[นิยายแปล] Nurturing the Hero to Avoid Death ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

ตอนที่ 18 : 15.5 เรื่องราวของการทำนายดวงดารา (อัลเฟรด's part)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,204 ครั้ง
    18 ก.พ. 63

 

 

Nurturing the hero to avoid death | ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

15.5 เรื่องราวของการทำนายดวงดารา (อัลเฟรด's part)

 

ในเสี้ยววินาทีนั้น

ดาบที่ใบมีดถูกบดขยี้ก็ล่วงลงสู่พื้น

 

เพราะอีกฝ่ายใช้ดาบที่กุมด้วยสองมือสกัดดาบของข้าที่ฟาดฟันลงไป หากใส่พลังลงไปอีกหน่อยーーข้าน่าจะชนะได้แท้ ๆ

 

ตอนนี้พลังของเขาด้อยกว่าข้า อีกทั้งร่างกายก็เล็กกว่าข้ามาก พอพูดเรื่องนี้ทีไรอีกฝ่ายจะหน้าแดงและตวาดกลับมาว่า เป็นเจ้าที่ตัวโตเกินไปต่างหาก

 

หลังจากหยุดดาบของข้าแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ได้จู่โจมกลับมาทันที ทว่ากวัดแกว่งดาบและーーーーเข้ามาประชิดตัวก่อนจะจ่อปลายดาบเข้าที่แผ่นอกของข้าในชั่วพริบตา เมื่อถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ข้าจึงเกิดอาการลังเลไปชั่วขณะ การเคลื่อนไหวพลันชะงักลง อีกฝ่ายไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ

 

การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายพริ้วไหวและงดงามเสียจนไม่อาจละสายตาได้เช่นเคย

 

ร่างนั้นกระโดดข้ามไปด้านหลังของข้าอย่างว่องไว ก่อนที่ดาบของอีกฝ่ายจะตัดผ่านอากาศและหยุดลงที่ปลายจมูกของข้า

 

"เอาล่ะ พอแค่นั้นー! โอเวนชนะー!"

 

อาจารย์สอนดาบที่ทำหน้าตาง่วงซึมอยู่ทั้งปีทั้งชาติยกมือขึ้นส่งสัญญาณการสิ้นสุดการประลอง สถานที่ที่ห่างจากพวกข้าออกไป เจ้าสามคนที่มักตัวติดกับอีกฝ่ายเสมอวิ่งขึ้นหน้ามาพร้อมกับเสียงโฮร้องดีใจของศิษย์บางกลุ่มที่ดังขึ้น

 

ชั่วโมงเรียนดาบของโรงเรียนแห่งนี้ ทุก ๆ สิ้นเดือนจะมีการแข่งขันประลองตัวต่อตัวกับคู่ต่อสู้ที่มีความสามารถทัดเทียมกัน ในการประลองแต่ละครั้งอาจารย์จะเป็นผู้กำหนดคู่ต่อสู้ให้นักเรียนแต่ละคน

 

คู่ประลองของข้าตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ส่วนมากแล้วーーーーไม่สิ ทุกครั้งจะเป็นคนเดิมเสมอ

 

เพราะผู้ที่มีความสามารถที่พอจะเป็นคู่ต่อสู้ให้ข้าและคนที่อยู่ตรงหน้าข้าได้นั้นไม่มีใครอื่นอีก

 

ได้ยินว่าอีกฝ่ายลงทุนไปไหว้วานปรมาจารย์ดาบจากในเมืองหลวงมาช่วยชี้แนะให้ ช่างเป็นคนที่เกลียดความพ่ายแพ้ผิดจากท่าทางสงบนิ่งและนุ่มนวลนั่นเสียจริง คงอยากพยายามเพื่อที่จะไม่เสียใจภายหลัง เพลงดาบที่เขาได้รับการชี้แนะเป็นวิชาดาบที่ใช้จริงในสนามรบ ดังนั้นในโรงเรียนแห่งนี้จึงไม่มีใครที่สามารถเอาชนะเขาได้

 

ข้ารู้เรื่องนั้นดี แม้แต่ข้าเองก็ยังเจ็บใจจากการพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ข้าคิดเสมอว่าอยากทำลายสถิติการชนะติดต่อกันทุกครั้งของอีกฝ่าย

 

เพื่อการนั้น บางครั้งข้าจึงไปขอร้องอาจารย์ดาบในหมู่บ้านให้ช่วยสอนวิชาดาบ อาจารย์ผู้นั้นเหมือนกันกับข้า เขาเคยเป็นอัศวินและเดินทางจากอาณาจักรอันห่างไกลจนมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ อาจเพราะประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากสนามรบ วิธีการสอนของอาจารย์ผู้นี้จึงค่อนข้างรุนแรง ทว่านำไปใช้ในการต่อสู้ได้มากกว่าวิชาดาบของอาจารย์ในโรงเรียนที่แค่จบการศึกษาจากโรงเรียนฝึกอัศวิน ท่านอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ที่ใช้ในสนามรบให้ข้า เอาเถอะ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ในสนามรบคงไม่มีการทำความเคารพและขานชื่อตัวเองอย่างสุภาพเหมือนเวลาประลองอยู่แล้ว

 

ถึงจะเลือดร้อนไปหน่อย ไม่สิ คงต้องบอกว่าบ้าคลั่ง แต่ก็ถือว่าเป็นอาจารย์ที่ดีคนหนึ่ง แม้ข้าจะเรียนจบไปแล้วแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเบื่อหน่าย ออกจะบ้าเลือดーーอา ช่วยชี้แนะข้าอย่างตั้งใจ ข้าจึงรู้สึกขอบคุณจากใจจริง แม้จะวิธีการสอนรุนแรงไปหน่อยก็ตาม

 

ทุกครั้งที่พ่ายแพ้กลับมา ท่านอาจารย์จะช่วยชี้แนะว่าข้าแพ้ที่จุดไหนและสั่งสอนข้าอย่างเข้มงวด จากนั้นข้าก็แพ้กลับมาอีก......วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ จนในที่สุด

 

ทั้งข้าและอีกฝ่ายเอง ต่างก็กลายเป็นผู้ที่นักเรียนคนอื่นไม่อาจเป็นคู่ฝึกซ้อมให้ได้

 

ด้วยเหตุนี้ คู่ประลองของข้าตั้งแต่เข้าเรียนที่นี่จึงーーーーเป็นคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

 

 

ดวงตาสีไอซ์บลูที่อ่อนโยนนั้นจ้องข้าไม่กระพริบ ขากรรไกรของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ แววตานั้นเปี่ยมด้วยความปีติยินดี

 

"......เสียใจด้วยนะ อัลเฟรด ข้าชนะอีกแล้ว เจ้าเกือบจะทำได้แล้วเชียว ทว่าช่องโหว่ก็ยังเยอะอยู่ดี"

 

เลียนยกยิ้มอย่างดีใจจากส่วนลึกข้างในขณะพูดประโยคนั้นออกมา

 

ข้าถอนหายใจ

......คิดว่าคราวนี้คงชนะได้แล้วเชียว ทำไมกัน ทั้งที่ตอนนี้พละกำลังของเลียนด้อยกว่าข้า ผอมกว่าข้า ตัวเล็กกว่าข้า แต่ทำไมข้ายังเอาชนะเขาไม่ได้เสียที อุตส่าห์ไปได้สวยแล้วแท้ ๆ

 

"ข้าบอกเจ้าตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนี่ว่าให้หยุดอัดพลังบ้า ๆ นั่นพุ่งเข้าใส่สักที เข้าใจหรือไม่ーー"

 

หลังจากเก็บดาบแล้ว เลียนก็หันกลับมากอดอกก่อนจะเริ่มพูดราวกับกำลังบรรยายในชั่วโมงเรียน

ーーเหมือนเช่นทุกครั้ง

 

เลียนมักเป็นแบบนี้เสมอ หลังจากการประดาบสิ้นสุดก็จะทำท่าทีเป็นอาจารย์สอนข้าตลอด ถึงจะเจ็บใจแต่ก็เป็นจริงอย่างที่เลียนพูด สุดท้ายข้าก็ทำได้เพียงยอมนั่งฟังแต่โดยดี

 

"......นี่ เจ้าฟังที่ข้าพูดอยู่หรือเปล่า"

 

"อืーม......ทำไมข้ายังเอาชนะเจ้าไม่ได้สักที......ทั้ง ๆ ที่พลังของเจ้าด้อยกว่าข้า ตัวก็เล็กกว่าข้าตั้งหลายส่วน......"

 

พอข้าถามออกไปตรง ๆ ใบหน้าเลียนก็แดงก่ำก่อนจะเริ่มโมโห

 

"อะ......!! ข...ข้าไม่ได้ตัวเล็ก!! ปกติต่างหาก! เสียมารยาท! เจ้านั่นแหละที่ตัวโตเกินไป! เอาส่วนสูงนั่นมาให้ฉัน แค่ก ให้ข้าเดี๋ยวนี้!!"

 

เลียนพูดออกมาแบบไม่หยุดพัก

 

"จะเป็นไปได้ยังไง"

"!! น...หนวกหูーー"

 

"ท่านเลียน~! เหนื่อยหน่อยนะขอรับ!"

"ท่านเลียนー! แหม ช่างวิเศษจริง ๆ เลยขอรับー!"

"ท่านเลียน! งดงามที่สุดเลยขอรับ!"

 

ข้าเห็นร่างของทั้งสามคนร้องเรียกเลียนก่อนจะวิ่งตรงมาทางนี้

 

เมื่อเลียนได้ยินเสียงเรียกก็ปิดปากที่พูดค้างไว้ เขาหันกลับมามองข้า ใบหน้านั้นยังคงเป็นสีแดง

 

"อ...เอาเป็นว่า! ฝึกให้มันเยอะ ๆ หน่อย!"

