[นิยายแปล] Nurturing the Hero to Avoid Death ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

ตอนที่ 37 : 27.5.5 ฝันสีขาวและแสงสีเงิน (อัลเฟรด's part) part 2*

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,430
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 356 ครั้ง
    27 เม.ย. 63

 

 

Nurturing the hero to avoid death | ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

27.5.5 ฝันสีขาวและแสงสีเงิน (อัลเฟรด’ s part) part 2*

(Note : เข้า part 2 แล้วนะคะ ไม่รู้จะเขียนเลขตอนยังไง TvT ช่วงแรกมีฉากดาร์กนิดหน่อยค่ะ)

 

พวกข้าก้าวเท้าเข้าไปยังหุบเขาด้านในโดยมีเลียนเป็นผู้นำทัพ

 

เมื่อแหวกกิ่งไม้กับเถาวัลย์ที่ขวางทางและมุ่งหน้าไปตามเส้นทางรกทึบ

 

ครู่ต่อมา――

 

ข้าได้ยินเสียงที่คุ้นหูเรียกหามีท เมื่อเดินไปตามที่มาของเสียงเรียก

ก็พบคุณเชดเดอร์กับคุณเกาด้า พร้อมด้วยชาวบ้านอีกสามคน

 

พวกข้ามาสมทบกับกลุ่มคุณเชดเดอร์ระหว่างทางได้อย่างปลอดภัย

 

――ตรงตามที่เลียนพูดไว้ก่อนออกเดินทาง

 

แม้กลุ่มคุณเชดเดอร์จะดีใจตอนเห็นพวกข้า ทว่าสีหน้าก็กลับไปหมองลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาส่งสายตาไปยังคุณเกาด้าที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล

 

ภายในมือหนาของคุณเกาด้าที่มีสีหน้าใกล้จะร้องไห้เต็มที――คือริบบิ้นยาวสีฟ้าที่เปรอะเปื้อน

ข้าจำริบบิ้นเส้นนั้นได้

ริบบิ้นเส้นโปรดของมีทที่เธอมักจะผูกติดผมไว้ตลอด

 

แม้จะไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่มีทคงถูกพามายังหุบเขาด้านในนี้จริง ๆ

 

เมื่อเลียนอธิบายแผนการคร่าว ๆ สำหรับสถานที่ที่เป็นไปด้วยสัตว์อสูร กลุ่มคุณเชดเดอร์ที่เดิมมีสีหน้าหม่นหมองก็เริ่มสดใสขึ้นมาเล็กน้อย พวกเขาบอกว่า ได้โปรดพาพวกข้าไปด้วย

 

เลียนมองไปยังกลุ่มคุณเชดเดอร์และพยักหน้า จากนั้น――เขาพึมพำเสียงเบา

ด้วยท่าทางที่ดูเบาใจลงส่วนหนึ่ง

 

――ว่า เท่านี้คนก็ครบแล้ว

 

คนที่จับเสียงพึมพำนั้นได้ คงมีเพียงข้า

เพราะหูข้าดีกว่าคนทั่วไป

 

แม้จะดีใจที่มาสมทบกับคุณเชดเดอร์ได้ แต่เพราะติดใจคำพูดแปลก ๆ ของเลียน ข้าจึงเผลอมองลงไปที่เขาโดยไม่รู้ตัว เลียนที่รู้สึกถึงสายตาของข้าเงยหน้าขึ้นมองข้าอย่างรวดเร็วและเผยยิ้มที่ดูเหมือนแสร้งทำก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดกับข้าว่า ไม่มีอะไรหรอก

 

เลียนเดินจากข้าไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว

 

อะไรกัน

ข้ารู้สึกเหมือนถูกหลบหน้า

ก่อนที่ข้าจะทันได้ถามอะไร

 

ข้ามองส่งแผ่นหลังของเลียนแล้วถอนหายใจอย่างพูดอะไรไม่ออก

 

 

คุณเกาด้าก้าวเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงขณะมองริบบิ้นสีฟ้าในมือ จากนั้นก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น

คุณเชดเดอร์ที่เดินตามอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วเป็นปมและตบลงที่แผ่นหลังนั้นป้าบใหญ่

 

“เฮ้ย! ให้ตายสิ ตั้งสติหน่อย เกาด้า! ยังไม่แน่ว่าจะเป็น ‘อย่างนั้น’ ซะหน่อย! อย่าเพิ่งยอมแพ้สิ! ถ้าพ่ออย่างเจ้ามาถอดใจเสียเองจะทำยังไงกันล่ะ!”

“ฮึก ฮึก ก็จริงแต่......ฮึก ข...เข้าใจแล้ว......พี่ใหญ่......”

“พับผ่าสิ......พูดก็พูดเถอะ เมื่อต้นเดือนข้าเพิ่งได้ยินจากสหายว่าไร่มันฝรั่งของมันโดน ‘กระต่ายเขี้ยว’ ที่ไม่ได้ออกจากป่ามานานเล่นงาน ไหนจะเมื่อวันก่อน มีตาแก่โหวกเหวกโวยวายเพราะไปเจอ ‘นกตาแดง’ สัญลักษณ์ความโชคร้ายนั่นอีก......คราวนี้ก็ยังมี ‘หมีกรงเล็บเลือด’ ที่ไม่ได้ลงเขามานานแล้ว นี่มันอะไรกัน......ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้มีแต่เรื่องแปลก ๆ ทั้งนั้น......ถ้าแค่คิดไปเองก็ดีสิ”

 

คุณเชดเดอร์ทำสีหน้ากลัดกลุ้มแล้วถอนหายใจอย่างหาได้ยาก

 

“ฟังที่เจ้าพูด ข้าก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้”

ชาวบ้านคนหนึ่งที่เดินอยู่ด้านหลังกอดจอบแนบอกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว

 

“......สมัยก่อน......ตอนข้ายังเด็ก......ท่านยายข้าเคยบอกว่า ‘เมื่อใดที่สัตว์อสูรที่เคยอยู่อย่างเงียบเชียบเริ่มส่งเสียง เมื่อนั้น ‘เรื่องน่ากลัว’ กำลังจะมาเยือน จงระวังตัวไว้ให้ดี’ นั่นน่ะ เรื่องจริงหรือเปล่า......”

 

“ว...แว้กกก!? พอทีเถอะน่า ข้ากลัวนะ! อย่ามาพูดเรื่องแบบนั้นตอนนี้สิ! ยิ่งขวัญอ่อนเข้าไปใหญ่ไม่ใช่รึไง!”

“ช...ใช่! มันก็แค่ความเชื่องมงายของคนเฒ่าคนแก่เท่านั้นแหละน่า!”

“เจ็บ ข้าบอกว่าเจ็บไง! จ...จะเป็นแบบนั้นแน่น่ะหรือ.....”

เพราะมีชาวบ้านคนหนึ่งพูดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ชาวบ้านคนอื่น ๆ จึงพากันน่าซีดเผือดและตบเข้าที่หัวของชายผู้นั้น

 

ว่าจะไป ข้าก็เพิ่งนึกขึ้นได้

ว่าเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้ในชั่วโมงเรียนศาสตร์เวทมนตร์ระดับกลางเช่นกัน

 

ร่างกายของสัตว์อสูรเกินครึ่งจะประกอบด้วยอีเทอร์ทำให้สามารถดูดกลืนอากาศและพลังเวทได้อย่างง่ายดาย

(Note : Ether อีเทอร์ คือสารเคมีที่สามารถกลายเป็นไอได้อย่างรวดเร็ว)

 

ด้วยเหตุนี้――ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นในแต่ละครั้ง พลังงานลบ รวมถึงพลังเวทของมนุษย์ที่ไหลซึมออกมาแล้วล่องลอยอยู่ในอากาศจะถูกพวกสัตว์อสูรดูดซับและเริ่มคลุ้มคลั่ง

 

ราวกับเป็นลางบอกเหตุ

 

ดังนั้น เมื่อใดที่พบสัตว์อสูรที่ไม่ค่อยปรากฏตัว จงระวังเอาไว้ให้ดี อาจารย์ตาเฒ่าพูดเช่นนั้นพร้อมรอยยิ้ม

 

ตอนที่ได้ยินเรื่องนั้น ข้าเองก็คิดว่าเป็นเพียงความเชื่องมงาย คนแก่ก็แบบนี้――

 

ข้าเบนสายตาไปยังทิศตะวันตก

 

ข้ามภูเขาลูกนี้ ณ อีกฝั่งหนึ่งทางทิศตะวันตกที่ห่างไกล――เป็นที่ตั้งของจักรวรรดิตะวันตกและอาณาจักรทางใต้

 

สองอาณาจักรนี้มีเรื่องบาดหมางและก่อสงครามกันนับครั้งไม่ถ้วน

 

หากสิ่งที่อาจารย์ตาเฒ่าผู้นั้นพูดเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่า――――อีกไม่นานจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นอย่างนั้นหรือ

 

ถ้ามองจากสถานการณ์ของทั้งสองอาณาจักร......ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

 

 

เมื่อข้ามองไปยังเลียนโดยไม่รู้ตัว เลียนเองก็กำลัง――มุ่งสายตาไปยังทิศตะวันตกเช่นเดียวกับข้า

 

ดวงตาคู่นั้นปกคลุมด้วยความมืดด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

 

หรือว่า......เพราะเลียนเองก็เข้าเรียนวิชาเดียวกับข้า จึงกำลังนึกถึงคำพูดของอาจารย์ตาเฒ่าผู้นั้น

 

เพราะคาใจ ข้าจึงเดินไปข้าง ๆ แล้วเอ่ยถามว่า เจ้าคิดว่านั่นเป็นเพียงเรื่องงมงายหรือเปล่า เลียนชำเลืองมองข้าก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า ไม่รู้สิ และเดินจากข้าไปอีกครั้ง

 

 

ภายในหุบเขาด้านในเป็นไปตามที่ข้าเคยได้ยินมา ทั้งที่เป็นช่วงกลางวันของฤดูร้อน แต่ข้างในนี้กลับมืดสนิทราวกับยามค่ำคืน

 

พื้นดินเต็มไปด้วยหินและต้นไม้ผุพังที่ล้มกองทับถมกัน ดินชื้นแฉะ รอบด้านปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้ ใบไม้ขนาดใหญ่ และเถาวัลย์

อาจเพราะที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้และหิน ทำให้ลมพัดผ่านไม่ได้ อากาศจึงทั้งเหม็นคาวและอึดอัด

 

กิ่งไม้และเถาวัลย์ที่บิดงอบดบังทัศนียภาพโดยรอบ วิสัยทัศน์จึงย่ำแย่เป็นอย่างมาก

ทว่าท่ามกลางสภาพมืดมิดบนภูเขาที่พลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียวก็หาทางกลับไม่เจอนั้น เลียนกลับก้าวเดินไปข้างหน้าพลางใช้มีดทำสัญลักษณ์บนต้นไม้ด้วยท่าทางใจเย็นอย่างไม่หวาดหวั่น

