ตอนที่ 5 : Case 05

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    1 มี.ค. 61

#GeoLoveMB





Case 05


สองมือเรียวสวยสอดประสานปลายนิ้วเข้าหากันก่อนจะรองไว้ที่ใต้คาง ศอกทั้งสองข้างวางเท้าไว้บนโต๊ะทำงานตัวเก่า มาร์ค กำลังคิดทบทวนเรื่องราวอีกครั้ง พลางนึกย้อนไปถึงคำบอกเล่าแผนการของเพื่อนสนิทผู้สืบเชื้อสายองเมียวจิ หรืออะไรก็ตามที่ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิดไปแล้วล่ะก็ ...ดูเหมือนว่าจะใช้เวทมนต์ได้

“จากข้อสันนิษฐานทั้งหมดแล้ว มีอะไรที่นายยังไม่ได้เอามาพิจารณา?”


“ไม่มี”

นายตำรวจหนุ่มตอบสวนกลับไปทันควันอย่างไม่ต้องคิดซ้ำ สำหรับคดีลักทรัพย์ปริศนาคดีนี้ สามารถบอกได้เลยว่าไม่มีใครรู้รายละเอียดของคดีไปมากกว่าเขา มาร์ค จดจำทุกรายละเอียดที่บันทึกไว้ในสำนวนคดีได้อย่างแม่นยำ และมั่นใจมากว่าไม่มีอะไรหลุดรอดสายตาของเขาไปได้ทั้งนั้น

“ลองนึกดีๆ มันมีอยู่ไม่ใช่หรือไงไอ้ข้อสันนิษฐานที่นายไม่เคยคิดอยากจะเชื่อนั่นน่ะ...”

กรอบหน้าได้รูปส่ายไปมาอย่างหัวเสียจนเส้นผมสีเข้มสะบัดกระจายไม่เป็นทรง ฝ่ามือกว้างเสยเส้นผมที่ปรกหน้าผากขึ้นแล้วจึงใช้ฝ่ามือข้างนั้นลูบใบหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ข้อเสนอกับแผนการสุดพิลึกพิลั่นของแจ็คสันดูจะน่าคล้อยตามอย่างประหลาด แต่ถึงอย่างนั้นในสายตาของเขาก็ยังดูคล้ายนิทานปรัมปรามากกว่าสิ่งที่จะนำมาใช้ได้จริงในโลกใบนี้

“มันไม่มีทางได้ผล”

มาร์คเอ่ยขัดเสียงของแจ็คสันที่กำลังเล่าแผนการที่ตนเองคิดได้ด้วยน้ำเสียงรื่นเริงใจ มันดูคล้ายกับว่าเพื่อนเชื้อสายจีนคนนี้กำลังนึกสนุกราวกับเจอของเล่นที่ถูกใจมากกว่าจะเป็นการช่วยการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง

“ถ้าสุดท้ายมันจะไม่ได้ผล ก็ยังดีกว่าย่ำอยู่กับที่ แล้วทำอะไรไม่ได้ไม่ใช่หรือไง?”

ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกสูดเข้าเต็มปอดก่อนจะปล่อยออกมาช้าๆ ออกซิเจนที่ได้รับเข้าไปเต็มที่เหมือนจะช่วยให้มาร์คสามารถตัดสินใจอะไรๆ ได้ง่ายดายขึ้นมา


.

.

.


อากาศแปรปรวนในช่วงมรสุมที่เดี๋ยวก็อากาศแจ่มใส เดี๋ยวฝนก็ตกปรอย สลับกันกับความหนาวเย็นที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่ทุกพื้นที่ ทำให้ คิม ยูคยอม ไม่อาจเลือกได้ว่าจะทิ้งเสื้อโค้ทหรือร่มคันยาวไว้ที่กองปราบปรามฯ ก่อนกลับบ้านดี จนในท้ายที่สุดแล้ว นอกจากกระเป๋าสะพายข้างแสนหนักที่สายกระเป๋าถูกคาดพาดลำตัว คนตัวสูงก็ยังต้องพกทั้งร่มและเอาเสื้อโค้ทกันหนาวตัวเก่งของตนพาดแขนเดินออกมาจากที่ทำงาน

เด็กหนุ่มผมสีดำเหลือบประกายสีน้ำเงินสวยที่มีผมหน้าม้าปรกลงมาเกือบถึงดวงตาคู่สวยที่ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังแว่นสายตากรอบหนาไม่ลืมที่จะกล่าวอำลารุ่นพี่ในที่ทำงานตามมารยาทที่ควรจะทำ ขายาวทั้งสองข้างก้าวเดินออกไปตามเส้นทางสู่ที่พักของตนอย่างไม่รีบร้อนนัก อย่างไรก็ตามนอกจากหนังสือการ์ตูนที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสองสามวันก่อนแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ต้องรีบกลับไปจัดการ

ทางเดินบนฟุตบาทยังคงแน่นขนัดไปด้วยผู้คนเบียดเสียดแออัดดังเช่นทุกวัน ยูคยอมโชคดีที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ทำให้ไม่ต้องยื้อแย่งอากาศหายใจกับฝูงชนที่กำลังรายล้อม เจ้าตัวเหลือบสายตามองทางซ้ายทีขวาทีในขณะที่กำลังยืนรอไฟสัญญาณสำหรับคนข้ามถนนให้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ท่าทีสบายๆ ไม่ได้รีบเร่งอะไรนั้นสะดุดสายตาของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้



ครืน...



