กระดังงาไร้ราคี

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 ก่อนจะสิ้นปี เกือบจะสิ้นใจ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    20 เม.ย. 63

บทที่ 8  ก่อนจะสิ้นปี เกือบจะสิ้นใจ

                               

 

        เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ราเมธที่กำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้าต้องชะงักมือแล้วหันไปสนใจเครื่องมือสื่อสาร

        เขาหยิบมันขึ้นมามองแล้วก็วางกลับไปที่เดิม แล้วหันมาสนใจงานตรงหน้าอย่างขะมักเขม้นต่อไป

        ชายหนุ่มกลับมาจากบ้านของพีรดาแล้วเข้ามาช่วยงานอยู่ในวัดอีกพักใหญ่ ก่อนจะขอตัวพาลูกน้องของเขากลับมายังไซด์งาน เพราะเขาก็ยังมีงานที่ต้องจัดการให้เสร็จก่อนที่จะหยุดหลายวันในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

        เพียงไม่ถึงสองนาทีหลังจากเสียงเรียกเข้าครั้งแรกเงียบลงไป มันก็แผดเสียงขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาหยิบขึ้นมามองแล้วตัดสินใจกดรับสายด้วยสีหน้าขึงขัง

        “ว่ายังไงครับน้องษา”

        “พี่รามทำอะไรอยู่คะ ทำไมเมื่อครู่ไม่รับสายของษาคะ” ต้นสายถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก

        “พี่ทำงานยุ่งอยู่ครับ” เขาตอบเสียงเซ็งๆ

        “ยุ่งมากจนรับสายษาแล้วจะบอกษาว่าพี่ยุ่งอยู่ไม่ได้เลยเหรอคะ ต้องให้ษาโทรมาเป็นรอบที่สองเลยใช่ไหมคะ” มาริษาเริ่มอารมณ์เสีย อาการเอาแต่ใจตัวเองแสดงออกมาให้เขารับรู้ได้ชัดเจน

        “น้องษาครับ พี่ยุ่งอยู่จริงๆ ครับ พี่ต้องรีบเคลียร์งานให้เสร็จก่อนจะหยุดยาวครับ นี่ก็ยังตรวจเช็คเรื่องเงินเดือนลูกน้องไม่เสร็จเลยครับ” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น

        “อ๋อ พี่รามเห็นลูกน้องสำคัญกว่าษาใช่ไหมคะ” อีกฝ่ายยังรวนเขาไม่เลิกจนราเมธเริ่มจะฉุนขึ้นมาบ้าง

        เขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะใจเย็นเป็นน้ำแข็งได้ขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้อนจนเกินเหตุอีกเช่นกัน

        “น้องษาครับ พี่กำลังตรวจเช็คเรื่องเงินๆ ทองๆ มันจำเป็นต้องใช้สมาธิมากครับ น้องษาเข้าใจไหมครับ” ท้ายประโยคน้ำเสียงเขาเริ่มแข็งขึ้นกว่าเก่า

        “ได้ค่ะ ถ้างั้นพี่รามก็ทำงานไปก่อนเลยค่ะ เสร็จแล้วโทรมาหาษาด้วยแล้วกันค่ะ” เธอเสียงกร้าวแล้วชิงตัดสายไปทันทีทันใด

        ราเมธได้แต่นั่งถือโทรศัพท์ค้างแล้วส่ายศีรษะไปมาอย่างไม่เข้าใจอารมณ์ของมาริษานัก ที่สำคัญเขาเริ่มเอือมกับนิสัยแบบนี้ของเธอมากขึ้นทุกวันๆ

        หน้าตาของเธอก็จัดว่าสวยน่ารักอยู่หรอก แต่พฤติกรรมแบบนี้มันทำให้ความน่ารักของมาริษาหดหายไปโดยปริยาย

        ราเมธสลัดภาพของมาริษาออกไปจากหัวสมองของเขาแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนเองจนเสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง จากนั้นจึงเดินออกไปจากส่วนของสำนักงานชั่วคราวตรงไปยังกลุ่มคนงานที่กำลังจะเลิกงานพอดี

        “อ้าว! นายหัวยังไม่กลับบ้านเหมือนกันเหรอครับ” ลูกน้องถามเป็นภาษาถิ่น

        “ถ้ากลับไปก่อนแล้วพรุ่งนี้พวกนายไม่ได้รับเงินเดือน จะเอาไหม” เขาย้อนถาม

        “ไม่เอาครับนายหัว” ทุกคนพร้อมใจประสานเสียงตอบ

        “ผมมีเรื่องจะรบกวนพวกเราสักหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยจุดประสงค์ของการเดินมาตรงนี้

