[นิยายแปล] Nurturing the Hero to Avoid Death ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

ตอนที่ 10 : 9 สามปีผ่านไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,313 ครั้ง
    21 ม.ค. 63

 

 

Nurturing the hero to avoid death | ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

9 สามปีผ่านไป

 

สามปีผ่านไป

 

ผมอายุครบสิบห้าปี

วันเกิดของผมตรงกับช่วงฤดูใบไม้ผลิ

 

จุดสิ้นสุดของ'ปฐมบท ณ หมู่บ้าน' เหลือเวลาอีกเพียงสามปี

 

ขอแค่พยายามอีกสามปี ท่านเทพธิดาก็จะพาผมกลับโลกเดิมーー

 

......น่าจะนะ

จะเป็นแบบนั้นใช่ไหม!? ท่านเทพธิดา!?

ทำไมจนตอนนี้ก็ถึงไม่โผล่มาสักที!? ขาดการติดต่อแบบนี้ใจร้ายเกินไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ

 

แม้คุณยายมาเรียจะคอยอธิษฐานกับท่านเทพธิดาว่าให้มาช่วยผมบ้างแต่ก็ยังไม่เห็นผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที ผมรู้สึกไม่ชอบมาพากลที่ไม่มีการติดต่อมาจากท่านเทพธิดาเลย

 

ฮะ!

 

หรือว่า

เกิดเรื่องอะไรขึ้นจนทำให้ไม่สามารถติดต่อกลับมาได้......เช่นเจอปัญหา อาจจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับท่านเทพธิดาก็เป็นได้......

ผมตัวสั่นเทิ้ม

ไม่หรอก ๆ จะเป็นไปได้ยังไง

 

เนื่องจากผมไม่มีช่องทางติดต่อเธอจากที่นี่เลยจึงทำได้เพียงแค่รออยู่เฉย ๆ เท่านั้น ทุกครั้งที่ไปที่โบสถ์ผมก็มักจะไปบ่นーーแค่ก สวดภาวนาให้เธอรีบติดต่อมาโดยเร็ว

 

หลังจากที่รู้ว่าท่านเทพธิดาฝากฝังผมไว้กับมาเรีย ถ้าไม่ติดงานที่บ้าน ผมก็มักจะเดินทางมาที่โบสถ์ทุกวันเสาร์อาทิตย์ ประการแรกเพื่อปรึกษาพร้อมเล่าสถานการณ์ในตอนนี้กับมาเรียและถามข่าวคราวท่านเทพธิดาจากเธอด้วย ประการสอง มาเรียให้ห้องรับแขกที่ไม่ได้ใช้แล้วกับผมเพื่อใช้เป็น'ห้องวิจัยและพัฒนาควบคู่กับห้องเอกสาร' ผมใช้ที่นี่สำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันหมู่บ้าน

 

แน่นอนว่าเป็นห้องที่ต้องใช้ลูกกุญแจและเพื่อความปลอดภัยผมก็ได้เปลี่ยนรูกุญแจเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ในห้องผมยังติดตั้งอุปกรณ์กันขโมย ดังนั้นนอกจากผมไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเข้าไปได้ มั้ง

 

เท่านี้ผมก็สามารถสร้างอุปกรณ์เตือนภัย ทั้งยังวางเอกสารและอุปกรณ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วได้อย่างไม่ต้องกังวลสายตาใคร!

 

ถ้าเป็นที่คฤหาสน์ไม่ว่าจะระบบความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวก็เท่ากับศูนย์ แถมหัวหน้าพ่อบ้านกับหัวหน้าแม่บ้านยังถือมาสเตอร์คีย์ทำให้เข้าออกได้ทุกที่ตลอดเวลา

 

อีกอย่าง จะเรียกว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลก็ได้......ตอนอยู่คฤหาสน์พี่ชายของเลียนเอาแต่ตามติดผมแจทำให้ผมหายใจหายคอไม่คล่อง ระยะนี้นอกจากจะชอบลูบหัวผมแล้วยังลูบไหล่บ้าง แก้มบ้าง เดี๋ยวก็หลัง เดี๋ยวก็เอว จับโน่นจับนี่ไปทั่ว น่ากลัวสุด ๆ ......เป็นสถานการณ์ที่ถูกแตะเนื้อต้องตัวตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบ้านแท้ ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกพวกโรคจิตลวนลาม ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพี่น้องกันอีก ทำให้ผมพูดอะไรไม่ได้

 

ถ้าเทียบกันแล้วที่โบสถ์สบายใจกว่าเยอะ

 

มาเรียก็อยู่ฝั่งเดียวกับผม เจ้าพวกตัวกะเปี๊ยกที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งหลายก็ถูกผมปะเหลาะมาเป็นพวกได้แล้ว

 

ทุกครั้งที่มาที่โบสถ์ผมมักจะติดขนมมาให้พวกเด็ก ๆ ด้วยเสมอ พวกของหวาน ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบอย่างโดนัท ขนมเค้ก ชูครีม ผมวางแผนมาอย่างดีแล้วจึงไร้กบฏเล็ดลอด พูดอีกอย่างก็คือไม่ว่าผมจะสั่งอะไรพวกน้องหนูทั้งหลายก็ไม่มีทางขัดคำสั่งแน่นอน ผมปิดปากเจ้าเด็กพวกนี้ไว้แล้วว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ผมมานั่งแช่อยู่ที่โบสถ์ตลอดวันหยุดไม่ว่ากับใคร โดยเฉพาะอัลเฟรด

 

ผมขู่เจ้าเด็กน้อยทั้งหลายไปว่าหากเรื่องที่ผมทำงานให้ท่านเทพธิดาอย่างลับ ๆ นี้ถูกเปิดเผยเมื่อไรก็เตรียมตัวรับบทลงโทษอันน่ากลัวจากท่านเทพธิดาได้เลย มันต้องเลี้ยงกันด้วยลูกกวาดกับแส้แบบนี้แหละ ผมโมเมสร้างเรื่องตามพล็อตหนังสยองขวัญที่เห็นกันบ่อย ๆ ไปว่าหากคนปากโป้ง กลางดึกจะพบกับท่านเทพธิดาที่โชกไปด้วยเลือดมาเยือนถึงข้างเตียง แม้จะปวดใจเสียหน่อยแต่ก็ได้ผลเกินคาด แต่เอาเข้าจริง ๆ คำขู่ที่ได้ผลที่สุดคงเป็นถ้าไม่รักษาสัญญาจะไม่เอาขนมมาให้อีกแล้ว

 

แม้จะแอบห่วงเพราะยังไงพวกเขาก็ยังเป็นเด็กไม่รู้ความ แต่เจ้าเด็กน้อยพวกนี้กลับเก็บความลับกันได้อย่างดี

 

ทุกครั้งที่ผมมาที่โบสถ์พวกเด็ก ๆ จะวิ่งแจ้นมาหาผมพร้อมคุยโวโอ้อวดว่าตนยังเก็บความลับไว้อยู่ พอผมเอ่ยชมก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของพวกเขาเท่าไรแต่เด็ก ๆ ก็ดูสนุกสนานกันดี พวกเด็ก ๆ ก็มักชอบพวกความลับ เรื่องลับลมคมในกันอยู่แล้วล่ะนะ แม้จะเป็นเด็กกำพร้าแต่ทุกคนก็ร่าเริงแจ่มใส ยิ้มแย้ม เป็นเด็กดีกันมาก ๆ

 

พวกเด็ก ๆ จะดีใจกันเป็นพิเศษตอนที่คุณยายมาเรียที่มักจะเข้มงวดยอมหย่อนยานลงให้ ช่วงที่ผมพักเหนื่อยก็มักจะไปวิ่งเล่นกับพวกเขาทำให้ชอบใจกันมาก ความกดดันที่สะสมมาในแต่ละวันก็ผมก็เหมือนได้รับการชะล้างไปด้วย......