"เข้าใจแล้ว"

 

เมื่อข้าตอบกลับไปอย่างว่าง่าย เลียนก็พยักหน้าหนึ่งทีเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะเดินไปหาสามคนนั้น

 

 

สายตามองตามร่างเจ้าของเส้นผมสีเงินที่เดินจากไปด้วยแววตาเรียบเฉย ที่ดวงตาและแก้มยังคงหลงเหลือสีแดงระเรื่อจาง ๆ ข้ามองขนตายาวสีเงินที่หลบต่ำเล็กน้อยและกำลังสั่นไหว

 

จู่ ๆ ก็อยากสัมผัสขึ้นมาอีกครั้ง

เหมือนกับในคืนนั้น

 

แม้แต่ในช่วงเวลาที่พูดคุยกัน ข้าก็อยากสัมผัสเขาเสียจนไม่อาจต้านทานได้ ทว่าตัวข้ารู้ดีว่าหากสัมผัสไปล่ะก็เลียนต้องโมโหจนเลือดขึ้นหน้าแน่ ดังนั้น ข้าจึงทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้ หากข้าเผลอสัมผัสเข้า เลียนคงไม่คุยกับข้าไปอีกพักใหญ่ หรืออาจจะโกรธและระแวงข้าจนไม่ยอมเข้าใกล้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าคงเจ็บปวดใจ

 

ข้าถอนหายใจออกมา

ทั้งที่ในคืนนั้นーーเลียนยอมให้ข้าสัมผัสได้ตามที่ต้องการแท้ ๆ

 

ทุกครั้งที่ข้าจูบหรือสัมผัส เลียนจะมองข้าอย่างยินดีและหัวเราะอย่างมีความสุขพร้อมกับแก้มสีแดงนั่น

 

สองแก้มที่เปื้อนคราบน้ำตาและขนตาสีเงินที่เปียกชุ่ม แม้ท่าทางจะดูเกียจคร้านทว่าเมื่อสะท้อนเข้ากับแสงจากตะเกียงกลับช่างดูงดงามーー

 

......แต่น่าเสียดาย หลังจากนั้นเลียนก็หมดสติก่อนจะผล็อยหลับไปーーーーวันต่อมา พอข้าพยายามจะสัมผัสเลียนอีกครั้ง อีกฝ่ายกลับโกรธทั้งยังกระโดดหนีข้า เลียนกลับมาเป็นเลียนเหมือนทุกที

 

แม้ไม่รู้ว่าในวันนั้นระหว่างที่ข้าไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นกับเลียน ทว่าท่าทางของเลียนในตอนนั้นทำให้ข้ายอมจำนน เลียนที่ตัวสั่นเทิ้มราวกับเด็กและร้องไห้อยู่ภายในห้องเพียงลำพัง

 

เมื่อเห็นข้าก็เกาะไม่ปล่อยแล้วพูดทั้งน้ำตาว่าให้ข้าพาไปด้วย อย่าทอดทิ้งเขา และขอให้ข้าอยู่ด้วยกันตลอดไป

 

ーーราวกับเด็กน้อยที่ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวจนร้องไห้

 

 

 

แม้แต่ตอนนี้ ข้าก็ยังไม่รู้สาเหตุ

พอลองถาม เลียนกลับมีท่าทีบ่ายเบี่ยง จนแล้วจนรอดข้าก็ยังไม่ได้คำตอบ

 

ทำไมกัน

ทั้ง ๆ ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีอนาคตที่ดีรองรับ มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ชีวิตที่ไม่ว่าใครต่างก็อิจฉา แต่ทำไมเจ้ากลับโอบกอดความเดียวดายไว้ถึงเพียงนั้น

 

รอบตัวเลียน ไม่น่าจะมีตัวตนของความว้าเหว่ปรากฏอยู่เลยแท้ ๆ

 

ーーーーーーหากว่านั่น คือเลียนตัวจริงแล้วล่ะก็

 

เมื่อคิดถึงตรงนี้ทีไร ข้าก็มักจะหัวเราะให้กับความเพ้อเจ้อของตัวเองเสมอ

เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้ยังไง

ผู้ที่อยู่ตรงหน้าข้าคือ เลียน ไม่มีทางเป็นอื่น

 

แต่ทำไมーーーー

 

ตรงกันข้ามกับตัวข้าที่กำลังหัวเราะเยาะตัวเอง......ในวันนั้นที่หมู่บ้านฟอร์เดล คำทำนายจากดวงดาวที่หญิงสาวผู้นั้นพูดถึงーーーーยังคงตราตรึงอยู่ในซอกหลืบภายในความทรงจำของข้า

 

แม้ข้าจะไม่ได้ร้องขอ ทว่านางก็ยืนกรานที่จะทำนายถึงสิ่งที่ข้าโอบกอดไว้ รวมถึงเรื่องในอนาคตต่อจากนี้ของข้า คำพูดที่ลึกซึ้งและคลุมเครือจากหญิงสาวนักพเนจรที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด

 

หญิงสาวผู้นั้นกล่าวว่าใกล้ตัวข้ามีーー'ดาวดวงเล็กจากจักรวาลอันห่างไกลที่ถูกส่งมาโดยองค์เทพีผู้กังวลต่อความโศกเศร้าของโลกใบนี้'

 

ข้าไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดนั้น

ดาวดวงนั้นที่นางพูดถึงคงต้องการสื่อถึงใครบางคน ทว่านางกลับไม่ได้บอกถึงความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น

 

คำพูดของหญิงสาวผู้นั้นเต็มไปด้วยการเปรียบเปรยและไม่ชัดเจน ข้าจึงไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งที่พูดออกมา สิ่งใดมีความหมายหรือไม่มีความหมายบ้าง

 

ทุกสิ่งที่กล่าวออกมาล้วนกำกวมเสียจนข้าจับความหมายที่แท้จริงไม่ได้ ราวกับเพียงแค่นำคำพูดยาก ๆ มาร้อยเรียงต่อกัน ไม่ต่างอะไรจากพวกนักทำนายที่ถือวิสาสะทำนายดวงชะตาของผู้คนที่สัญจรพร้อมรีดไถเงินตามตรอกมืดแม้แต่น้อย

ทว่าหญิงสาวผู้นี้กลับไม่ยอมรับเงิน หรือจะไม่ใช่พวกเดียวกับนักทำนายพวกนั้นอย่างนั้นหรือ

 

แค่คำพูดของคนผ่านทางที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ

ข้าไม่มีความจำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจแท้ ๆ

 

แต่ทำไมกันーーーー

 

คำพูดที่ลึกซึ้ง ไม่ชัดเจน ทั้งยังคลุมเครือนั้นกลับ......ยังหลงเหลืออยู่ในหัวของข้าแม้กระทั่งตอนนี้

 

 

หญิงสาวผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำที่มีรอยปะชุนไปทั่ว ฮู้ดขนาดใหญ่ถูกดึงลงมาราวกับต้องการปิดบังใบหน้า ที่เอวรวมถึงด้านหลังของนางมีไม้เท้าเก่า ๆ สีดำสนิทน่าขนลุกกับอุปกรณ์ทำนายดวงชะตาที่ข้าไม่รู้จักอีกหลากหลายแบบและม้วนกระดาษมากมายที่ถูกขีดเขียนจนไร้ที่ว่าง

 

ดวงตาและเส้นผมของนางเป็นสีดำขลับที่หาไม่ได้ในดินแดนนี้ ผิวของนางขาวซีดราวกับถ้วยกระเบื้อง มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่เป็นสีแดงสด

 

สีผมและดวงตาของนางเหมือนกับข้าที่แตกต่างจากผู้คนในดินแดนนี้ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีเส้นผมและดวงตาสีน้ำตาล อาจเพราะเหตุนี้ นางจึงดึงผ้าคลุมลงมาเพื่อปิดซ่อนใบหน้า

 

ข้าไม่รู้ว่านางอายุเท่าไร เป็นเด็กสาวหรือหญิงชรา

 

ทว่าแม้ใบหน้าจะถูกบดบังเอาไว้ แต่รูปโฉมที่เพียบพร้อมของนางก็ยังมีเผยออกมาให้เห็นเรียกสายตาของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาให้หันไปมอง เพียงแต่ใบหน้านั้นงดงามเกินไปจนดูราวกับเป็นของที่ทำขึ้น ภายในใจของข้าเกิดคำถามขึ้นมาว่า นางใช่มนุษย์แน่หรือ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่างภายใต้รูปโฉมนั้น

 

หญิงสาวแปลกประหลาดจากต่างแดนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

 

 

นางกล่าวว่านางศึกษาดวงดาวที่ส่องแสงและถูกสะกดบนฝากฟ้า ทั้งยังーーทำนายโชคชะตาจากดวงดาวเหล่านั้น

 

นางเดินทางไปทั่วดินแดนและสังเกตหมู่ดวงจากที่ต่าง ๆ พร้อมจดบันทึกและทำนายการโคจรของดวงดาว รวมไปถึงทิศทางที่ดาวนั้นกำลังจะไป

 

นางกล่าวว่าข้าหรือแม้แต่เหล่าปีศาจที่ผู้คนหวาดกลัวล้วนเป็นเศษเสี้ยวที่ถูกแบ่งแยกออกจากดวงดาว และสักวันสิ่งเหล่านี้จะกลับไปรวมกันใหม่อีกครั้ง

 

ดวงดาวทุกดวงล้วนแล้วแต่หมุนโคจรเวียนว่ายไปไร้ที่สิ้นสุด

 

ไร้ที่สิ้นสุด

 

นางพูดเช่นนั้นก่อนจะจ้องมองข้าーーーーและยกยิ้มออกมาเล็กน้อย

 

ทำคำนายของดวงดาวจากคำพูดของนักพเนจร แม้แต่ตอนนี้ーーーーยังคงหลงเหลือในตัวของข้าราวกับถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม

 

 

***

 

 

ช่วงเวลาก่อนเข้านอน หลังจากกลับจากงานพิเศษและอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ข้ามักจะนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะหรือบางครั้งก็ทิ้งตัวลงบนเตียงขณะเดียวกันก็จัดการงานที่ได้รับการจ้างวานให้เสร็จเรียบร้อย

 

"......วันนี้พอเท่านี้แล้วกัน"

 

ข้ายืดตัวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และหนวดไหล่ไปพลางมองดูหินสีส้มอมแดงที่กลิ้งอยู่บนโต๊ะ ข้าหยิบถุงที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมา ดูจากน้ำหนักแล้วคงเหลืออีกประมาณครึ่งหนึ่ง

 

นี่คืองานที่เลียนจ้างวานข้าไว้ในช่วงก่อนปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ โดยต้องการให้ข้าถ่ายพลังเวทลงไปーーใน'หินกักเก็บพลังเวท'ーーที่โปร่งใสนี้

 

เลียนบอกให้ข้านำส่วนที่ถ่ายพลังเสร็จแล้วทยอยส่งไป ข้าถ่ายพลังเสร็จไปครึ่งหนึ่ง คงถึงเวลาที่ควรนำไปให้ได้แล้ว วันเสาร์นี้ร้านเหล้าที่ข้าทำงานพิเศษอยู่ปิดทำการชั่วคราว ดังนั้น หากทำงานที่ร้านก่อสร้างตั้งแต่เช้าจนเย็นเสร็จ ข้าก็จะกลับไปถึงโบสถ์ได้ก่อนพระอาทิตย์ตก ถ้าเป็นเวลานั้นข้าอาจได้พบเลียน ค่อยเข้าไปคุยแล้วส่งให้ตอนนั้นแล้วกัน

 

ปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิคราวนี้ข้ามีเรื่องต้องทำมากมาย ไม่สิ แม้ปกติข้าไม่สมควรจะหยุดพักอยู่แล้วก็ตาม

 

ช่วงปิดภาคเรียนข้าต้องเดินทางข้ามเขาหนึ่งลูกเพื่อไปหมู่บ้านฟอร์เดลกับคู่สามีภรรยาเชดเดอร์เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ที่ข้าทำงานด้วย

 