        “มีอะไรครับนายหัว”

        “ผมอยากขอช่วยพวกเราสักสองคนให้ขับรถกระบะตามผมไปเอาต้นจันทร์ที่บ้านของเพื่อนผมหน่อยน่ะ” เขาบอก

        “ได้ครับนายหัว” ลูกน้องเขารีบรับคำอย่างไม่มีอิดออดแม้แต่นิดเดียว

        “ถ้าอย่างนั้นเอารถกระบะคันที่ใช้ขนของเครื่องมือขับตามผมมาเลยนะ” ชายหนุ่มสั่งงาน

        “ว่าแต่นายหัวไปเอาที่บ้านเพื่อนคนไหนครับ” ลูกน้องสงสัยเลยถาม แต่อีกอย่างที่ต้องการจะรู้เพราะเผื่อว่าคลาดกันจะได้ขับรถตามไปยังจุดหมายได้ถูก

        “บ้านคุณหมอรดา” ราเมธตอบ

        ทุกคนพร้อมใจกันทำหน้างงๆ เพราะไม่คุ้นชื่อเพื่อนคนนี้ของเจ้านายตัวเองเอาเสียเลย

        “บ้านคุณน้าสายพิณน่ะ รู้จักไหม ที่เขามีร้านขายอุปกรณ์เกษตรอยู่ในตลาดไง” ราเมธอธิบายต่อ

        “อ๋อ...นึกออกแล้ว เออ ใช่ๆ แกมีลูกสาวเป็นหมอคนนึง ว่าแต่เธอเป็นเพื่อนกับนายหัวด้วยเหรอครับ เหมือนจะเคยได้ข่าวว่าแต่งงานไปกับลูกหลานคนรวยในเมืองกรุง” ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งพอจะมีอายุสมควรแล้วถามต่อ

        แต่เขาคงยังไม่รู้ว่าพีรดากำลังถูกฝ่ายชายบอกเลิกออกอากาศเมื่อช่วงบ่ายวันนี้นี่เอง

        “อืม คนนั้นแหละ เป็นเพื่อนกับผมนานแล้วล่ะ แต่ไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่หรอก” ราเมธตอบเท่าที่จำเป็น

        ส่วนเรื่องอื่นให้รู้กันเองทีหลังจะดีกว่า อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาที่จะต้องไปบอกเรื่องส่วนตัวของพีรดา

        “งั้นไปกันเถอะครับ เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน” หัวหน้าคนงานเอ่ยขึ้นแล้วเดินไปที่รถกระบะซึ่งเป็นรถที่ใช้กันในไซด์งาน

        “ขับตามผมมาเลยนะ” ราเมธบอกก่อนจะเดินไปที่รถเอสยูวีสำดำของเขาซึ่งจอดอยู่ใกล้ๆ สำนักงาน

        “นายหัวขับไปเลย ผมรู้จักทางไปบ้านนั้นอยู่แล้ว”

        “โอเค” ราเมธรับคำสั้นๆ แล้วขึ้นรถของตัวเองขับออกไปยังบ้านของสายพิณตามที่ได้นัดหมายกับนางเอาไว้แล้วตั้งแต่ช่วงบ่าย

       

 

        เพียงไม่นานรถของราเมธก็เลี้ยวเข้าจอดบริเวณหน้าบ้านของสายพิณ อึดใจต่อมารถกระบะกลางเก่ากลางใหม่คันสีเขียวก็ขับตามมาติดๆ เช่นกัน

        หน้าบ้านของสายพิณมีเด็กหญิงวัยสักห้าหกขวบกำลังวิ่งเล่นอยู่อย่างสนุกสนานโดยมีสายพิณคอยดูอยู่ไม่ห่างนัก พลอยพรรณไปรับลูกที่โรงเรียนแล้วพากลับมาที่บ้านก่อน ส่วนเธอวกกลับไปที่ร้านอีกรอบหนึ่ง

        “คุณยายขา มีคนมาหาค่ะ” ฟ้าใสหันไปตะโกนบอกยายเสียงใสสมชื่อ

        “จ้า ยายเห็นแล้วลูก” นางยิ้มให้หลานสาวคนเดียวที่เป็นหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัวนี้

