[นิยายแปล] Nurturing the Hero to Avoid Death ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

ตอนที่ 8 : 7 ในวันที่ฝนตก (part 2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,818
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,203 ครั้ง
    7 มี.ค. 63

 

 

Nurturing the hero to avoid death | ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

7 ในวันที่ฝนตก (part 2)

 

ผมมาทันก่อนที่ลุงหมอจะปิดร้านอย่างเฉียดฉิว

 

สถานพยาบาลของหมู่บ้านจะเปิดทำการตั้งแต่สิบโมงเช้าไปจนถึงหนึ่งทุ่ม ผมทำเป็นมองไม่เห็นเข็มนาฬิกาที่เกินเวลามาเกือบสิบนาที สถานการณ์ฉุกเฉิน ยังไงก็น่าจะพอโอนอ่อนให้ได้ ผมให้ชูลิโอ้ลงไปเรียกลุงหมอส่วนตัวเองก็นั่งรออยู่ที่รถม้า ไม่กี่นาทีต่อมา ตาลุงสวมชุดที่ควรจะเรียกว่าชุดยูโดมากกว่าเสื้อกาวน์ท่าทางเกียจคร้านก็เดินออกมา

 

หมี

นั่นมันหมีชัด ๆ

 

เป็นหมีที่พองแก้มเหมือนกระรอก ปากก็พร่ำบ่นพึมพำ ๆ พลางเดินอืดอาดเข้ามา คนคนนี้ชาติที่แล้วต้องเคยเป็นหมีแน่ ๆ แถมยังชื่อว่าคุมะริโอ้ แบร์ มีแต่คำว่าหมีหมีอยู่ในชื่อเต็มไปหมด

(ไรท์: คุมะ แปลว่า หมีค่ะ)

 

ชูลิโอ้หยุดยืนอยู่ตรงหน้าหมี......แค่ก อาจารย์คุมะแล้วเปิดประตูรถม้า อาจารย์คุมะในเสื้อกาว์ก้มหัวขณะเข้ามาในรถม้าอย่างเชื่องช้า

 

"แยะเยอะวุ่นวายจริง ๆ ......เฮ้อ ให้ตายสิ รักษาคนไข้ฉุกเฉินจนไม่ได้กินกลางวัน พอมีเวลาได้กินข้าวก็ยังมีคนไข้ฉุกเฉินมาอีกรึーーーไง โอ๊ะ โอ๋!?"

 

เมื่ออาจารย์คุมะเห็นผมก็เบิกตากว้าง

 

"โอ้ววว!? ต...ตกใจหมด! นี่มันนายน้อยเลียนไม่ใช่หรือ! เอ๊ะ!? ก...เกิดอะไรขึ้น? มีอะไรหรือ!?"

 

ทำไมต้องลนลานขนาดนั้น ผมเมินคำพูดของอาจารย์คุมะ

 

"โชคดีที่มาทัน"

 

"ทันที่ไหนกัน เลยเวลาทำการมาตั้งนานแล้ว! ข้ากำลังกินข้าวเย็นอยู่เลย!"

 

"เรื่องนั้นคงต้องลำบากท่านแล้วอาจารย์ ขอโทษที่มากะทันหันแต่ช่วยรักษาตอนนี้เลยได้หรือไม่"

 

"ช่วยรักษา? ท่านหรือ?"

 

"ไม่ใช่ อัลเฟรดต่างหาก"

 

"อัลเฟรด? .......โอ้!? อะไรกัน มีคนอยู่อีกนี่ หรือว่านี่มันเจ้าหนูที่ไม่มีสัมมาคารวะของโบสถ์คนนั้น!? อย่าทำให้ตกใจสิ ให้ตาย!"

 

อาจารย์คุมะทำตาโตเท่าไข่ห่าน นี่นายตกใจอะไรนักหนามาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว!

 

"ช่างเถอะน่า รีบรักษาเร็วเข้า ไข้ขึ้นสูงมาก"

"โอะ โอ้ว......"

 

อาจารย์คุมะนั่งลงข้าง ๆ ผมแล้วเริ่มตรวจดูอาการให้อัลเฟรด เบาะนั่งที่น่าจะสามารถนั่งได้สามคนสบาย ๆ กลับคับแคบขึ้นมาทันตาเมื่อร่างท้วมของอาจารย์คุมะเข้ามา

 

"จะว่าไป บาดแผลสาหัสเอาการ......ไปทำอะไรมา?"

"......เจอหมดสติอยู่...ข้างถนน"

"......โอ้ว?"

 

คราวนี้อาจารย์คุมะหันกลับมามองผมด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ ทำไมต้องจับผิดกันขนาดนั้น มีปัญหาอะไรหรือไง ผมหลบตาก่อนจะเบนสายตาไปที่อัลเฟรดแทน จะให้อธิบายสถานการณ์ก็คงยาว ผมไม่คิดจะมานั่งเล่าให้อาจารย์คุมะหรอก เล่าไม่ได้ด้วย

 

"แล้วอาการเป็นยังไงบ้าง......"

 

"โอะ โอ้......อืม นี่มัน'พลังเวทเกินขีดจำกัด' น่ะ"

 

"พลังเวท เกินขีดจำกัด?"