ก่อนถึงวันปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ คุณลุงกับคุณป้าที่เป็นญาติของคุณเชดเดอร์อุตส่าห์เดินทางไกลมาจนถึงหมู่บ้านเรสเพื่อมาขอร้องให้คุณเชดเดอร์ช่วยแบ่งสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพราะวัวกับม้าล้มป่วยและตายจากโรคระบาดไปหลายตัว

 

สามีภรรยาเชดเดอร์เป็นคนใจกว้าง หลังจากฟังเรื่องราวแล้วก็เห็นใจ จึงตัดสินใจยกวัวแปดตัวกับม้าสองตัวให้ในทันที พร้อมอาสาพาไปยังหมู่บ้านข้าง ๆ ด้วยตัวเอง คุณลุงกับคุณป้า สองสามีภรรยาที่ชราภาพก็อาสาจะช่วยด้วยอีกแรง ทว่าถูกคุณเชดเดอร์ปฏิเสธอย่างอ่อนโยน กระดูกของคุณลุงไม่ค่อยดี ทั้งภรรยาเองร่างกายก็ไม่แข็งแรง ข้าเห็นด้วยที่คุณเชดเดอร์ปฏิเสธไป หากพาไปจนถึงที่หมายแต่คุณลุงคุณป้ากลับล้มป่วยขึ้นมาก็สูญเปล่ากันพอดี

 

หลังจากนั้นคุณเชดเดอร์มาไหว้วานข้าว่าช่วยพาวัวกับม้าข้ามเขาไปหมู่บ้านใกล้เคียงด้วยกันได้หรือไม่ โดยเสนอเพิ่มค่าแรง ทั้งจ่ายค่าอาหาร ค่าที่พัก รวมถึงค่ารักษาหากได้รับบาดเจ็บ

 

แม้คุณเชดเดอร์จะให้เวลาข้ากลับไปคิดเพราะเกรงว่าข้าอาจมีธุระปะปัง ทว่าข้าตอบตกลงทันทีในวันนั้น

 

แน่นอนว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นย่อมเป็นตัวดึงดูดข้า ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด คุณเชดเดอร์มักดูแลข้าอย่างดีมาเสมอ หลังเลิกงานก็มักเลี้ยงอาหารเย็น ทั้งมอบเสื้อผ้าให้โดยอ้างว่าซื้อมาเกินในช่วยลดราคา บางทีคุณนายเชดเดอร์ก็ทำขนมมาเผื่อให้ข้าเอากลับไป แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยทว่าพวกเขาก็ใจดีกับข้ามาตลอด

ทุกสิ้นเดือนก็จะมาสวดมนตร์ทั้งช่วยซ่อมแซมโบสถ์ เป็นคู่สามีภรรยาที่จิตใจดี

 

อีกอย่างการพาฝูงสัตว์ข้ามเขาไปเพียงสองคนออกจะเป็นงานที่หนักเกินไป ทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์อสูรบนภูเขา แม้จะมีการวางข่ายป้องกันทว่าก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังนั้น แม้จะใช้เวลาเดินทางหลายวัน แต่ก็ตรงกับช่วงปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิพอดี วันเวลาประจวบเหมาะเช่นนี้ ข้าจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ

 

 

ระหว่างหมู่บ้านเรสและหมู่บ้านฟอร์เดลมีภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ ภูเขาลูกนี้มีความกว้างมาก แน่นอนว่าชันมากเช่นกัน ทั้งยังมีโขดหินและต้นไม้ขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่ว จึงต้องเดินทางอ้อมเขาลูกนี้เท่านั้น แม้จะเร่งเดินทางขนาดไหนก็ยังต้องใช้เวลาเดินเท้าอย่างน้อยที่สุดสามวัน หากยิ่งต้องพาฝูงวัวเดินข้ามเขาไปด้วย เวลาที่เดินทางก็ยิ่งมากขึ้น หลังจากคำนวณเวลาไปกลับแล้ว จึงควรเผื่อเวลาไว้ประมาณสองอาทิตย์พอดี

 

ความโชคดีที่นาน ๆ จะเข้ามาเยี่ยมเยียนข้าสักทีทำให้ข้าได้พบเลียนในช่วงมื้อเย็น ข้าจึงมีโอกาสได้บอกเรื่องนี้กับเลียน และเป็นไปตามคาดーーเลียนทั้งลนลานและตื่นตระหนก

 

นิสัยขี้กังวลไม่เปลี่ยนของเลียนทำให้ข้าเกือบหลุดขำออกมา ทว่าเลียนที่มีสีหน้าซีดเซียว แสร้งทำเป็นเหมือนสบายดีและส่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางคุ้มกัน ยาฟื้นฟูและอาหารให้ข้านั้น เจ้าตัวอาจไม่ทันรู้สึกตัว แต่ท่าทีที่หวั่นวิตกอย่างมากของเลียนกลับทำให้ข้านึกเป็นห่วงเขาขึ้นมา

 

ข้าพยายามปลอบประโลมเลียนว่าข้าจะไม่เป็นไรและจะกลับมาในอีกสองอาทิตย์เพื่อให้เขาใจเย็นลง จากนั้นเลียนก็บอกว่าจะกลับบ้าน ข้าจึงเดินไปส่งเขาถึงหน้าประตู

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าต้องห่างจากเลียนนานขนาดนี้ ปกติจะเจอกันที่โรงเรียนทุกวัน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ถ้าโชคดีก็จะมีโอกาสได้เจอกันที่โบสถ์ ดังนั้น ถ้านับวันที่ข้าไม่เจอเลียนแล้วจึงน้อยมาก พอคิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้าของผมสีเงินไปอีกระยะหนึ่ง......ข้าก็พูดไม่ออกขึ้นมา ราวกับจมดิ่งลงสู่หลุมลึก เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเท่าไรนัก ทั้งหดหู่และอาลัย

 

ขณะที่ข้าเดินตามหลังเลียนที่เคร่งในธรรมเนียม โดยก่อนจะกลับต้องไปทักทายพวกมาเรียก่อน ข้าก็นึกบางเรื่องขึ้นมาได้

 

มีธรรมเนียมที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยก่อน การ'อวยพร' ให้แก่เหล่าผู้ที่จะออกเดินทางเพื่อขอให้ปลอดภัย ข้ากับท่านแม่มักอวยพรตอนส่งท่านพ่อออกไปทำงานที่หน้าประตูบ้าน มาเรียเองก็มักอวยพรให้เด็ก ๆ ที่มีคนรับไปเลี้ยงหรือชาวบ้านที่สนิทสนมตอนกำลังจะเดินทางไกล

 

 

เป็นถ้อยคำและท่าทางที่ใช้อธิษฐานให้แก่ผู้ที่จะออกเดินทาง

 

แม้จะเป็นเพียงความเชื่องมงาย

 

แต่ถึงอย่างนั้น

 

สำหรับคนที่รอ สิ่งนี้ก็ถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจว่าหากรอต่อไปคนคนนั้นจะกลับมา และสำหรับผู้ที่ออกเดินทางก็ถือเป็นความสบายใจว่าไม่ว่าจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่ห่างไกลแค่ไหนก็ยังมีผู้ที่คิดถึงและรอการกลับไปอยู่ ยังมีสถานที่ให้กลับไป

 

เป็นความสบายใจและความเชื่อมั่นของคนทั้งสอง

แทนที่จะเรียกว่าพิธีกรรม คงเหมาะจะเรียกว่าคำสัญญามากกว่า

 

หากว่า หากว่าข้าขอให้เลียนอวยพรให้

ความรู้สึกดำมืดที่ไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ของข้าอาจจะจางหายไป เลียนเองก็ーーอาจจะสบายใจขึ้นมาได้บ้าง

ข้าคิดเช่นนั้น

 

ทว่าเลียนคนนั้นเป็นคนที่เพียงแค่ข้าสัมผัสตัวก็มักจะโมโหและวิ่งหนีทุกที แต่ถึงยังไงข้าก็แค่อยากลองขอร้องดูเท่านั้น......พร้อมหวังว่าเลียนจะยอมอวยพรให้ข้า

 

เป็นไปตามคาด เลียนหน้าแดงก่ำและทำท่าจะโกรธーーอา ไม่ได้จริง ๆ สินะ ขณะที่ข้ากำลังคิดจะยอมแพ้ーーเลียนก็กลับมาหาข้าทั้ง ๆ ที่สีหน้ายังคงแดงอยู่อย่างเหนือความคาดหมาย

 

เลียน'อวยพร' ให้ข้า

 

ข้าดีใจจนไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกตัวเอง รู้ตัวอีกทีก็เผลอโน้มริมฝีปากตัวเองไปสัมผัสริมฝีปากของเลียนเสียแล้ว

จากนั้นข้าก็ถูกโมโหยกใหญ่

 

แต่การที่เลียน'อวยพร' ให้ข้าก็หมายความว่าーーเลียนอธิษฐานให้ข้าปลอดภัยและจะรอข้าอยู่ที่นี่ ยังรอข้ากลับมา หรือก็คือーーーーที่แห่งนี้ยังคงเป็นบ้านของข้า

 

ใช่

ข้ายังกลับมาที่นี่ได้

 

ตัวข้าในตอนนี้ไม่เหมือนกับแต่ก่อนที่ไม่มีที่สถานที่ให้กลับไป ไม่มีทั้งเป้าหมายและใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ตัวข้าในตอนนี้ต่างออกไป ข้าไม่จำเป็นต้องตามหาดินแดนในฝันเหมือนกับตอนนั้นอีกแล้ว ในที่สุด ข้าก็เข้าใจความหมาย

 

สถานที่ที่ข้าจะกลับมาคือーーที่ที่มีคนรอข้าอยู่ สถานที่แห่งนี้

 

ข้าดีใจจนพูดไม่ออกถึงขนาดที่อยากจะวิ่งกระโดดโลดเต้นไปทั่ว

 

มีความสุขเสียจนอยากดึงเลียนที่อวยพรให้ข้าเข้ามากอด......ทว่า หากทำเช่นนั้นเลียนต้องโกรธข้าเป็นฟืนเป็นไฟแน่ สุดท้ายข้าจึงทำได้เพียงระงับอารมณ์ของตัวเองและอดทนเอาไว้

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการ'อวยพร' ที่ได้รับมาราวปาฏิหาริย์หรือเปล่า

 

ระหว่างทางข้าบังเอิญเจอสัตว์อสูรเพียงครั้งเดียว ทั้งสัตว์อสูรตัวนั้นก็ไม่ใช่สัตว์อสูรที่ดุร้าย ข้ากับสามีภรรยาเชดเดอร์จึงสามารถเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย สภาพอากาศบนภูเขาปกติแล้วจะค่อนข้างแปรปรวน ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ สภาพอากาศกลับปลอดโปร่งยิ่งนัก วัวกับม้าก็ไม่ได้ล้มตายไปแม้แต่ตัวเดียว ข้ากับสามีภรรยาเชดเดอร์เองก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

 