 

วันหยุดเสาร์อาทิตย์อัลเฟรดจะออกไปทำงานพิเศษตลอดทั้งวัน มักจะรีบออกไปแต่เช้า กว่าจะกลับก็มืดค่ำ แม้ว่าจะมีบางวันที่เลิกงานครึ่งวันหรือตรงกับช่วงวันหยุดประจำ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะผมมีตารางงานพิเศษของเจ้านั่นที่มาเรียกับพวกเด็ก ๆ ทำไว้ให้

 

ผมตรวจดูตารางงานของอัลเฟรดทุกครั้งก่อนจะไปที่โบสถ์ ดังนั้นจนถึงตอนนี้จึงไม่มีเหตุบังเอิญให้เจออัลเฟรดแม้แต่ครั้งเดียว ชีวิตอันสงบสุขของผมจึงยังดำเนินต่อไป

 

นาน ๆ ทีผมจะบังเอิญเจอกลุ่มคุณตาคุณยายที่โบสถ์ พวกเขาเข้าใจว่าผมมาที่โบสถ์เพราะมีเรื่องกลุ้มใจจึงแนะนำให้ผมหมั่นสวดภาวนากับท่านเทพธิดา สักวันท่านเทพธิดาต้องรับฟังผมแน่ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่พวกชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยุ่งกับการทำไร่ทำนา ไม่ค่อยมีเวลามาโบสถ์อยู่แล้ว พวกเขาอาจไม่ได้แนะนำอย่างจริงจังขนาดนั้นก็ได้

 

ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนใหญ่ผมจะใช้ชีวิตอยู่ที่โบสถ์ทั้งวัน

 

***

 

และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง

ผมดู'ตารางงานพิเศษของพี่อัล' ที่ได้รับมาจากมาเรียกับพวกเด็ก ๆ โชคดีที่วันนี้อัลเฟรดออกไปทำงานแต่เช้า ไม่อย่างนั้นผมคงไปที่โบสถ์ไม่ได้

 

สินบนสำหรับวันนี้ผมเลือกทริปเปิ้ลช็อคโกแลคสโคนกับแรสเบอร์รี่และบลูเบอร์รี่สโคนที่เป็นสินค้าออกใหม่ ผมซื้อมาเมื่อวาน การันตีความอร่อยโดยร้านขึ้นชื่อ ผมค่อนข้างชอบรสหวานแบบลงตัว นาน ๆ ทีก็จะซื้อกลับไปทานเช่นกัน พวกน้องหนูก็คงจะชอบด้วย

 

ผมเตรียมสัมภาระแล้วออกจากคฤหาสน์อย่างกระตือรือร้น ผมบอกกับหัวหน้าพ่อบ้านไว้ว่าจะไปอ่านหนังสือที่หอสมุด แน่นอนว่าโกหกไปอย่างนั้นแหละ ถึงยังไงก็ไม่มีใครตามไปดูอยู่แล้ว ตระกูลของเลียนปกติจะอยู่แบบตัวใครตัวมัน จะว่าไม่สนใจดีหรือยึดติดแต่กับตัวเองดี พ่อของเลียนมักยุ่งอยู่กับงาน ปกติก็ไม่ค่อยอยู่ที่คฤหาสน์ ส่วนแม่ของเลียนก็เดินเข้าเดินออกร้านเสริมสวย ไม่ก็ยุ่งกับการตามเทรนแฟชั่นในเมืองหลวง พี่ชายของเลียนถ้าไม่ไปเรียนรู้งานกับพ่อก็มักจะเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ในหมู่บ้าน

 

วันนี้อากาศดี

ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าสีสันสดใสพร้อมกับก้อนเมฆที่ลอยอย่างช้า ๆ

 

อา รู้สึกหน้ามืดขึ้นมานิดหน่อย

 

ผมเก็บสายตากลับมาก่อนจะส่ายหัวเบา ๆ เมื่อวานผมอยู่ทบทวนบทเรียนที่เรียนไป แล้วก็คิดเรื่องเครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยจนถึงดึก

 

ก่อนหน้านี้ผมลองเอาเครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชื่อว่า'เตือนภัยคุงเบอร์หนึ่ง' ไปทดลองจับสัตว์อสูรประเภทหนูขนาดเล็กในหมู่บ้าน เพราะเป็นสัตว์อสูรตัวเล็ก แม้จะไม่เป็นอันตรายขนาดที่จะเข้ามาจู่โจมได้ ทว่าสัตว์อสูรประเภทนี้กลับสร้างความเสียหายให้ผลผลิตในหมู่บ้าน ผมจึงพยายามสร้างเครื่องนี้ให้เสร็จทันก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว

 

หากสัตว์อสูรประเภทหนูเข้าไปใกล้แล้วเครื่องสามารถจับกลิ่นไอจนส่งเสียงเตือนออกมาก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วหนึ่งขั้น ผลจากการพยายามค้นคว้าวิจัยล่ะนะ ผมทำงานหนักจนไม่มีแม้แต่เวลานอน! ช่วงนี้ผมหักโหมมากไปหน่อยจึงทำให้รู้สึกเพลียอยู่บ้าง

 

แต่ว่าจะให้นอนก็กระวนกระวาย ผมอยากเตรียมแนวป้องกันให้เสร็จสิ้นโดยไวและปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับเบอร์สองผมอยากขยายขอบเขตการรับรู้ศัตรูและเพิ่มเสียงสัญญาณให้ดังขึ้น นอกจากนี้ผมจะลองพัฒนาใส่ค่ายกลไฟฟ้าเพิ่มลงไปด้วย

 

ส่วนชื่อก็คือ'เตือนภัยคุง (ค่ายกลไฟฟ้า) เบอร์สอง' ผมอยากจะทำออกมาให้สามารถใช้งานจริงได้ถึงประมาณเบอร์ห้า

 

นอกจากนี้ ผมต้องทำแผนที่ชี้จุดอันตรายของหมู่บ้านไว้ด้วย หลังจากนั้นก็นำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้าน ผมจะวาดสถานที่หลบภัยไว้ เมื่อถึงเวลาหวังว่าพวกเขาคงจะไปตามนั้น ส่วนในพื้นที่หลบภัยจะผมติดตั้งกับดักจับสัตว์อสูรกับสิ่งกีดขวางเอาไว้ เป้าหมายของผมคือต้องต้านให้ได้หนึ่งคืน พวกอมนุษย์ส่วนใหญ่จะแพ้แสงแดด เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นการเคลื่อนไหวก็จะช้าลง ผมอาจจะสามารถใช้โอกาสนั้นหนีออกจากหมู่บ้านได้

 

ผมพ่นลมหายใจ

 

นี่ไม่ใช่เวลามาเวียนหัวนะ อดทนหน่อย ผมจะมาล้มพับอยู่ที่นี่ไม่ได้

 

ผมยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกกองเป็นภูเขา งานหนักขนาดที่ต้องขายวิญญาณแลกกันเลยทีเดียว

 

 

หลังจากเคาะประตูโบสถ์ มาเรียก็ออกมารับผมพร้อมกับแก้มสีแอปเปิ้ลอย่างเคย

 

"ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ท่านเลียน! ฮุฮุ พวกเด็ก ๆ เอาแต่ถามว่าท่านเลียนจะมาเมื่อไร รอกันอย่างอยู่ไม่สุขเลยเจ้าค่ะ"

"สวัสดีขอรับ ท่านมาเรีย ฮะฮะ......อย่างนั้นหรือขอรับ"

"เจ้าค่ะ!"