“อย่าเพิ่งทำท่าเหมือนจะตกหน่อยเลยจะได้มั้ย?”

เสียงพึมพำหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากสีสวยราวกับกำลังพูดคุยกับลมกับฟ้า ซึ่งก็ใช่ ยูคยอมกำลังส่งสีหน้าอ้อนวอนท้องฟ้าและเมฆครึ้มฝนนั้นให้เมตตา ถึงจะมีร่มอยู่ในมือให้ยังพออุ่นใจอยู่บ้างแต่จากปริมาณเมฆฝนที่เห็นแล้วนั้น ถึงจะเป็นร่มชายหาดก็ไม่น่าเพียงพอต่อความต้องการ ยิ่งสายลมบางเบาพัดหวิวผ่านก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวรีบเร่งฝีเท้าเมื่อสัญญาณไฟคนข้ามเปลี่ยนเป็นสีเขียวสักที ขายาวๆ ก้าวฉับไปข้างหน้าด้วยความเร็วแบบที่เด็กเล็กๆ คงต้องออกแรงวิ่งตาม แต่ก็ยังไม่เร็วไปกว่าฟ้าฝนในยามนี้



ซ่า...



“บ้าเอ๊ย”

เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งหยุดยืนที่ริมฟุตบาทฝั่งตรงข้ามก่อนจะตัดสินใจกางร่มในมือขึ้นกันสายฝนพลางสบถคำก่นด่าชะตาชีวิตตัวเองเบาๆ เมื่อเหนือศีรษะมีร่มคอยช่วยบดบังสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสายและหลังจากตรวจเช็คความเรียบร้อยของข้าวของในมือตัวเองว่าไม่มีอะไรหลุดออกนอกอาณาเขตของร่มให้ต้องเปียกปอนโดยไม่จำเป็นแล้ว จึงได้เริ่มออกเดินอีกครั้ง

“อ๊ะ!

แรงกระแทกที่หัวไหล่ที่ปะทะเข้ากับหน้าผากของใครบางคนเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงอุทาน ยูคยอมจึงต้องชะงักฝ่าเท้าที่กำลังก้าวเดินอีกครั้งก่อนจะก้มหน้าลงมองเพื่อพบกับใครบางคนที่เป็นเจ้าของไหล่บอบบางกว่าเขาเกือบครึ่งที่กำลังห่อตัวด้วยเสื้อคลุมสีเข้มที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำฝน

“ขอโทษนะครับ”

“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ มัวแต่ก้มหน้าก้มตาหลบฝนเลยไม่ทันระวัง”

คนที่วิ่งเข้ามาชนรีบละล่ำละลักเอ่ยขอโทษขึ้นแทรกกับเสียงฝนโปรย พร้อมกับช้อนสายตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน...


ดวงตาวิบวับสีม่วงเป็นประกายสบเข้ากับดวงตาสีเข้มของคนตัวสูงกว่าเข้าอย่างจัง โดยตั้งใจ

“คุณตัวเปียกไปหมดแล้ว”

คนที่กำลังถือร่มอยู่เอ่ยขึ้นมาเพื่อสานต่อบทสนทนาที่เงียบหายไปกว่าสามวินาที ดวงตากลมสีเข้มที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นสายตาแบบกลมขนาดใหญ่ดูว่างเปล่า ใบหน้าได้รูปไร้ซึ่งความรู้สึกตัวใดๆ แม้ร่างกายจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่เป็นปกติก็ตาม รอยยิ้มบางๆ เผยขึ้นบนใบหน้าของคนที่เนื้อตัวเปียกปอนไปหมดอย่างที่โดนเอ่ยทัก

“นั่นสินะ...อย่างนั้นผมขอติดร่มไปกับคุณได้ไหมครับ?”

“ได้สิครับ”


.

.

.

ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องรูปทรงทันสมัย ตึกสูงที่พากันยิ่งสูงเพื่อแข่งขันกันทะยานขึ้นไปแตะท้องฟ้าแน่นขนัดไปทั่วทุกแห่งหน ชั้นดาดฟ้าของตึกสูงเหล่านั้นถูกทำให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งเพื่อใช้เป็นห้องเก็บของบ้าง ใช้ติดตั้งแท็งก์กักเก็บน้ำบ้าง จัดเป็นสวนสวยเพื่อชมวิวทิวทัศน์ตระการตาของเส้นขอบฟ้าบ้าง และในขณะเดียวกันนี้ พื้นที่ชั้นดาดฟ้าของตึกสูงไม่เกินสิบชั้นหลังหนึ่งกำลังกลายเป็นที่กบดานของผู้ใหญ่หนึ่งคน และเด็กหนึ่งคนที่กำลังใช้สองมือเกาะอยู่ที่ขอบกำแพงเพื่อสังเกตการณ์