 

แม้จะหยุดนิ่งที่ตรงทางแยกบ้าง แต่เลียนก็ยังมุ่งหน้าผ่านต้นไม้แต่ละต้นเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ

 

เมื่อเดินทางมาจนถึงทางน้ำที่เป็นทางตัน เลียนก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือสิ้นหวัง หลังจากหาต้นไม้หรือหินที่วางขวางพอจะเดินข้ามไปได้ เลียนก็ส่งเสียงเรียกพวกข้าและก้าวนำต่อไป

 

ในธารน้ำ ข้าพบรองเท้าขนาดเล็กของมีทตกอยู่หนึ่งข้าง

 

ท่ามกลางผู้คนที่สั่นไหวและตื่นตระหนก เลียนเก็บรองเท้าข้างนั้นขึ้นมาอย่างใจเย็น――และพยักหน้าให้อย่างมั่นใจ

 

 

ระหว่างทาง มีบางครั้งที่ข้ารู้สึกถึงกลิ่นอายสัตว์อสูร แต่กลับไม่บังเอิญพบพวกมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

เป็นเพราะสร้อยคอคุ้มกันรุ่นปรับปรุงที่เลียนแจกจ่ายให้ทุกคนก่อนขึ้นเขาอย่างนั้นหรือ

หรือเป็นเพราะพวกข้าแค่โชคดีเท่านั้น

 

ไม่สิ แต่

ข้าไม่รู้สึกแบบนั้น

ทำไมกัน

เหมือนกับ――

 

......ข้าแค่คิดไปเองอย่างนั้นหรือ ว่าเรากำลังเดินอ้อมที่อยู่ของสัตว์อสูร

 

แม้คนที่เข้าร่วมการค้นหาครั้งนี้จะพากันส่งเสียงชื่นชมและยกย่องเลียนที่นำทางได้อย่างสมบูรณ์ แต่ไม่รู้ทำไม ในใจข้ากลับ......เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

 

 

หลังจากเดินตามเลียนมาอย่างยากลำบากจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ผุพังและหินแหลมคมที่กองรวมกันยิ่งกว่าตอนกลางของภูเขา เส้นทางก็เดินย่ำแย่ ทั้งยังมืดสนิท

 

ที่นี่ มีถ้ำอยู่หนึ่งถ้ำ

 

ถ้ำนี้คล้ายเกิดจากการถล่มของหน้าผา แม้แต่ตอนนี้รูปร่างของมันก็บิดเบี้ยวเหมือนจะถล่มลงมาได้เดี๋ยวนั้น โพรงถ้ำมีขนาดสำหรับให้ผู้ใหญ่เข้าไปได้ทีละคน

 

บริเวณปากถ้ำ――――มีหมีกรงเล็บเลือดอยู่สองตัว

 

ถึงจะเป็นสัตว์อสูรดุร้ายที่กระหายสงคราม แต่สมาชิกในกลุ่มตอนนี้ก็มีมากกว่าสิบคน

ในบรรดานั้นยังมีผู้ใช้เวทในการต่อสู้อย่างเลียน ข้า คนคุ้มกัน และอัศวิน ทั้งยังมีสองพี่น้องคุณเชดเดอร์กับคุณเกาด้าที่มีประสบการณ์การล้มสัตว์อสูรด้วยมือเปล่า พวกชาวบ้านที่ถือขวานมาเองก็พร้อมสู้เต็มที่

 

แม้สัตว์อสูรจะเห็นพวกข้าและเข้าจู่โจม แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย

อาศัยเวลาเพียงไม่นาน พวกข้าก็ล้มสัตว์อสูรพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย

 

 

หลังจากล้มสัตว์อสูรที่ขวางอยู่หน้าปากถ้ำลงได้ พวกข้าก็เข้าไปสำรวจด้านใน

และ――

 

บริเวณทางเข้าหลุมที่ครึ่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และโขดหิน――――ข้าพบก้อนบางอย่างที่ถูกย้อมด้วยสีแดง

 

ก้อนสีแดงนั้นส่งกลิ่นเหม็นเหล็ก......กลิ่นคาวเลือด

 

แม้จะมองจากที่ไกล ๆ แต่ขนาดของก้อนก้อนนั้นเป็นขนาดเท่า ๆ เด็กหนึ่งคน พวกข้าลอบสูดหายใจอย่างไม่อยากเชื่อ――

 

ทว่าพอเข้าไปดูใกล้ ๆ สิ่งนั้นไม่ใช่มีท

 

สิ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นแต่ยังคงหายใจรัวรินคือ――――มู้ดที่เต็มไปด้วยเลือด

 

ร่างกายของมู้ดถูกฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ จนแทบไม่อยากเชื่อว่ามันยังมีชีวิตอยู่

แม้จะดูเป็นไปไม่ได้ แต่มู้ดอาจต่อสู้อยู่ตลอดหลังจากไล่ตามมีทมาถึงที่นี่

 

แม้ยังไม่พบมีทที่น่าจะอยู่ด้วยกัน แต่ทุกคนก็พยายามค้นหารอบ ๆ กันอีกครั้งด้วยความหวังว่าอาจจะเจอ

 

ภายในหลุมเล็ก ๆ ที่ทับถัมด้วยดินและหินด้านหลังของมู้ด

 

――――มีมีทที่นอนคดงอไม่ได้สติอยู่

 

 

เมื่อคุณเกาด้าอุ้มมีทขึ้นมา มู้ดก็โงหัวขึ้นเพียงเล็กน้อยและส่งเสียงร้องอย่างดีใจหนึ่งครั้ง จากนั้น

ก็สิ้นใจไปคล้ายกำลังหลับใหล

 

 

เมื่อข้านำผ้ามาห่อร่างไร้วิญญาณของมู้ดแล้วอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เลียนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยื่นมือขาวซีดมาลูบหัวมันอย่างช้า ๆ

 

พร้อมทั้งพึมพำด้วยเสียงสั่นเทาอย่างแผ่วเบาว่า ขอโทษนะ

 

ข้าพยายามคิดเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมเลียนถึงต้องขอโทษ พอถามออกไป เขาก็ตอบว่า เพราะข้ามาไม่ทัน

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเลียนไม่ใช่หรือไง

อีกอย่างตั้งแต่ที่พวกข้าเริ่มค้นหาก็ผ่านมานานกว่าครึ่งวัน

พอคิดถึงจุดนั้น แค่มีทยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว

 

พอข้าพูดออกไปเช่นนั้น เลียนก็ก้มหน้าก่อนจะส่ายหัว

 

“......หากข้า......ตัดสินใจเร็วกว่านี้......อยากช่วยได้ก็ได้......”

 

คุณเชดเดอร์ที่ฟังอยู่ข้าง ๆ เดินเข้ามาแทรกกลางแล้วตบหลังเลียนดังป้าบ

 

“ท่านเลียน! พูดอะไรอย่างนั้น! อย่ากลัดกลุ้มขนาดนั้นเลย! พวกเราช่วยมีทไว้ได้แล้ว อาศัยแค่พวกข้าคงมาไม่ทันการณ์แน่ ที่มีทยังปลอดภัยก็เพราะท่าน! จริงหรือไม่ พวกเรา!”

 

ทุกคนมองเลียนและพยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้ม ส่วนคุณเกาด้า เขาบอกขอบคุณทั้งที่น้ำตาและน้ำมูกยังไหลอยู่พลางพยักหน้าให้นับครั้งไม่ถ้วน

 

เลียนที่ถูกทุกคนรายล้อมแสดงขอบคุณพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยกยิ้มด้วยสีหน้าลำบากใจ

 

 

ขณะมองแผ่นหลังของทุกคนที่ก้าวเดินลงเขากันอย่างเชื่องช้า เลียนก็พึมพำออกมาคนเดียวว่า

 

“......แต่ เพราะข้า......――ตัดสินใจแล้วว่าจะเปลี่ยน จึงอยากช่วยทั้งสองให้ได้......”

 

ข้ารู้สึกถึงความไม่สบายใจที่แฝงในคำพูดนั้นจึงหันไปมองเลียน แต่แม้เลียนจะรู้สึกถึงสายตาของข้า เขาก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก

 

อย่างที่คิด วันนี้เลียน......มีบางอย่างแปลกไป

 

บางครั้ง ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เลียนมักพูดอะไรแปลก ๆ จะว่ายังไงดี......ข้ารู้สึกว่าเขาต่างไปจากทุกที

 

อีกอย่าง สีหน้าของเลียนยังดูไม่สู้ดีมาตั้งแต่เช้า

กระทั่งตอนนี้ ที่ช่วยมีทกลับมาได้แล้วก็ตาม

 

ท่ามกลางผู้คนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มหลังจากหาตัวมีทพบ มีเพียงเลียนที่หยุดยืนห่างออกไปด้วยสีหน้าซีดเซียว เขาทำเพียงถอนหายใจอย่างโล่งอกเบา ๆ เท่านั้น

 

แม้ว่าพอข้าร้องเรียก เลียนจะยิ้มตอบข้าก็ตาม

ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเสแสร้งและมีบางส่วนที่คล้ายกำลังฝืน

 

“เลียน...”

“............อา จริงสิ ก่อนจะลืม ต้องไปเอา......สิ่งนั้นก่อน”

“สิ่งนั้น?”

 

พูดจบ เลียนก็กลับเข้าไปในถ้ำเหมือนลืมของอะไรไว้ ข้าจึงตามเข้าไปด้วย เลียนก้มลงไปตรงจุดที่มีทหมดสติก่อนจะยื่นมือออกไปทำท่าเก็บอะไรบางอย่าง

 

เลียนมองสิ่งที่เก็บขึ้นมาครั้งหนึ่งและพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นก็หันกลับมาแล้วยื่นมือที่กำไว้มาทางข้าที่มองเขาอยู่ข้าง ๆ มือนั้นแทบจะกดลงมายังแผ่นอกของข้า

......ราวกับต้องการให้ข้ารับมันไว้ ทำไม

 

บรรยากาศรอบตัวเลียนบอกว่าหากข้าไม่ยอมรับ ก็จะไม่ยอมเลิกรา ข้าจึงยื่นมือไปรับอย่างช่วยไม่ได้

 

สิ่งนั้นเป็นของแข็งบางอย่าง ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ

 

เมื่อแบฝ่ามือออก ด้านในนั้น――คือรูปปั้นเทพธิดาขนาดเล็กที่แกะสลักจากหินสีขาว

 

ที่ผมยาวสลวยมีเครื่องประดับคล้ายปีกติดอยู่ แผ่นหลังมีปีกขนาดใหญ่หนึ่งคู่ แขนข้างหนึ่งถือพิณ มืออีกข้างมีนกตัวเล็ก ดวงตาปิดลงพร้อมเผยยิ้มอย่างสงบนิ่ง

 

“......นี่คือ?”

