตามระเบียบราชการ ในขณะที่เบญญาภา วีรภาพ นพรัตน์ ปาราตี พนิดา ภูวดลและมนัสกำลังดูรายงานข่าวอยู่ในห้องนั่งเล่น วิภาดาที่เดินผ่านมาก็หยุดถอยกับมาที่ประตูห้อง

                “ทุกคนอยู่นี้เอง”

                “คุณหมอ” วีรภาพพูด “ดูสิครับเราดังใหญ่เลย”

                “ใช่ แต่นี้ไม่รู้เรื่องเลยเหรอ เรื่องสำคัญนะ” ทุกคนต่างมองหน้ากันก่อนที่วิภาดาจะเฉลยออกมา

                ที่ห้องทำงานของกรวิก กรวิกกำลังเก็บของบนโต๊ะรวบรวมแฟ้มคดีต่างๆลงกล่องหลักฐานให้เรียบร้อยในขณะที่ณัฐพัชร์กำลังเก็บหนังสือลงจากชั้นหนังสือลงกล่องอยู่ เบญญาภาก็เดินนำทุกคนเข้ามาในห้อง

                “เรื่องจริงเหรอกร” เบญญาภาพูด “ล้อเล่นหรือเปล่า”

                “เก็บขนาดนี้คงล้อเล่นไม่ได้แล้วละ ผมลาออกจริงๆ”

                “กรไปไม่ได้นะ” นพรัตน์พยายามพูดแต่กรวิกยกมือตัดบทก่อนหันมาพูดกับทุกคน

                “มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าควรทำได้แล้ว หลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมได้คิดว่าชีวิตมีอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่และผมก็พลาดไปหลายอย่างเพราะว่ามัวแต่อุทิศชีวิตให้กับศพให้กับผี ผมรู้ว่าทุกคนจะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่มีเกียรติเราเรียกร้องความยุติธรรมและทำให้สังคมสงบสุข แต่สำหรับผมมันมากเกินไปแล้ว ผมเลยต้องไป ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะมีชีวิตธรรดาอยู่กับครอบครัวอยู่กับคนที่รัก” เขาหันไปมองณัฐพัชร์ที่ยิ้มให้ก่อนหันกลับมาพูดต่อ

                “ผมดีใจนะที่ได้ทำงานที่นี้ก็อย่างที่รู้ผมทำตั้งแต่บุกเบิกกรมนี้จนมานั่งในตำแหน่งนี้ ผมดีใจที่ได้มีทีมเก่งๆ พวกคุณเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน เราเหมือนครอบครัวผมดีใจมากจริงๆ และประทับใจในสิ่งที่เรามีให้กัน หลังจากนี้ไม่ต้องห่วงนะผมได้มือดีที่เก่งที่สุดมารับหน้าที่แทนแล้วเขาจะนำทีมและที่นี้ได้ยอดเยี่ยม อาจจะดีกว่าผมด้วย ส่วนผมก็จะได้ใช้ชีวิตเห็นแสงเดือนแสงตะวันสักที”

                “กร เราจะมีนายเสมอ” วีรภาพพูด “ถึงนายจะไม่อยู่ที่นี้แต่นายจะอยู่กับพวกเราเสมอในใจพวกเรา”

                “โอ้ว อย่ามาทำซึ้งนะ” กรวิกยิ้มและเข้าไปสวมกอดกับวีรภาพ

                “โชคดีน้องชาย” เบญญาภากอดกรวิกและทุกคนก็ผลัดกับกอดกรวิก แม้ว่าน้ำตาจะไหลแต่กลับมีรอยยิ้มอย่างมีความสุข อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้จากกันจนไม่มีโอกาสเห็นหน้ากันอีก

     

    ติดตามเรื่องนี้
    เก็บเข้าคอลเล็กชัน

    ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    อีบุ๊ก ดูทั้งหมด

    loading
    กำลังโหลด...

    ความคิดเห็น

    ×