พวกข้าเดินทางข้ามเขามาได้อย่างปลอดภัยและถึงหมู่บ้านฟอร์เดลโดยสวัสดิ์ภาพ

 

 

คุณลุงคุณป้าของสามีภรรยาเชดเดอร์มารอพวกข้าอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน หลังจากแน่ใจว่าเป็นพวกข้าก็ตรงหรี่เข้ามารับอย่างยินดีพร้อมน้ำตา

 

คุณลุงคุณป้าーーสามีภรรยาพาร์เม็ตนำทางไปยังฟาร์มปศุสัตว์ หลังจากส่งมอบวัวกับม้าเรียบร้อย งานขนส่งและคุ้มกันภัยครั้งนี้ของข้าก็เสร็จสมบูรณ์ ที่เหลือก็แค่กลับหมู่บ้านเรสไปพร้อมสามีภรรยาเชดเดอร์เท่านั้น

กลับไปหาเลียน

 

ฟาร์มปศุสัตว์ที่สามีภรรยาพาร์เม็ตผู้แก่ชราเป็นผู้ดูแลมีหลายส่วนที่พังเสียหาย เมื่อเห็นดังนั้นสามีภรรยาเชดเดอร์จึงอาสาซ่อมแซมให้ ข้าเองก็ไปช่วยด้วยอีกแรง

 

แน่นอนว่าข้าจะได้รับค่าตอบแทนในส่วนนี้ด้วย งานพิเศษที่อื่น ๆ ข้าบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะกลับไปทำหลังสิ้นสุดปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ จึงไม่มีอะไรต้องห่วง หากระหว่างทางเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจนกลับไปไม่ทันวันเริ่มทำงาน ข้าคงโดนไล่ออกแน่ สำหรับเด็กทำงานพิเศษที่โตแล้วอย่างข้า หากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจถูกฝังกลบได้ มีหลายร้านที่ถ้าทำงานไม่ดีก็จะไล่ออกและจ้างคนใหม่เข้ามาแทนทันที ดังนั้น ข้าจึงขอเลื่อนงานพิเศษทั้งหมดออกไปจนกว่าปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิจะหมดลง

 

ด้วยเหตุนี้พวกข้าจึงตัดสินใจพักอยู่หมู่บ้านฟอร์เดลต่ออีกสองสามวัน

 

 

 

ในเย็นวันนั้น

ข้าถูกคุณนายเชดเดอร์กับคุณนายพาร์เม็ตลากตัวออกไปตลาดด้วยกันเพื่อไปช่วยถือของ

 

ในขณะที่ข้ายืนรอคุณนายทั้งสองอยู่บนถนนเส้นหนึ่งห่างจากย่านคึกคักของตลาดและเหม่อลอยมองผู้คนที่สัญจรกันอย่างเร่งรีบーーーー

 

เบื้องด้านของข้า มีหญิงสาวสีดำสนิทผู้หนึ่งเดินผ่านมา

 

เป็นผู้หญิงที่แปลกจริง ๆ

ดวงตาและเส้นผมดำขลับนั้นหาได้ยากในดินแดนแห่งนี้ นางสวมเสื้อคลุมและถือไม้เท้าสีดำ หญิงสาวที่ทั่วทั้งร่างเป็นสีดำเคลื่อนไหวผ่านผู้คนไปอย่างรวดเร็วราวกับเงา แม้รูปลักษณ์นั้นจะดูสะดุดตา ทว่ากลับหลอมละลายเข้ากับรอบข้างจนไม่มีใครสังเกตเห็น

 

หญิงสาวต่างแดนที่แปลกประหลาด

 

ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเดินผ่านหน้าข้าไป ฝีเท้านั้นกลับหยุดชะงักลง และーーหันกลับมาใช้ดวงตาสีดำคู่นั้นจ้องมองข้า

 

ดวงตาดำมืดที่ราวกับดูดกลืนได้แม้กระทั่งแสงสว่าง

 

ในช่วงที่ข้าลังเลว่านางอาจรู้ตัวว่าข้าถูกจ้องมองจึงจะมาเอาเรื่องหรือเปล่านั้น

 

หญิงสาวที่มองข้าเขม็งด้วยดวงตาสีดำสนิทーーーーก็ยกยิ้มมุมปากสีแดงขึ้นจนดูราวกับรูปพระจันทร์เสี้ยว

 

"......นี่มัน แหม แหม ช่างน่าประหลาดใจเสียจริง......ーーพ่อหนุ่มตรงนั้น......ท่านครอบครอง'ดาวฤกษ์แห่งกษัตริย์' เอาไว้สินะ......"

 

เพราะถูกนางทักขึ้นมาอย่างกระทันหัน ข้าจึงทำอะไรไม่ถูก

ข้าเพิ่งเคยสนทนากับผู้หญิงเป็นครั้งแรก

ทั้งที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อ และไม่รู้ว่านางเป็นใคร

 

เมื่อเห็นข้านิ่งเงียบ นางก็เข้ามาใกล้ข้ามากขึ้นและเป็นฝ่ายเริ่มพูดต่อ

 

"ดวงดาวที่แข็งแกร่งอย่างบ้าคลั่งที่มีบนโลกนี้เพียงหยิบมือเดียว......ไม่คิดว่าข้าจะมีวันได้เห็นมันอีกครั้ง ทั้งน่ายินดีและน่าประหลาดใจเสียจริง......"

 

"......อะไร"

 

"หึหึ......ท่านมี'ดาวฤกษ์แห่งกษัตริย์'ーーราชาที่อยู่เหนือใต้กล้า ไม่ว่าใครก็ต้องเชื่อฟังคำสั่ง ดวงดาวส่องสว่างที่มีพลังอันแกร่งกล้า ท่านเกิดภายใต้ดวงดาวเช่นนี้ อนาคตของท่านถูกกำหนดมาแล้วว่าจะมีเพียงความรุ่งโรจน์ และーーーーーーมีกรรมอันน่าเศร้าสลดที่ต้องแบกรับ......"

 

 

ดาวฤกษ์แห่งกษัตริย์ ดาวที่ส่องสว่าง กรรมที่น่าเศร้าสลด?

 

"เรื่องอะไรกัน?......"

 

ข้าถามออกไปตามตรงอย่างไม่คิดจะเชื่อคำพูดของนาง หญิงสาวผู้นั้นกล่าวต่ออย่างไม่หวั่นเกรง

 

"ดาวฤกษ์มีพลังในการดึงดูดดาวดวงอื่น ๆ ยิ่งพลังนั้นมีมากเท่าไร ดวงดาวที่จะมาโคจรรอบตัวท่านก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ทว่า......ดาวฤกษ์นั้นปลดปล่อยทั้งแสงสว่างและเปลวเพลิง เป็นดวงดาวที่บ้าคลั่ง ยิ่งแสงสว่างและเปลวเพลิงแข็งแกร่งมากเท่าไร......ทุกหมู่ดาวย่อมให้เคารพและหวาดเกรง ทั้งฝักใฝ่ในแสงสว่างนั้นแต่ในขณะเดียวก็กลัวจะถูกแผดเผา ท้ายที่สุดย่อมไม่เหลือผู้ใดกล้ามาโคจรรอบตัวท่าน......แม้แต่ดวงดาวที่มีพลังทัดเทียมท่าน 'ดาวประกายพรึกที่เปี่ยมด้วยความเมตตา' ก็ยังเกรงกลัวต่อพลังนั้น......"

 

หญิงสาวพูดพลางมองข้าอย่างเวทนา ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูด ทว่านางคงต้องการจะบอกอะไรบางอย่างแก่ข้า

 

ข้ารู้สึกราวกับถูกยั่วโมโหมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจ้องมองนางกลับไป ทว่าแม้ข้าจะใช้สายตาที่สื่อถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน นางก็ยังไม่จากไป กลับเผยยิ้มอย่างเยือกเย็นเล็กน้อยและกล่าวต่อ

 

" 'ดาวฤกษ์แห่งกษัตริย์'......เป็นดวงดาวที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ดวงฤกษ์ เป็นดวงดาวคลุ้งคลั่งที่มีอำนาจในการชักจูงและควบคุมวงโคจรของหมู่ดาว แรงดึงดูดนั้นทั้งเปลี่ยนแปลง ทำให้ดาวดวงอื่นเชื่อฟังและสวามิภักดิ์ต่อดวงดาวแห่งราชา ทว่าーーーーค่าตอบแทนสำหรับความภักดี ความมั่งคั่งและชื่อเสียงนั้นคือกรรมหนักที่ดวงดาวแห่งราชาดวงนี้ต้องแบกรับ......"

 

"กรรมหนัก......?"

 

"ใช่ーーーーーーーーーー'ความเดียวดายชั่วนิจนิรันดร์'"

 

หญิงสายจ้องมองข้า ริมฝีปากแดงนั้นกล่าวต่อ

 

"สิ่งที่ต้องจ่ายให้กับเกียรติยศและความรุ่งโรจน์เหนือใต้หล้าที่ทั่วพื้นพิภพล้วนแต่ริษยา......คือความโดดเดี่ยวอันไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเวลานั้นมาถึงท่านต้องเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจหยุดยั้ง อา ช่างน่าหวาดเกรงและเวทนานัก......"

 

แม้จะพูดว่าน่าเวทนา ทว่านางกลับหัวเราะเยาะข้าอย่างเย้ยหยัน

 

หลังจากนั้นนางก็ถือไม้เท้าสีดำรูปร่างบิดงอขึ้นมาราวกับกำลังสวดภาวนาและหลบตาต่ำลง นัยน์ตาสีดำขลับที่ลืมขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้นราวกับไม่ได้กำลังมองมาที่ข้า แต่ดูเหม่อลอยเหมือนกำลังมองเข้าไปในฝันอันห่างไกลที่ไหนสักแห่ง

 

"อา......ช่างน่าหวาดกลัวอะไรเช่นนี้......วันที่กรรมหนักของท่านจะเริ่มโหมไหม้......ในอนาคตーーสักวันหนึ่งーーในอีกสองปีให้หลัง ทุกอย่างที่ท่านมีจะถูกแผดเผาและถูกช่วงชิง......ท่านจะทนต่อช่วงเวลาเหล่านั้นได้หรือไม่ーーก็ขึ้นอยู่กับตัวท่าน......หากท่านผ่านพ้นวันเวลาเหล่านั้นได้............ในอนาคตไม่ไกลต่อจากนี้ เกียรติภูมิอันสูงสุดคงตกอยู่ในมือของท่านเป็นแน่......"

 

"เจ้า......พูดเรื่องอะไร!"

ข้าไม่อาจเพิกเฉยต่อความเดือดดาลนี้จึงก้าวเข้าหานางหนึ่งก้าว

 

ทว่าหญิงสาวกลับยังคงหลบต่ำตาไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว นางยังคงรูปแบบไม้เท้าสีดำนั้นเอาไว้และพึมพำเสียงแผ่วเบาเสียจนข้าจับใจความไม่ได้

 

"............นี่มัน......?......สิ่งนี้............คืออะไรกัน......"