 

“ ‘เครื่องรางเทพธิดาแห่งสายลม เวนทัส’ ......แต่ถ้ามีทยังมีชีวิตอยู่......จะเป็นยังไงล่ะเนี่ย......ถ้าเจ้าตัวยังอยู่ นี่ก็จะไม่ใช่ ‘ของดูต่างหน้า’ จะถือเป็นไอเทมจากภารกิจย่อยได้หรือเปล่า......ไม่สิ เดี๋ยวก่อน แต่ไอเทมก็ปรากฏออกมาแล้วนี่นา ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าใช่น่ะสิ......? แต่ว่า......”

 

เลียนพึมพำบางอย่างที่ข้าไม่เข้าใจอีกแล้ว

วันนี้เขาเอาแต่พูดกับตัวเองทั้งวัน

ทั้งสิ่งที่พูดมาก็ล้วนมีแต่เลียนที่เข้าใจ ข้าไม่เข้าใจมันสักนิด

 

เลียนที่กำลังจมอยู่กับความคิดเผยดวงตาสั่นไหวที่แฝงด้วยความกังวลก่อนจะเงยหน้ามองข้า

 

ถ้าหากพบสิ่งนี้ในที่ที่มีทอยู่ล่ะก็

 

“......สิ่งที่เจ้าเก็บมา หรือจะเป็นของมีทงั้นหรือ”

“เอ๊ะ? อะ......อ อืม......ก็ใช่อยู่หรอก......”

“งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นจากนี้ข้าจะเอาไปคืนเอง”

 

เลียนถอนหายใจขณะพยักหน้าช้า ๆ

 

“......เอาไปคืนเถอะ――ข้าไม่รู้จะทำยังไงกับ......สิ่งนั้น......ให้เจ้าจัดการแล้วกัน”

 

เลียนพูดเช่นนั้นด้วยท่าทางอ่อนล้าเต็มที เขาเผยยิ้มให้ข้า

 

 

 

ในตอนที่พวกข้าลงมาจากภูเขา ท้องฟ้าก็ถูกย้อมจนเป็นสีแสดแล้ว

 

มู้ดที่ห่อผ้าเอาไว้ถูกคุณเกาด้านำไปฝังที่ข้างสวนด้านหลังบ้าน เขาให้กิ่งไม้ทำป้ายหลุมศพอย่างง่าย ๆ และตั้งทำเป็นสุสาน

 

เลียนยืนอยู่หน้าสุสานเล็ก ๆ นั่นแล้วสวดภาวนาส่งดวงวิญญาณตามที่มาเรียสอน

หลังจากนั้นยังบอกว่า หลังจากนี้จะให้ท่านมาเรียมาทำพิธีอีกครั้งนะขอรับ

 

ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างเชื่องช้าเช่นเดียวกับมาเรีย

เป็นการสวดส่งวิญญาณที่อ่อนโยนจนคนฟังแล้วจิตใจสงบตามไปด้วย

จนกระทั่งมีทที่เอาแต่ร้องไห้ตั้งแต่รู้สึกตัวก็ยังหยุดร้องและตั้งใจฟัง

 

ส่วนสามีภรรยาเชดเดอร์และคุณเกาด้า แม้จะดีใจแต่ในขณะเดียวกันก็เหงื่อตก ทั้งยังมีท่าทีเกรงอกเกรงใจ

 

......แน่อยู่แล้ว

ขุนนาง――ไหนจะเป็นถึงบุตรของเจ้าผู้ถือครองที่ดิน กลับมาสวดส่งวิญญาณให้สุนัขตัวหนึ่ง

ต่อให้ค้นหาทั้งโลก ก็คงมีเพียงแค่เลียนเท่านั้น

 

 

 

สุดท้ายในคืนนั้น ก็จบลงด้วยการพักค้างคืนที่บ้านคุณเกาด้า

 

ตรงแรกพวกข้าตั้งใจจะกลับหลังจากภารกิจการค้นหาที่ได้รับการขอร้องนี้จบลง ทว่าด้านนอกมืดสนิทแล้วและแต่ละคนก็เหนื่อยล้าเต็มที ทั้งสามีภรรยาเกาด้ายังไม่อาจปล่อยพวกข้ากลับไปเฉย ๆ โดยไม่ขอบคุณ พวกเขาจึงรั้งตัวพวกข้าไว้

 

หรือ...ที่จริงอาจเพราะเลียนที่ถูกสามีภรรยาเกาด้าร่างใหญ่ทั้งสองกอดพลางร้องไห้จนขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ส่งสายตาคาดโทษมายังพวกข้าว่า ถ้าพวกเจ้าทิ้งข้าไว้ที่นี่ ข้าจะไม่ยกโทษให้

 

สุดท้าย เลียนที่ถูกสองคนนั้นคะยั้นคะยอก็ไม่อาจปฏิเสธได้

หางคิ้วของเลียนตกเล็กน้อยด้วยสีหน้าลำบากแต่ แต่ก็ตอบกลับไปว่า ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขอรบกวน

 

เมื่อเจ้านายตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ พวกข้าที่เป็นคนคุ้มกันย่อมต้องอยู่ด้วย

 

แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ทุกคนที่ทั้งเหนื่อยล้าและท้องหิว นอกจากเลียนที่มีสีหน้าลำบากใจ คนคุ้มกันคนอื่น ๆ ต่างยิ้มแย้มแล้วเข้าไปขอบคุณคณเกาด้าด้วยความยินดี

จะได้ร่ำสุราด้วยนี่นา ใครจะอยากปฏิเสธกันล่ะ

 

หลังจากนั้น รุ่นพี่ในกลุ่มคนคุ้มกันคนหนึ่งเป่ายิงชุบแพ้ จึงต้องกลับคฤหาสน์ไปรายงานสถานการณ์ทั้งน้ำตา

 

เพราะหัวหน้าพ่อบ้านสั่งเอาไว้ว่า หากภารกิจจบสิ้นเมื่อไรให้ไปรายงานทันที จึงต้องมีใครคนใดคนหนึ่งไปอย่างเสียไม่ได้

ข้าได้ยินว่าหากนอนพักหนึ่งคืนแล้วค่อยเยื้องย่างไปรายงานในวันถัดไปจะได้รับบทลงโทษ

 

ดูเหมือนบทลงโทษนั้นก็คือการใช้ให้ไปทำโน่นทำนี่ แต่ท่าทางคงเป็นงานที่หนักหนาเอาการ รุ่นพี่คนหนึ่งที่ซูบผอมลงเรื่อย ๆ เคยเล่าให้ข้าฟังจนข้าพอจะจินตนาการถึงมันได้ ข้าเองก็ต้องระวังหน่อยแล้ว

 

ด้วยเหตุนี้ รุ่นพี่ผู้นั้นจึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า พวกแก ถ้าไม่เอาสุรามาฝากข้า พวกแกตายแน่ ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าไปทั้งน้ำตา

 

พวกอัศวินเองก็บอกว่า จากนี้ไม่มีธุระอะไรแล้ว จึงตัดสินใจพักค้างคืนด้วย

พวกเขาพูดอย่างอารมณ์ดีพลางหัวเราะกันเอิกเกริกว่า ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานล่วงเวลานี่วิเศษที่สุด พอไม่มีเจ้าหัวหน้ายักษ์แว่นนั่นแล้วช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ แถมยังมีสุราให้ลิ้มลองอีก นี่มันสวรรค์ชัด ๆ!

ถึงจะไม่มีเจตนาแอบฟัง แต่บทสนทนาก็ลอยเข้าหูข้ามาเอง ดูเหมือนอัศวินชั้นผู้น้อยจากเมืองหลวงพวกนี้จะมีจอมพลังมืดอยู่เบื้องหลังสินะ อา เอาเถอะ ข้าเองก็คิดว่างานล่วงเวลาไม่ใช่เรื่องดีเช่นกัน

 

คุณเชดเดอร์เอง แม้จะถูกสามีภรรยาเกาด้ารั้งตัวไว้ แต่ก็ตัดสินใจเดินทางกลับฟาร์ม

เขาบอกว่า โนเชย์ท่าทางเป็นห่วงอยู่ด้วย ข้าต้องรีบกลับไปบอกเรื่องราวให้ฟัง ขณะที่สายตาก็มองลังไม้บรรจุสุราด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์

เขายังไหว้วานข้าว่า ตอนจะกลับก็เอาเหล้ากลับไปสักขวดสองขวดด้วยล่ะ ข้าจะพยายามไม่ลืม

 

 

เนื้อตัวทุกคนต่างเต็มไปด้วยเหงื่อ ฝุ่น และดินโคลนเกินกว่าจะเข้าไปในบ้านได้ คุณเกาด้าจึงให้ทุกคนไปอาบน้ำล้างตัวก่อนเริ่มมื้ออาหาร

 

สามีภรรยาให้เลียนเข้าไปแช่น้ำในบ้าน เขาจึงแยกไปอีกทางหนึ่ง ส่วนพวกข้าก็ไปจัดการตัวเองกันที่ลำธารเล็ก ๆ และบ่อน้ำหลังบ้านคุณเกาด้า

 

แม้เลียนจะบอกว่าตัวเองก็อาบน้ำธรรมดาได้ ทว่าทุกคนรวมถึงข้าต่างบอกว่า ขอร้อง ท่านไปอาบที่ห้องอาบน้ำเถอะ

จะให้ผู้ที่เป็นถึงบุตรชายของเจ้าผู้ถือครองที่ดินมาอาบน้ำร่วมกับพวกข้าได้ยังไง

อีกอย่าง

ข้าไม่อยากให้พวกบ้าคนอื่นมาเห็นเรือนร่างของเลียน

 

ขณะกำลังผึ่งลมหลังจากซักเสื้อผ้าและล้างเนื้อตัวที่เปรอะเปื้อน คุณเกาด้าก็มาเรียกเพราะถึงเวลาอาหารแล้ว พวกเขาจึงเข้าไปในห้องอาหาร

บนโต๊ะกว้างที่นั่งได้ถึงสิบคนเต็มไปด้วยอาหารที่ทำจากแอปเปิล

เหล้าที่นำมาก็เป็นเหล้าแอปเปิล

และยังมี แอปเปิลจานโตเท่าภูเขา

 

คุณเกาด้าเป็นเจ้าของสวนแอปเปิลจึงใช้แอปเปิลในการหมักเหล้า

บางครั้งคุณเกาด้าจะเอาเหล้าที่หมักมาให้ข้าเป็นของฝาก เหล้ารสชาติดีมาก ทั้งมีรสเปรี้ยวให้ความรู้สึกสดชื่นและนุ่มคอ

 