 

"ใช่ ผู้ที่ล้มป่วยเพราะกักเก็บพลังเวทไว้ในร่างกายเป็นเวลานาน ตอนที่ข้ายังอยู่ที่เมืองหลวงก็เคยรักษาคนป่วยด้วยโรคนี้อยู่สองสามคน เมื่อภายในเกิดปัญหา ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมการปล่อยของพลังเวทได้ ปกติร่างกายของคนจะสร้างพลังเวทออกมาตลอดเวลา เหมือนน้ำที่เดือดปุด ๆ นั่นแหละ เมื่อสะสมพลังไว้มากเข้าก็อาจทำให้หมดสติได้เหมือนกัน ตั้งแต่ข้ามาที่หมู่บ้านนี้ คนที่หมดสติด้วยสาเหตุนี้ก็เพิ่งเคยเจอเจ้าหนูนี่เป็นคนแรกเนี่ยแหละ"

 

ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกได้ขึ้นมา อัลเฟรดเคยบอกว่าอาการไม่ค่อยดีเพราะควบคุมพลังตัวเองไม่ได้ หมายความว่าอาการของเขากำเริบตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเหรอ

 

ในเกมเองก็มีหลายครั้งที่ตัวเอกเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมา นั่นก็เป็นเพราะสาเหตุนี้อย่างนั้นเหรอ ในเกมแสดงให้เห็นเพียงแค่อารมณ์ที่พลุ่งพล่านอย่างผิดปกติจนคลุ้มคลั่งของตัวเอกเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงสาเหตุโดยละเอียด แต่นี่กลับมีแม้กระทั่งชื่อโรค

 

"เอาล่ะ รอเดี๋ยวนะ ในบรรดายาที่ข้านำมาจากเมืองหลวงเหมือนจะมียาระงับสำหรับอาการพลังเวทเกินขีดจำกัดอยู่ด้วย......"

 

หลังจะบ่นพึมพำคนเดียวหมี แค่ก อาจารย์คุมะก็เดินหายกลับเข้าไปในสถานพยาบาล ผ่านไปครู่หนึ่งอาจารย์คุมะก็กลับมาที่รถม้าพร้อมกับยาในห่อกระดาษขนาดเล็กกับแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ด้านในเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ยื่นตรงมาตรงหน้าผม

 

"นี่ไง ยานี้แหละ กินเช้า กลางวัน เย็นครั้งละหนึ่งเม็ดจนถึงคืนพรุ่งนี้ ตอนนี้ก็ป้อนให้ไปก่อนเม็ดหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าอาการก็คงจะดีขึ้นมากแล้วล่ะ"

 

"งั้นหรือ......"

 

ผมผ่อนไหล่ที่เกร็งลงอย่างโล่งใจ

 

โชคดีที่ยังรักษาให้หายได้ คิดถูกแล้วที่พามาที่นี่ ดีจริง ๆ ที่มียารักษาอยู่พอดี

 

"ข้าจะป้อนยาให้เขา ช่วยข้าหน่อยได้ไหม"

 

"โอ้ แน่นอน"

 

ผมขยับไปด้านข้างศีรษะของอัลเฟรดก่อนจะประคองเขาขึ้นมา ยังคงไม่ได้สติเหมือนเดิม เหงื่อไหลท่วมจนดูทรมานมาก ผมรับยาหนึ่งเม็ดมาจากอาจารย์คุมะแล้วพยายามสอดยาเข้าไปในปากของอัลเฟรดจากนั้นก็กรอกน้ำตามลงไป

 

"อัลเฟรด นี่ยา กลืนลงไป ทานยาแล้วจะได้หาย"

 

ไร้เสียงตอบรับ

 

แม้จะยังไม่ได้สติแต่ลูกคอกลับขยับ แสดงว่าน่าจะกลืนลงไปแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจหรือเป็นไปตามสัญชาตญาณของร่างกายก็เถอะ

 

"อืม......ไม่มีปัญหา ไม่เหลือยาในปากแล้ว"

"งั้นหรือ......"

 

ถ้ากลืนแล้วก็ดี

 

เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาผมก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะปะทะเข้ากับแววตาสีดำขลับของอาจารย์คุมะที่หรี่ลงและเผยรอยยิ้มออกมา

 

"อ...อะไร?"

 

"อื้ーม? เปล่านิ แค่......คิดว่านายน้อยเลียนเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ก็เท่านั้นเองขอรับ"

 

"!!"

 

ผมสะดุ้งและหยุดการเคลื่อนไหวอย่างหวาดระแวง อาจารย์คุมะไม่ได้ใช่คำพูดหยาบคายอย่างทุกครั้ง กลับใช้คำพูดสุภาพที่ดูเหมือนจงใจกวนประสาทผมเสียมากกว่า ท่าทางราวกับเห็นเป็นเรื่องสนุกที่ได้แหย่ผมเล่น

 

"จ...จะพูดอะไรกันแน่ ข้าไม่มีอะไร เปลี่ยนไปสักหน่อย"

 

"ไม่หรอก ๆ เปลี่ยนไปสิขอรับ......อย่างมากทีเดียว ท่านอ่อนโยนขึ้นมากเลยขอรับ ถ้าเป็นนายน้อยเลียนเมื่อก่อนไม่มีทางเก็บเด็กกำพร้าไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่หมดสติอยู่ข้างทางหรอกขอรับ"

 

"นั่น..."

 

ผมพยายามจะตอบโต้แต่ก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงท้อง

......จะว่าไปก็จริงของเขา

อาจารย์พูดถูกแล้วล่ะ ถ้าเป็นเลียนต่อให้เจออัลเฟรดนอนหมดสติอยู่ข้างถนนก็คงไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วย ถ้าเป็นเลียนคงดูถูกว่าเป็นแค่คนจนและมองด้วยสายตารังเกียจ

......ถ้าเป็นเลียนสิ่งที่เขาน่าจะทำมากที่สุดคงเป็นทำเหมือนไม่เคยรู้จักแล้วจากไป

 

น่าจะเป็นเช่นนั้น

แต่ว่า

 

ทั้ง ๆ ที่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่บังเอิญไปเจอเข้าแต่กลับจะให้ปล่อยทิ้งไว้มันก็...