 

ใบหน้าที่เคยไร้ความรู้สึกราวกับอยู่ในห้วงความฝันนั้นค่อย ๆ ขมวดคิ้วจนเกิดรอยย่น

 

ผ่านไประยะหนึ่ง รอยย่นที่คิ้วของนางก็จางหาย ริมฝีปากสีแดงนั้นเผยยิ้มกว้าง

 

"หึหึ......นี่มันเรื่องอะไรกัน ข้าเพิ่งเคยพบเรื่องเช่นนี้......ดูเหมือนเขาจะมาเปลี่ยนแปลงอนาคตของดาวดวงนี้สินะ......"

"อะไร......?"

 

"......องค์เทพีกังวลและโศกเศร้าที่ไม่อาจรักษาท่าน ไม่สิ โลกใบนี้ーーーーดูเหมือนนางจะโยนดาวดวงหนึ่งมาให้ท่าน"

 

"ดาวดาวหนึ่ง?"

 

"......ฮึม......นี่มัน......ช่างน่าประหลาด......ดาวดวงน้อยจากจักรวาลอันห่างไกล............ดาวตกดวงเล็ก............"

 

"ดาวตก?"

 

"ช่าง......หึหึ......น่าสนใจจริง ๆ ......ดาวดวงเล็กที่องค์เทพีโยนลงมานั้นส่องสว่างอยู่ข้างกายท่าน ดูเหมือนแสงเล็ก ๆ นั่นจะคอยส่องสว่างให้ปลายทางอันมืดมิดที่ท่านจะก้าวเดิน......ช่างหาญกล้านัก......"

 

หญิงสาวช้อนสายตาที่หลบต่ำเมื่อครู่และมองมาที่ข้า ใบหน้าและแววตาที่เหม่อลอยราวกับอยู่ในความฝันเผยรอยยิ้มเบาบางอย่างเปี่ยมด้วยเมตตาเป็นครั้งแรก

 

"......แม้จะหวาดกลัวต่อความโดดเดี่ยวและหวั่นเกรงต่อไฟที่โหมไหม้จากกรรมของท่าน แต่ดาวดวงนี้ก็ยังโคจรอยู่เคียงข้างท่านไม่ห่างไปไหน......ช่างเป็น ดวงดาวที่อ่อนโยนเสียจริง......"

 

ไม่รู้ทำไมคำพูดของนาง......จึงทำให้ข้านึกถึงเลียนขึ้นมา เด็กหนุ่มที่อ่อนโยนและใจดีกับข้าเสียจนทำให้ข้าเป็นห่วง

 

"......ดาวตกดวงเล็กนั่นเป็นดาวที่มีมาจากจักรวาลอื่น ข้าจึงไม่อาจทำนายได้ว่าเขามาจากที่ใดและกำลังจะมุ่งหน้าไปที่ใด ทว่า......สิ่งที่ข้าอ่านได้ก็มีเพียงเท่านี้ ดาวดวงนั้นเป็นดาวที่ไม่มีการเวียนว่าย......"

 

"ดาวที่ไม่มีการเวียนว่าย?"

 

"ดวงดาวในจักรวาลนี้ทุกดวงล้วนแล้วแต่โคจรอย่างไร้ที่สิ้นสุด ทว่า......ดาวดวงนี้ถูกโยนมาจากจักรวาลอื่น เป็นดวงดาวที่แปลกประหลาด เป็นดวงดาวที่ไม่ควรมีอยู่ ดาวเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้เวียนว่ายในจักรวาลนี้ หากหายไปก็ไร้หนทางตามหา ไม่อาจหวนคืนกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง......ท่านจงระมัดระวัง ถ้าไม่อยากสูญเสียดาวดวงเล็กที่อ่อนโยนเช่นนี้ก็จงอย่าคลาดสายตา อย่าแผดเผา จงรักษาเขาให้ดี......"

 

ไม่รู้เพราะนางได้พูดสิ่งที่นางต้องการแล้วหรืออะไรーーนางวางไม้เท้าลงและโค้งให้ข้าอย่างสุภาพ

 

"เป็นเกรียติที่ข้าได้มีโอกาสทำนายดวงดาวที่หายากเช่นนี้............ข้าขอภาวนาให้ท่านผ่านพ้นค่ำคืนแห่งโศกนาฏกรรมในอีกสองปีจากนี้ไปได้ รวมทั้งขอให้ท่านสามารถเยียวยาความโศกเศร้าและความเดียวดายของตัวท่านเอง......"

 

นางส่งยิ้มให้ข้าอีกครั้งก่อนจะหันหลังหายกลับเข้าไปในฝูงชน

 

 

ข้าตื่นจากภวังค์แล้วรีบตามหลังหญิงสาวผู้นั้นไป

 

แม้จะเดินหาทั่วตลาด แต่สุดท้ายーーーーข้าก็ไม่พบหญิงสาวในชุดสีดำผู้นั้นอีก

 

 

***

 

 

วันเสาร์

 

เสียงระฆังบอกเวลาเลิกงานดังขึ้น

ผมรีบเก็บของ หลังจากบอกลาหัวหน้างานก่อสร้าง ข้าก็รีบพาตัวเองออกจากร้านที่กำลังก่อสร้างอยู่แล้วตรงไปยังจุดรอรถม้าโดยสาร ข้ารีบวิ่งไปรั้งรถม้าโดยสารที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกได้ทันพอดิบพอดี

 

ถ้าเป็นตอนนี้ข้าอาจยังกลับไปทันเจอเลียนที่โบสถ์

 

เมื่อถึงป้ายหมู่บ้านเรส ข้าก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งไปตามทางไปยังโบสถ์

 

ในขณะที่วิ่ง หูแว่วเสียงระฆังจากที่ไกล ๆ เสียงจากหอนาฬิกาของตระกูลโอเวนที่ตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดในหมู่บ้าน ข้าวิ่งไปพร้อมชำเลืองสายตามองต้นไม้ที่เรียงรายข้างทาง ไกลออกไปจากต้นไม้เหล่านั้น ข้าเห็นหอคอยขนาดใหญ่

 

ได้ยินว่าว่าที่เจ้าผู้ถือครองที่ดินในขณะนั้นจ้างวานช่างฝีมือจากเมืองหลวงให้มาสร้างหอนาฬิกาเพื่อปลอบขวัญภรรยาที่เป็นหญิงชั้นสูงผู้หลงใหลเมืองหลวงโดยสร้างให้เสียงระฆังเป็นเสียงเดียวกับที่ดังในเมืองหลวง ช่างฝีมือผู้นั้นเก่งกาจ หอนาฬิกานี้แม้มีอายุร้อยกว่าปีแล้วแต่ก็ยังไม่พังทลาย ยังคอยบอกเวลาให้กับคนในหมู่บ้าน

 

ข้ามองไปที่หอนาฬิกา แม้จะไม่เห็นหน้าปัดทว่าก็พอรู้ว่าเข็มสั้นนั้นชี้เวลาอยู่ที่ประมาณสี่นาฬิกา

 

ข้ารีบเร่งฝีเท้า ถ้าเป็นตอนนี้น่าจะยังทัน

 

 

ข้ามาถึงโบสถ์ก่อนที่ทั่วท้องฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง

 

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พวกเด็ก ๆ น่าจะกำลังกินมื้อเย็นอยู่ที่ห้องอาหาร เลียนเองก็คงอยู่ด้วย

 

เมื่อตรงมาถึงห้องอาหารก็เป็นไปตามคาด พวกเด็ก ๆ เพิ่งกินเสร็จและกำลังเก็บจานกันอยู่พอดี

 

"อะ! พี่อัลนี่นา!"

"ยินดีต้อนรับกลับเจ้าค่ะ!"

"ยินดีต้อนรับกลับขอยาบ!"

 

พวกเด็ก ๆ ตรงหรี่มาหาข้า ข้าลูบหัวพวกเขาขณะถาม

 

"ข้ากลับมาแล้ว เลียนล่ะ ยังอยู่หรือไม่"

 

"ท่านเลียน? งืมมม ยังอยู่ขอยาบ!"

"ท่านเลียนยังอยู่นะ~!"

"อื้ม ยางอยู่ー"

"คือว่านะ ท่านเลียนน่ะนะ กับท่านมาเรียน่ะนะ กำลังล้างจานกันอยู่!"

"ล้างจานอยู่ー!"

 

"......ห๊ะ?"

 

 

ในขณะที่ในหัวเกิดคำถามว่าจะเป็นไปได้ยังไง ข้าก็มองไปทางห้องครัวก่อนจะพบว่าสิ่งที่พวกเด็ก ๆ พูดเป็นความจริง ข้าง ๆ มาเรีย เลียนที่สวมผ้ากันเปื้อนแบบเดียวกันกำลังล้างจานอยู่

 

พร้อมพูดคุยกับมาเรียอย่างสนุกสนาน

 

มาเรียเมื่อเห็นข้าก็ส่งยิ้มมาให้ด้วยแก้มสีแอปเปิ้ล ส่วนเลียนพอเห็นข้าก็รีบร้อนเอาจานที่ล้างเสร็จแล้ววางใส่ตะกร้าที่อยู่ด้านข้าง

 

"อุ้ย? ตายจริง อัล ยินดีต้อนรับกลับจ้ะ วันนี้กลับเร็วเชียว"

"ย...ยินดีต้อนรับกลับ......ว...วันนี้กลับไวกว่าทุกทีเลยนะ......"

 

"อา ข้ากลับมาแล้ว"

ข้าปิดปากเงียบเรื่องที่รีบวิ่งกระหืดกระหอบกลับมา

 

"......ทำอะไรอยู่หรือ"

 

"ค...แค่เห็นก็น่าจะรู้ไม่ใช่รึไง! ข้าช่วยล้างจานเป็นการตอบแทนที่เลี้ยงอาหารไงเล่า!"

 

"ข้าบอกว่าไม่เป็นไรแท้ ๆ แต่ก็ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านเลียนฝีมือดีมากเลยーー"

 

"ท...ท่านมาเรีย!"

 

เลียนตัดบทมาเรียด้วยสีหน้าแดงแจ๋และรีบร้อนถอดผ้ากันเปื้อนไปวางที่โต๊ะด้านข้างอย่างเบามือ ท่าทางที่แม้จะลนลานแต่ก็ยังสุภาพตามแบบฉบับนักเรียนตัวอย่างของเลียนทำให้ข้าเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา

 

"ข...ข้าจะกลับแล้วขอรับ!"

 

"รอเดี๋ยว งานที่เจ้าให้ข้าทำ ข้าทำเสร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วเลยว่าจะเอามาให้เจ้าเลย"

"เอ๊ะ!? โกหกน่า!? เจ้าทำเสร็จไปขนาดนั้นแล้วหรือ!?"

"อา"

"ส...สมแล้ว......"