 

เพราะผมมักจะเอาขนมติดมือมาตลอด คงตั้งตารอกันอยู่ล่ะสิ

 

ที่ดินแดนแห่งนี้ น้ำตาลถือเป็นสิ่งล้ำค่า

และโชคร้ายที่อาณาจักรนี้ไม่สามารถผลิตน้ำตาลเองได้ เพราะต้นอ้อย**ปลูกได้เพียงพื้นที่เขตร้อนเท่านั้น ดังนั้น แม้จะอยากผลิตแต่ก็ผลิตไม่ได้

(Note : **ต้นฉบับใช้砂糖の木ถ้าแปลตรงตัวก็ต้นน้ำตาล จึงคิดว่าน่าหมายถึงอ้อยค่ะ แต่พอลองไปหาข้อมูลก็พบว่าต้นตาลก็ทำน้ำตาลสดได้เลยไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร พอลองเอา砂糖の木ไปเสิร์จในอากู๋ก็ขึ้นมาแต่อ้อยจึงเลือกใช้คำว่า ต้นอ้อย ค่ะ)

ดังนั้นจึงต้องนำเข้าจากอาณาจักรทางใต้ ซึ่งของนำเข้าไม่ว่าที่โลกไหนก็ราคาสูงเหมือนกันทั้งนั้น ขนมที่วางขายตามร้านค้าจึงไม่ใช่ของที่เด็ก ๆ จะสามารถซื้อทานได้ ที่นี่ต่างจากโลกของผม ขนมหวานของที่นี่ไม่ใช่ของที่หาทานได้ทั่วไป

 

พวกเด็ก ๆ ที่เล่นอยู่ที่ลานว่างสังเกตเห็นผม

 

"อะ ท่านเลียนนี่นา!"

"ท่านเลียน!

"ว้าว! ท่านเลียนมาแล้ว~!"

 

"สวัสดี วันนี้ก็ยังร่าเริงกันเหมือนเดิมเลยนะ"

 

"แฮะ ๆ !"

เจ้าพวกตัวน้อยใบหน้าขึ้นสีชมพูแล้วยิ้มอย่างเนียมอาย

 

เด็กตัวจ้อยสามคนเข้ามาจับชายแขนเสื้อโค้ทฤดูใบไม้ผลิของผม ทั้งสามคนมีผมหยัดศก หัวกลม ๆ สีเกาหลัด ทางขวาสุดตาสีแดง ตรงกลางตาสีเหลือง ทางซ้ายตาสีเขียว แม้มาเรียจะเคยบอกผมมาแล้วแต่ผมก็ยังแยกไม่ออกว่าใครเป็น พี่ชาย พี่สาว หรือน้องสาวอยู่ดี จึงอาศัยการแยกตามสัญญาณไฟจราจรไปก่อน

 

"ท่านเลียน มาเล่นกานเถอะ!"

"เล่นกันเฉอะ!"

"เล่นー!"

 

"อืม เดี๋ยวเล่นกันนะ"

ผมลูบหัวทีละคน ทั้งสามคนมองผมแล้วยิ้มแป้น

อา น่ารักจริง ๆ ตอนนี้ผมกำลังได้รับการชะล้าง

 

"เดี๋ยวเถอะ ท่านเลียนมีธุระต้องทำ ห้ามวุ่นวาย เข้าใจไหม"

 

เด็ก ๆ ขานรับ ขอร้าบ/เจ้าค่า อย่างเสียดายก่อนจะกลับไปวิ่งเล่นกันที่ลานว่าง

 

"ไว้เจอกันนะ ท่านเลียน!"

"บ๊ะบาย~!"

 

"อื้ม"

ผมโบกมือบ๊ายบายส่งเด็ก ๆ ไม่ว่าจะมาเมื่อไรก็คึกคักกันตลอดเลย ต่างจากคฤหาสน์ที่เงียบเป็นป่าช้าของเลียนลิบลับ

 

ผมส่งถุงกระดาษที่บรรจุสโคนจำนวนมากให้กับมาเรีย

"ของว่างวันนี้เป็นสโคนขอรับ เชิญเลย"

 

"แหม ตายจริง กลิ่นหอมน่าทานมาก! ขอบพระคุณเจ้าค่ะ แต่ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้ก็ได้นะเจ้าคะ"

 

"ไม่หรอกขอรับ ท่านมาเรียอุตส่าห์ให้ข้ายืมใช้ห้องได้อย่างอิสระ อีกอย่างข้าก็ซื้อแต่ของที่ข้าอยากทานทั้งนั้น ไม่ลำบากเลยขอรับ"

พอผมยิ้มให้ มาเรียก็ส่งยิ้มสีแอปเปิ้ลกลับมา

 

"ฮุฮุ เช่นนั้นหรือเจ้าคะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจะเตรียมน้ำชาให้สุดฝีมือเลยนะเจ้าคะ!"

 

"ดีจัง ชาของท่านมาเรียรสชาติดีมาก ข้าจะตั้งตารอขอรับ"

 

"เจ้าค่ะ! โปรดตั้งตารอด้วยนะเจ้าคะ ข้ายังมีเอกสารที่ต้องจัดการอยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ถ้ามีเรื่องอะไร ตะโกนเรียกข้าจากตรงบันไดก็ได้ยินแล้วเจ้าค่ะ"

 

"ขอรับ"

 

"เดี๋ยวจะยกน้ำชาไปให้ตอนเที่ยงนะเจ้าคะ"

 

"ขอบคุณมากขอรับ"

 

ผมเตรียมมื้อกลางวันมาแล้วจึงขอให้มาเรียยกมาให้เพียงชุดน้ำชา ถึงจะถูกบ่นอิดออดว่าเธออุตส่าห์เตรียมมื้อกลางวันไว้ให้แล้ว แต่จะให้ผมรบกวนเธอขนาดนั้นก็ไม่ได้ ถึงจะเพิ่มมาอีกเพียงแค่หนึ่งชุด แต่หากผมมาที่นี่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ค่าอาหารก็คงเพิ่มขึ้นไม่น้อย

 

ผมโบกมือลามาเรียก่อนจะเดินขึ้นไปที่ห้องวิจัยที่อยู่ชั้นสอง

 

 

ผมถ่ายพลังเวทเข้าไปในหินโปร่งใสที่วางตรงจุดกลางของกล่องไม้ขนาดเล็กเคลือบด้วยสีกันน้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเปลี่ยนสีเป็นสีส้มอ่อน

 

ในโลกนี้หากไม่ถ่ายพลังเวทลงไป อุปกรณ์เวทมนตร์ไม่ก็สำแดงฤทธิ์ เช่นเดียวกับโลกที่ผมเคยอาศัยอยู่ หากไม่ใช้แบตเตอรี่หรือไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะไม่ทำงาน โดยอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากพลังเวทก็เรียกกันอย่างตรงตัวไปเลยว่าอุปกรณ์เวทมนตร์

หรือก็คือเพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้แหล่งพลังงานจึงเป็นสิ่งจำเป็น อา แต่จะว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็ธรรมดาอยู่หรอก

 

ผมเข้าใจนะว่าโลกนี้เป็นโลกแฟนตาซีที่ใช้ดาบกับเวทมนต์ ก็คงอยากจะทำอะไรคลุมเครือเพื่อให้รู้สึกถึงความแฟนตาซี แต่ผมคิดว่าไหน ๆ ก็สร้างขึ้นมาแล้ว ก็อยากให้สามารถใช้งานได้ไปเลยมากกว่านะครับ ท่านเทพธิดา

 

"......ฟู่"

 

ผมผ่อนลมหายใจหลังจากสร้างเตือนภัยคุง (ค่ายกลไฟฟ้า) เบอร์สองเสร็จสามชิ้น

แม้จะมีขนาดแค่ฝ่ามือแต่ด้านในผมอัดอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงไว้แน่นเอี้ยด (วัดจากมาตรฐานของผม)

 

ผมหน้ามืด

แม้อาการวิงเวียนจะหายไปทันที แต่ในหัวผมกลับยังคงรู้สึกหนักอึ้ง

 

อาจเพราะถ่ายพลังมากเกินไป ผมรู้สึกว่าร่างกายยังคงสั่นอยู่เล็กน้อย อาการเหมือนตอนที่บริจาคเลือดมากเกินไปไม่มีผิด

 

ให้มาเรียชงน้ำชาแล้วพักสักหน่อยดีไหมนะ

ผมใช้มือยึดขอบโต๊ะขณะประคองร่างที่โซซัดโซเซของตัวเองให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้

 

แม้จะพอลุกขึ้นยืนได้ แต่อาการขยับไม่ได้ก็กลับมาแล้วหายไปทันทีอีกครั้ง ผมพาตัวเองออกจากห้อง...