 

อัลเฟรดดูทรมานมากขนาดนั้น

ไหนจะแผลเต็มตัว

ไข้ขึ้นสูง

จะให้ปล่อยไว้ท่ามกลางความมืดและเย็บเฉียบ ไร้คนสัญจรเช่นนั้นได้ยังไง

ปล่อยไว้จนเช้า

 

แม้จะเจ็บปวดเจียมตายแต่ก็ต้องทนอยู่คนเดียวーー

 

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของอาจารย์คุมะหายไป คราวนี้เขาขมวดคิ้วจนเป็นเลขแปด ทำสีหน้ายุ่งยากใจพลางลูบเคราของตัวเอง

 

"......อา โทษที ขอโทษ ข้าผิดเอง ข้าเองก็พูดเกินไปหน่อย ข้าไม่ได้คิดจะต่อว่าท่านหรอก ดังนั้นเลิกทำหน้าแบบนั้นเสียที จะว่าไงดี ข้าแค่นึกสนใจเท่านั้น อืม รู้สึกน่าสนใจ แค่คิดว่าท่านเองก็เป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนกัน จากนี้คงต้องมองท่านใหม่แล้ว"

 

ผมยังคงนิ่งงัน

สำหรับอาจารย์คุมะนั้นอาจจะเป็นคำชม? ก็จริง แต่สำหรับผมมันไม่ใช่เลย มันหมายความว่าผมแสดงเป็นเลียนได้ไม่เหมือนเลยสักนิด

 

การเป็นเลียนนี่ยากจริง ๆ

 

ผมกับเลียนต่างกันเกินไป พอคิดว่าไม่ว่าจะพยายามยังไง สุดท้ายผมก็จะหลุด'ตัวตัวของผม' ออกมาอยู่ดี กำลังใจที่จะพยายามก็ต่อหดหายไปด้วย ผมรู้ดีอยู่แล้ว ตัวผมรู้ดีที่สุด

 

ไม่ว่ายังไงนี่มันก็ยากเกินกำลังของผม

การมาอยู่ในร่างคนอื่นและต้องแสดงให้เหมือนชีวิตของคนคนนั้น ถ้าแค่ฟังดูก็อาจจะน่าสนุก แต่สำหรับผมมันไม่สนุกสักนิด! ชีวิตอย่างเลียน! ผมไม่เข้าใจชีวิตของนายน้อยเศรษฐีผู้เอาแต่ใจแม้แต่น้อย! ผมเป็นแค่คนธรรมดานะ!

ปวดท้องอีกแล้ว!

แล้วยิ่งต้องมาทำตามที่ท่านเทพธิดาขอร้องก็ยิ่งกดดันและเป็นภาระเข้าไปใหญ่!

 

"อืม อืม น่ายินดี ๆ ข้าเบาใจแล้วล่ะ อนาคตของหมู่บ้านที่ข้าเคยเป็นห่วง ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาแล้ว!"

 

อาจารย์คุมะกอดอก กล่าวพึมพำพลางพยักหน้ากับตัวเองว่าถ้าผู้ถือครองที่ดินรุ่นต่อไปมีแต่เจ้าพี่ชายเจ้าสำราญนั่นคงปวดหัวน่าดู ชูลิโอ้ที่แอบมองจากด้านนอกของรถม้าก็เผยรอยยิ้มขมขื่น ถึงจะไม่พูดออกมาแต่ชูลิโอ้ก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน

 

ผมจะพูดเองก็กระไรอยู่ แต่ถ้าผู้สืบทอดคนต่อไปเป็นคุณพี่จริง ๆ ก็.....รู้สึกหดหู่จริง ๆ นั่นแหละ น่าปวดหัวจนเผลอคิดไปว่า......ในอนาคตหมู่บ้านนี้จะเป็นอย่างไรต่อ

 

"ถ้ามีนายน้อยเลียนอยู่ ข้าก็เบาใจ"

 

ไม่ไหวหรอก

อย่าฝากความหวังไว้ที่ผมเลย

 

"ป...ประเมินข้าสูงไปแล้ว ขอบคุณที่ช่วยรักษาให้ ค่ารักษาข้าจะออกเอง เท่าไรหรือ"

ผมพยายามจบบทสนทนาโดยหยิบกระเป๋าตังค์ออกมา

 

"โอะ? โอ้ นั่นสินะ......โทษที ยานั่นเป็นของล้ำค่ามาก ราคาค่อนข้างสูง ท่านจ่ายไหวหรือ"

"ไม่มีปัญหา ข้าไม่เหมือนท่าน ข้ามีเงินเยอะ"

 

ผมลองพูดอย่างหยิ่งยโส พยายามกลับเข้าที่เข้าทางแม้เล็กน้อยก็ยังดี

 

อาจารย์คุมะเลิกคิ้วข้างหนึ่งแล้วพ่นลมหายใจ

 

ราคาที่ต้องจ่ายสูงอย่างที่อาจารย์พูดแต่ก็พอยอมรับได้เพราะเป็นยาพิเศษ อีกทั้งโลกนี้ก็ไม่มีระบบประกันสุขภาพจึงต้องจ่ายจำนวนเต็ม สำหรับชาวบ้านทั่วไปอาจเป็นจำนวนเงินที่มากจนจ่ายไม่ไหวแต่สำหรับเลียนกลับไม่ใช่ปัญหา

 

ไม่สิ หากเป็นชาวบ้านคนอื่นล่ะก็ อาจารย์อาจจะบอกจำนวนเงินที่น้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะผมมักได้ยินพวกคนแก่คุยกันบ่อย ๆ ว่าเขาเป็นคนไม่ค่อยรับเงินค่ารักษา อาจเพราะเป็นผมเขาจึงเรียกเก็บค่ารักษาตามความจริงหรือไม่ก็เพราะไม่ชอบขี้หน้าผมอยู่แล้วจึงจงใจเรียกเงินให้สูงกว่าปกติก็ได้

ช่างเถอะ

เรื่องปกติอยู่แล้ว ทั้งเลียนและคนในตระกูลต่างก็เป็นพวกเย่อหยิ่งถือดี ชอบวางก้ามทำตัวใหญ่โต ไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชมของคนในหมู่บ้านเท่าไรนัก

 

ผมจ่ายเงินไปตามจำนวนที่อาจารย์เรียก

ตาลุงทำหน้าตาอย่างกับกลืนเส้นเข้าไป อะไรอีก ก็จ่ายครบแล้วนี่ไง ทำไมต้องทำหน้าตาพิลึกพิลั่นขนาดนั้น มีปัญหาอะไรหรือไง ถ้าบอกว่ายังไม่พอ แม้จะเป็นผมก็ไม่ทนหรอกนะ

 

"ไม่ต้องทอน"

 

"เอ๋!? ม...ไม่สิ เดี๋ยว ไม่ใช่อย่างนั้น เอ๊ะ จริงหรือ ข้าไม่คิดว่าท่านจะยอมจ่าย......เอ๊ะ!? ไม่ ๆ ด...เดี๋ยวนะ! จะดีหรือ เงินมากขนาดนี้......!"