พวกชาวบ้านที่พากันไปช่วยค้นหามีทร่วมร่ำสุราฉลองและกินอาหารด้วยกัน ระหว่างนั้นพวกวัยรุ่นที่เริ่มเมามายก็ลุกออกมาร้องเพลงและเต้นรำ

ที่ร้านเหล้าในเมืองก็เช่นกัน ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมพวกขี้เมาพอเมาหัวราน้ำแล้วจะต้องออกมาร้องเพลงเต้นรำกันทุกที พวกที่เมาแล้วหัวทิ่มไปเลยดีกว่าเป็นไหน ๆ

 

เลียนนั่งดูพวกที่ออกมาเต้นรำท่าตลกกันด้วยท่าทางสนุกสนาน

 

ไม่รู้ว่าเพราะเริ่มเมาได้ที่แล้วหรือเปล่า รุ่นพี่กับอัศวินอีกคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนโต๊ะและดึงเสื้อคอพลางจ้องหน้ากันเขม็ง ข้ารีบจับพวกเขาก่อนจะทันได้มีเรื่องกันแล้วโยนออกไปนอกบ้าน

 

อย่ามาหาเรื่องกันบนโต๊ะ มันรบกวนคนอื่น ไหนจะสิ้นเปลืองอาหารและสุราอีก

ถ้าจะมีเรื่องกันก็ไปหาที่ที่ไม่เดือดร้อนชาวบ้านนู่น

จะว่าไป ทำไมถึงนั่งดื่มเหล้ากันดี ๆ ไม่ได้ พวกที่เมาแล้วชอบมีเรื่องกันนี่จัดการยากที่สุด พวกนั้นถูกฤทธิ์สุราทำให้ลืมความเจ็บปวดไปหมดแล้วจึงมักต่อยกันจนกว่าจะล้มไปข้างหนึ่ง

ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องก็มีแต่จะต้องเข้าไปจัดการให้เงียบเสียงกันเสียทีเท่านั้น

 

เมื่อข้ากลับเข้ามาหลังจากจับพวกขี้เมาโยนออกไปข้างนอก เลียนก็ไม่อยู่ที่โต๊ะแล้ว

 

ข้าดึงคุณเกาด้าที่กำลังจะเริ่มแข่งดื่มสุรากับชาวบ้านเข้ามาถาม ดูเหมือนเลียนจะบอกคุณเกาด้าว่าตนรู้สึกเบาใจแล้วจึงง่วงขึ้นมาและขอตัวไปพักผ่อนก่อน จากนั้นก็ขึ้นไปยังห้องรับรองที่ชั้นสอง

 

หลังจากบอกกล่าวคุณเกาด้าแล้ว ข้าก็ออกจากงานเลี้ยงที่เริ่มวุ่นวายเข้าไปทุกทีและตามเลียนขึ้นไป

 

ไม่ว่ายังไง ข้าก็รู้สึกเป็นห่วงอยู่ดี

 

ท่าทางเขาดูอ่อนล้ามาก――――ทั้งสีหน้าก็ดูซีดเซียว

 

เลียนแทบไม่แตะอาหารหรือเหล้าบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย

ผิวที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดลงไปกว่าเดิม

ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นก็มีบางส่วนที่ดูฝืนทำ

 

หรือว่าจะไม่สบายอย่างนั้นหรือ

เลียนยิ่งเป็นคนไม่ชอบบอกใครเวลาตัวเองรู้สึกไม่ดีอยู่ด้วย

ตราบที่ไม่ถูกบังคับให้พูดออกมา

 

 

 

“......เลียน ข้าเอง”

เมื่อข้าส่งเสียงเรียกพร้อมเคาะประตูเหมือนอย่างทุกที เลียนก็ตอบกลับมาจากในห้องว่า เชิญ อย่างเช่นทุกเช้า

ด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยราวกับหัวใจไม่ได้อยู่ทีนี่เช่นเคย

 

เมื่อข้าเปิดประตูเข้าไป ภายในห้อง――――ไม่ได้จุดไฟไว้แม้แต่ดวงเดียว

 

แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวคือแสงจาง ๆ จากพระจันทร์

แสงจันทร์ส่องผ่านกระจกหน้าต่างสองบานเข้ามาให้แสงอ่อน ๆ ภายในห้อง

 

แสงไฟสลัวกับแสงจันทร์ที่เบาบางผสมปนเปกัน

จนทำให้ทั่วทั้งห้อง......ดูขมุกขมัว

 

――ราวกับอยู่ในความฝัน

 

เลียนยืนอยู่ริมหน้าต่างและทอดสายตาออกไปข้างนอกโดยไม่หันมามองข้า

 

เลียนถอดเสื้อนอกและอาวุธออก ตอนนี้เขาอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีเบจสบาย ๆ

 

เส้นผมสีเงินนั้นสะท้อนเข้ากับแสงจันทร์จนกลายเป็นสีขาว

สีขาวเช่นเดียวกับผิวกายของเลียน

 

หัวใจข้าไหววูบอย่างไม่อาจห้าม

 

ร่างที่ยืนรับแสงจันทร์นั้น――――ขาวซีดเกินไป

 

กำลังจ้องมองดวงดาวบนท้องฟ้า

หรือเทือกเขา

ดวงตาจากใบหน้าด้านข้างไม่ได้จับจ้องไปที่ใด ทำให้ข้าไม่รู้ว่าเขากำลังมองอะไรอยู่

 

ราวกับไม่ได้กำลังมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า แต่คล้ายกำลังจับจ้องไปที่ ‘สิ่งอื่น’ ――

 

ข้าพูดอะไรไม่ออก ความรู้สึกร้อนรนที่พวยพุ่งออกมาทำให้ข้าคว้าข้อมือบางนั้นโดยไม่รู้ตัว

 

ต้องจับเอาไว้

หากปล่อยมือล่ะก็

 

――ราวกับ เลียนจะสลายหายไป

 

ข้าไม่อาจลบล้างความกังวลที่ถูกย้อมจนแผ่ขยายวงกว้างออกไปได้ สิ่งนี้รบกวนใจข้าอย่างไร้ทางต้าน

 

สิ่งที่มักจะแล่นเข้ามาพร้อมกับความกังวลนี้คือ คำพูดของเลียน ‘ในตอนนั้น’

 

แม้แต่ตอนนี้ ข้าก็ยังไม่อาจลืม

 

ไม่ว่าจะอยากลืมสักเพียงใด ก็ลืมไม่ได้

 

ทุกครั้งที่นึกถึง เหงื่อเม็ดเย็นจะไหลออกมา

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หัวใจข้าเต้นแรงจนน่ารำคาญ

 

เมื่อยามแรกของฤดูร้อน

ในตอนที่ติดตั้งรั้วป้องกันสัตว์อสูรนอกเขตหมู่บ้าน

 

หลังจากมื้อกลางวันจบลง

เลียนบอกว่า จะพักสักครู่ แล้วล้มตัวนอนลงบนหญ้าเขียวชอุ่ม

เพราะเห็นว่าเลียนกำลังหลับสบาย ข้าจึงไม่ปลุกเขา

 

เมื่องานช่วงบ่ายจบลง ข้าร้องเรียกเลียนที่ยังหลับอยู่

 

ในตอนที่ปลุกเขาขึ้นมานั้น

 

―――― เลียนพูดว่า ‘รอเดี๋ยวก่อน ท่านเทพธิดา’

 

และยื่นมือข้างหนึ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

หากเพียงเท่านั้น ข้าคงพอจะคิดว่าเขาแค่ละเมอ

แต่

 

ในตอนที่ข้าสัมผัสบ่าของเลียน

ช่วงวินาทีนั้น

มีแสงเจิดจ้าเกินกว่าจะหัวเราะแล้วบอกว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา――

 

แสงสีขาว

ราวกับจะบดบังวิสัยทัศน์โดยรอบ

 

สีขาว

 

สิ่งนั้นเกิดเพียงชั่วพริบตาก่อนที่เลียนจะลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ไม่รู้เพราะข้าตกใจจนขาดสติหรือเปล่า แม้แสงนั้นจะหายไปและข้าเบาใจลงได้แล้ว แต่กล้ามเนื้อของข้ากลับยังตึงเครียด และขยับไม่ได้ไปชั่วขณะ

 

หลังจากกลับมาขยับได้ ในหัวของข้าก็เต็มไปด้วยความสับสน

 

พวกชาวบ้านและคนงานที่อยู่ห่างออกไปยังคงทำทุกอย่างตามปกติ

พร้อมพูดคุยด้วยบทสนทนาธรรมดา ๆ ว่า อากาศในวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง

ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

ดูเหมือน――คนที่เห็นแสงสีขาวนั้น จะมีเพียงข้า

 

ไม่มีทางที่จะมีคนที่เห็นแสงสีขาวเจิดจ้าเช่นนั้นแล้วยังทำตัวตามปกติอยู่ได้

ถ้าเช่นนั้น

 

ในตอนนั้นข้าจึงคิดว่า อาจเพราะข้าเหนื่อยโดยไม่รู้ตัวจนเห็นภาพหลอนไปเอง

อาจเป็นข้าเองที่ตาลายไปชั่วขณะ

 

ทว่า

ไม่ว่ายังไงแสงนั้น ก็ยังสว่างจ้าเกินว่าจะคิดไปเอง――――

 

 

“อึก......อัลเฟรด ข้าบอกว่าเจ็บไง!”

 

เพราะถูกทักท้วง ข้าจึงเพิ่งรู้ตัวว่าข้ากุมข้อมือเขาแรงเกินไป

ข้ารีบผ่อนแรงและปล่อยมือก่อนจะรีบร้อนช้อนข้อมือนั้นขึ้นมาตรงหน้า

ข้อมือของเลียนเกิดรอยแดง

 

“......ขอโทษ ข้าจะรักษาให้เดี๋ยวนี้”

พอข้าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบยาฟื้นฟู ฝ่ามือขาวนั้นก็วางซ้อนมือของข้าราวกับต้องการให้ข้าหยุด

“ช่างเถอะ แค่นี้เอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้ยาฟื้นฟูหรอก ให้ตายสิ เจ้าบ้าพลังจริง ๆ ......ยิ่งกว่านั้น เจ้าเป็นอะไรไป มีเรื่องอะไรงั้นหรือ”

 

“............เปล่า......ไม่มีอะไร”

 

คอข้าแห้งผากขึ้นมากะทันหัน เสียงที่พูดออกไปจึงฟังหูแหบพร่า ล้มเหลวชะมัด

หัวใจข้ากลับมาเต้นระส่ำอีกครั้ง

 

“เจ้าเถอะ มองอะไร...อยู่หรือ”

 

“ข้า? อา......เปล่า......แค่ตอนกลางคืน ดาวสวยดี”

 

เมื่อถูกชักนำให้มองออกไปนอกหน้าต่าง ข้าก็เห็นดวงดาวมากมายกระจัดกระจายอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มยามค่ำคืน

 

“......ท่านมาเรียน่ะ”

 

“มาเรีย?”