 

ได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว

......ผมพาตัวเองลงบันไดมาถึงชั้นล่าง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยันไว้ได้อีก จึงนั่งลงไปกองกับพื้น

 

แย่แล้ว

เสียเลือดーーไม่ใช่สิ เสียพลังเวทมากเกินไป

 

ขยับไม่ได้

ถึงจะพยายามลุกแต่ขากลับไร้เรี่ยวแรง

 

ไม่ไหว ลุกไม่ได้เลย

ช่วยไม่ได้

พักไปทั้งอย่างนี้เสียหน่อยแล้วกัน ถ้าพักสักหน่อย รอให้ร่างกายฟื้นฟูเดี๋ยวก็ขยับได้เอง

 

ผมเอนหลังพิงกำแพงก่อนจะหลับตาลง

 

 

"ーーนี่ เป็นอะไรหรือเปล่า"

 

อะไรน่ะ

 

เหมือนเคยได้ยินเสียงนี้ที่ไหน

ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้

วันนี้เจ้านั่นไปทำงานพิเศษนี่นา จะอยู่ที่นี่ได้ยังไง

 

"นี่? แข็งใจไหว"

 

ไหล่ผมถูกเขย่า

 

เอ๊ะ

ทำไม

 

ทำไมกัน ไม่หรอก จะเป็นไปได้ยังไง ผมเช็คตารางงานของเจ้านั่นแล้ว วันนี้มีงานพิเศษตั้งแต่เช้านี่นา

ทั้งที่น่าจะเป็นแบบนั้นーー

 

ผมฝืนเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมา หลังจากปรับโฟกัสภาพตรงหน้า สายตาผมก็ปะทะเข้ากับเส้นผมสีบลอนด์สว่างสดใส ใบหน้าที่เรียบเฉยอยู่เสมอตอนนี้กลับปรากฏคิ้วที่ขมวดเป็นปม

 

อัลเฟรด

 

ทำไม ถึงอยู่ ที่นี่

 

"อุหวา!?"

 

ผมใช้แรงที่เพิ่งกลับมาพาตัวเองถอยร่นออกไปแต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับกำแพง

 

"เจ็บ......"

 

ผมทุบท้ายทอยตัวเองแต่กลับทำให้อาการเวียนหัวยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

 

"น...นี่ ไหวหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า.....รู้สึกไม่ดีหรือ"

 

"ท...ทำไม เจ้า......"

 

"ข้า? อา คุณตาที่ขึ้นไปซ่อมหลังคาด้วยกันที่ที่ทำงานพิเศษเกิดลื่นล้มน่ะ ดีที่คุณตาไม่เป็นอะไรมาก แต่เป็นข้าที่ล่วงตกลงมาแขนหัก"

 

"ห๊ะ!?"

 

"ก็ดีแล้วล่ะที่คุณตาปลอดภัย แต่เพราะแขนข้าหักเลยทำงานต่อไม่ได้ คุณตาเลยให้ข้าไปหาอาจารย์คุมะแล้วก็กลับไปพัก ข้าเลยกลับมา"

 

ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงพูดด้วยท่าทางสบาย ๆ ว่า ตรงนี้หักนิดหน่อย แบบนั้นล่ะ......!

 

"ก...กระดูกหัก......!?"

 

พอดูดี ๆ แล้ว ที่แขนซ้ายก็พันผ้าพันแผลเอาไว้

 

"จ...จริงสิ! ข...ข้ามียาฟื้นฟูระดับสูงอยู่! ร...รอเดี๋ยว ข...ข้าให้เจ้า ไม่สิ สงเคราะห์ให้ ถึงจะช่วยต่อกระดูกไม่ได้แต่พอจะเร่งให้หายไวกับลดความเจ็บได้......"

 

ผมหยิบยาออกมาจากกระเป๋าแจ็คเก็ต ขณะที่กำลงจะยื่นให้มือก็ถูกรั้งไว้เสียก่อน

 

"ไม่เป็นไร เมื่อกี้อาจารย์คุมะต่อกระดูกให้ข้าแล้ว บอกข้าว่าแค่รอเฉย ๆ ให้เข้าที่ก็พอ"

"ง......งั้นหรือ"

 

ถึงจะเป็นยาฟื้นฟูระดับสูงแต่ก็มีข้อจำกัด ไม่สามารถใช้ต่อกระดูกหรือรักษาแผลบาดเจ็บรุนแรงได้ ส่วนยาที่สามารถรักษาให้หายได้จะว่ามีก็มีอยู่หรอก แต่ก็ราคาสูงมากจนคนทั่วไปไม่อาจเอื้อม แม้แต่เศรษฐีเองก็ใช่ว่าจะซื้อได้ง่าย ๆ

 

ดังนั้นจึงมีหมอด้านการรักษาและด้านสมุนไพรอย่างอาจารย์คุมะอยู่ ก็เหมือนกับเวทมนตร์ที่ถ้าไม่เรียนก็ไม่อาจใช้ได้ การแพทย์เองถ้าไม่เรียนก็ไม่สามารถรักษาคนได้เช่นกัน

 

"จะว่าไปแล้ว เจ้าควรใช้มันมากกว่าข้าไม่ใช่หรือไง"

"ข้าหรือ ไม่ ไม่จำเป็นหรอก"

"แน่ใจ? หน้าเจ้า......ซีดมากเลยนะ"

 

หน้าผม ซีดเหรอ

แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้เลย

 

"ไม่ต้องห่วง พักเดี๋ยวเดียว......ก็หาย"

 

แม้ผมจะพูดแบบนั้น แต่รอยย่นระหว่างคิ้วของอัลเฟรดกลับยิ่งเยอะขึ้น ทำไมล่ะ ผมแค่พลังเวทไม่พอเท่านั้นเอง ก็เหมือนโลหิตจางนั่นแหละ ดังนั้น ยาฟื้นฟูจึงใช้ไม่ได้ผล

 

"ให้ข้าพาเจ้า ไปหาอาจารย์คุมะดีหรือไม่"

"ไม่ไป"

 

ผมขี้เกียจอธิบายกับอาจารย์คุมะ

 

"ถ้าเช่นนั้น......ให้ข้าพาเจ้ากลับบ้านไหม"

"ไม่เอา ไม่อยากกลับ"

 

เพราะก่อนออกมาจากคฤหาสน์ ผมบอกไปแล้วว่าจะไปหอสมุด ถ้าให้อัลเฟรดพากลับไปเรื่องจะยิ่งยุ่งยาก ผมเกลียดการต้องมานั่งอธิบาย

 

อัลเฟรดทำสีหน้าลำบากใจพลางถอนหายใจอย่างหาได้ยาก

 

"......งั้น เอาอย่างนี้ ให้ข้าพาเจ้าออกจากตรงนี้ก่อนดีไหม อย่างไปห้องนั่งเล่นーー"

 

"ไม่ล่ะ ข้าอยู่ตรงนี้ดีแล้ว แค่พักเดี๋ยวก็หายเอง อัลเฟรด เจ้ากลับไปที่ห้องเถอะ บาดแผลไม่ใช่หรือไง ปล่อยข้าไว้ตรงนี้แหละ"

 

อัลเฟรดฉุดมือผมขึ้นมาแล้วทำท่าจะให้ผมยืมไหล่ แต่ผมรีบปัดทิ้ง

 