 

"ดีสิขอรับ ยาตัวนี้แพงไม่ใช่เหรอ ข้ากำลังรีบอยู่ ขอตัวล่ะ"

 

ผมดันไหล่ตาลุงที่อยู่ ๆ ก็ดูลนลานขึ้นมาให้ลงจากรถม้าแต่กลับไม่ยอมขยับแม้แต่นิดเดียว มันแคบนะเว้ย รีบลงไปเดี๋ยวนี้ตาแก่!

 

"น...นี่!? รอเดี๋ยวก่อน นายน้อย! โทษที ข้าผิดเอง ข้าจะคืนให้ท่านครึ่งหนึ่งーーーอุว้าก!"

 

ผมออกแรงผลักหลังอาจารย์จนเขาก้าวพลาดตกลงไปก้นกระแทกพื้นดังโครม

 

"เจ็บ! นี่ท่านทำอะไรเนี่ย!"

"ข้าไม่รับเงินคืนーーเชิญท่านจัดสรรให้ดี"

 

ผมเผยรอยยิ้มอวดดีอย่างทุกที

 

เดิมทีเงินนั่นก็มาจากภาษีของคนในหมู่บ้านอยู่แล้ว ถ้าเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ก็คงจะดีกว่า อีกอย่างถ้าหมู่บ้านนี้เกิดด่วนล่มไปเสียก่อนคงไม่ดีแน่

 

"ชูลิโอ้ ออกรถ"

"ข...ขอรับ!"

 

ชูลิโอ้ที่นั่งอยู่ที่บังเหียนออกรถพลางหันกลับมาหาผม

 

"นายน้อย จะไปที่ใดหรือขอรับ"

"......ไปที่โบสถ์"

"ขอรับ"

 

ชูลิโอ้มองผมด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

ยิ้มอะไรอีก ทำมายิ้มกรุ้มกริ่ม น่าโมโหจริง ๆ

 

ให้ตายเถอะ

แม่งเอ๊ย!

 

ผมประคองให้อัลเฟรดนอนลงที่ตัก รถม้าสั่นสะเทือนไปพร้อม ๆ กับผมที่กำลังวางแผนว่าจากนี้จะทำอย่างไรต่อไป แต่ก็คิดอะไรไม่ออก ดูเหมือนตอนนี้ผมเองก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะคิดอะไรต่อแล้ว เจ้าสมองนี่นายกะจะอู้งานหรือไง มันใช่เวลาไหม

 

"............อึก......"

 

เสียงครวญครางทำให้ผมตื่นจากภวังค์ก่อนจะรีบตรวจดูอาการของอัลเฟรด

 

หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนเกิดรอยย่น เหงื่อเม็ดใหญ่ผลุดออกมาและไหลท่วม ลมหายใจของเขาติดขัดไม่เป็นจังหวะ

 

"......อึก อา......"

 

ดูเหมือนกำลังฝันร้าย อัลเฟรดยกมือขวาขึ้น พยายามไขว่คว้ากลางอากาศราวกับกำลังหาบางสิ่ง

 

"............ก็ ได้......"

 

"อัลเฟรด? เป็นอะไร?"

 

ยังคงไร้การตอบสนองเหมือนเดิม ละเมอเหรอ

 

"......ใคร............"

 

ใครก็ได้?

กำลังหาใครอยู่กันแน่

 

"...........................ใคร............ก็ได้......"

 

ท่าทางของอัลเฟรดราวกับกำลังหาใครบางคน

 

เขาค่อย ๆ เก็บมือกลับมา แขนของอัลเฟรดล่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าราวกับยอมแพ้

 

เมื่อมือกลับมาอยู่ที่บริเวณหน้าอก

อัลเฟรดก็ถอนหายใจอย่างเจ็บปวด

 

ーーอา

 

เข้าใจแล้ว

 

ผมคิดว่าผมเข้าใจ

 

ーーตอนเด็ก ๆ ผมเองก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน

 

ตอนที่หลับไปเพราะพิษไข้เพียงคนเดียวในบ้านที่ไร้ผู้คน ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีใครอื่นอีกแล้วแต่ก็ยังเผลอร้องเรียกใครสักคน

 

ーーใครก็ได้ ช่วยผมด้วย

 

ผมเข้าใจーーการมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง และーーการอยู่ตัวคนเดียว

 

ผมกับอัลเฟรดมีบางอย่างที่คล้ายกัน

 

ไม่มีญาติ ไม่มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ให้พึ่งพิง ต้องกัดฟันใช้ชีวิตตามลำพังเพราะไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ที่ผ่านมาก็ถือแต่ทิฐิโง่ ๆ ทำราวกับการอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่ บอกตัวเองว่า อยู่ใครเดียวแล้วยังไง! สบายจะตาย! เราอยู่คนเดียวได้ก็เพราะเข้มแข็งกว่าคนอื่น

 

......ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นแบบนั้น

แต่ทุกครั้งที่ร่างกายอ่อนแอ จิตใจว้าเหว่ก็มักจะเผลอーーーーเรียกออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

ใครก็ได้

 

ใครก็ได้ ได้โปรดช่วยอยู่ข้าง ๆ ผมที

ช่วยกุมมือผมหน่อย

 

ปลอบผมหน่อยว่าผมจะไม่เป็นไร

ใครก็ได้ーーーーพ่อ แม่

 