“ช้า”

เส้นเสียงใสๆ ของเด็กน้อยที่ยังไม่พ้นวัยรุ่นตอนต้นดีเอ่ยขึ้นมาไม่เบานัก ไหล่เล็กซ่อนเร้นอยู่ในชุดนักพรตแบบโบราณเต็มยศสีขาวสลับแดง ตกแต่งด้วยลวดลายดอกโบตั๋นที่ชายขอบ แต่งด้วยพู่ห้อยทำจากไหมชั้นดีสีแดงที่ชายพก เส้นผมสีดำสนิทลื่นมือลู่ไปตามลมที่พัดไหว ใบหน้าอ่อนเยาว์ขาวนวลจนเกือบซีด ดวงตาเรียวรีส่องประกายวิบวับแต่กระนั้นหัวคิ้วทั้งสองข้างกลับมุ่นเข้าหากันแน่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิดได้ที่

“ยังไม่ถึงเวลานัดเลยน่า”

ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่เคียงข้างกันยกมือขึ้นกอดอก เสื้อและกางเกงตัดเย็บจากผ้าแพรเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มอย่างที่ชอบถูกเลือกมาสวมใส่อย่างเช่นทุกครั้ง ดวงตาคมจ้องมองไปที่อวัยวะรูปสามเหลี่ยมคล้ายหูสุนัขเหนือเส้นผมสีดำของอีกฝ่ายที่กำลังกระดิกแล้วก็อดที่จะเอื้อมมือเข้าไปลูบเบาๆ ไม่ได้

ยองแจเบื่อแล้วนะ”

ปากเล็กๆ เบะบึ้งอย่างน่าสงสาร เด็กน้อยถูก ผู้ปกครอง ลากมาตั้งป้อมรอคอยดูสถานการณ์อยู่เหนือดาดฟ้าตึกหลังนี้นานเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่แปลกเลยที่เจ้าตัวเล็กจะบ่นกระปอดกระแปดออกมาด้วยความเบื่อหน่าย หากแต่คนที่อยู่ด้วยกันมานานเพียงพอก็พอจะมีแผนสำรองเอาไว้จัดการ

“อย่าเพิ่งเบื่อสิ เอาอย่างนี้ ถ้ายองแจทำดี แจ็คสันจะให้รางวัล ดีมั้ย?”

หูสามเหลี่ยมเล็กๆ บนศีรษะหยุดกระดิกไปสักครู่หนึ่ง ก่อนที่แจ็คสันจะจับสังเกตได้ว่าชายผ้าด้านหลังของชุดที่คนตัวเล็กกว่ากำลังใส่ปัดแกว่งไปมาเป็นจังหวะถี่รัว...โอเค หลังจากเสร็จงานนี้คงต้องจับทำสมาธิเพื่อซ่อนหูซ่อนหางกันอย่างจริงจังเสียแล้ว

สายไหม”

เสียงอ่อยๆ ดังออกมาให้ได้ยิน แจ็คสันหลุดรอยยิ้มเอ็นดูออกมาอย่างเสียไม่ได้ ถ้าท่านแม่ของเจ้าตัวเล็กรู้ว่าเขาจะตามใจคำขอแบบนี้ของอีกฝ่าย เขาคงโดนจับไปทรมานให้เข็ดหลาบแน่ๆ เอาเป็นว่าคืนนี้เขาจะไม่ลืมจับยองแจแปรงฟันแล้วกัน

“ได้สิ สายไหมนะ”

“เอาแบบที่มีเจ็ดสี”

“ครับๆ”

“ขอสามอันได้ไหมอะ?”

“ทำภารกิจให้สำเร็จก่อนเถอะ!

“แจ็คสันอ่า...”

“...!!!!...”

ริมฝีปากที่กำลังงอแงเอาแต่ใจถูกฝ่ามือใหญ่กว่ารวบปิดเอาไว้ก่อนที่แขนยาวๆ จะโอบทั้งร่างของเด็กน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดจนยองแจแทบจะจมหายเข้าไปในอ้อมอกของตัวเอง พลางย่อทั้งตัวหลบลงซ่อนใต้ขอบกำแพงเหนือดาดฟ้าสูง เมื่อสังเกตได้ว่ามีความเคลื่อนไหวด้านล่าง เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบข้างหูสามเหลี่ยมเล็กๆ ของอีกฝ่ายที่กำลังตั้งขึ้นอย่างระวังภัย

“ได้เวลาเล่นแล้ว ทำเหมือนที่เราคุยกันนะครับ”

“อื้อ!



เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นหนักๆ ท่ามกลางสายฝนดังเป็นจังหวะตามการวิ่งของคนคู่หนึ่งหยุดลงที่หน้าประตูรักษาความปลอดภัยของอพาร์ทเม้นสุดหรู ความสูงมากกว่าสามสิบชั้นการันตีได้เป็นอย่างดีว่าวิวที่ได้เห็นจากนอกหน้าต่างที่ห้องชั้นสูงสุดคงจะสวยงามราวความฝัน ยูคยอมแตะนิ้วมือลงกับเครื่องสแกนเพื่อเปิดประตูรักษาความปลอดภัยนั้น ก่อนจะเปิดออกกว้างและเชื้อเชิญให้คนที่ติดร่มมาด้วยกันเข้าไปด้านใน

ลิฟท์ขนส่งตัวที่สามคือลิฟท์ที่จะสามารถขึ้นไปจนถึงห้องแบบเพนท์เฮ้าส์ที่ตั้งอยู่ที่ชั้นสามสิบสามได้โดยตรง ในขณะที่ร่างสูงโปร่งกำลังสะบัดเม็ดฝนที่เกาะอยู่ที่ร่มคันยาวออกอย่างไม่สนใจว่ามันจะเปียกพรมที่ปูอยู่ที่พื้นลิฟท์ตัวใหญ่หรือไม่ คนที่ยืนอยู่เคียงข้างกันที่กำลังใช้สองมือกอดตัวเองแน่นด้วยความหนาวก็มองไปรอบๆ อย่างสนใจ


ลิฟท์เป็นแบบที่ต้องใช้คีย์การ์ดแตะเพื่อขึ้นลงอย่างนั้นเหรอ?...แย่แฮะ


ลิฟท์เปิดออกเมื่อถึงชั้นที่สามสิบสาม ทั้งสองคนเดินออกมาและพบกับทางแยก ยูคยอมเดินนำไปทางขวา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของตนเพื่อหยิบกุญแจขึ้นมาไขเปิดประตู และเดินนำเข้าไปด้านใน

“คุณถอดเสื้อโค้ทออกแล้วเอาไปตากที่ระเบียงแล้วกัน เดี๋ยวจะไม่สบาย...เดี๋ยวผมทำช็อคโก้ร้อนให้ทานจะได้อุ่นขึ้น”

เจ้าของห้องพักพูดพลางวางกระเป๋าสะพายคาดลงกับเคาน์เตอร์ครัวที่แบ่งส่วนเข้าไปด้านในของตัวห้อง คนที่อาศัยร่มกันฝนมาด้วยกันฉวยโอกาสตอนที่เดินนำเสื้อโค้ทไปแขวนที่ระเบียงกว้างสำรวจห้องเพนท์เฮ้าส์แห่งนี้ไปพลางๆ


ใหญ่ไม่เท่าห้องของตานายตำรวจบ้านั่น แต่ก็พอใช้ได้


แก้วเซรามิกบรรจุช็อคโก้ร้อนถูกวางลงบนโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟา ยูคยอมที่ตอนนี้ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทำงานที่ตัวเองใส่อยู่ออกและกำลังทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา คว้าเอารีโมตโทรทัศน์จอยักษ์มาเปิดรายการโปรดยามเย็น เข็มนาฬิกาเรือนใหญ่ตีบอกเวลาสิบเก้านาฬิกาตรง และนั่นบ่งบอกว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะเริ่มแผนการ


“คุณ”


เสียงเรียกเครือหวานดังก้องในโสตประสาทและราวกับมันสั่นสะท้อนไปทั่วจนทำให้ต้องหันไปมองตามเสียงเรียกนั้นอย่างช่วยไม่ได้ และเมื่อสายตาคมสบจ้องเข้ากับแววตาเป็นประกายประหลาดสีม่วงเรืองรองนั้นก็เหมือนกับเข็มนาฬิกาที่เคยเดินอย่างแข็งขันกลับหยุดทำงานเอาเสียดื้อๆ ร่างกายที่เคยขยับได้ดังใจกลับหยุดชะงัก มีเพียงลมหายใจเท่านั้นที่ยังทำงานไปตามกลไกของร่างกายอย่างที่ควรจะเป็น ...ในฐานะที่เรียนวิศวะคอมพิวเตอร์มา นี่คือเหตุการณ์ที่ดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดเท่าที่เคยพบเคยเจอมาในชีวิตของคิม ยูคยอม

“โอเค แค่นี้น่าจะพอแล้วมั้ง?”

ร่างบอบบางผละใบหน้าออกมาจากระยะที่ยื่นหน้าเข้าไปชิดเพื่อใช้มนต์สะกดเมื่อครู่ ก่อนจะใช้ฝ่ามือเรียวบางโบกรัวๆ ที่หน้าของอีกฝ่ายอีกทีเป็นการเช็คว่ามนต์ได้ผลดีเหมือนอย่างเคย ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าหลังจากเหตุการณ์คราวที่แล้วเขาค่อนข้างจะนอยด์เอามากๆ ที่ใช้มนต์ระดับสิบแล้วเหยื่อก็ยังขยับได้ แต่ช่างมันเถอะ เพราะเขาตั้งมั่นว่าจะไม่มีวันเจอนายตำรวจนั่นอีกต่อไปแล้ว

“คุณเอาของมีค่าไว้ที่ไหนอะ? ...นี่ แล้วอย่าลืมเตือนผมให้เอาคีย์การ์ดไปด้วยนะ ตอนขากลับน่ะ เดี๋ยวผมลงลิฟท์ไม่ได้”

เสียงเจื้อยแจ้วชวนอีกฝ่ายที่ยังคงนั่งแข็งทื่ออยู่ที่เดิมคุยเป็นเรื่องเป็นราวแม้จะไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มือบางก็คุ้ยหาของมีค่าในกระเป๋าเสื้อและกางเกงของอีกฝ่ายไปพลาง คนที่กำลังถูกรุกล้ำทำได้เพียงแค่กลอกตาไปมาอย่างนึกหวาดหวั่น ในขณะที่สายฝนด้านนอกยังคงโปรยปรายกลบเสียงหวีดร้องที่ดังก้องอยู่ในใจ

“อ๊ะ เป็นตำรวจเหมือนกันเหรอ?”