นายช่วยออกไปจากตรงนี้ทีได้ไหม

 

จะให้อธิบายสถานการณ์ตอนนี้มันวุ่นวาย น่ารำคาญ หัวก็หมุนติ้ว ร่างกายก็ขยับไม่ได้ดั่งใจ

 

ผมในตอนนี้ทำกลบเกลื่อนไม่รอดหรอก

อา จริงสิ ต้องชิงหาข้ออ้างว่าทำไมผมถึงอยู่ที่นี่ให้อัลเฟรดก่อน เหตุผลที่ฟังขึ้น อะไรดีล่ะーー

 

"ーーข้า มาด้วยเรื่อง การเงินของที่โบสถ์ ตามคำสั่งของท่านพ่อ มาดูว่า ฟื้นตัวแล้วหรือยัง"

 

"งั้นหรือ ไม่ต้องฝืนพูดก็ได้"

 

ฉันอุตส่าห์เค้นหัวสมองมาอธิบายให้นายเชียวนะ มาตัดบทกันแบบนี้ได้ยังไง พับผ่าสิ

อัลเฟรดอังมือที่หน้าผากของผม

 

"ดูเหมือน.....จะไม่มีไข้ แต่อุณหภูมิร่างกายเจ้าต่ำไปหรือเปล่า ตัวเย็นเชียว......นี่ ไม่เป็นไรแน่หรือ ข้าพาเจ้าไปหาอาจารย์คุมะーー"

"ก็บอกว่าไม่ไปไง ไม่ไป ให้ตายสิ ช่างข้าเถอะน่า!"

 

พอผมตวาดออกไป สีหน้าของอัลเฟรดก็บึ้งตึง สายตาแหลมคมจับจ้องมาที่ผม

 

อา ถูกเกลียดแล้ว

 

ไม่สิ เดิมทีผมก็ควรจะถูกเกลียดมาตั้งแต่ต้นแล้ว โดนเกลียดซะก็ไม่เห็นจะเป็นไร อีกอย่างยังไงอัลเฟรดก็ควรจะเกลียดผมอยู่แล้ว แบบนี้ดีแล้วล่ะ แบบนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว นั่นสินะ

บทบาทของผมคือการถูกเกลียดนี่นา

เอ๊ะ ทำไมอยู่ ๆ เพิ่งจะมารู้สึกช็อกเอาตอนนี้ มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มแล้วไม่ใช่เหรอ

 

เพราะตวาดออกไปเลยเวียนหัวขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกไม่ดีเลย อยากจะอ้วก หน้าอัลเฟรดก็ไม่อยากเห็น นายช่วยไปที่ไหนสักที่หน่อยได้ไหม ยังไงนายก็ไม่ชอบหน้าฉันอยู่แล้วนี่ รู้อยู่แล้วล่ะน่า

 

"กลับ ห้อง......บอกให้กลับไปไง"

 

ถึงจะไล่ให้ไปแต่อัลเฟรดก็ยังคงย่อตัวอยู่ตรงหน้าผม ไม่มีท่าทีจะขยับไปไหน รอยย่นระหว่างคิ้วภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั่น ราวกับกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด

 

"......หรือว่า'อาการขาดพลังเวท'......?"

 

ผมได้ยินอัลเฟรดพูดด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ

ชื่ออาการที่ตรงข้ามกับสิ่งที่อัลเฟรดเคยเป็นก่อนหน้านี้

ไม่ใช่หรอก แค่ใช้มากเกินไปเท่านั้นเอง

 

" ถ้า'ถ่ายพลังเวท' จะช่วยได้ไหม......"

 

บ่นพึมพำอะไรอยู่ก็ไม่รู้

 

การถ่ายพลังเวท

ก็ตามชื่อของมัน คือการถ่ายโอนพลังเวทของตนเองไปให้ผู้อื่น

 

รู้สึกจะเรียนไปแล้วในชั่วโมงศาสตร์การใช้เวทมนตร์ระดับกลาง แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป

 

หากพลังเวทของทั้งสองคนเข้ากันไม่ได้จะทำให้การถ่ายโอนติดขัด ยิ่งไปกว่านั้นอาจได้ผลตรงกันข้าม เหมือนกับการให้เลือด หากว่าไม่สามารถเข้ากันได้ก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน อาจเจ็บปวดทรมานหรือรู้สึกแย่ขึ้นมา ในชั่วโมงเรียนอาจารย์ให้ลองถ่ายโอนพลังเวทกับนักเรียนที่นั่งข้าง ๆ ตอนนั้นผมเจ็บจนแทบจะกระโดดหนี ถึงจะรู้สึกผิด แต่ตอนนั้นมันเจ็บมากจริง ๆ หลังจากนั้นยังรู้สึกไม่ดีเพิ่มขึ้นมาอีก เป็นชั่วโมงเรียนที่โหดเอาเรื่อง

 

ผมส่ายหน้า

"......ไม่เอา เราต่างก็เป็นคนเจ็บทั้งคู่ ยังจะมาถ่ายพลังเวทอะไรอีก ไม่จำเป็นหรอก เจ้า รีบ ๆ หาย ท่านมาเรีย กับพวกเด็ก ๆ เป็นห่วง อยู่นะ......"

 

แม้แต่ผมยังหวาดเสียว

ทำไมนายมีแผลเต็มตัวตลอด พอรู้ตัวอีกทีก็ได้แผลมาอีกแล้ว

เพราะรู้ว่าไม่มีเงินจึงมักปล่อยให้แผลหายไปเองทุกที ถึงจะเป็นผู้กล้าที่มีพลังฟื้นฟูมากกว่าคนทั่วไปก็เถอะ

 

ผมพยายามล้วงเอายาฟื้นฟูระดับสูงออกมาจากกระเป๋าแล้วหย่อนใส่กระเป๋าที่หน้าอกของอัลเฟรด

 

"ข้ามีเยอะเกิน ให้เจ้าอันหนึ่งแล้วกัน สำนักบุญคุณซะล่ะ อา แต่ไม่ต้องคิดมากก็ได้ ข้าไม่เหมือนเจ้า ข้ารวย ที่บ้านข้ายังมีอีกเยอะขนาดที่ใช้ไม่ไหว"

รับไปเสีย เจ้าคนบาดเจ็บหมื่นปี

 

อัลเฟรดมองที่กระเป๋าบริเวณแผ่นอกของตัวเองก่อนจะมองลงมาที่ผม สีหน้าไร้ความรู้สึกแบบนั้น ไม่รู้จริง ๆ นั่นแหละว่ากำลังคิดอะไรอยู่

 

อัลเฟรดเลิกแขนเสื้อเชิ้ตผมก่อนจะจับที่ข้อมือของผม

 

ผิวสัมผัสที่ข้อมือเกิดความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทีละน้อย ราวกับตอนที่กำลังประคบร้อน ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามา

 

หรือว่า

 

"......เจ็บไหม รู้สึกไม่ดีหรือเปล่า"

"เจ้า ทำอะไร......"