 

“อืม นางบอกว่าทุกคนล้วนเป็นเศษเสี้ยวของดวงดาว เมื่อตายไปก็กลับคืนเป็นดวงดาวตามเดิม ดวงดาวที่ท่านเทพธิดาปกปักรักษา กลับคืนไป และสักวัน เศษเสี้ยวนั้นก็จะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง วนเวียนไปเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ซ้ำแล้วซ้ำแล้ว เมื่อถึงวันที่ได้กลายเป็นดวงดาวเต็มดวง――ก็จะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์”

 

นิ้วขาวของเลียนชี้ไปบนท้องฟ้า

 

วนเวียน

 

และสักวันจะได้กลายเป็นดาวเต็มดวง

 

เรื่องนี้ ข้าเองก็เคยได้ยินเช่นกัน

อยู่ในบทหนึ่งของพระคัมภีร์

 

แต่

 

เจ้าน่ะ――

 

ข้าโอบกอดร่างกายของอีกฝ่าย

“อ...อัลเฟรด?”

 

――――นักทำนายผู้นั้นบอกว่า เจ้าคือ ‘ดวงดาวที่ไม่มีการเวียนว่าย’

 

เช่นนั้น แล้วเจ้าจะกลับไปรวมอยู่ที่ใด

 

ไม่มีการเวียนว่ายนี่หมายความว่ายังไงกันแน่

ทำไม บางครั้งเจ้าต้องพูดอะไรที่เหมือนนักทำนายผู้นั้นด้วย

อย่างวันนี้

 

ราวกับ เจ้ากำลังชี้นำให้ทุกคนเวียนว่ายไปดั่งเช่นนักทำนายที่ทำนายปลายทางของดวงดาว

 

แม้มีเรื่องที่อยากถามมากมายแต่ไม่รู้ทำไมข้ากลับรู้สึกว่าหากข้าถามไปเลียนคงจะไปจากข้า สุดท้ายข้าก็ถามออกไปไม่ได้ ทั้งยังสงบใจตัวเองไม่ได้

 

“อัลเฟรด?”

 

“......ที่ว่า เวียนว่าย――”

 

“อืม เพราะงั้น.....ข้าจึงคิดว่ามู้ดเองก็คงเวียนว่าย และสักวันหนึ่ง――――คงกลับมาเกิดใหม่ที่ไหนสักแห่ง”

 

เลียนพูดด้วยดวงตาสั่นไหวและสีหน้าคล้ายจะร้องไห้

 

“......นั่นสินะ อีกครั้ง ที่ไหนสักแห่ง”

 

พอข้าพูดจบ เลียนก็เผยยิ้มอย่างเบาใจ

 

“......ขอบคุณนะ”

 

เลียนเข้ามาหาข้าและซบหน้าลงที่แผ่นอกของข้า

 

“มีอะไรหรือ”

 

“อา หลายอย่างน่ะ......หลายอย่าง”

 

ข้าไม่เข้าใจ

เมื่อโอบกอดเลียน ข้าก็ได้กลิ่นหอมจาง ๆ เหมือนอย่างทุกที

 

ทั้งยัง อบอุ่น

 

ในที่สุด ใจข้าก็สงบลงได้

 

“......นี่ เจ้าน่ะ”

 

“ข้า?”

 

“......เจ้าเอง ก็จะเวียนว่ายและสักวัน――――จะเป็นเศษเสี้ยว กลับมาเกิดหรือเปล่า”

 

......ถ้าถามแค่นี้ คงได้ใช่หรือไม่

 

ข้าได้ยินเสียงลมหายใจที่หยุดชะงักของเลียน

 

“ข้าน่ะ......”

 

......ทำไมเจ้าถึงไม่ตอบว่า ใช่

 

“......สักวัน――――ถ้าได้ก็คงดีน่ะสิ......”

 

เลียนเว้นเงียบไปอย่างแปลกประหลาด ก่อนจะตอบออกมาเช่นนั้น

 

ทำไม

 

ทำไมถึงพูดเหมือนเจ้ายอมแพ้แล้วแบบนี้

ราวกับ

 

เจ้ารู้อยู่แล้ว ว่าเจ้าไม่อาจได้เวียนว่าย――

 

“ต้องได้สิ เจ้าจะได้เวียนว่าย มันแน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

 

นี่

พูดสิว่า นั่นสินะ

พูดสิเลียน

ข้าขอร้อง

 

คำพูดที่ข้าเฝ้ารอนั้น ไม่ว่าจะนานเท่าไร เลียนก็ไม่ตอบกลับมา

 

“......เดี๋ยว อัลเฟรด ข้าอึดอัด”

 

ดูเหมือนข้าจะเผลอกอดเขาแรงไป

เลียนทุบอกข้าเบา ๆ อย่างทรมาน

พอข้ารีบร้อนผ่อนแรง เลียนก็สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่และยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อนพลางพูดว่า บ้าพลังจริง ๆ เลย

 

มีแต่เรื่องที่ยืนยันคำพูดของนักทำนายดวงดาวทั้งนั้น

 

ยิ่งพบเจอมากเท่าไร ความกังวลในใจข้าก็ยิ่งทับถมมากขึ้น

 

ไม่สบอารมณ์

 

――ทั้งที่ข้า

อยากสัมผัสเจ้าตลอดไป

 

ข้าจะไม่ยอมให้ช่วงเวลาที่ได้สัมผัสตัวเจ้าถูกช่วงชิง

ข้าจะโอบกอดเจ้าเอาไว้

 

ไม่ให้เจ้าบินจากข้าไปที่ใดได้

 

เลียนจ้องใบหน้าของข้าและเผยยิ้มเบาบาง เขาสางผมด้านหน้าของข้าไปด้านข้าง

เมื่อตอนที่ทำให้กับพวกเด็ก ๆ ที่อารมณ์ไม่คงที่

ด้วยมืออันอ่อนโยน

 

“......วันนี้เหนื่อยน่าดูเลยนะ อัลเฟรด ทั้งข้า ทั้งเจ้า พยายามกันมากเลยนะ ดังนั้น......พักผ่อนได้แล้วล่ะ”

 

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ข้าก็ทำใจปล่อยมือไม่ได้

เมื่อขยับร่างกายไม่ได้เลียนก็ทำสีหน้าว่า จัดการยากเสียจริง และถอนหายใจก่อนจะยิ้มออกมา

 

“......นอนด้วยกันไหม”

 

ด้วยกัน

 

“นอน”

 

พอข้าพยักหน้า จู่ ๆ เลียนก็หัวเราะข้า

ทำไม

เลียนพูดว่า มาสิ ก่อนจะจับมือข้าแล้วดึงไป

 

เลียนถอดรองเท้าแล้วปีนขึ้นไปล้มตัวนอนบนเตียง

เขาเว้นที่ด้านข้างไว้ให้ข้าครึ่งหนึ่ง

 

ผมถอดเสื้อนอกและรองเท้าก่อนจะเข้าไปนอนตรงพื้นที่ที่เลียนเว้นไว้ให้

 

เมื่อข้าอยากสัมผัสเลียนจนดึงเขาเข้ามากอด เลียนก็ทำสีหน้าอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะยอมนอนอยู่ในอ้อมแขนของข้า

 

พอข้าซุกหน้าเข้าที่ซอกคอของเลียน มืออบอุ่นคู่หนึ่งก็โอบกอดรอบคอและศีรษะของข้าอย่างอ่อนโยน กลิ่นหอมเหมือนไม้ป่าจาง ๆ ลอยเข้าจมูกของข้า กลิ่นที่ทำให้จิตใจของข้าสงบ กลิ่นหอมอ่อนโยนที่ข้าชอบ

ข้าอยากเข้าใกล้มากขึ้น อยากสูดดมกลิ่นนั้นมากขึ้นจึงยื่นหน้าไปถึงข้างแก้มของเลียน

 

ที่เหนือศีรษะ ข้ารู้สึกได้ว่าเลียนกำลังหัวเราะน้อย ๆ

 

“......เป็นเด็กตัวโตขนาดนี้แล้วสินะ”

 

เลียนพูดเรื่องแบบนั้นออกมา

 

“......ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว”

 

“งั้นหรือ”

 

“อืม”

 

ข้าเรียนจบแล้ว ทั้งยังทำงานแล้ว เพราะงั้นตอนนี้ข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 

ทั้งที่เป็นแบบนั้น แต่เลียนกลับหัวเราะออกมาอีกครั้งและลูบหัวข้า

 

“หึหึ คิดถึงจังเลยนะ......เมื่อไรกันนะ ที่กอดเจ้าที่ทำหน้าจะร้องไห้แล้วสะอึกสะอื้นให้นอนหลับแบบนี้......นั่นมัน เมื่อตอนไหนกันนะ......”

 

อะไรกัน

เรื่องตั้งแต่สมัยไหนแล้ว

และสะอึกสะอื้นนี่อะไร

อีกอย่าง

 

“......ข้าไม่เคยทำหน้าจะร้องไห้”

 

“อะ นึกออกแล้ว ตอนไปค่ายค้างแรมฤดูร้อนของโรงเรียน เจ้าน่ะ ไม่ว่าข้าจะพูดเท่าไรก็ไม่ยอมขยับ แถมไม่ยอมออกจากห้องด้วย ตอนนั้นข้าล่ะยอมแพ้เจ้าจริง ๆ”

 

ไม่ได้ฟังที่คนอื่นพูดเลยหรือไง เลียนที่คิดถึงเรื่องราวในอดีตหัวเราะออกมาเล็กน้อย

 

“......โตขึ้นเยอะเลยนะ......”

 

เลียนพูดอย่างใจเย็นขณะลูบหัวข้า

 

......เจ้าเป็นพ่อข้าหรือไง

 

แม้จะมีเรื่องอยากพูดกองเท่าภูเขา แต่มือที่ลูบหัวข้ารู้สึกสบายเสียใจข้าเองก็พูดอะไรไม่ออก

 

ข้ามองเห็นผิวขาวที่อยู่ตรงหน้า ที่ลำคอนั้นมีรอยแผลคล้ายรอยข่วนเล็ก ๆ คงไปโดยกิ่งไม้หรืออะไรข่วนเข้า รอยแผลนั้นมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อยและเริ่มแดง

 

ข้าคาใจ ทั้งยังอยากช่วยรักษาให้จึงเลียเข้าที่รอยแผลนั้น เลียนตกใจจนร่างสั่นเทิ้ม

 

“อึก อะ ทำอะไร...”