เมื่อค้นไปค้นมากลับเจอป้ายพนักงานชำนาญการพิเศษที่ระบุตราประจำกองตำรวจกลางประจำกรุงโซล ร่างบอบบางในชุดเสื้อคอเต่าสีดำที่ชอบใส่ก็ถอนหายใจออกมา หากเขานับถือศาสนาพุทธคงจะคิดกับตัวเองในใจแล้วว่าจะไปทำบุญล้างซวยเสียหน่อย อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนเจอตำรวจเสียสองครั้งสองคราติดกันอย่างนี้ แต่โชคดีที่เขาไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งนั้น จึงทำเพียงโยนเจ้าตราประจำตำแหน่งนั่นทิ้งไปให้ไกลสายตา ก่อนจะเก็บธนบัตรปึกหนึ่งพร้อมกับบัตรเครดิตหลายใบเข้าในกระเป๋ากางเกงของตน แล้วจึงย้อนกลับมาหาเจ้าของห้องอีกครั้ง

“เอาล่ะ คุณยังไม่ตอบผมเลย ว่าเอาของมีค่าอย่างอื่นไว้ที่ไหน?”  

ดวงตากลมสีสวยย้อนกลับมาสบจ้องเข้ากับดวงตาของอีกฝ่ายอีกครั้ง เพื่อคาดคั้นเอาความลับที่ซ่อนเอาไว้ เขาค่อยๆ ทะลวงความทรงจำของอีกฝ่ายเข้าไปเรื่อยๆ จนเห็นภาพต่างๆ มากมาย...

เสียงอึกทึกมากมายดังก้องในโสตประสาท รับรู้ได้ว่าเป็นเรื่องราวของคนตรงหน้าที่ประสบพบเจอมาในวันนี้หรือวันก่อนๆ  ย้อนกลับไปกลับมาอย่างสะเปะสะปะ ปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวไม่ได้ แต่ก่อนที่เขาจะเรียบเรียงเหตุการณ์ความทรงจำต่างๆ จนล้วงเอาความลับที่ต้องการออกมาได้นั้น ภายในหัวกลับได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาแสนเชื่องช้า เป็นถ้อยคำสั้นๆ ว่า



[พันธนาการ]



“เฮ้ย!

เส้นสายบางเฉียบสีเงินยวงเป็นประกายสวยพุ่งเข้ามาหาจากทุกทิศทุกทาง รวดเร็วเกินกว่าจะขยับตัวหนีได้ทันท่วงที ก่อนจะพุ่งเข้าเกาะที่แขนทั้งสองข้างและหมุนรัดเป็นวงรอบลำตัว ตลอดจนท่อนขา รวมทั้งพันปิดรอบริมฝีปากไม่ให้เปล่งเสียงร้องและไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ ร่างทั้งร่างล้มตึงก่อนจะทำได้เพียงนอนหงายแน่นิ่งบนพื้นห้อง ดวงตาสีม่วงส่องประกายแรงกล้าขึ้นจนเกือบจะส่องแสงออกมา ใบหน้าหวานสวยที่ยากจะระบุเพศนั้นเพ่งเขม็งไปยังจุดจุดหนึ่งอย่างต้องการจะรวบรวมพลังมนตราหากแต่ก็ไร้ผลใดๆ

ในโสตประสาทยังได้ยินเสียงกระซิบเล็กๆ อีกครั้งหากแต่คราวนี้กลับเปล่งดังขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยราวกับผู้พูดขยับเข้ามาใกล้ขึ้น



[ย้อนคืน]



ภาพเพดานสีขาวสว่างที่ติดโคมไฟสีสวยหมุนวนจนไม่เหลือสภาพ ผนังห้องและโซฟาตัวโตที่อยู่ในคลองสายตาพร่าเบลอราวกับกำลังจะเลือนหาย เจ้าของดวงเนตรสีประหลาดหลับตาลงอย่างอ่อนล้า เมื่อรับรู้ชะตากรรมของตนเองดีแล้วก็ป่วยการที่จะขัดขืน

นี่มันขี้โกงกันนี่หว่า...



“ทำได้ดีมาก!

“ขอสายไหมเจ็ดสีสามอันกับไอติมสตรอว์เบอรี่!!