"เจ็บหรือ"

"ไม่เจ็บ แต่เจ้า"

"รู้สึกแย่หรือเปล่า"

"เปล่า"

 

"......ถ้างั้นก็ดี"

 

อะไรที่ว่าดี

 

"......อืーม ถ่ายโอนจากภายนอกแบบนี้ใช้เวลานานเหมือนที่ตาเฒ่าบอกเลย ปริมาณก็ไม่มาก ดูท่าคงใช้เวลาทั้งวัน"

 

อัลเฟรดจ้องมองผม

 

อะไร

มองอะไร

 

"ผ่านปากน่าจะเป็นวิธีที่ไวที่สุด"

 

อย่าเชียว

นั่นมันวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้นไม่ใช่เหรอ

การถ่ายโอนผ่านลมหายใจ

 

คางผมถูกเชิดสูง

 

อยากจะห้ามแต่ร่างกายขยับไม่ได้

 

ริมฝีปากถูกประกบลงมา

 

ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ไหลผ่านเข้ามา

เหมือนกับตอนกำลังดื่มเหล้า

 

อัลเฟรดถอนริมฝีปากก่อนจะยกยิ้ม

 

"......ดูท่า จะเข้ากันได้ดีนะ"

 

พลังเวทเข้ากันได้ดีก็คือ......พลังเวทจะผสมกันอย่างง่ายดายและซึมซับเข้าสู่ร่างกายได้ดีจนเกิดความรู้สึกราวกับถูกมอมเมาปนซาบซ่าน......ด้วยกันทั้งคู่

 

ตอนอยู่ในชั่วโมงบรรยาย 'การถ่ายพลังเวท' อาจารย์ตาเฒ่าพูดพร้อมยกยิ้มน่ารังเกียจเหมือนพวกอาชญากรชวนให้รู้สึกน่าสงสัยสุด ๆ ตาเฒ่านั่นหน้าตาหื่นกระหายมาก ไม่ผิดแน่ ตาแก่โรคจิตดี ๆ นี่เอง ยังบอกว่าเหมือนกับการเลือกคู่นอนที่เข้าขากันดีอีก ใครจะไปอยากรู้ข้อมูลตรงนั้นกันฟะ

 

"พอ...แล้ว......อัล..."

 

ริมฝีปากถูกประกบลงมาอีกครั้ง

 

คราวนี้สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลเข้ามาอย่างท่วมท้นในคราเดียว

 

"......!? ......อึก......!?"

 

ความอบอุ่นหลั่งไหลเข้ามาราวกับดื่มซาเกร้อน ๆ อย่างไม่หยุดพักและไม่มีที่สิ้นสุด

 

ทั้งยังถูกครอบงำด้วยความเมามายอย่างน่าหวั่นวิตก

 

ผมปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่อาจห้ามได้ ความรู้สึกราวกับมีไข้ขึ้นสูง ความอบอุ่นปริมาณมากวนเวียนเข้ามาในร่างกายของผมราวกับถูกดูดเข้าไปในน้ำวน ทว่าร่างกายของผมกลับไร้การปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายยังเริ่มดูดกลืนอย่างตะกละตะกลามเพื่อฟื้นฟูอาการราวกับขาดน้ำเมื่อครู่จนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกได้

 

ภายในร่างกายร้อนวูบวาบและทรมาน

 

สมองพลันขาวโพลนทั้งยังมึนงง

 

รู้สึกร้อนเกินกว่าจะทานทน เหงื่อผมไหลท่วม ร้อน ร้อนเกินไปแล้ว ร่างกายของผมสั่นเทิ้ม ช่วยหยุดที พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว ร่างกายผมรับมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว รู้สึกราวกับพลังเวทกำลังเอ่อล้นออกมา ไม่ไหวแล้ว ความจุผมมีไม่พอ จะถึงขีดจำกัดแล้ว

 

ทั้ง ๆ ที่ร้อนวูบวาบและทรมาน

แต่ทำไม นี่มันอะไรกัน ไม่เข้าใจเลย

แต่ว่า

 

ทั้ง ๆ ที่ทรมาน แต่กลับ

 

รู้สึกดีจังーー

 

ผมรู้สึกได้ว่าร่างกายไร้เรี่ยวแรง ทว่าร่างกายไม่ฟังความสั่ง จึงทำอะไรไม่ได้

 

 

ริมฝีปากที่ครอบครองผมเมื่อครู่ค่อย ๆ ถอนออก

 

เมื่อผมลืมตาขึ้นก็พบกับนัยน์ตาสีฟ้าที่สั่นไหวกำลังมองลงมาที่ผม อัลเฟรดรีบเอื้อมแขนมาโอบรัดร่างกายที่โงนเงนจวนเจียนจะล้มของผมด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถูกกอดอยู่ ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ร่างกายของอัลเฟรดโตกว่าผมขนาดนี้แล้ว ร่างกายผมขยับไม่ได้จึงทำได้เพียงแอบอิงเขาไว้แบบนี้

 

อัลเฟรดตรวจดูอาการผมที่อยู่ในสภาพถูกมอมเมาโดยสมบูรณ์ เขามองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจพลางเอียงคออย่างฉงน เจ้าบ้า ดูสิว่าทำอะไรลงไป

 

อย่าว่าแต่ยกแขนเลยแค่นิ้วสักนิ้วตอนนี้ผมก็กระดิกไม่ได้

 

"......หืม? แปลก 'การถ่ายพลังเวท' ก็ไปได้ดีนี่นา......"

 

ถึงจะอยู่ในสภาพไร้เรี่ยวแรง ผมก็ฝืนเปิดปากที่หนักอึ้ง

 

"......เจ้า......รู้จัก......ปรับให้............พอ......"

 

"ปรับให้พอดี?"

 

"ถ่ายโอน......มากไป......ให้ผล......ตรง......ข้าม......"

 

ปริมาณการจุพลังเวทของแต่ละคนไม่เท่ากัน หากว่าได้รับเกินมากเกินไปーーร่างกายจะรับไม่ไหวและหมดสติ

 

เหมือนฉันตอนนี้ไง!!

 

อัลเฟรดพึมพำ อา แล้วพยักหน้าราวกับเข้าใจที่ผมพูด

 

"โทษที งั้นหรือ มากไปสินะ......อืーม การปรับให้พอดีนี่ยากกว่าที่คิดเสียอีก"

 

นั่นมันแค่นายเว้ย! ไอ้เจ้าคนพลังเวทผิดมนุษย์มนา

จะว่าไปทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ ตาเฒ่านั่นก็บอกอยู่ไม่ใช่เหรอว่าการถ่ายโอนผ่านลมหายใจให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ทำไมถึงเอามาใช้แบบนี้ แล้วทำไมนายยังดูสบาย ๆ อยู่ได้ ไม่ตลกเลยนะ

เจ้าบ้านี่ไม่สะทกสะท้านーー

 

ไม่ ไม่ ไม่ ไม่

 

"......เจ้า......โง่......งี่เง่า......ไม่อยากจะ เชื่อเลย จริง ๆ ......"

 

"ขอโทษ แต่อุณหภูมิร่างกายเจ้ากลับมาแล้ว เมื่อกี้เจ้าตัวเย็นมาก เย็นราวกับน้ำแข็ง อา แต่ว่าตอนนี้กลับร้อนเกินไปอีกแล้ว......อืーม ไม่รู้แล้ว......ข้าว่าพาเจ้าไปหาอาจารย์คุมะーー"

 

"ไม่ไป"

 

พอผมรวบรวมกำลังกายและใจตอบกลับไป อัลเฟรดก็ถอนหายใจออกมา

 

"......ไม่ เป็นไร......แค่......นอนพัก......สักเดี๋ยว ก็......ดีขึ้น......"

"งั้นหรือ"

 

ผมพยักหน้า

ผมรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว ถ้าพักเฉย ๆ ความร้อนในร่างกายก็น่าจะหายไปเอง

 

"เข้าใจแล้ว"

 

หลังจากตอบรับ อัลเฟรดก็ช้อนร่างผมด้วยแขนเพียงข้างเดียวและเอาตัวผมพาดบ่า

ยังบ้าพลังไม่เปลี่ยน

 

แต่ว่า ท่านี้ฉันอึดอัด!

 

แบบนี้เลือดก็ไหลลงหัวหมดน่ะสิ! แค่ตอนนี้ก็ไหลอยู่แล้วนะ!

 

อา รู้สึก หน้ามืด......

 

อัลเฟรดที่ไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลยพาผมขึ้นบันไดไป จะพาไปที่ไหนอีก

 

อา ไม่ไหวแล้ว

 

ผมยังมีเรื่องที่อยากบอกกับเรื่องที่อยากถามอีกกองเท่าภูเขา แต่สติผมตอนนี้......