ทว่าผมก็ผ่านช่วงที่อารมณ์อ่อนไหวมาก ๆ มาได้แล้วแต่ว่า

 

"......ไม่เป็นไร"

ผมตบหลังมือของอัลเฟรดเบา ๆ

 

"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้วนะ"

ーーผมในตอนนั้นเอง ก็อยากให้ใครสักคนปลอมประโลมผมแบบนี้

 

ไม่มีการสนอง

เหงื่อที่ไหลท่วมกับอาการหายใจระรัวทุเลาลงแล้ว ทว่ามือที่กุมผมไว้กลับบีบแน่นขึ้น

 

เหมือนจะรู้สึกตัวแล้วแต่ตาคู่นั้นยังคงปิดสนิท ถ้าปลุกขึ้นมาตอนนี้จะว่าลำบากก็ส่วนหนึ่งแต่ผมอยากให้เขานอนพักอีกสักหน่อยจนกว่าจะถึงที่โบสถ์ แม้ว่าแรงบีบที่มือผมจะแรงขึ้นทุกทีจนเจ็บนิ้วไปหมดแต่ผมก็ปล่อยได้เขาบีบอยู่อย่างนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ช่วยบ้าพลังให้มันน้อย ๆ หน่อย

 

คิ้วที่ขมวดเป็นปมของอัลเฟรดค่อย ๆ คลายออกทีละน้อย เสียงหอบหายใจก็เบาลงเช่นกัน ดูเหมือนยาจะออกฤทธิ์แล้ว

 

อืม จริงสิ

 

อัลเฟรดยังเป็นเด็กอยู่ แม้ความคิดความอ่านจะเหมือนผู้ใหญ่ แต่ที่จริงแล้วก็เพิ่งจะอายุสิบสี่เอง ถึงจะดึงดันแสร้งทำเหมือนว่าตัวเองสบายดีแต่คงจะเหงามากสินะ ทั้งยังมีเรื่องให้กังวลใจ ไม่ว่าเรื่องของตัวเองหรือเรื่องของอนาคต

 

เหมือนกับーーผม

 

 

รถม้าแล่นมาจนถึงประตูใหญ่ของโบสถ์ หลังจากให้ชูลิโอ้ช่วยประคองอัลเฟรด (แน่ล่ะ ผมแบกไม่ไหวหรอก) ผมก็เคาะประตู หลังจากเคาะอยู่สองสามที ผมก็ได้ยินเสียงตอบรับดังมาจากอีกฝากหนึ่งพร้อมกับเสียงฝีเท้าเบา ๆ ประตูค่อย ๆ แง้มออกปรากฏแม่ชีเฒ่าที่ตัวเล็กกว่าผมยืนอยู่ แก้มของเธอแดงเหมือนลูกแอปเปิ้ล เธอยืดหลังตรง ตาที่เหี่ยวย่นของเธอหยีราวกับกำลังแย้มยิ้ม ช่างเป็นหญิงชราที่ดูน่าทะนุถนอม

 

ถ้าจำไม่ผิดเธอชื่อว่าท่านมาเรียแอน ชาวบ้านที่สนิทสนมกับเธอจะเรียกเธอว่าท่านมาเรีย

 

"สวัสดีขอรับ ท่านมาเรีย ขออภัยที่มารบกวนยามดึก"

เมื่อกล่าวทักทาย ดวงตาเหี่ยวย่นของเธอก็เบิกกว้างเผยเห็นดวงตาสีโกโก้

 

"จ้ะ สวัสดี............เอ๊ะ? ตายจริง? แหม......นายน้อยเลียนไม่ใช่หรือเจ้าคะ! โบสถ์แห่งนี้ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ แล้ว เอ่อ......ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเจ้าคะ"

ดวงตาของคุณยายมาเรียสั่นไหวอย่างเป็นกังวล

อืม ผมเข้าใจ พ่อของเลียนーーเจ้าผู้ถือครองที่ดินคงไม่เดินเข้ามาที่นี่โดยไม่มีธุระอะไรหรอก! บางทีก็มาสั่งให้ลดจำนวนเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพราะรำคาญเสียงเด็กร้อง บางทีก็จะมายึดลานว่างของโบสถ์เอาไปสร้างไร่องุ่นสำหรับทำไวน์ หรือบางทีก็มาบอกว่าถ้าจัดสรรเงินบริจาคไม่ได้จะขอรับช่วงต่อเอง

 

ผมส่ายหน้าปฏิเสธ

"เปล่าขอรับ ข้าเจออัลเฟรดนอนหมดสติอยู่ระหว่างทางจึงพามาส่ง"

 

"อัลหรือเจ้าคะ!? หมดสติ!? อา แหม......ข้าก็เห็นว่าช่วงเขาอาการดูไม่ค่อยดี ยังบอกอยู่เลยว่าให้หยุดเรียนบ้าง......"

อา ร่างกายแย่จริง ๆ ด้วยสินะ

เด็กนี่ ถึงจะดูไม่ยี่หระแต่ก็ขยันเรียนอยู่ตลอด

 

หลังจากมาเรียสังเกตเห็นอัลเฟรดที่ชูลิโอ้แบกอยู่ก็เดินเข้าไปดูอาการอย่างเป็นห่วง

"ขอบพระคุณที่ช่วยอัลไว้เจ้าค่ะ เขาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ......"

 

"ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ อาการดีขึ้นแล้ว ข้าป้อนยาให้เขาไปแล้ว ตอนนี้แค่หลับไปเท่านั้นเอง"

 

"งั้นหรือเจ้าคะ......อา ขอบพระคุณจริง ๆ ......ข้าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี"

 

"อย่าลำบากเลยขอรับ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ให้ข้าพาไปส่งที่ห้องเถอะーーชูลิโอ้ ช่วยพาเขาไปที่ห้องที"

 

"ขอรับ ท่านมาเรียนำทางด้วย"

 

"แหม! แต่ว่า เอ่อ......ข ขออภัยเจ้าค่ะ......ขอรบกวนด้วยนะเจ้าคะ......"