“พี่เพิ่มเจลลี่สีเขียวสีแดงให้อีกสองถ้วยเลยครับ เก่งมากเลย”

“เอ้าไอ้มาร์ค นี่มึงเชื่อแล้วเหรอว่ายองแจทำได้จริงๆ อะ”

เสียงบทสนทนาที่พาให้นึกว่าหลุดเข้าไปในสวนสนุกประจำเมืองทำให้คนที่ยังถูกปล่อยให้นอนอยู่ที่พื้นต้องลืมตาขึ้นมามองสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อปรับสายตาให้เห็นภาพตรงหน้าได้ชัดแจ๋วแล้วจึงรับรู้ว่าตัวเองกำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นของโกดังร้างหลังใหญ่ที่ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วจนต้องนึกขอบคุณเจ้าเส้นใยเหนียวๆ จำนวนมหาศาลที่ปิดปากปิดจมูกของตนเอาไว้ไม่ให้เผลอสูดสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย

“...อื้อ!... อื้อๆๆ”

คนที่เพิ่งจะได้สติกลับมาครบถ้วนพยายามจะร้องประท้วงทวงคืนสิทธิเสรีภาพของตนเองอยู่ที่พื้น ดวงตาเป็นประกายสีม่วงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลสวยอย่างสิ้นฤทธิ์ ก่อนจะเบิกดวงตากว้างขึ้นเมื่อเห็นนายตำรวจหน้าตาคุ้นๆ ยืนค้ำหัวตัวเองอยู่ในระยะไม่ถึงสองเมตร

คนร่างโปร่งบางไม่ต่างกันหากแต่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงกว่าที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบสบายๆ ย่อตัวลงมาหาก่อนจะระบายรอยยิ้มดูใจดีมาให้อย่างที่หลับตามองก็ยังรู้ว่ากำลังอารมณ์ดีอย่างถึงที่สุด

“ว่ายังไงครับ อาจารย์กันต์พิมุกต์ คงจะมีเรื่องอยากอธิบายเยอะเลยใช่ไหม?...ถ้ายังไงผมขอเชิญไปสาธยายที่โรงพักนะครับ”




กองปราบปรามแห่งกรมตำรวจกลางประจำกรุงโซลยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศวุ่นวายอย่างครบถ้วน ห้องประชุมใหญ่ที่เตรียมเอาไว้สำหรับการประชุมที่เคร่งเครียดถูกใช้เป็นที่รวบรวมพลชั่วคราว...

“ยูคยอมนายหยุดแกล้งร้องไห้ก่อนจะได้มั้ย?”

เสียงคมเข้มติดจะรำคาญเล็กน้อยเปล่งดังขึ้นมาแทรกเสียงสะอึกสะอื้นเรียกร้องความสนใจ มาร์คใช้มือข้างหนึ่งเสยผมด้านหน้าของตัวเองขึ้นอย่างอารมณ์เสีย ในขณะที่ถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังกับ “ผู้ต้องหา” และลูกน้องตัวดีที่ยังทำเป็นขวัญเสียไม่หายกับเหตุการณ์เข้าจับกุมที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน

“พี่ไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวแค่ไหนอะ! การที่ถูกทำให้ขยับไม่ได้มันพรั่นพรึงมากเลยนะเว้ย! เอาจริงแค่เดินเข้าไปในโกดังนั่นก็น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว ดีนะน้องยองแจเค้าทำให้มันเป็นคอนโดหรูอะ สวยโคตรมาก ผมนะยังอยากอยู่เองจริงๆ เลย...งือออ”

ยูคยอมระบายความในใจออกมาจนหมดก่อนจะเหลือเพียงเสียงหงิงๆ เบาๆ ที่ท้ายประโยคเมื่อหันไปเจอสายตาพิฆาตของคนเป็นหัวหน้า เมื่อเห็นว่ากวนประสาทรุ่นพี่คนสนิทมามากเกินสมควรจนเกือบจะถึงคราวเคราะห์แล้วจึงคิดว่าเป็นเวลาเหมาะแล้วที่จะถอยทัพ พอดีกันกับที่นายตำรวจคู่หูเจ้าของไหล่กว้างและทรงผมไว้ยาวรากไทรที่เพิ่งไปถอยมาหมาดๆ เดินเข้ามาในห้องประชุมพอดี เจบีเอ่ยทักทายเพื่อนสนิทนายตำรวจและรุ่นน้องตัวดีแค่เล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองคนแปลกหน้าที่อยู่ในห้องอีกคนอย่างสนอกสนใจ

“เนี่ยน่ะเหรอ ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ปริศนาที่นายว่า?”

“ใช่”

“หน้าตาดูเป็นคนดีจะตายห่า นี่มึงใส่กุญแจมือน้องเค้าแน่นไปปะเนี่ย?”

“กูจะฟ้องคุณยูจีน...”