 

“มีแผล เหมือนรอยข่วน”

 

“ฮ๊ะ!? แล้วยังไง อย่าเลีย――อึก”

 

เมื่อเลียลงไปอีกครั้ง เลียนก็ลุกขึ้นจากที่นอนแล้วทำท่าจะหนี ข้าจึงตามไปและเลียอีก

 

ผิวกายอุ่น ๆ ที่สัมผัสกับปลายลิ้นชวนให้รู้สึกดี ทั้งยังหวานมาก

ข้าอดทนไม่ได้อีกต่อไป ทั้งยังกดมันมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ข้าไล่ตามเขาไปมากขึ้นและมากขึ้น

 

“อ๊ะ...อย่า เจ้าบ้า......!”

 

เมื่อจ้องมองใบหน้านั้นหลังจากเลียที่ลำคอและปลายคาง เลียนสีหน้าแดงก่ำ มือข้างหนึ่งดันหน้าผากของข้า ลมหายใจถี่กระชั้น

 

“ฮ......ข้าบอกให้นอนดี ๆ ――อื้อ”

 

ข้าประกบริมฝีปากลงไป เลียนเปิดปากเพื่อคัดค้านข้าอย่างไม่ยอมแพ้ ข้าจึงอาศัยช่องว่างนี้ส่งลิ้นเข้าไปด้วย

 

ภายในปากของเลียนร้อนวูบวาบ

ปลายลิ้นที่สัมผัสนั้นทั้งสั่นไหวและร้อนลวก ทั้งยังหวานเสียจนอยากโลมเลียไปเรื่อย ๆ

 

“อือ อึก......”

 

เพราะเริ่มส่งเสียงทรมานข้าจึงถอนริมฝีปากออก เลียนสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ดูเหมือนจะเผลอกลั้นหายใจ ข้าถึงได้บอกไงว่าให้หายใจทางจมูก

 

เมื่อแน่ใจว่าเลียนเริ่มหายใจเป็นปกติแล้ว ข้าก็กดจูบรุกล้ำเข้าไปอีกครั้งและเริ่มปลดกระดุมเสื้อคอของเลียน

 

ไม่ว่ายังไงก็อยากสัมผัส อยากสัมผัสให้แน่ใจจนไม่อาจต้านทานได้

ไม่พอ

ข้าต้องการมากกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าจะไม่หายไป

 

ข้าไม่ได้ฉีกทึ้งเสื้อเชิ้ตที่ผ่านการตัดเย็บอย่างดี แต่ค่อย ๆ ปลดกระดุมออกอย่างง่าย ๆ

 

เมื่อวางมือลงใกล้ตำแหน่งหัวใจ ผิวกายนั้นร้อน และข้าสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นเร็ว

 

ข้าเบาใจจนน้ำตาจะไหลออกมา

 

อา

 

ยังเต้นอยู่ อุ่นจัง

 

ไม่ผิดแน่ เลียนยังอยู่ตรงหน้าข้า

 

ข้าไม่ได้ฝันไป เลียนยังไม่หายไปไหน

 

ก็เพราะ ร่างกายเขายังอบอุ่นขนาดนี้

ไม่ว่าจะส่วนไหนก็ตาม

 

เมื่อข้าทาบร่างกายของตัวเองลงบนร่างกายของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ส่วนนั้นของเราเสียดสีกันจนรู้สึกได้ว่าเริ่มร้อนขึ้นมาแม้จะมีเนื้อผ้ากั้น

ทั้งของของข้าและของของอีกฝ่าย

ของเราทั้งคู่

 

ล้วนสัมผัสได้เช่นเดียวกัน

 

เมื่อข้าถอนริมฝีปากออก ดวงตาสีน้ำแข็งจาง ๆ ที่ราวกับหลอมละลายและสั่นไหวเงยหน้ามองข้า

 

“อ......อัล......”

 

“แค่นิดเดียว”

 

“นิด...เดียว......นี่......อึก อ๊ะ”

 

ข้าแทรกขาของตัวเองเข้าที่หว่างขาของอีกฝ่ายและใช้ตัวขาเบียดเสียดกับส่วนนั้นที่เริ่มตั้งชันขึ้นมาเล็กน้อย แผ่นหลังของอีกฝ่ายสั่นเทิ้ม เลียนหลุดเสียงหวานออกมาก่อนที่จะรีบปิดปากตัวเอง สีหน้านั้นแดงก่ำด้วยความอับอายและหันหน้าหนีข้า

 

“......เลียน”

 

เมื่อข้าขานชื่อเลียนข้างหูที่ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดง ร่างกายอีกฝ่ายก็สั่นเทิ้มอีกครั้ง

 

แม้การกอดเลียนเช่นนี้จะทำให้จิตใจของข้าสงบลงได้หลายส่วน แต่

ยังไม่พอ

ยังไม่พอแม้แต่น้อย

 

มากกว่านี้

ข้าอยากสัมผัสเลียนมากกว่านี้

 

หากทำเช่นนั้น ข้าคงสงบใจได้มากขึ้น

ข้าเชื่อแบบนั้น

 

ความร้อนที่รู้สึกได้จากการสัมผัสเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนว่าเขายัง ‘อยู่’

 

เป็นสิ่งที่รู้สึกไม่ได้ภายในความฝันและภาพลวงตา

 

หากข้าสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น ก็หมายความว่า นี่ไม่ใช่ทั้งความฝันและภาพลวงตา แต่เลียนอยู่ที่นี่กับข้าจริง ๆ

 

ดังนั้น แม้ข้าจะลืมตาขึ้นมา เลียนก็จะไม่หายไป และเพราะข้าจับเขาเอาไว้――เลียนจะไม่มีทางหายไป

 

เมื่อข้าจุมพิตที่ข้างริมฝีปาก เลียนก็หันกลับมาแล้วเงยหน้ามองข้า

 

ด้วยสีหน้าที่คล้ายจะร้องไห้ออกมาได้เลยเดี๋ยวนั้น

 

“......นิดเดียว?”

 

เลียนถามข้าด้วยเสียงเล็ก ๆ ที่แผ่วเบาราวกับต้องการยืนยัน

 

“นิดเดียว”

 

เมื่อข้ายื่นริมฝีปากไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย เลียนก็ยื่นมือขาวอันสั่นเทาขึ้นอย่าง ๆ แล้วโอบรอบคอของข้า

 

ริมฝีปากประกบกันเบา ๆ โดยที่ดวงตาคู่นั้นยังคงปิดสนิท

 

――หรือว่า

 

เลียนเองก็อยากสัมผัสข้าอย่างนั้นหรือ

 

ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าคงดีใจจนเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่

 

“......ได้หรือเปล่า”

“............นิดเดียว”

 

เมื่อข้าถามอีกครั้ง เลียนก็ให้คำตอบเดิมพร้อมด้วยลมหายใจที่สั่นเทา

 

พอข้ากดจูบลงไป นิ้วขาวเรียวของอีกฝ่ายที่อยู่บนบ่าข้าก็กอบกุมเสื้อเชิ้ตของข้า

 

ข้าถอดกางเกงและชั้นในของอีกฝ่ายก่อนจะกอบกุมสิ่งนั้นอย่างหลวม ๆ และเริ่มขยับ อีกฝ่ายส่งเสียงหวานอย่างแผ่วเบา

 

ส่วนที่ตั้งชันขึ้นมาเล็กน้อยค่อย ๆ แข็งขึ้น

 

ที่ส่วนปลายเริ่มมีของเหลวซึมออกมา พอข้าคิดว่าหากปล่อยให้ไหลออกมาคงน่าเสียดายและก้มลงไปใช้ลิ้นโลมเลียสิ่งนั้น ร่างกายของอีกฝ่ายก็กระตุกก่อนจะสั่นสะท้าน

 

“อ๊า!? ย...อย่า ทำ อะไร――ย...อ๊ะ......!”

 

ข้าลากปลายลิ้นเลียของเหลวที่ไหลออกมาตั้งแต่ส่วนฐานจนถึงปลาย คราวนี้ร่างกายของเลียนกระตุกและสั่นเทิ้มพร้อม ๆ กับถลึงตาใส่ข้าด้วยแววตาที่ใกล้จะร้องไห้เต็มที

 

“ย...อย่า......! อ๊ะ...... อื้อ มัน สกปรก.......!”

 

“จะสกปรกได้ยังไง ตอนกลับมาเจ้าแช่น้ำแล้วนี่”

 

ทุกครั้งที่ลากลิ้นลงไป ส่วนนั้นจะเริ่มแดงและสั่นไหว

 

ของเหลวไหลออกมาจนข้าไม่อาจเลียได้หมด จึงปล่อยไหลลงมาถึงมือข้า

โชคดีจริง ๆ คงรู้สึกดีสินะ

 

“รู้สึกดีหรือเปล่า”

 

ถึงแค่ดูจากปฏิกิริยาร่างกายก็รู้ แต่พอข้าถามเพื่อยืนยันให้แน่ใจ เลียนที่หายใจหอบถี่ก็จ้องข้าเขม็งด้วยแววตารื้นน้ำตาพร้อมกับใบหน้าแดงระเรื่อ

 

“เจ้า......บ้านี่......”

 

เจ้าบ้านี่อะไร

 

เมื่อข้าใช้ฝ่ามือและปลายนิ้วขยับที่สิ่งนั้นให้แรงขึ้น เลียนก็ครางเสียงเบาและปลดปล่อยออกมา

 

“......ทำของข้าด้วยได้หรือไม่”

 

ข้าเท้าศอกข้างหนึ่งที่ข้างใบหน้าของอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำแข็งที่สั่นไหวและกำลังถูกหลอมละลายด้วยความร้อนมองข้าอย่างเหม่อลอย

เมื่อเลียนกะพริบตา น้ำตาที่เอ่อที่หางตาก็ไหลออกมา หยาดน้ำตานั้นช่างโปร่งแสงและงดงาม จะปล่อยให้ไหลลงผ้าปูที่นอนก็น่าเสียดาย ข้าจึงก้มลงไปเลีย

 

พอข้าพามือขาวของเลียนไปยังส่วนนั้นของข้า แม้จะสั่นเทาแต่เลียนก็ย่อมสัมผัสมัน

มือที่งุ่มง่ามนั้นเริ่มขยับเป็นจังหวะขึ้นลง

ฝ่ามืออันอ่อนโยนตามแบบของเลียน

 

แม้การเคลื่อนไหวนั้นจะสงบนิ่ง ทว่าจังหวะที่ขยับราวกับกำลังตรวจดูให้แน่ใจนั้นทำให้ข้ารู้สึกดีจนหลุดเสียงออกมา

 

“......รู้สึก...ดีหรือเปล่า”

เลียนถามอย่างกังวล ข้าจึงพยักหน้า

“......รู้สึกดีมากเลย”

 

พอตอบกลับไปอย่างว่าง่าย ข้าก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกโล่งอกจากอีกฝ่าย

 

 