        “ว่าแต่ใครกันคะ หนูไม่เคยเห็นหน้าเลยค่ะคุณยาย” เด็กหญิงถามอย่างสงสัย

        “เพื่อนของน้ารดาเขาน่ะลูก” คนเป็นยายตอบ

        “เพื่อน แต่ไม่ใช่แฟนใช่ไหมคะ” ฟ้าใสถามด้วยความใสซื่อ บางทีเธอก็ไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า แฟนเท่าไหร่นัก

        “โอ๊ย! ไม่ใช่จ้า แล้วทีหลังอย่าถามแบบนี้อีกนะ ชักแก่แดดเข้าไปทุกวันแล้วเราเนี่ยยัยฟ้าใส” สายพิณเอ็ดหลานเบาๆ

        “ก็หนูไม่เห็นแฟนน้ารดามาที่บ้านเรานานแล้วนี่คะ” เด็กหญิงไม่วายต่อปากต่อคำคุณยายของเธอ

        “พอๆ พอเลยเรา ไปสวัสดีน้ารามเขาก่อนเลยไป” สายพิณบอกหลานสาว ขณะที่ราเมธก็เดินมาถึงจุดที่สายพิณและหลานยืนกันอยู่พอดี

        “โอ้ว! บ้านนี้มีนางฟ้าด้วยเหรอเนี่ย” ราเมธเอ่ยทักขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี

        “อุ๊ย! คุณยายขา เพื่อนของน้ารดาคนนี้ตาถึงมากเลยนะคะเนี่ย ดูสิรู้ด้วยว่าฟ้าใสเป็นนางฟ้าผู้มีบุญมาเกิดค่ะ” เด็กหญิงยิ้มแก้มแทบปริกับคำทักทายของราเมธ

        “จ้า ยัยตัวแสบ แล้วสวัสดีน้าเขาหรือยังล่ะ” สายพิณเอ่ยเตือนหลานสาว

        “สวัสดีค่ะ” เด็กหญิงยกมือไหว้พร้อมเอ่ยสวัสดีออกไป แถมท้ายด้วยรอยยิ้มแสนหวานอีกกระบุงใหญ่

        “สวัสดีครับ ชื่อนางฟ้าอะไรครับ” ราเมธก้มตัวลงมาถามเด็กน้อยตรงหน้า

        “หนูชื่อฟ้าใสค่ะ คุณน้าสุดหล่อล่ะคะ ชื่ออะไรคะ” เด็กหญิงรู้จักที่จะเอาตัวรอดได้ดีมาก แม้อายุจะยังค่อนข้างน้อย

        “น้าชื่อน้ารามครับ”

        “ราม...เหมือนรามเกียรติ์น่ะเหรอคะ” เด็กหญิงสาวถามอย่างคนช่างสังเกตและขี้สงสัย

        “ใช่ครับ” ราเมธตอบรับพลางยิ้มให้กับความแสนรู้ของเด็กน้อย

        “อ้าว! แล้วไม่พานางสีดามาด้วยเหรอคะ”

        “ไม่ได้พามาด้วยหรอกครับ”

        “อ้าว! ทำไมล่ะคะ” ฟ้าใสยังสงสัยไม่เลิก

        “เพราะว่ารามเกียรติ์คนนี้ยังหานางสีดาไม่เจอเลยน่ะสิครับ ไม่รู้ว่าวันนี้จะเจอนางสีดาแถวๆ นี้บ้างหรือเปล่าน๊ะ” ราเมธทำเสียงอ่อนเสียงหวานกับเด็กน้อย

        “ฟ้าใสว่า...คงไม่เจอนางสีดาแถวๆ นี้หรอกค่ะ ถ้าจะเจอก็คงจะเจอแต่นางพีรดาเสียมากกว่านะคะ” เด็กหญิงบอกด้วยน้ำเสียงที่แสดงความภาคภูมิใจที่บอกสามารถบอกชื่อจริงของน้าสาวได้ถูกต้อง

        แต่เธอบอกผิดไปเสียถนัดแล้ว เพราะน้าสาวของเธอนั้นยังใช้คำนำหน้าชื่อว่านางสาวพีรดาถึงจะถูกต้องอย่างครบถ้วน

        “แก่นเซี้ยวใหญ่แล้วนะฟ้าใส” คุณยายของเธอเอ่ยปราม

        “แต่แกก็ฉลาดมากเลยนะครับ” ราเมธเหมือนจะเข้าข้างเด็กน้อยที่เขาเพิ่งจะได้เห็นหน้าแค่ไม่กี่นาที

        “อย่าไปชมเยอะเดี๋ยวจะเหลิงซะก่อนนะพ่อราม” นางบอกชายหนุ่มแล้วจึงหันไปทักทายกับคนงานที่เดินมาหยุดอยู่ไม่ห่างจากเจ้านายของพวกเขานัก