ผมพยักหน้าพร้อมยิ้มให้เธอ เดิมทีผมก็ไม่คิดจะให้เธอแบกอัลเฟรดไปเองอยู่แล้ว มาเรียยิ้มให้อย่างโล่งใจ

 

"อา ขอบคุณมากเจ้าค่ะ.....ขอบพระคุณจริง ๆ กรุณารอสักครู่นะเจ้าค่ะ ข้าจะให้เด็กนำทางให้"

 

มาเรียส่งเสียงเรียกไปด้านใน ไม่นานก็มีเด็กผู้ชายบาดแผลเต็มหน้า ท่าทางซุกซนเดินออกมา ชูลิโอ้เดินตามทางที่เด็กน้อยแยงกี้นำทางให้ หลังจากนั้นพวกเด็กตัวกระจ้อยร่อยก็ค่อย ๆ ตามกันออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

"เชิญท่านเลียนด้านในเจ้าค่ะ"

"ข้าไม่เป็นไร"

"ฮุฮุ อย่าเกรงใจไปเลยเจ้าค่ะ วันนี้ยิ่งอากาศหนาวเหมือนฤดูหนาวอยู่ด้วย เข้ามาดื่มชาสักถ้วยให้ร่างกายอบอุ่นก่อนแล้วค่อยกลับเถอะเจ้าค่ะ"

 

เธอว่าพลางดันหลังผม ผมจึงต้องเข้าไปด้านในอย่างช่วยไม่ได้ ผมเดินตามเธอเข้าไปในโบสถ์

 

"อ๊ะ จริงสิ นี่ขอรับ"

ผมส่งห่อยาให้เธอก่อนที่จะลืม

 

"ยาขอรับ ให้ทานเช้า กลางวัน เย็นครั้งละหนึ่งเม็ด อาการจะดีขึ้น"

 

มาเลียเบิกตากว้างอีกครั้ง

 

"ตายจริง! ข้าควรจะพูดอย่างไรดี ขอบพระคุณเจ้าค่ะ! ทว่า......"

 

สีหน้าของมาเรียหมองลง

 

"ออกจะเป็นเรื่องน่าละอายไปเสียหน่อย ข้าจ่ายค่ายาไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ......ขอรับแค่ความรู้สึกก็พอแล้วเจ้าค่ะ"

เธอส่งคืนห่อยาที่ผมเพิ่งให้ไปกลับมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มให้เป็นเชิงขอโทษ

 

ผมรู้ เธอคงต้องกาจะบอกว่าเธอจ่ายไม่ไหว

 

ผมเบือนหน้าหนี

 

"ข้าไม่ต้องการเงินหรอก รับไปเถอะขอรับ อืม......นั่นสินะ ถือว่าเป็นของบริจาคแล้วกัน ท่านนำไปใช้เกิดประโยชน์เถอะ"

 

ที่นี่เป็นโบสถ์นี่ ถ้าเป็นของบริจาคเธอน่าจะยอมรับไว้

 

มาเรียอ้าปากค้างแล้วเงยหน้ามองผม เธอวางมือลงระดับอกแสดงสีหน้าลำบากใจพลางสายตาก็มองมาที่ผม หลังจากนั้นก็ยื่นมืออันเหี่ยวย่นออกมารับของไว้อย่างสั่นเทา

 

"จ...จะดีหรือเจ้าค่ะ ของแพงขนาดนี้......"

 

"ดีสิขอรับ เพียงแต่ーーーーข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องท่านเรื่องหนึ่ง"

 

"ขอร้อง?"

 

"ขอรับ ทั้งเรื่องยาแล้วก็เรื่องที่พามาส่งถึงที่นี่ อย่าบอกใครเป็นอันขาดนะขอรับ บอกพวกเด็ก ๆ ให้เก็บเป็นความลับด้วย......โดยเฉพาะกับอัลเฟรด"

 

"เอ๊ะ......"

 

"ข้าขอร้อง"

 

ไม่เช่นนั้นแล้วผมลำบากแน่

 

มาเรียจับจ้องมาที่ผม หลังจากนั้นก็เอียงคอ ท่าทางกำลังใช้ความคิด

 

"......อา หรือว่า............นั่นสินะ......เป็นแบบนี้สินะ?......อา......ใช่แล้วล่ะ......!"

 

เธอพึมพำ ๆ อะไรสักอย่าง ดวงตาสีโกโก้นั้นส่องประกายระยิบระยับ

 

"อ...เอ่อ?"

 

แก้มสีแอปเปิ้ลของมาเรียーーแดงระเรื่อขึ้นกว่าเก่า เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

"อา ฝันในตอนนั้นหมายถึงเรื่องนี้นี่เอง!"

"ข...ขอรับ?"

 

อะไรวะ

ฝัน?

 

อะไรอะ มีเรื่องนี้ในเนื้อเรื่องด้วยเหรอ ไม่นะ ผมว่าไม่

 

"ฝัน......หรือขอรับ"

"เจ้าค่ะ! จริงสิ! ก่อนหน้านี้ประมาณสองปี......ท่านเทพธิดามาเข้าฝันข้าและทรงบอกไว้เจ้าค่ะ!"

 

"เอ๊ะ?"

 

ท่าน เทพธิดา?

 

หรือว่า......

ถึงจะแค่คาดเดา แต่อย่าบอกนะว่าหมายถึงท่านเทพธิดาจอมเฉื่อยแฉะเลื่อนลอยคนนั้น!?

 

"ท่านเทพธิดาทรงกล่าวไว้ว่าอีกไม่นานจะมีผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือและชี้นำอัลปรากฏตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้ คนผู้นั้นมีผมสีเงิน เป็นผู้ที่มีจิตใจดี หากเมื่อใดที่ปรากฏตัวให้ข้าคอยช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่เจ้าค่ะ"

 

ผมหยุดหายใจไปในเสี้ยววินาที

 

ว...ว่าอะไรนะ......?