ของที่ข้าปลดปล่อยออกมาเปรอะเปื้อนไปตามแขนและหน้าท้องของอีกฝ่ายก่อนจะเริ่มไหลลงมา

เมื่อมองดูแล้ว ทั้งความกังวลและความร้อนรนที่ทับถมภายในใจของข้าอย่างหาสาเหตุไม่ได้ก็ราวกับค่อย ๆ ได้รับการเยียวยา

ตัวข้าที่เป็นเช่นนี้ทำให้ข้ายอมรับกับตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อนว่าข้าช่างเหมือนสัตว์ป่า

ก็ใช่ว่าข้าจะไม่รู้เข้าเลยว่าทำไมบางครั้งเลียนถึงว่าข้าว่า ‘เจ้าเดรัจฉานน้อยนี่!’ ในยามโกรธ

 

หลังจากทำสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของแล้ว ข้าก็สบายใจลงได้

 

“――อะ”

 

จู่ ๆ ข้าก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมา

 

จริงสิ

อะไรกัน

 

ทำแบบนั้นก็ได้นี่นา

ไม่สิ ข้าจะทำแบบนั้น

 

หากเจ้าเป็นไปตามที่นักทำนายผู้นั้นพูด

――――หากว่าเจ้าเป็น ‘ดวงดาวที่ไม่มีการเวียนว่าย’ แล้วล่ะก็

 

ขอเพียง

ข้าอยู่ด้วยก็พอแล้วนี่นา

 

ถ้าหากเจ้าเพียงคนเดียว ไม่สามารถเวียนว่ายได้ล่ะก็

เจ้ามาเวียนว่ายกับข้าก็พอ

 

หากว่า หากว่าเจ้าตายไป――เมื่อถึงตอนนั้น ขอเพียงข้าตามเจ้าไปด้วย คอยกอดเอาไว้ไม่ให้เจ้าแหลกสลาย ไม่ให้เจ้าหายไปที่ไหน ไม่ให้เจ้าจากข้าไปไหนได้ ขอเพียงกอดเจ้าเอาไว้ให้แน่นก็พอแล้ว

 

ตายด้วยกัน

 

และเวียนว่ายด้วยกันก็พอ

 

ถ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะได้กลายเป็นเศษเสี้ยวของดวงดาว

 

สักวันหนึ่ง เจ้าก็จะ――――

 

“......อัล?”

 

เมื่อถูกเรียก ข้าจึงเงยหน้าขึ้น

 

ระยะนี้ บางครั้งเลียนไม่ได้เรียกว่าข้า ‘อัลเฟรด’ แต่เป็น ‘อัล’ ชื่อที่คนสนิทใช้เรียกข้า พอถูกเรียกแบบนี้แล้วหัวใจข้าก็พองโต ดีใจจนอย่างวิ่งวนไปทั่ว

หากเจ้าเรียกข้าด้วยชื่อนี้มากกว่านี้ก็คงดี

 

ฝ่ามือที่เลอะไปด้วยของเหลวจากข้าถูกวางลงที่แผ่นอกตำแหน่งเดียวกับหัวใจ ข้ารู้สึกดีใจอย่างประหลาด

ทั้งยังมีรอยแดงจาง ๆ ที่ข้าฝากไว้ที่แผ่นอกและต้นคอของอีกฝ่าย

 

อา

หากข้าทำให้ช่องทางด้านในนั้นเป็นของข้าได้

หากข้าทำให้เจ้าเป็นของข้าได้

 

หากทำให้เจ้า――เป็นหนึ่งเดียวกับข้าได้ล่ะก็

 

ข้าคงสบายใจได้มากกว่านี้

 

ข้ากุมมือและสอดประสานฝ่ามือของเลียน หลังจากเลียหางตาที่น้ำตาทำท่าจะไหลออกมาอีกครั้ง ข้าก็ประทับริมฝีปากกับริมฝีปากที่นุ่มนวลนั้น

 

 

***

 

 

วันต่อมา

 

อีกฝ่ายที่ขี้อายขนาดที่ข้าไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนลืมตาขึ้นมาแล้วมองข้าที่ยกอาหารเช้ามาให้ที่ห้อง จากนั้น――

 

อย่าว่าแต่ขอบคุณ เลียนปล่อยกำปั้นเข้าที่หัวข้าอย่างรวดเร็ว

 

ใบหน้าและร่างกายของอีกฝ่ายแดงไม่ต่างอะไรจากอาหารเช้าที่ทำจากแอปเปิลนี้แม้แต่น้อย

 

จากนั้นเขาก็ด่าว่า เจ้าโง่ เจ้าบ้า โรคจิต เดรัจฉานน้อย ไปนั่งในห้องสารภาพบาปซะ ยืนถือถังน้ำอยู่ที่โบสถ์ทั้งวันเดี๋ยวนี้ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ข้าจำไม่ได้แล้ว

ทั้งยัง สั่งให้ข้านั่งคุกเข่าที่พื้น

 

......ดูเหมือน พอตื่นและในหัวสงบลงแล้ว เลียนก็กลับมาเป็นเลียนอย่างทุกที

 

อะไรกัน

ตอนนั้นเจ้าไม่ใช่ว่าเจ้ายอมข้าแล้วหรือไง

พอข้าพูดไปแบบนั้น เลียนก็หน้าแดงก่ำแล้วค้านข้าว่า แค่นิดเดียวไง! นั่นไม่เรียกนิดเดียวแล้ว!

 

ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ข้าไม่เข้าใจคำว่า ‘นิดเดียว’ ของเจ้า

แค่ไม่ทำจนถึงที่สุดก็คือ ‘นิดเดียว’ ไม่ใช่หรือไง

 

พอข้าถามไปว่า คราวหน้าขอทำจึงตอนท้ายเลยได้ไหม หัวข้าก็ถูกเขกอีกครั้ง

ทำไม

 

จากนั้นเลียนก็โดดหนีไปจนถึงขอบเตียง

 

นี่มันอะไร

ข้าโดยระแวงสุด ๆ เลยนี่นา

 

ทำไมข้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลย

คนที่อนุญาตให้ข้าสัมผัสได้ก็คือเลียน แถมเรื่องเมื่อคืนข้าก็ไม่คิดว่าข้าผิดสักนิด

กลับกันข้าอยากให้เลียนชมที่ข้าไม่ละโมบในตอนที่สติอีกฝ่ายไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยซ้ำ

 

ช่างมันเถอะ

......เอาเป็นว่า ตอนนี้ข้าเสียใจที่ถูกเขกหัว ทั้งยังโดนหนีหน้า

ข้าเจ็บปวด

 

ข้าลากเก้าอี้มาข้างเตียงแล้วนั่งลง เพื่อให้อีกฝ่ายเลิกระแวงข้า――ไม่สิ ข้าคิดว่าเขาคงหิวมากแล้วจึงหยิบแอปเปิลหนึ่งลูกจากแอปเปิลกองเท่าภูเขาของสามีภรรยาเกาด้าแล้วค่อย ๆ ปอกเปลือกด้วยมีดปอกผลไม้ที่หยิบขึ้นมาด้วย จากนั้นก็ยื่นไปให้เลียน

 

อีกฝ่ายที่เอาผ้าห่มคลุมทั้งตัวจนเห็นหัวทุย ๆ กลม ๆ ส่งสายตาไม่ไว้วางใจมายังข้า เขามองข้าสลับกับแอปเปิลในมืออยู่สองสามรอบ และ――ค่อย ๆ ยื่นมือมารับแอปเปิลลูกนั้น

 

จากนั้นก็รีบเว้นระยะห่างเผ่นหนีข้าไปอีก

 

......เหมือนจริง ๆ นั่นแหละ

กับเจ้าแมวสีขนเงินตัวนั้น

 

เจ้านั่นน่ะ พอข้าเล่นมากเกินไปก็จะโกรธแล้วหนีข้า แต่พอข้ายื่นอาหารไปให้ มันก็จะเดินเข้ามายอมอย่างแพ้ให้กับความอยากอาหารของตัวเอง

จากนั้นก็จะรีบคาบอาหารแล้วหนีไปอีก

ท่าทางแบบนั้น พอข้าให้อาหารไปอีกสักสองสามรอบ มันก็จะอารมณ์ดีขึ้นมาเอง

 

ดังนั้น หากข้าทำเช่นนั้นกับเจ้าขนสีเงินตัวนี้ เขาก็น่าจะ......อารมณ์ดีขึ้นมา

 

เจ้าของเส้นผมสีเงินที่หนีไปอยู่ขอบเตียงกัดแอปเปิลหนึ่งคำ ข้าได้ยินเขาพึมพำเบา ๆ ว่า หวานจัง ก่อนจะเริ่มกินอย่างเงียบ ๆ

พอกินไปได้ครึ่งลูก คิ้วนั้นก็คลายออก รอยย่นที่หว่างคิ้วหายไปหมดแล้ว

หลังจากกินหมดหนึ่งลูก เลียนก็ขอเพิ่มอีก ข้าจึงปอกให้เขาอีกหนึ่งลูก

 

จะอีกสองหรือสามลูก ข้าก็ปอกให้ได้ขอรับ

หากนั่นจะทำให้เจ้าอารมณ์ดีแล้วยอมเข้าหาข้าเหมือนเดิมล่ะก็

 

ตอนนี้เจ้าของเส้นผมสีเงินออกห่างจากขอบเตียงแล้วขยับมาใกล้ข้ามากขึ้นอีกครึ่งหนึ่ง

บนโต๊ะถัดจากข้ามีอาหารเช้าที่มีควันลอยกรุ่นวางอยู่ อีกฝ่ายเริ่มมองไปทางนั้นบ่อยขึ้น คงหิวแล้วสินะ

 

ข้าเลือกหยิบแอปเปิลหวาน ๆ อีกลูกพลางในหัวก็คิดว่าอีกเดี๋ยวก็คงจะอารมณ์ดีแล้ว

 

 

 

มื้อเช้าจบลง

 

สามีภรรยาเกาด้าที่ออกมาส่งพวกข้าพูดขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าและส่งถุงผ้าที่บรรจุแอปเปิลอยู่เต็มถุงให้พวกข้าคนละใบ

ดูเหมือนจะเป็นแอปเปิลหวานที่เพิ่งเก็บมา

หากนำกลับไป คุณเชดเดอร์กับพวกเด็ก ๆ คงดีใจกันมากแน่ ๆ

คุณเกาด้ายังใจกว้างให้เหล้าแอปเปิลที่ข้าขอไว้มาถึงหกขวด คุณเชดเดอร์คงชอบใจน่าดู ข้าเองก็ดีใจ เหล้าของคุณเกาด้ารสชาติดีมากนี่นา

 

หลังจากร่ำลาเรียบร้อย ในตอนที่เลียนกำลังจะก้าวขึ้นรถม้า มีทที่แอบอยู่ข้างหลังสามีภรรยาเกาด้าวิ่งออกมาแล้วยื่นสองมือเล็ก ๆ นั่นส่งอะไรบางอย่างให้เลียน

 

“อะไรหรือ มีทจัง”

“ค...คือ......นี่น่ะ......เครื่องรางเจ้าค่ะ! ถ้าเก็บไว้นะ ท่านเทพธิดาแห่งสายลมจะใช้สายลมพัดพาโชคดีมาให้! จริง ๆ นะ! เพราะงั้น ข้าให้ท่านเลียน!”