เจบีที่ทำทีท่าว่าจะเดินเข้าไปสำรวจอีกฝ่ายใกล้ๆ รีบผละตัวออกมายืนอยู่ห่างๆ คนร่างบอบบางที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้สำนักงาน ข้อมือทั้งสองข้างถูกไขว้ไปด้านหลังและล็อคไว้ด้วยกุญแจมืออย่างแน่นหนา ข้อเท้าสองข้างของคนที่กำลังบึนปากอิ่มสีสดของตัวเองเบะออกด้วยความหงุดหงิดถูกรวบผูกไว้กับขาของเก้าอี้ด้วย เส้นใยสีเงินยวง เป็นประกายที่มาร์คขอให้ยองแจเสกเอาไว้ให้ก่อนที่จะอนุญาตให้แจ็คสันพาเด็กน้อยไปทานของหวานที่เขาสัญญากันเอาไว้ว่าจะให้เป็นรางวัลของเด็กดี

“ได้ข่าวว่าต้องบุกจับด้วยวิธีพิเศษ... แล้วระหว่างดำเนินคดีจะฝากขังไว้ที่สถานีได้เหรอวะ?”

แน่นอนว่าเจบีรู้รายละเอียดของแผนการการจับกุมครั้งนี้เป็นอย่างดี และนั่นทำให้ทั้งเขาและมาร์คเองต่างก็หวั่นใจ แค่เรื่องที่ว่าจะเขียนสำนวนคดียังไงให้ดูไม่เพ้อฝันเหมือนแต่งนิยายก็จนปัญญาจะคิดหาทาง แล้วยังเรื่องที่พวกเขาต่างก็พ่ายแพ้ต่อพลังอำนาจของอีกฝ่ายแบบไม่อาจต่อสู้ได้จนต้องพึ่งวิธีการที่พิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยเหลือ มันยิ่งทำให้ปัญญาที่ไม่มีอยู่แล้วเหมือนจะยิ่งติดลบกำลังสอง... แต่ก่อนที่มาร์คจะได้พูดอะไรตอบกลับเจบีไปนั้น เสียงวิ่งลงเท้าหนักๆ ของเด็กน้อยก็ตรงเข้ามาใกล้ ก่อนจะตามด้วยเสียงผลักประตูเข้ามาและตะโกนสุดเสียงว่า...


“ป๊ะป๋า!!!


“ยองแจ?!


“ห๊ะ??”


ชุดข้อความสั้นๆ เอ่ยดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันหากแต่ก่อเกิดเป็นความงงงวยแบบมหาศาล... ตั้งแต่ลางานไปเยี่ยมพ่อตาแล้วนะมึง นี่ถึงขั้นมีลูกโผล่มาเป็นตัวเลยเหรอวะ? ไอ้เจบี!

“เอ่อ...สวัสดีครับ”

“อืม”

ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากถามให้คลายความสงสัย ท่าทีนอบน้อมผิดปกติของเพื่อนสนิทเชื้อสายองเมียวจิที่มีต่อเพื่อนนายตำรวจคู่หูของเขาที่ก็ทำท่าเคร่งขรึมผิดหูผิดตาในขณะที่อุ้มเด็กน้อยหน้าตาแป้นแล้นขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ก็ยิ่งทำให้มาร์คสับสนในชีวิตขึ้นมาอย่างกะทันหัน นี่เขาก็เพิ่งจะยอมรับได้ไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมานี้เองถึงเรื่องมหัศจรรย์พันธุ์ลึกอย่างผีสาง เทวดา ปีศาจ เวทมนต์ ไสยศาสตร์ ...เอาแบบที่ถ้าไม่ได้ยืนดูอยู่เอง เห็นจะๆ กับตา ก็คงจะยังไม่ยอมรับ แล้วยังจะมีเรื่องความสัมพันธ์ประหลาดๆ ของเพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคน และเจ้าเด็กน้อยที่ในตอนนี้ถูกจับแต่งตัวเสียใหม่ให้อยู่ในชุดเสื้อยืดมีปกสีชมพูหวานกับกางเกงขาสั้นสบายๆ พร้อมกับหมวกเปเร่ต์บนหัวที่ใส่ไว้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษบางอย่างนี่อีก



วันนี้เป็นวันที่หนักมากจริงๆ อยากกลับไปพัก...




“ผมไม่ได้ทำ”

เสียงใสๆ ดังมาจากด้านหลังเรียกเอาความสนใจจากทุกคนที่อยู่ในห้องให้กลับมาอยู่กับคนที่ควรจะได้รับความสนใจอีกครั้ง ร่างของ อาจารย์กันต์พิมุกต์ หรือแบมแบม ที่ยังคงทำหน้าบึ้งตึงไม่รับแขกยังคงพยายามจะดิ้นให้หลุดจากพันธนาการแต่ก็ไม่เป็นผล

“มันไม่หลุดหรอก แม้ท่านจะเป็น แมงมุม ก็ไม่อาจหนีจาก ใยแมงมุม ได้ เชื่อข้านะ อย่าพยายามขยับเลย มันจะเจ็บ”

เด็กน้อยในอ้อมกอดของป๊ะป๋าของตนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จนเกือบจะถึงกับน่าเกรงขาม นั่นยิ่งทำให้คนที่โดนเรียกว่าแมงมุมตวัดสายตาค้อนวงใหญ่อย่างไม่สบอารมณ์

“ก็อย่างนี้ไงข้าถึงบอกว่า ขี้โกง ท่านจิ้งจอกน้อยเป็นถึงเชื้อสายเทพ ทำไมถึงได้เข้ามายุ่มย่ามอะไรกับเรื่องนี้?”