 

เลียนลืมท่าทีรีบร้อนเมื่อครู่ แล้วเงยหน้ามองข้าอย่างตกตะลึง

 

 

พอข้าบอกว่าหินคริสตัลวางอยู่ที่ห้อง เดี๋ยวจะขึ้นไปเอา แต่สุดท้ายก็ลงเอ่ยด้วยการไปด้วยกันเสียเลย

 

หลังจากนับหินคริสตัลสีส้มอมแดงที่เรียงกันอยู่บนโต๊ะแล้ว เลียนก็ค่อย ๆ จัดการนำใส่ลงในถุง ท่าทางที่ทำอย่างเบามือนั้นไม่ต่างจากตอนที่ล้างจานอย่างสนุกสนานเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

 

มาเรียชมว่าเลียนฝีมือดี ตอนนั้นเลียนเองก็บีบฟองน้ำแล้วล้างจานอย่างร่าเริง

 

ใบหน้าด้านข้างนั้นชวนให้ข้าคะนึงหาอย่างน่าประหลาด ท่าทางการล้างจานเองก็รู้สึกคุ้นเคยเสียจนไม่เหมือนเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ราวกับว่าข้ารู้อยู่แล้วว่าเลียนล้างจานได้ดี

 

......ทั้ง ๆ ที่เลียนไม่น่าจะเคยทำงานของสาวใช้อย่างการล้างจานเลยแท้ ๆ

 

"......ทั้งหมดห้าสิบสองก้อน สุดยอดเลย......ในเวลาเพียงเท่านี้...... นี่ ข้านับถูกหรือเปล่า............อัลเฟรด?"

 

"......อะ อา"

 

เลียนเงยหน้าและเอียงคอมองข้าอย่างแปลกใจที่ข้าตอบสนองช้า เมื่อเห็นข้านิ่งเงียบ ดวงตาสีน้ำแข็งคู่นั้นก็มองข้าอย่างเป็นห่วง

 

"......เป็นอะไรไป ท่าทางเจ้าดู......เหนื่อย ๆ หรือเปล่า?"

 

คำพูดและแววตาที่ไม่ว่าเมื่อไรก็อ่อนโยนอยู่เสมอ

 

ทุกครั้งที่มองเลียนที่เป็นแบบนี้ーーคำพูดของหญิงสาวผู้นั้นจะลอยเข้ามาให้หัวของข้า

 

ーーดาวดวงนี้ถูกโยนมาจากจักรวาลอื่น เป็นดวงดาวที่แปลกประหลาด เป็นดวงดาวที่ไม่ควรมีอยู่

 

ーーแม้จะหวาดกลัวต่อความโดดเดี่ยวและหวั่นเกรงต่อไฟที่โหมไหม้จากกรรมของท่าน แต่ดวงดาวนี้ก็ยังโคจรอยู่เคียงข้างท่านไม่ห่างไปไหน......ช่างเป็น ดวงดาวที่อ่อนโยนเสียจริง

 

ーーดาวเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้เวียนว่ายในจักรวาลนี้ หากหายไปก็ไร้หนทางตามหา ไม่อาจหวนคืนกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง......ท่านจงระมัดระวัง

 

"อัลเฟรด? เจ้าเป็นอะไรไป?......หรือว่าเจ้าฝืนถ่ายพลังมากเกินไปอย่างนั้นหรือ เจ้ามันเป็นพวกพอเริ่มแล้วก็หยุดไม่ได้นี่นา......"

"............คงจะใช่"

 

ข้าเดินเข้าไปใกล้และยื่นแขนโอบรอบเอวก่อนจะดึงเลียนเข้ามากอด อย่างที่คิดเลียนยอมให้ข้ากอดโดยไม่ขัดขืน ท่าทางคงกำลังกังวลเรื่องที่ข้าถ่ายพลังมากเกินไปจึงไม่ทันระวังตัวมากนัก

 

เมื่อข้าประทับริมฝีปากลงไป เลียนก็ราวกับตื่นจากภวังค์และเบิกตากว้าง

 

"อัล"

"......เจ้าช่วยแบ่ง มาให้ข้าหน่อยได้ไหม"

ข้าจูบลงไปอีกครั้งอย่างแผ่วเบาและรอดูท่าทีของเลียน

 

ใบหน้าของเลียนขึ้นสีแดงก่อนจะอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ

 

......ที่จริง

ข้าไม่ได้พลังเวทไม่พอ ที่ข้าดูเหนื่อยล้าก็เพราะใส่แรงทั้งหมดวิ่งมาถึงนี่ต่างหาก แน่นอนว่าข้าไม่บอกเจ้าหรอก แต่ว่า......ข้าเหนื่อยจริง ๆ ทั้งยังไม่ได้กินอะไร พลังเวทอาจจะลดลงไปด้วยก็ได้ ข้าไม่ได้โกหกทั้งหมดเสียหน่อย......ข้าเลือกที่จะแก้ตัวกับตัวเองเช่นนั้น

 

เมื่อข้าทำทีเป็นโซเซเอนศีรษะพิงบ่าของเลียน เลียนก็ตกใจจนร่างกายสั่นเทิ้ม

ตอนนี้ข้าอาจกำลังทำเรื่องขี้โกงอยู่ก็ได้

ไม่รู้ทำไมข้าจึงอยากสัมผัสร่างกายเจ้าเสียเหลือเกิน

อยากสัมผัส เพื่อให้แน่ใจ...ว่าเจ้ายังอยู่ตรงนี้ ที่นี่ ตรงหน้าของข้า

 

เลียนที่ก้มหน้าอยู่บีบแขนเสื้อของข้า ข้าได้ยินเสียงถอนหายใจและครวญครางอย่างแผ่วเบา

ไม่ได้จริง ๆ สินะ คงจะหนีข้าไปอีกแล้ว

 

ข้าเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและจ้องมองเลียน

เลียนยังคงหน้าแดงพลางเงยหน้ามองข้าก่อนจะรีบหลบสายตาและก้มหน้าลงไปใหม่ คิ้วนั้นขมวดเข้าหากันราวกับกำลังใคร่ครวญบางอย่าง ผ่านไปครู่หนึ่งเลียนก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลังเล

 

"......ท...ทรมานขนาดนั้นเลยหรือ"

 

"...... ......อือ ทรมานสิ......มึนหัวด้วย"

 

ข้าเปล่าโกหก

 

ข้ามองท่าทีที่กำลังใช้ความคิดอย่างจริงจังของเลียน กำลังคิดเรื่องของข้าอยู่อย่างนั้นหรือ ท่าทางปวดหัวเช่นนั้นคงจะใช่

 

"......ข...เข้าใจแล้ว......"

 

ไม่มีเวลาให้ข้าสงสัย แขนของเลียนโอบรอบคอข้าก่อนจะออกแรงดึงข้าลงไป

 

ใบหน้านั้นใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน เลียนประทับริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของข้าทั้ง ๆ ที่ยังหลบตาอยู่

 

ช่วงเวลาที่ริมฝีปากที่ทั้งอุ่นและอ่อนนุ่มนั้นสัมผัสเข้ามา พลังเวทที่สงบนิ่งก็ค่อย ๆ ไหลเข้ามาในตัวข้าเช่นกัน

 

พลังเวทที่เบาบางและอบอุ่นไหลเข้ามาอย่างอ่อนโยนราวกับค่อย ๆ แต่งแต้มสีสัน

 

เรื่องจริงหรือ

ข้าไม่คาดคิดว่าเลียนจะยอม คิดว่าคงต่อว่าข้าว่า คิดอะไรของเจ้าอยู่ เจ้าบ้า หรือ ใบหน้าแดงก่ำก่อนจะโมโหและหนีออกจากห้องไปอย่างทุกที

 

เลียนยอมถ่ายพลังเวทให้ข้าจริง ๆ หนำซ้ำยังด้วยวิธี 'ถ่ายพลังผ่านลมหายใจ' ที่เลียนเกลียดนักเกลียดหนา

 

เอาเถอะ แม้จะเป็นเพราะข้าแกล้งทำーーไม่สิ ขอร้องก็ตาม

 

ถึงจะเป็นเพราะข้าใช้วิธีขี้โกง แต่เลียนก็ยอมถ่ายพลังเวทให้ข้า

 

ข้าดึงร่างที่ผอมบางกว่าข้าเข้าไปกอดก่อนจะขอรับพลังเวทอย่างไม่เกรงใจ

 

"อื้ม......!?"

 

เลียนตกใจจนร่างทั้งร่างสะดุ้งขึ้นมา

 

เลียนปากเปิดราวกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง ข้าใช้จังหวะนี้สอดลิ้นเข้าไปและเกี่ยวรัด ริมฝีปากของเลียนอ่อนนุ่มชวนรู้สึกดี พลังเวทที่หลั่งไหลเข้ามาก็ให้ความรู้สึกหอมหวาน

ภายในปากเองก็หวานมากเช่นกัน

 

แม้ว่าร่างในอ้อมแขนจะทั้งกระตุกและสั่นเทิ้ม ทว่าก็ยังไม่มีท่าทีจะผลักออก

 

เมื่อเลียนเริ่มหายใจลำบาก ข้าจึงถอนริมฝีปากออก

เลียนหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ ทั้งไหล่และแผ่นอกต่างขยับขึ้นลงและเริ่มหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูเหมือนจะกลั้นหายใจอีกแล้ว ทั้งที่ข้าเคยบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าให้หายใจทางจมูก

เมื่อแน่ใจแล้วว่าเลียนไม่เป็นอะไร ข้าก็ยื่นหน้าเข้าไปถามอย่างลองเชิง

 

"ขออีกนิดได้ไหม"

"......!"

 

เลียนหน้าแดงพร้อมหางคิ้วยกสูงราวกับกำลังโกรธ ข้าคิดว่าเลียนคงตอบว่าไม่ได้ ทว่าเลียนกลับอ้ำ ๆ อึง ๆ ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง ทั้งยังหลบสายตา เลียนไม่มีท่าทีจะหนี ยังคงยอมอยู่ในอ้อมกอดของข้าอย่างว่าง่าย

หมายความว่า ได้ อย่างนั้นหรือ ไม่สิ ข้าอยากคิดว่าคำตอบคือ ได้ จริง ๆ

 

เมื่อข้าจรดริมฝีปากที่ด้านข้างริมฝีปากของเลียน เลียนก็ดีดตัวออกเล็กน้อยและจ้องข้าเขม็งด้วยใบหน้าแดง ๆ นั่น

 

"จ...เจ้าเนี่ยนะ! ท...ทำแบบปกーーอื้อ"

 

เมื่อกดจูบลงไป พลังเวทก็ไหลเข้ามาในกายข้าทีละน้อยอีกครั้ง แม้จะไม่ค่อยมั่นคงเพราะเลียนหวั่นวิตกเสียจนเดี๋ยวหยุดบ้าง เดี๋ยวถ่ายโอนมาบ้าง

 

ทว่าเลียนที่พยายามถ่ายพลังเวทมาให้ทำให้ข้าดีใจ ในขณะเดี๋ยวกันก็อดห่วงความใจดีเกินขอบเขตนี้ไม่ได้

 

ーーราวกับเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าคำพูดทั้งหมดของหญิงสาวผู้นั้นเป็นความจริง

 

หากเป็นผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าอะไรเลียนก็จะทำให้

แม้แต่กับข้า

 

อ่อนโอน เลียนอ่อนโยนเกินไป

กระทั่งเพื่อน พวกเด็ก ๆ มาเรีย หรือแม้แต่ข้า เลียนก็ใจดีขนาดที่ไม่ว่าอะไรก็พร้อมมอบให้อย่างไม่ลังเล

 

ทั้ง ๆ ที่มีผู้คนรายล้อมและใช้ชีวิตได้อย่างอิสรเสรีーーแต่ทำไมเลียนยังโอบรัดความเดี่ยวดายจนถึงขนาดร้องไห้คร่ำครวญและไขว้คว้าหาที่พึ่งพิง

 

ความทรงจำในวันที่เลียนเปลี่ยนเป็นคนละคนนั้นเลือนรางราวกับผ่านมาแสนนาน

และーー

 

เลียนบอกให้ข้ารออีกสองปี

จากคำพูดของหญิงสาวผู้นั้น อีกสองปีให้หลังจะเป็นวันที่กรรมหนักของข้าเริ่มแผดเผาทุกอย่าง

 

ทำไมเลียนถึงพูดว่า'สองปี'

แค่บังเอิญ หรือมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น ข้าไม่รู้เลย

 

ดวงดาวที่องค์เทพีโยนเข้ามา

เพื่ออะไรกัน?