“――เอ๋!? จ...จะดีหรือ เอาของสำคัญขนาดนี้มาให้ข้า......”

“ดีเจ้าค่ะ!”

มีทใบหน้าแดงระเรื่อแล้วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

“แทนคำขอบคุณที่สร้างสุสานให้มู้ด และมาช่วยข้า!”

 

พูดจบ ไม่รู้เพราะอายหรือเปล่า มีทกลับไปซ่อนหลังสองสามีภรรยาอีกครั้ง

 

เมื่อลอบไปบนฝ่ามือขาวข้างนั้น นั่นคือรูปปั้นเทพธิดาขนาดเล็กในตอนนั้น

ทั้งที่เมื่อวานข้านำไปคืนมีทแล้ว แต่สุดท้ายมันก็กลับมาหาเลียนอีกครั้ง

 

เลียนเงยหน้ามองข้าด้วยสีหน้าลังเลและลำบากใจ

 

“ท...ทำยังไงดี......”

“ทำยังไงอะไรล่ะ......แทนคำขอบคุณนี่ รับไว้เถอะ”

“ต...แต่......นี่น่ะ เจ้าเก็บไว้จะดีกว่า”

“พูดอะไรของเจ้า มีทบอกว่า ให้เจ้า เจ้าเก็บไว้เถอะ อีกอย่าง ทำแบบนั้นข้าจะสบายใจกว่า......เจ้าพาตัวเองเจออันตรายตลอดนี่นา”

“ฮ๊ะ!? ข...ข้าไม่เคยพาตัวเองไปเจออันตรายซะหน่อย! เสียมารยาท!”

 

เลียนโกรธจนหน้าแดงก่ำ

 

――นัยน์ตาคู่นั้น ไม่มีเงามืดเหมือนเมื่อวานแล้ว

 

เป็นสีน้ำเงินจาง ๆ เหมือนอย่างทุกที

 

พอเห็นแบบนั้น ข้าก็เบาใจจนเหมือนปลดเปลื้องเรี่ยวแรงทั้งหมด ข้ายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

พอเห็นข้ายิ้ม เลียนก็โมโหออกมาอีกแล้วชกเข้าที่ท้องข้า

ท่าทางอีกฝ่ายคงคิดว่าข้าหัวเราะเพราะจงใจล้อเลียน ไม่ใช่แท้ ๆ ข้ารู้สึกขุ่นเคืองตัวเองที่พูดแก้ตัวไม่เก่งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

 

ข้าวางมือทาบลงเบา ๆ บนฝ่ามือขาวที่ถือรูปปั้นเทพธิดาอยู่

 

มาเรียเคยบอกว่าเครื่องรางที่เปี่ยมด้วยคำอธิษฐานที่อ่อนโยนจะช่วยปกป้องเจ้าของมันจากภยันตราย

เช่นนั้น ได้โปรด

 

ข้าอ้อนวอน

 

......อย่าพาเขาไปเลย

 

ข้าจะรักษาให้ดี ดังนั้น

อย่าช่วงชิงเขาไปจากข้าเลย

 

“อัลเฟรด?”

 

ข้ามองใบหน้าที่มีสีหน้าประหลาดใจของเลียนแล้วส่งยิ้มไปให้

 

หลังจากนั้น พอข้าจุมพิตที่หลังมืออีกฝ่ายเพื่ออธิษฐาน――ข้าก็ถูกเขกหัวอีกครั้ง

 

------------------------

มาแล้วค่ะะ ไฟนอลไม่ใช่อุปสรรคในการอัพนิยาย /ซับน้ำตา TvT

ตอนนี้จบในตอนเดียวเลยนะคะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 356 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,644 ความคิดเห็น

  1. #1585 Sea Zip (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 23:28
    โห ตอนนี้หลายอารมณ์มากเลย
    #1,585
    0
  2. #1577 hongyok025 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 04:17
    ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจากใจที่แปลให้นะคะ จะร้องไห้ น้องหมาแงงงง พี่เขาเล่นพูดถึงความอบอุ่น เรารู้สึกใจสั่นกลัวตลอดเลย ถ้าถึงวันที่ร่างกายน้องเย็น พี่จะไม่ทรมานตายเรอะ โอ้ย ปวดใจจริงจริ๊ง คำขอนั้นต้องส่งไปถึงแน่นอนค่ะ
    #1,577
    0
  3. #1282 Satu_etipiso (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 01:41
    ตอนนี้หลากหลายอารมณ์มากค่ะ555 ถ้าได้อยู่ด้วยกันนานๆก็คงดีสิน้า คุณไรท์อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคะ
    #1,282
    0
  4. #1281 แมวหิวนิยาย (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 14:38
    ทำไมรู้สึกตอนนี้ยาวมาก และมีหลากหลายอารมณ์มาก 5555
    ขอบคุณที่แปลนะคะ
    อัลนับวันเริ่มน่ากลัวนะ 5555
    #1,281
    0
  5. #1280 Miki120 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 05:59

    อยากให้เลียนรอด อยากให้อยู่กับอัลเฟรด อยากให้อยู่ตลอดไป ไม่อยากให้ไปไหนอ่ะ ไม่อยากให้ดราม่าด้วย แงงง
    #1,280
    0
  6. #1279 Sari-Sama (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 23:38
    เป็นตอนที่แบบอ่านฉากนั้นที่ปกติจะต้องเขินแบบ แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งอัลเฟรดบอกว่าไม่อยากให้เลียนหายไปน้ำตามันก็ไหลไม่หยุด

    ทั้งๆที่พวกเขาก็ดูจะมีความสุขกันแท้ๆทำไมเราถึงได้เศร้าขนาดนี้กันหล่ะ..?
    #1,279
    0
  7. #1276 เก้าอี้น้อย (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 01:39
    ได้แต่ภาวนาให้เลียนและอัลรอด ขนาดนี้แล้วก็ได้ๆกันไปเถอะ!
    #1,276
    0
  8. #1275 Piloy (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 22:24
    อยากให้ได้กันซักที 555555
    #1,275
    0
  9. #1274 pjp598 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 17:40

    ไม่สุดจริงๆ ยังไม่พอขออีกซักตอนเถอะ โอ้ยย ไม่ค้างคาแต่ค้างใจมาก เป้นเรื่องที่เดาตอนจบไม่ออกเลยจริงๆ
    #1,274
    0
  10. #1272 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 11:43
    รู้สึกเบาใจแต่ก็ยังไม่สุด แต่ก็มีความสุข
    #1,272
    0
  11. #1271 ICUFICTION (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 11:08
    อื้อ นิดเดียวละ เลียนอ่ะคิดมากกก 555
    #1,271
    0
  12. #1270 เด็กน้อยผมสั้น (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 11:06
    narakk
    #1,270
    0
  13. #1267 NON-SHUGAR (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 09:45
    อัลเฟรดบอกว่าที่ทำไปก็คือนิดเดียวเเล้วนะ 55555
    #1,267
    0
  14. #1265 เดี๋ยวช่วยพายนะฮะ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 09:08
    อยากโดนเขกหัวบ้างจังค่ะ :-D
    #1,265
    0
  15. #1264 05072536pote (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 08:20
    นิดเดียวจริงๆ รออ่านนะค่ะ
    #1,264
    0
  16. #1263 hijjyii994 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 08:06
    เอ็นดูเป็นที่สุด เจ่บนมไปหมดแล้ว มันหนุบหนับน่ารักมาก อุแง ฮื่อออ
    #1,263
    0
  17. #1262 late-d (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 07:21
    เรื่องนี้มันดีม่กๆเลยอ่ะะะะ
    #1,262
    0
  18. #1261 aey_1997 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 07:08
    ถ้านิดเดียวคือไม่ถึงที่สุด เอิ่ม แล้วปานกลางล่ะมีไหม 😅 มีปุ่มแค่ นิดเดียว กับที่สุดเลยเรอะ 🤣🤣🤣
    #1,261
    0
  19. #1260 nongning5657 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 02:31
    ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ อย่าหักโหมมากไป พักผ่อนเยอะๆด้วย ถ้าไรท์ป่วยขึ้นมาเราจะหาอ่านที่ไหนต่อ!? อะล้อเล่น เป็นห่วงนะคะ^^
    #1,260
    0
  20. #1259 ไม่รู้ชื่อไรดี (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 02:26
    ทำไมอ่านช่วงแรกมันเศร้าแต่ช่วงสุดท้ายมันก็เศร้าเหมือนเดินแต่เพิ่มเติมมันมีความสุขแบบแปลกๆ- -
    #1,259
    1
    • #1259-1 Sleepy😪(จากตอนที่ 37)
      25 เมษายน 2563 / 07:01
      สุขปนเศร้าอะเธอออออ
      #1259-1
  21. #1258 10326 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 01:58
    ความปราถนาของอัลเฟรดอาจจะมีผลช่วยก็ได้นะ
    ความที่เป็นตัวเอกอะ ลูกรักท่านเทพธิดา ตัวเอกของโลกใบนี้
    ไม่มีใครอยากให้เลียนตายเลย ไม่ว่าจะเป็นอัลเฟรด หรือท่านเทพธิดา โชคชะตาก็พรากจากไปไม่ได้ คอยดูเอาเถอะ!
    #1,258
    0
  22. #1257 k-kh (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 01:56
    ขอบคุณมากค่ะไรท์ ไรท์เก่งมากๆเลย ตอนนี้คือยาวจุใจมาก 555+ อัลคือทำเราน้ำตาซึม รักเลียนมากๆจนคิดว่าจะตายพร้อมกัน หวาดกลัวอยู่ตลอดว่าเลียนจะหายไป เลียนจะต้องไม่เป็นไรแน่ๆ แต่ตอนนี้เรากังวลเรื่องนักบวชมากเลย 555 จะออกมาตอนไหนล่ะนี่
    #1,257
    0
  23. #1256 Notty Kero (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 01:13
    คือเราเข้าใจอัลมากๆแปลออกมาได้แบบเราเข้าใจความรู้สึกหวาดกลัวของอัล เหมือนปกป้องเลียนจากสิ่งที่ตัวเองไม่รู้หวาดกลัวท่าทางที่พร้อมจากไปของเลียนเสมอแต่อัลจะลุกขึ้นมาสู้แล้วถ้ามีอัลอยู่ด้วยเลียนจะต้องรอด แงงงงงงงง
    #1,256
    0