ดวงตากลมแป๋วของเด็กน้อยจดจ้องสบเข้ากับอีกฝ่ายที่มองมาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ คนที่ยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยหากแต่ยศศักดิ์กลับยิ่งใหญ่กว่าอีกฝ่ายมากนักขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันไปหาผู้ปกครองของตนที่นั่งหน้าจ๋อยอยู่มุมหนึ่งของห้องแบบคนไม่มีบทบาทเพื่อเอ่ยคำถามที่ตนสงสัย...


“พี่แจ็คสัน ยุ่มย่าม แปลว่าอะไร?”


“หนอยย นี่คิดจะเมินกันแบบนี้เลยเหรอ?!


“หยุดเถอะน่า!

มาร์คตะโกนแทรกขึ้นมาเพื่อห้ามทัพก่อนจะจับสองบ่าของคนที่ถึงแม้ว่าจะถูกมัดเอาไว้ด้วยเวทย์มนต์ทั้งตัวแถมล็อคด้วยกุญแจมือทั้งสองข้างแล้วก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ ใช้แรงกดเอาไว้ให้อยู่กับที่ เสียงหอบหายใจของคนที่ใช้เรี่ยวแรงไปเยอะดังขึ้นให้ได้ยินอยู่ไม่ไกล

“เอาล่ะ คุณกันต์พิมุกต์ฟังผม...”

“อะไรอีก!

คนที่ยังคงหงุดหงิดจากการต้องมาสิ้นท่าให้กับเด็กที่อายุยังไม่ถึงครึ่งของตัวเองหันไปแยกเขี้ยวใส่คนที่จับบ่าของเขาที่ยืนอยู่ด้านหลัง ตะเบ็งเสียงใส่เป็นการระบายอารมณ์แบบที่ลงกับคนอื่นไม่ได้ มาร์คถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยความคิดที่เขาใช้เวลาที่ร่างบางตรงหน้าทะเลาะกับเด็กน้อยคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วออกมา



“ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด...ก็ไปอยู่กับผม ทั้งวันทั้งคืน ตลอด 24 ชั่วโมง ...หากเหตุการณ์ลักทรัพย์นี้ยังคงดำเนินต่อไปก็จะพิสูจน์ได้ว่าคุณบริสุทธิ์จริงๆ”

“แต่ถ้ามันหยุดลง คุณจะโดนผมจับกุมแบบที่ไม่มีทางหนีไปไหนได้เลย...”


Tbc...






Talk


กรี๊ดดดดด ไม่ได้อัพฟิคนาน ตื่นเต้น! 555555555

กลับมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ ดีใจกับมาร์คเค้านะคะ จับกุมน้องแบมได้เสียที อะฮิ~

/แต่ตัวเองไม่มีบทบาทเลยนะ มายืนหล่อแป๊บเดียวเอง โถ่พ่อ/

เค้าจะไปอยู่บ้านเดียวกันด้วยง่ะ ฮรือ แต่ว่านี่มันฟิคหรือความจริงอะคะ เพราะตัวจริงเค้าก็อยู่ด้วยกัน แง้ #ตบหน้าตัวเองแรงๆให้หายขี้ชิป


สำหรับคู่แจ็คแจ ความสัมพันธ์อิรุงตุงนังมาก ก็จะค่อยๆ เฉลยไปนะคะ แต่ถ้าใครอ่าน #ฟิคปมนยองพันปี น่าจะรู้ว่าทำไมน้องยองแจเรียกพี่แจบอมว่าป๊ะป๋า และเดาได้ว่าทำไมแจ็คสันต้องเกรงใจพี่แจบอม 555555 เรารักคู่นี้มาก พูดเลยว่า #ทีมสายไหมเจ็ดสี ค่ะ


จะพยายามอัพให้ถี่ขึ้น นี่ก็ขยับจากดองห้าเดือน มาเหลือสี่เดือนแล้ว พี่ว่าพี่มีวิวัฒนาการดีอยู่ 5555555


,แล้วเจอกันเคส6จ้า~

Mntuan<3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #38 p*chu*ka (@pchuka) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 09:11
    <p>คึคึคึ</p>
    #38
    0
  2. #36 Anongnat Meengoen (@mimmomoney) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 01:08
    อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน... หืดขึ้นคออ จะเป็นลม
    #36
    0
  3. #27 lovebam2x (@lovebam2x) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 เมษายน 2561 / 18:18
    อยู่ทำอะไรคะทั้งวันทั้งคืน 555555
    #27
    0
  4. #18 srt1w (@sirinthipppp) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 03:10
    ยังไงๆอยู่55555555เดี๋ยวเค้าก็จะไปอยู่ด้วยกันเเล้ววววว//กี้สสสสส
    #18
    0
  5. #17 My bias is MARKBAM (@rungbuab) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 23:32
    ไรท์คะ ตอนหน้าขอเหลือ3วีค ได้ไม๊อ่ะ
    #17
    0
  6. #15 jackjae1728 (@0610477516) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มีนาคม 2561 / 17:25
    รอค่า ชอบมากเลย สู้สู้น้าไรท์
    #15
    0