 

ในตอนที่อัลเฟรดยังเดินขึ้นบันไดไปไม่ถึงสุดทาง

 

สติของผมก็ขาดห้วง

 

 

เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าผมกำลังนอนอยู่บนเตียงภายในห้องที่ไม่คุ้นตา

เป็นห้องที่จืดชืดมาก ๆ ความรู้สึกเหมือนสนองความต้องการขั้นต่ำ

 

อัลเฟรดไม่อยู่

 

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก

ถ้ายังอยู่ ผมคงลนลานจนแสร้งเป็นเลียนต่อไม่ไหวแล้วแน่ ๆ

 

เป็นคนที่คาดเดาไม่ได้เลยจริง ๆ

ทำอะไรให้เหมือนชาวบ้านเขาหน่อยสิ......!

 

......รู้อย่างนี้ ผมชิงจูบพวกเด็กผู้หญิงที่ร้องกรี๊ด ๆ สักคนก่อนดีกว่า

 

น้ำตาจะไหล

 

ไม่สิ ผิดแล้ว ใช่ นั่นมันไร้อารมณ์ร่วม แค่ใช้เพื่อช่วยชีวิตคนเท่านั้น ไม่นับ ๆ น่าจะนะ จริงสิ ตาเฒ่าหื่นกามนั่นก็บอกอยู่นี่ว่าวิธีนี้ใช้สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน! อืม เป็นแบบนั้นสินะ ดังนั้นไม่นับ

 

หลังจากสบายใจขึ้นแล้ว ผมก็ลงจากเตียง

 

 

ผมเดินย่อง ๆ ไปแง้มประตูห้องรับแขก แสงไฟอ่อน ๆ ลอดผ่านออกมา

 

มาเรียกำลังนั่งเขียนเอกสารอยู่บนโต๊ะเพียงลำพัง ผมมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นวี่แววของพวกตัวน้อย

ーーอัลเฟรดเองก็ด้วย

 

"......ตายจริง! ท่านเลียน!? ร่างกายปรับตัวได้แล้วหรือเจ้าคะ!? พอยินว่าท่านหมดสติไป ข้าตกใจมากเลยเจ้าค่ะ......ขออภัยนะเจ้าคะ ถ้าหากข้าระวังให้มากกว่านี้......"

เมื่อมาเรียเห็นผมก็วางปากกาก่อนจะกระวีกระวาดเข้ามาดูอาการ

 

"ม...ไม่เป็นไรขอรับ ข้าทำตัวเองทั้งนั้น! ดังนั้นไม่ใช่ความผิดของท่านมาเรียหรอก! อีกอย่างข้าก็อาการดีขึ้นแล้ว ดังนั้นอย่าโทษตัวเองเลยขอรับ"

"แต่ว่า......ไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ"

"ขอรับ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง"

"ไม่เจ้าค่ะ ๆ ถ้าหายดีแล้ว ข้าเองก็สบายใจ"

 

มาเรียวางมือทาบอก สีหน้าผ่อนคลายลง

 

"นอกจากเรื่องนั้น......อ เอ่อ อัลเฟรดล่ะขอรับ......"

"อัลหรือเจ้าคะ ออกไปทำงานกะดึกแล้วล่ะเจ้าค่ะ บอกให้พักผ่อนหน่อยแท้ ๆ ......แต่ไม่ยอมฟังที่ข้าพูดเลยสักนิด เด็กดื้อ"

"ง...งั้นหรือครับ"

 

ลัคกี้!!!

 

จะว่าไปใน 'ตารางงานพิเศษของพี่อัล' ที่ได้มาจากพวกเด็ก ๆ ก็เหมือนจะมีเขียนไว้ว่ามีกะดึกที่ร้านเหล้าด้วยนี่นา!

เอ๊ะ!?

หมายความว่าเจ้านั่นออกไปทำงานทั้ง ๆ ที่แขนเจ็บน่ะเหรอ!?

เจ้าบ้า คิดอะไรอยู่กันแน่

ไม่สิ เจ้านั่นไม่อยู่ ทางผมก็ถือว่าโชคดี!

 

รู้สึกยังมองหน้าไม่ค่อยติดด้วย!

 

"อ...เอ่อ ท่านมาเรีย ขออภัยขอรับแต่ข้าคงต้องกลับแล้ว"

"ตายจริง งั้นหรอกหรือเจ้าคะ น่าจะพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย......"

"ม...ไม่ขอรับ! พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้วด้วย!"

 

ที่นอกหน้าต่างท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว

 

ดูท่าผมคงหลับไปหลายชั่วโมง พอดูดี ๆ นี่ผมนอนเกลือกกลิ้งอยู่ครึ่งค่อนวันเลยนี่นา หลับสบาย ไม่สิ เฮ้ย เฮ้ย นอนเยอะเกินไปแล้ว

 

"งั้นหรือเจ้าคะ......เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขากลับระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ แล้วก็ท่านเลียน นาน ๆ ทีก็หาเวลาพักบ้างนะเจ้าคะ ช่วงนี้สภาพท่านดูอิดโรยมาก"

 

"เอ๊ะ งั้นหรือขอรับ"

 

"เจ้าค่ะ! ท่านเลียนพยายามมากจนซีดเซียวแล้วนะเจ้าคะ......ข้าเป็นห่วง อย่าหักโหมมากเลยนะเจ้าคะ"

 

"ม...ไม่ถึงขนาดนั้น"

 

"ถึงสิเจ้าคะ พรุ่งนี้ก็โปรดหยุดพักเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ นาน ๆ ทีการพักผ่อนก็จำเป็นนะเจ้าคะ ถ้าเอาแต่วิ่งโดยไม่หยุดพักจะล้มป่วยเอาได้!"

 

มาเรียเผยรอยยิ้ม เธอใช้นิ้วเล็ก ๆ นั่นจิ้มมาที่ผม แม้จะเป็นเพียงนิ้วเล็ก ๆ แต่ก็แฝงด้วยพลัง ผมโซเซถอยหลังไป

"ข...ขออภัยขอรับ......"

 

"ฮุฮุ จริงสิ นอกจากวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าอยากมาตอนไหนเมื่อไรอีกก็มาได้เลยนะเจ้าคะ หากบอกว่ามาสวดภาวนาอัลก็คงไม่สงสัยอะไรหรอกเจ้าค่ะ ที่นี่เป็นโบสถ์ที่ไม่ว่าใครก็มาได้นี่นา"

 

"ข...ขอรับ......"

 

ผมอดกลั้นน้ำตาที่ทำท่าจะไหลออกมา อย่าโจมตีผมด้วยคำพูดใจดีแบบนั้นเลย ผมทำตัวไม่ถูก

 

 

ระหว่างทางกลับ

ผมรู้สึกสมองปลอดโปร่ง ร่างกายที่หนักอึ้งมาทั้งวันก็เบาลง อาจเป็นเพราะเอาแต่นอนอย่างเดียวมาครึ่งวัน แม้จะผ่านมาค่อนคืนแล้วแต่ผมก็ยังตาสว่างอยู่

หลังจากนั้น เตือนภัยคุงเบอร์สองที่อัดพลังเวทเข้าไปก็ใช้งานไม่ได้

 

ผมหวนนึกถึงหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนจะรีบดึงตัวเองกลับมา

ลืม ๆ ไปซะ

นั่นก็แค่การช่วยคน อัลเฟรดก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน

อืม อืม

 

ว่าจะไปการพักผ่อนก็สำคัญสินะ คราวหน้าถ้าจะอยู่ดึกก็เอาแต่พอดี ๆ แล้วกัน

 

ผมคิดเช่นนั้นในใจ

 

 

***

 

 

เช้าวันจันทร์

 

ขณะที่ผมกำลังนั่งคุยกับเจ้าสามหน่อในห้องเรียน อัลเฟรดที่อยู่ ๆ ปรากฏตัวก็มองตรงมาที่ผมก่อนจะเดินตรงเข้ามา

 

ผมตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในห้องจึงไม่มีหนทางให้หนี ทำได้เพียงจ้องมองอัลเฟรดที่เดิมดุ่ม ๆ เข้ามาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่ก ๆ

 

อย่ามาทางนี้!