 

เดี๋......ยัยเทพธิดาาาาาา!?

เฮ้ยยยยยยย!!

 

อะไรฟะ......!

ช่วยบอกให้มันเร็วกว่านี่หน่อยสิ เฮ้ย!

 

พูดสิว่ามีคนคอยซัพพอร์ตผมอยู่ที่หมู่บ้านนี้ด้วย!

 

ถ้ารู้แต่แรกตูมาโบสถ์ตั้งนานแล้ว!

แล้วอะไรคือซัพพอร์ตท่านนี้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว!

แล้วตัวผมที่ประสาทกิน กรอกยาแก้โรคกระเพาะเป็นว่าเล่นอยู่คนเดียวตั้งนาน ผม...ความเจ็บปวดทั้งกายและใจนี้......

 

เชี่ยเอ้ยยยย!

ผมจะฟ้องคุณจริง ๆ นะ!? ผมจะเรียกค่าทำขวัญ!!

 

"แล้วท่านเทพธิดายังทรงกล่าวอีกว่า นี่เป็นความลับสุดยอด ห้ามให้ใครหรือแม้แต่อัลรู้เรื่องนี้เด็ดขาด ยังบอกว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะท่านผู้นั้นจะเป็นผู้นำทางโลกนี้ไปยังอนาคตที่ดีขึ้น ให้เชื่อมั่นแล้วให้ความช่วยเหลือเจ้าค่ะ......"

 

"ฮะ ฮะฮะ......เธอพูดแบบนั้นหรือขอรับ......"

 

"เจ้าค่ะ!"

 

ผมรู้สึกไร้เรี่ยวแรง

 

ให้ตายสิ

ผู้ที่จะคอยรับฟังเรื่องทุกข์ร้อนใจของผมอยู่ใกล้แค่นี้เอง

 

ผมขยี้เปลือกตา

 

ผมเหนื่อยมาก พูดเรื่องนี้กับใครก็ไม่ได้ ขอร้องใครก็ไม่ได้ーーーーผมทรมานมามากจริง ๆ

 

"ข้าไม่รู้ว่าหญิงชราอย่างข้าจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง แต่จะพยายามเจ้าค่ะ! ไม่ว่าเรื่องอะไรโปรดบอกมาเลยนะเจ้าคะ? ถ้าข้าทำได้ ข้าจะทำอย่างเต็มที่เจ้าค่ะ!"

 

"จะช่วย......ข้าหรือ"

 

"แน่นอนเจ้าค่ะ!"

 

มาเรียพยักหน้าด้วยรอยยิ้มอย่างกระตือรือร้น

 

"......ข้าคุยเรื่องนี้กับใครไม่ได้......ข้าตัวคนเดียว............"

 

"เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจ ท่านเลียนーーไม่สิ ท่านคือทวยเทพจากสวรรค์ที่ยืมร่างของท่านเลียนมาใช้ใช่หรือไม่เจ้าคะ"

 

ทวยเทพ?

"เปล่า ข้า......"

 

มาเรียพยักหน้าราวกับเข้าใจทุกอย่าง

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจ ท่านคือเทพที่ได้รับมอบหมายภาระหน้าที่จากท่านเทพธิดาให้ลงมาชี้นำหมู่บ้านนี้......ดังนั้นจึงต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ......อา น่าตื่นเต้นขึ้นมาเลย ไม่สิ เป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดเลยเจ้าค่ะ......! ไม่คิดเลยว่าข้าจะมีโอกาสได้พบบริวารของท่านเทพธิดา......!"

คุณยายพ่นลมหายใจอย่างระงับความตื่นเต้นไม่อยู่

 

เดี๋...ไม่เข้าใจอะไรเลยยยยยยยยย!

คุณยายคนนี้ไม่เข้าอะไรเลยยยยยยยยย!!

 

แล้วภาระหน้าที่อะไร ไม่มีเรื่องชนชั้นวรรณะแบบนั้นหรอก ก็แค่'มาช่วย' แค่นั้นเอง ถึงตอนแรกจะบอกว่ามาช่วยก็เถอะแต่สุดท้ายผมก็เป็นเพียงแค่เหยื่อที่โดยท่านเทพธิดาหลอกมา

 

ผมเบือนหน้าหนี

ต้องรีบแก้ข่าว

 

"ไม่เกี่ยวกับระบบชนชั้นอย่างภาระหน้าที่อะไรหรอก ข้าแค่ มา ช่วย อีก แรง ขอรับ"

 

ผมย้ำคำว่า มาช่วยอีกแรง เน้น ๆ ทีละคำ

 

"งั้นหรือเจ้าคะ"

"ขอรับ ดังนั้น......ผมจึงต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ"

 

ไม่เช่นนั้น

 

ทั้งเลียน คนในหมู่บ้าน และมาเรียーーทุกคนจะตาย

 

มีแค่ผมเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

ในค่ำคืนแห่งโศกนาฏกรรมอีกสี่ปีต่อจากนี้

 

ทว่าในตอนที่ผมตัวคนเดียว ผมคิดว่าคงไม่มีใครที่ผมสามารถปรึกษาด้วยได้ ผมผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างยากลำบากและนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้ง

 

ตอนนี้ผมไม่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ในตอนนี้ผมมีคนที่สามารถพูดคุยด้วยได้แล้ว มันมีความหมายต่อสภาพจิตใจของผมมาก

 

ราวกับปลดภาระลง ขาผมพลันอ่อนยวบก่อนจะผมจะล้มลงไปกองกับพื้น

 

"ท่านเทพบริวาร!? ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ!?"

 

มาเรียรีบนั่งลงมาอยู่ระดับเดียวกับผม เธอมองผมด้วยแววตาเป็นกังวลแล้วใช้มือลูบแผ่นหลังให้

 

"ม...ไม่เป็นไร แล้วก็อย่าเรียกว่าเทพบริวารเลยขอรับ.....เอ่อ เรื่องที่ท่านเทพธิดาบอกกับท่านมาเรีย หมายความว่าข้าสามารถเล่าทุกอย่างให้ท่านฟังได้ใช่ไหม"

 

มาเรียพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

 

"เจ้าค่ะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ระบายกับข้าได้เจ้าคะ แล้วก็ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่บอกใครแน่เจ้าค่ะ สาบานต่อชื่อของท่านเทพธิดา"

 

"งั้นหรือขอรับ......"