 

หรือว่าーーーーーー

 

เลียนรู้บางอย่างและอาจรวมไปถึงเรื่องในอีกสองปีต่อจากนี้

 

ไม่สิ

เป็นไปไม่ได้ เลียนไม่ใช่หมอดูเสียหน่อย

ทว่า ข้าก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเลียนไม่รู้อะไรเลย

 

เพียงบังเอิญพูดออกมา หรือที่จริงแล้วรู้อะไรบางอย่างจึงพูดออกมา

 

ถ้าถาม ข้าอาจจะรู้คำตอบ แต่ข้ากลับถามออกไปไม่ได้

 

ข้าสังหรณ์ใจหากถามออกไป เลียนต้องไปจากข้าไปแน่

หรือเลวร้ายที่สุดก็อาจจะหายไปต่อหน้าต่อตาข้า

ไม่รู้ทำไม แต่ข้ากลับมั่นใจในเรื่องนี้

 

หากวันนั้นข้าหยุดหญิงสาวและถามนางให้รู้เรื่องมากกว่านี้ก็คงดี แม้แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกเจ็บใจ ช่วงที่อยู่ในหมู่บ้านฟอร์เดล พอมีเวลาข้าก็มักจะออกตามหานางเพื่อถามนางอีกครั้ง ทว่าไม่ว่าจะตามหาเท่าไรก็หาไม่พบ

 

ดังนั้น ตัวข้าในตอนนี้จึงคล้ายกำลังโอบรัดเมฆหมอก ไม่ว่าจะคิดยังไงก็หาคำตอบไม่ได้จนรู้สึกอึดอัด

แต่ว่าーー

 

ถ้าหาก ถ้าหากว่าーーーーเจ้าคือดาวดวงนั้นก็คอยอยู่เคียงข้างข้าล่ะก็

 

จะมาจากจักรวาลอื่นหรือจะถูกเทพธิดาโยนลงมา ข้าก็ยินดีทั้งนั้น

 

ข้าไม่มีทางทำดั่งเช่นคำพูดของหญิงสาวในชุดดำ ข้าจะแผดเผาเจ้า จะทอดทิ้งเจ้าได้อย่างไร

 

ไม่มีวัน

 

 

ข้าถอนริมฝีปากออกอย่างอาลัยอาวรณ์ ถ้ารับพลังเวทมามากกว่านี้ เลียนคงหมดสติไปอีก

 

พอข้าซุกหน้าเข้าที่ซอกคอของเลียน เลียนก็สะดุ้งและหยุดการเคลื่อนไหว เขาตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าถึงได้หยุด 'การถ่ายพลังเวท' ไปอย่างกระทันหัน

 

"......อ...อัล...เฟรด?"

 

ถ้าถามแค่นิดหน่อย น่าจะไม่เป็นไร

 

"......นี่ーーーเจ้าคิดว่า......การทำนายดวงชะตาเชื่อได้หรือเปล่า"

 

ข้าสัมผัสได้ถึงร่างของเลียนที่ตกใจจนสั่นเทา ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลอบกลืนน้ำลาย

 

"ทำนายดวงชะตา......"

 

"......ตอนอยู่ที่หมู่บ้านฟอร์เดล ข้าเจอนักทำนายดวงเข้า......นางบอกหลาย ๆ เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับข้า"

"ง...งั้นหรือ......"

"ไม่ใช่...........เรื่องดีเท่าไรนัก"

 

ความเดียวดายชั่วนิจนิรันดร์บ้างล่ะ แผดเผาทุกอย่างบ้างล่ะ

ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีเลยสักอย่าง

 

เลียนกำเสื้อของข้าด้วยมืออันสั่นเทา หลังจากหายใจเข้าออกลึก ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า มือที่สั่นเทานั้นก็สวมกอดข้า

 

"......ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงหรอก อัลเฟรด นั่นน่ะ......ก็แค่เส้นทางหนึ่งในอนาคตเท่านั้น อนาคตไม่ใช่เรื่องแน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา กระทั่งจะเปลี่ยนเองก็ได้ ขอเพียงเจ้าคิดจะเปลี่ยน ก็เปลี่ยนมันด้วยพลังของเจ้า"

 

ราวกับเลียนกำลังพูดกับตัวเอง

 

"ไม่ต้องกังวล เปลี่ยนได้แน่ อัลเฟรด ไม่มีอนาคตไหนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าเป็นอนาคตที่ไม่ดีก็แค่เปลี่ยนมันก็พอ"

 

"......เปลี่ยน......?"

"ใช่ แค่เปลี่ยนมัน"

"เรื่องแบบนั้น......"

"ทำได้สิ ทำได้ เปลี่ยนได้แน่ เพราะมันยังไม่ถูกกำหนดนี่นา"

 

"......งั้นหรือ"

"ใช่! อะไรกัน ไม่สมกับเป็นเจ้าเลย......เอาคำพูดแบบนั้นของคนผ่านทางมาใส่ใจได้ยังไง"

"คนผ่านทาง......"

"ใช่ เรื่องที่คนผู้นั้นพูดยืนยันอะไรไม่ได้สักอย่าง หลักฐานก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย ดังนั้น......เจ้าไม่ต้องเชื่อคำพูดนั้นก็ได้"

 

งั้นหรือ

แม้ว่าคำพูดของหญิงสาวผู้นั้นจะทั้งคลุมเครือ คำเปรียบเปรยเต็มไปหมด ทั้งพูดแต่เรื่องที่เป็นลางร้ายーー

 

 

เลียนบอกว่า ข้าเปลี่ยนมันได้

ตามที่ต้องการ ด้วยพลังของข้า

 

นั่นสินะ

คำพูดของหญิงสาวผู้นั้นทั้งกำกวมไม่ชัดเจนและยังไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าเป็นความจริง อย่างที่เลียนบอก อนาคตไม่ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอนาคตอีกมากมายหลายแบบ

 

ดังนั้น ขอเพียงระวังไม่เดินไปบนเส้นทางที่เลวร้ายแต่เลือกไปยังอนาคตที่ดีก็พอ

 

"......แค่เปลี่ยนก็พอ......งั้นหรือ......"

 

"อืม แค่เปลี่ยนก็พอ ไม่เป็นไร สิ่งที่ยังมาไม่ถึงย่อมไม่ได้ถูกกำหนดไว้ จะเปลี่ยนเท่าไรก็ได้ เปลี่ยนไปในแบบที่เจ้าต้องการก็พอ ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนได้ ไม่ว่าใครーーทั้งข้า และเจ้า......ใช่ไหมล่ะ"

 

เลียนพูดด้วยพลังเปลี่ยมล้นราวกับกำลังท้าทาย ข้าข่มความรู้สึกตัวเองและพยักหน้า

 

"......อะ อา นั่นสิ......"

"ตอบส่ง ๆ แบบนั้นมันอะไรกัน เจ้าคิดแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า"

"อืม คิดสิ"

"แน่ใจ?"

"อืม แน่ใจ"

 

เลียนถอนหายใจอย่างแผ่วเบาราวกับโล่งใจ มือที่กุมเสื้อเชิ้ตของข้าเริ่มคลายออก

 

"......ดีมาก......อย่าลืมเรื่องนี้ซะล่ะ"

 

เลียนตอบข้ากลับมาราวกับคนที่โตกว่าเช่นเดิมและพยักหน้าแรง ๆ ให้ข้า

 

 

นั่นสินะ

อย่างที่เลียนพูด ถ้าไม่ชอบอนาคตแบบนั้นแค่เปลี่ยนมันก็พอแล้ว แม้จะยังไม่รู้ว่าควรทำยังไงก็ตาม

 

หากรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากสามารถรู้ได้ และเปลี่ยนมันไปเรื่อย ๆーーย่อมกลายเป็นอนาคตที่แตกต่างจากคำพูดของหญิงสาวนักทำนายแน่

 

ไม่ได้มีเพียงเส้นทางที่มืดมน เส้นทางที่ไร้เงามืดก็มีอยู่เช่นกัน

เลียนสอนให้ข้ารู้ถึงสิ่งนี้

 

อาーー

งั้นหรือ

 

ดาวตกดวงเล็กที่หญิงสาวผู้นั้นพูดถึง เป็นเจ้าจริง ๆ สินะ

 

คนที่คอยดึงข้าขึ้นมาจากความมืดーーーーก็เป็นเจ้าเสมอ

 

 

"......แสงสว่างที่คอยนำทาง....."

"อะไรหรือ"

"......เปล่า ไม่มีอะไร"

 

ข้ายิ้มให้เลียนที่เงยหน้ามองข้าด้วยสีหน้าประหลาดก่อนจะดึงเข้าไปกอดเต็มรัก

 

ได้กลิ่นหอมอ่อนโยนจาง ๆ กลิ่นที่ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจเสมอ กลิ่นหอมเล็ก ๆ ราวกับแหล่งกำเนิดของแสงสว่าง

 

กลิ่นที่ข้าชอบที่สุด

 

ไม่อยากสูญเสียไป

ได้โปรด

 

หากสิ่งที่หญิงสาวผู้นั้นพูดเป็นความจริงแล้วล่ะก็ ขอเพียงอยู่ให้ห่างจากข้า......เลียนก็จะไม่ถูกแผดเผา

แต่ว่า ขอร้อง

ข้าจะรักษาให้ดี จะระมัดระวัง จะปกป้อง

 

ดังนั้น ช่วยอยู่ーーข้างกายข้าตลอดไป

ได้โปรดーー

 

 

"......! เดี๋...เจ็บ อัลเฟรด!ーーให้ตายเถอะ เจ้าฟังข้าบ้างไหม!? ข้าบอกว่าเจ็บไง เจ้าคนบ้าพลัง!!"