ขอร้อง! ได้โปรด!

 

"นี่"

 

"อึก! ม...ม...ม...มีอะไร"

 

"หายดีหรือยัง"

 

"เอ๊ะ!? ร...เรื่อง...อะไร!? ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดถึงอะไรอยู่!"

 

อัลเฟรดเลิกคิ้วขวาขึ้นอย่างชะงักงัน ผมนิ่งรอคำตอบพร้อม ๆ กับหัวใจที่เต้นรัว ผมตั้งใจจะให้เรื่องเมื่อวันเสาร์ลอยหายไปกับสายน้ำ ใช่ ในเมื่อไม่มีหลักฐานอะไรหลงเหลือก็ปล่อยให้มันลอยหายไปเถอะ

ขอแค่ทำเนียนว่า อะ มีเรื่องแบบนั้นด้วยเหรอ จำไม่ได้แฮะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ เท่านี้ก็เรียบร้อย

 

เข้ามาเลย

ฉันจะตีโต้กลับไปให้หมดเอง

ในหัวของผมจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว......ไม่ว่าจะแบบไหนก็ดูเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง ความเลือดร้อนไง

 

เพราะแบบนี้ถึงได้บอกไงว่าผมไม่ถนัดเปิดฉากกับอัลเฟรดโดยไม่เตี๊ยมมาก่อน

ช่วยด้วย โคอิจิโร่!

 

".....เจ้าน่ะ"

"ม...มีธุระอะไร! อะ ชั่วโรงเรียนจะเริ่มแล้วนี่นา เจ้ารีบกลับไปนั่งที่ซะเถอะ"

 

ใช่ รีบกลับไปที่ของนายเลย! เดี๋ยวนี้!

 

อัลเฟรดที่ยังคงมองผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

อะไรฟะ นายเสียมารยาทนะ มามองมองหน้าคนอื่นแล้วถอนหายใจใส่เนี่ย

 

"......ช่างเถอะ หายดีก็ดีแล้ว"

"ข้าสบายดี! ข้าน่ะ! ......ย ยังไงก็......ขอบคุณ......."

 

......ที่ดูแล

ผมเองก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่หรอกที่เขาช่วยผมไว้ ถึงวิธีการจะเลวร้ายก็เถอะ!

 

อัลเฟรดยกยิ้มมุมปาก

ทำไมนายชอบยิ้มเหมือนนายเป็นพวกเด็กเกเรทุกทีเลย นั่นมันจุดขายของฉันนะ อย่าแย่งสิ!

 

จู่ ๆ อัลเฟรดก็ยื่นหน้าเข้ามาอย่างกะทันหัน

 

"......ถ้ายังไม่พอ ก็บอกข้า"

"บ...!! ใครจะทำ! ไปนั่งที่ซะ!!"

 

เจ้าสามหน่อรีบเข้ามาช่วยแทรกกลางระหว่างผมกับอัลเฟรด ช่วยได้เยอะ......! ไม่เคยรู้สึกว่าพวกนายมีประโยชน์เท่าตอนนี้มาก่อน

 

"ใช่ เจ้าเข้ามาใกล้ท่านเลียนทำไม! พวกยาจก!"

"ข้าไม่ให้อภัยที่เจ้ามาเกาะแกะท่านเลียนหรอกนะ!!

"ใช่ ใช่!!"

 

อัลเฟรดยิ้มพลางยักไหล่ก่อนจะกลับไปที่โต๊ะ

 

 

โว้ยย แล้วทำไมนายดันทำตัวเป็นฝ่ายเกเรซะเองฟะ!!

แม่งเอ้ย!

 

ชั่วโมงเรียนดาบตอนบ่ายพ่อจะฟาดให้หัวกลวงเลย จะฟาดให้สมองนายแหลกเหลวไปเลยคอยดู เอาให้หน้าแนบพื้นจนบอกลาช่วงชีวิตหนุ่มป๊อปไปเลย

 

ล้างคอรอไว้เถอะ!

 

 

ーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーー

 

หลังจากนั้น อัลเฟรดที่โดนเตะกลิ้งก็เกิดความคับแค้นใจจนเพิ่มชั่วโมงฝึกซ้อมมากขึ้น ผลลัพธ์จึงถือว่าน่าพอใจ (?)

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.313K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,644 ความคิดเห็น

  1. #1528 Apoptosis (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 12:13
    555555555555 โอ๊ยยยยยขำสาาา
    #1,528
    0
  2. #1283 pacific60cm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 12:31
    เจ้านี่ก็ไม่รู้จักถนอมเลย ห่ามสุด จับพาดบ่าจนเขาหมดสติ5555555555
    #1,283
    0
  3. #1268 YukiShiro (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 09:57
    ฮือออ น้องงงง
    #1,268
    0
  4. #1237 kanyaest (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 22:59
    ตลกความบทสลับกัน
    #1,237
    0
  5. #1153 No10051 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 08:22
    พระเอกนี่อย่างกับตัวร้ายเลย 555555 นาโอะก็โมเอะมาก อยากจุ๊บๆหนูเลย แง
    #1,153
    0
  6. #909 MitsukiCarto (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 12:42
    งานดีมากลูกอัล! รุกเข้าไว้ๆ!
    #909
    0
  7. #849 hongyok025 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 07:39
    ห้ามตัวเองหน่อยสิเฮ้ย! ถนอมน้องหน่อยยยย เดี๋ยวน้องตัวแตกขึ้นมาทำไง!
    #849
    0
  8. #822 Lormielis (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 14:23
    ฮี่ๆๆๆๆๆๆ
    #822
    0
  9. #759 doubleua01 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 14:45

    อัลลล แกมันวร้ายยยยย

    #759
    0
  10. #658 rubyboda deo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 10:05
    ท่านเลียนกำลังตกอยู่ในอันตรายแร้วต่ะ5555555
    #658
    0
  11. #629 Penkontalok (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 01:20

    งุ้ยยยยยยยยย

    #629
    0
  12. #533 Yuki101 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 21:40
    อร้าย ฟินมากแม่
    #533
    0
  13. #499 lywn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 00:06
    อัลนายมันร้ายย
    #499
    0
  14. #468 fai22149 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:23
    ไม่รอดแน่นอน
    #468
    0
  15. #455 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:22
    อัลทำดีมาก!!?
    #455
    0
  16. #445 Rosella (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 05:56

    แย่งบทตัวร้ายของน้องไปหมดเลย555555555

    #445
    0
  17. #362 Patimabhorn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:57
    อัลลลลล ร้ายยยยยมากร้ายยย
    #362
    0
  18. #264 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:00
    อัลคนวร้ายๆ55555555
    #264
    0
  19. #255 บุปผาสุริยัน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:14
    แหมมมมมมม อัล นายมันร้าย!!
    #255
    0
  20. #119 eyeyafa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มกราคม 2563 / 19:08
    ความซึนจงเจริญ!!!!555555555
    #119
    0
  21. #118 JirajedPhakdeeto (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 22:03

    ยัยน้องง ฮรือ มาต่ออีกนะคะไรท์
    #118
    0
  22. #117 nmspn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 18:23
    ร้ายแต่เด็ก
    #117
    0
  23. #114 papark (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 05:55
    แหมม อัลลลลล คนเขาดูออก
    #114
    0
  24. #113 ลิสลา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 01:34
    ไอเเด็กนี่มันร้ายเจ้าค่ะ
    #113
    0
  25. #112 Blueheart (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 00:19
    น่าเอ็นดูขน๊าดดดด
    #112
    0