 

ผมก้มหน้างุด ให้มือข้างหนึ่งปิดบังใบหน้าเอาไว้

น่าสมเพชจริง ๆ

เข้มแข็งหน่อยสิ

ผมไม่เหมือนกับอัลเฟรด ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ

โดยเนื้อแท้น่ะ!

 

"อย่าเก็บไว้คนเดียวอีกเลยเจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่โบสถ์ตลอด ท่านมาได้เสมอเลยนะเจ้าคะ"

มาเรียใช้ร่างกายเล็ก ๆ นั่นสวมกอดผม

 

ฝ่ามือที่ลูบแผ่นหลังของผมช่างอบอุ่น

ผมปิดเปลือกตา เอนกายพิงเธอระยะหนึ่ง

 

 

————————

Note : ขอเปลี่ยนชื่อตอนที่มีสองพาร์ทจาก ตอนต้น - ตอนจบ เป็น part 1 - part 2 เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดนะคะ m(_ _)m

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.203K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,643 ความคิดเห็น

  1. #1524 Apoptosis (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 02:43
    พักผ่อนแหละบทนี้
    #1,524
    0
  2. #1226 kurikara2 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 14:04

    น้องเป็นผู้ใหญ่หรอมมม คิ้กค้าก ผู้ใหญ่แหละ
    #1,226
    0
  3. #1092 582201 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 14:28
    บทสนทนามีเครื่องหมาย..... ---
    จนรู้สึกแบบทุกคนดูติดอ่างหมดเลย
    #1,092
    1
    • #1092-1 akitsuki(จากตอนที่ 8)
      13 เมษายน 2563 / 15:19
      ต้นฉบับใส่มาแบบนี้เราเลยไม่อยากเปลี่ยนน่ะค่ะ;-;
      #1092-1
  4. #956 LlluminPss (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 00:45
    โอ๋นะเลียน แบกมาเยอะแล้วนะ
    #956
    0
  5. #930 sommah7777 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 01:21
    น้องเก่งมากนะ /กอด
    #930
    0
  6. #907 MitsukiCarto (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 11:56
    ปลดปล่อยออกมาให้หมดเลยลูกรัก!!
    #907
    0
  7. #847 hongyok025 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 06:20
    รู้เลยว่าตอนนั้นน้องทำสีหน้ายังไง...อยากกอดปลอบโอ๋นะ ชูลีโอ้ยิ้มอะไร! น่ารัก!
    #847
    0
  8. #820 Lormielis (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 13:59
    เก่งแล้ว
    #820
    0
  9. วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 12:18

    โอ๋ๆๆ... เก่งมากลูก แต่ตอนนี้หนูควรพักก่อนนะ

    #749
    0
  10. #626 Penkontalok (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 01:02

    ฮืออ สงสารน้อง กอดๆนะครับคนเก่ง

    #626
    0
  11. #613 mumuninnin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 23:18
    คนเก่ง
    #613
    0
  12. #453 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:00
    เก่งมากแล้ว
    #453
    0
  13. #223 SAOW (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:15
    โอยย บยย
    #223
    0
  14. #98 ◆SY (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 12:35
    โอ๋นะน้อง เหนื่อยมามากเนอะ ต่อจากนี้จะมีคนคอยรับฟังหนูแล้วนะ
    #98
    0
  15. #81 eyeyafa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 22:00
    คุณยายยายยยย
    #81
    0
  16. #79 ลิสลา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 19:09
    น้องงงง
    ชอบตอนนี้ คุณยายแม่ชีจะรับฟังเอง
    #79
    0
  17. #78 PanphoP (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 18:12
    มันหนักมันเหนื่อยมากเลยสิลูก ต่อจากนี้หนูเล่าให้ใครสักคนฟังไม่แล้วน้า น้ำหนักบนบ่าหนูลดลงนิดนึงแล้วนะคะ
    #78
    0
  18. #77 Lalilulelo (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 10:19

    คงกดดันแหละ เข้าใจเลยค่ะ
    ต้องมาอยู่ร่างคนอื่น ต้องสานต่อสิ่งที่คนอื่นเป็น
    และที่ยากสุดคือ คนอื่นที่ว่า ไม่ได้มีอะไรเหมือนเราเลยสักอย่าง ฝืนใจน่าดู 5555555

    เราเองเกรี้ยวกราดไม่ไหวหรอกนะ ถ้าสิงร่างคนที่โวยวายเก่ง คงงานเข้าอะ ขำ
    #77
    0
  19. #76 Blueheart (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 01:03
    อย่างน้อยก็มีคนคอยแบ่งเบาและรับฟัง น้องจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวคนเดียว
    #76
    0
  20. #74 Duistern (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 23:44

    ดีใจกับน้อง อย่างน้อยคุณแม่ชีก็สามารถทำให้น้องได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นไว้ได้บ้าง
    #74
    0
  21. #73 Shadow hope (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 22:58
    ตอนจบเหรอ??ทำไมถึงชื่อตอนถึงบอกว่าตอนจบ?
    #73
    0
  22. #72 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 22:58
    ดีใจกับเธออ แงงง สู้ๆนะ!!
    #72
    0
  23. #71 Bamdy_NK (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 22:50
    น้องงงงง //กอดดดด
    #71
    0
  24. #70 เต่าหมุน^0^ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 22:34
    แม่ชี เกรงใจไม่เข้าเรื่องเล้ย
    #70
    0
  25. #69 Klis (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 22:34
    หลังจากที่เหนื่อยคนเดียวมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีคนรับฟังน้องแล้ววว ฮืออออ
    #69
    0