 

เมื่อถูกเหยียบเท้า ข้าก็ตื่นขึ้นจากภวังค์ เมื่อสติกลับมาก็พบเลียนที่จ้องข้าเขม็งด้วยสีหน้าแดงก่ำ

 

"อะ โทษที"

 

พอข้าผ่อนแรงที่แขนลง เลียนก็รีบดิ้นออกจากอ้อมกอดของข้าและเผ่นหนีไปโดยทิ้งข้าไว้ หนีอย่างรวดเร็วเช่นทุกครั้ง เหมือนกับแมวสีเงินตัวนั้น เจ้านั่นเองก็มักหนีหายไปก่อนที่ข้าจะทันรู้ตัวเสมอ

พังไม่เป็นท่า เผลอผ่อนแรงจนได้ เลียนอุตส่าห์ยอมให้ข้าสัมผัสแล้วแท้ ๆ ข้ากลับเผลอปล่อยให้หนีไปซะแล้ว

 

"น...ในเมื่อมีแรงขนาดนี้ พลังเวทก็คงไม่จำเป็นแล้ว!"

 

หลังจากหลุดจากอ้อมแขนของข้า เลียนก็อุ้มถุงหินคริสตัลที่อยู่บนโต๊ะก่อนจะหนีไปถึงหน้าประตูด้วยความเร็ว

 

"ค...ค่าตอบแทนไว้พรุ่งนี้! ข้าจะเอามาให้พรุ่งนี้! สำหรับห้าสิบสองก้อน! ล...ลาก่อน!"

 

แม้จะไม่เปิดโอกาสให้ข้าได้ตอบอะไร ทว่าเลียนก็ยังพูดเรื่องค่าตอบแทนและบอกลาก่อนอย่างตรงตามแบบแผน จากนั้นก็หนีーーไม่สิ ออกจากห้องไปด้วยสีหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อ

 

 

 

ข้าฟังเสียงฝีเท้าเร็ว ๆ จากด้านนอกพลางถอนหายใจ

 

พอเลียนยอมให้ข้าสัมผัสขนาดนั้น หากโอกาสเป็นใจ......ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าแอบหวังว่าจะได้ทำต่อจากที่ค้างไว้เมื่อคราวก่อน

แต่ว่าพลาดจนได้

เพราะหญิงสาวชุดดำคนนั้นคนเดียว มาพูดเรื่องเข้าใจยากและเรื่องไม่ดีกับข้าจนเผลอคิดมากไปเลยไม่ใช่หรือไง

 

หรือว่า......เลียนจะรู้ตัวว่าข้าแอบหาจังหวะอยู่

เลียนยิ่งสัญชาตญาณดีอยู่ด้วย

 

......อา ช่างเถอะ

เรื่องวันนี้น่ะ

 

เลียนค่อย ๆ ยอมให้ข้าสัมผัสมากขึ้นแล้ว ดังนั้น อีกเดี๋ยวก็คงเริ่มชินไปเอง

 

ข้าจะค่อย ๆ

ーーเข้าหาจนกว่าเลียนจะไม่หนีข้าไปไหนอีก

 

เพราะหากเลียนเกิดหนีข้าไปจนถึงจักรวาลอื่น ข้าคงไม่อาจตามหาเขาได้

 

 

ได้ยินเสียงฝีเท้าดังก้องอยู่ด้านนอก เมื่อเบนสายตาไปนอกหน้าต่างก็เห็นร่างของเลียนอยู่บริเวณประตูโบสถ์ เจ้าของผมสีเงินกำลังวิ่งไปทางนั้น เลียนวิ่งจนมองเห็นเส้นผมสีเงินที่นุ่มนวลนั้นพริ้วไหว

 

 

คราวหน้าข้าจะไม่พลาดแน่

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.204K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,644 ความคิดเห็น

  1. #1581 Sea Zip (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 09:20
    เนื้อเรื่องมันดูหม่นๆเนอะ แต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารัก นี่อยากให้อัลเฟรดเข้าใจว่าบางทีที่เลียนหน้าแดงไม่ใช่แค่โกรธเท่านั้น
    #1,581
    0
  2. #1536 สไนท์เปอร์ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 06:38
    อ่านแล้วเพลินมากค่ะ ใช้ภาษาดี เจ้าใจง่าย อ่านละไม่งง น่ารักมากกกกก เจ้าอัลนี่มันร้าย แผนสูงจริงๆ555555
    #1,536
    0
  3. #1228 Punchch1 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 01:02
    ดีมากอะตอนนี้ ให้ความรูสึกที่หลากหลายมากๆ ดีใจที่มาตามอ่าน ขอบคุณคนแปลครับ
    #1,228
    0
  4. #1128 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 เมษายน 2563 / 20:23
    พอมองจากคนอ่านที่รู้ทุกอย่างที่ตัวละครต่างๆรู้ละแบบหน่วงเลยขอให้น้องเปลี่ยนอนาคตในสองปีข้างหน้าได้ทีเถอะ
    #1,128
    0
  5. #1088 All I can do for you (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 21:18
    5555555 ภาษาดีมากกกกค่ะ อ่านเพลินทุกตอนเลยยยย ผู้กล้านี่ แอบยันใช่ไหมคะ 555
    #1,088
    0
  6. #1012 Hiroyosha (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 02:10
    ผุ้กล้า นันแตกแน่ อนาคตมืดละลูกกุววว
    #1,012
    1
    • #1012-1 Hiroyosha(จากตอนที่ 18)
      7 เมษายน 2563 / 02:10
      ยันแตก*
      #1012-1
  7. #1001 500 มิลลิกรัม (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 16:32
    เป็นลูกแมวน้อยของอัลลลล
    #1,001
    0
  8. #860 hongyok025 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 23:20
    ภาษางามมากกกก ขอบคุณที่แปลนะคะ อัลนี้โคตรตัวโกง รักษาน้องดีละ
    #860
    0
  9. #834 Lormielis (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 07:17
    มีความเจ้าแผนการ
    #834
    0
  10. #770 doubleua01 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 17:57
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png เจ้าอัลลลลล วร้ายจริงๆ
    #770
    0
  11. #576 After_TeaTime (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 07:15
    ลึกซึ้งมากอ่ะ แบบจากมุมมองเราก็เข้าใจเรื่องราวที่นักทำนายบอกเลย แอบเดาว่าเพราะไม่ใช่เกมอัลเลยเข้าด้านมืดรึเปล่า แบบสูญเสียทุกอย่าง แล้วมีหลายครั้งมากที่เลียนบอกว่าตาของอัลดำมืด แต่ตอนนี้มีเลียนที่ช่วยเป็นแสงสว่างให้แล้ว
    อีกอย่างเลียนไม่รอดแน่ลูกเอ๋ย เขาตั้งปณิธานกัดไม่ปล่อยแล้ว ทำใจเถอะหนูเลียน555555
    #576
    1
    • #576-1 No10051(จากตอนที่ 18)
      15 เมษายน 2563 / 10:16
      เห็นด้วยเลยค่ะ ในเกมตัวเอกต้องสู้ต่อไป แต่ในความจริงอัลก็เป็นแค่เด็กคนนึง จะเข้มแข็งได้ขนาดไหนมันก็มีขีดจำกัด
      #576-1
  12. #475 JustAEcho (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 01:53
    โลกเดิมเป็นเกมสามารถกำหนดได้ แต่โลกที่เทพธิดาสร้างขึ้นทุกคนล้วนมีจิตวิญญาณจริงๆ ทำให้ที่ล้มเหลวเพราะว่าอัลไม่มีใจจะสู้ต่อไปรึเปล่านะ แต่ตอนนี้มีน้อนเลียนอยู่ด้วยแล้ว พี่อัลมีกะลังใจแว้ววว
    #475
    0
  13. #464 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:51
    ดาวประกายพรึกที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา นางเอกสินะ? ใช่แล้วอนาคตเปลี่ยนแปลงได้นะ มีกันและกันเนอะ :-)
    #464
    0
  14. #418 บ้านอยู่บนดาวอังคาร (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:47
    ฟิลเตอร์น้องคือ -ต้าววววว ตัวเล็ก
    #418
    0
  15. #416 ปลาทองทอด (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:27
    คะคะ ความอบอุ่นนี้มันคืออะไรกัน!
    #416
    0
  16. #404 BLOODY BABY (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:40

    ร...รู้สึกเหมือนเบาหวานจะขึ้นอีกแล้ว
    #404
    0
  17. #374 Nazan (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:29
    ทำไมกันนน อ๊ากกกก เรื่องดีมากค่ะ! คือไม่นึกว่าตัวเองจะตาไม่ดี ฟอลไว้ตั้งนานดันไม่สนใจ แต่พออ่านปุป โอ่ววว คือดีย์ ดีมากก ทั้งสำนวนของไรท์ และความน่ารักรักของอัลกับเอียน คือ ฆ่าฉันเถอะค่ะ น่ารักจนหวีดไปไกลมากแล้ววว จะตามค่ะ ตาม!! //กรีดร้อง---
    #374
    0
  18. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:08
    ทำไมชั้นเพิ่งมาอ่านเรื่องนี้นะ เรื่องนี้น่าอ่านสุดๆไปเลย
    #371
    0
  19. #369 eyeyafa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:04
    น่ารักมากทั้งสองคน555555
    #369
    0
  20. #365 Silabun (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:55
    ลึกซึ้งมาก บับอบอุ่นไปหมด แง๊ ต่างคนต่างเป็นแสงสว่างให้กันอ่ะ บับ โอ้ย นี่มันดวงอาทิตย์ของโลกใบนี้ชัดๆ
    #365
    0
  21. #357 เต่าน้ำ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:36
    พวกเราจะรอดูวันนั้นของเธอนะอัลเฟรด
    #357
    0
  22. #353 papark (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 04:56
    ความปรารถนาของเธอมันลึกล้ำจริง ๆ ว่ะอัล เธอทำได้ เปลี่ยนมันซะ คว้าแมวแสนสวยของเธอเอาไว้ กอดเขาไว้.... จริง ๆ เลียนก็ต้องการเธอไม่ต่างกันหรอก
    #353
    0
  23. #346 เฮกเซนเอง (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:53
    หาวิธีตะล่อมแมวให้ได้ภายในสองปีนะอัลเฟรด!
    #346
    0
  24. #343 มุกึๆ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:20

    จูบปากเปื่อยหมดแล้ววว หวังเคลมเขาอย่างเดียวเลยยย หุ้ยย แต่เป็นกำลังใจให้! เรื่องร้ายๆขอให้หายไปปปป
    #343
    0
  25. #342 1335213352 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:15
    แอบน้ำตาคลอนะแบบถ้าวันหนึ่งเลียนหายไปอัลจะเจ็บปวดขนาดไหนอ่ะโอ้ยยยย รักษาน้องไว้นะ
    #342
    0