        หลังจากนั้นทั้งหมดก็ยกขบวนเดินไปยังหลังบ้านเพื่อจะช่วยกันยกกระถางต้นไม้ที่สายพิณให้กับราเมธ เสียงของคนงานและเสียงของหลานสาวตัวน้อยที่ดังเจื้อยแจ้วทำให้ใครบางคนที่นั่งอยู่ในห้องนอนตัวเองต้องลุกเดินไปที่หน้าต่างแล้วทอดสายตามองออกไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บริเวณหลังบ้านของเธอ

        “ไหวไหม หนักเหมือนกันนะเนี่ย” ราเมธถามลูกน้องของเขาขณะที่ช่วยกันยกกระถาง

        “ไหวอยู่ครับนายหัว”

        “โอเค ถ้างั้นเอาไปขึ้นรถเลย” เขาบอกแล้วออกแรงเต็มที่ในการยกกระถางใบใหญ่ไปขึ้นรถกระบะที่หน้าบ้าน

        กว่าจะเอากระถางต้นไม้ขึ้นรถกระบะได้ก็ทำเอาสามผู้ชายสามคนถึงกับเหงื่อตกไปตามๆ กัน

        “เอาไปลงไว้ที่หน้ากระท่อมของผมเลยนะ อีกสักพักใหญ่ผมถึงจะกลับบ้าน ถ้าคุณแม่ถามก็บอกด้วยนะ” เขาสั่งลูกน้อง

        “ได้ครับนายหัว” อีกฝ่ายรับคำแล้วก็ขับรถตรงไปยังกระท่อมหลังน้อยของเจ้านายที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของสายพิณเกือบห้ากิโลเมตร

        “รามเข้ามานั่งดื่มน้ำในบ้านแม่ก่อนไหมล่ะ” สายพิณเอ่ยชวนชายหนุ่ม

        “ดีเหมือนกันครับ” ราเมธไม่ปฏิเสธ เหมือนเขารอคำเชิญอยู่แล้วด้วยซ้ำ

        “เดี๋ยวฟ้าใสไปเอาน้ำให้น้ารามเกียรติ์เองค่ะ” เด็กหญิงรับอาสาอย่างเต็มอกเต็มใจ

        เด็กหญิงวิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องครัวอย่างว่องไว ขณะที่ราเมธก็เดินตามสายพิณเข้ามานั่งในห้องรับแขกเพื่อรอท่าให้เด็กน้อยเอาน้ำเย็นมาเสิร์ฟให้

        “มาแล้วค่า..” ฟ้าใสตะโกนเสียงหวานมาก่อนที่จะโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว

        “อ้าว! ทำไมมีมาแต่ขวดน้ำล่ะลูก” สายพิณถามเมื่อเห็นหลานสาวถือมาเฉพาะขวดน้ำเย็น แต่ไม่มีแก้วน้ำออกมาด้วย

        “แหม คุณยายก็ทำเป็นวัยสะรุ่นใจร้อนไปได้ ก็หนูถือไม่หมดนี่คะ ถือมาพร้อมกันถ้าแก้วตกแตกคุณยายก็ดุหนูอีกน่ะสิคะ” เด็กน้อยตอบอย่างฉะฉานแฝงด้วยความเฉลียวฉลาด

        “จ้า แม่คนฉลาดคิด” คุณยายเอ่ยชมแต่น้ำเสียงเหมือนจะหมั่นไส้เล็กน้อยในความช่างต่อปากต่อคำของหลานสาวตัวน้อย

        “เดี๋ยวหนูไปเอาแก้วน้ำให้นะคะคุณรามเกียรติ์ รอสักครูนะคะ ไม่นานค่ะ รับรองเลย” เด็กน้อยบอกก่อนจะผละไปในครัวอีกครั้ง

        “ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ เดี๋ยวจะหกล้ม” ราเมธบอกตามหลังสาวน้อยไปอย่างเอ็นดู

        เธอน่าเอ็นดูจริงๆ ปากนิดจมูกหน่อย บวกกับความเฉลียวฉลาดและช่างพูด ทำให้ใครที่เห็นฟ้าใสก็ต้องหลงรักสาวน้อยคนนี้กันทั้งนั้น ขนาดราเมธเพิ่งได้เจอเธอแค่ไม่นานเขายังรู้สึกหลงรักเด็กน้อยคนนี้เสียแล้ว

        “แก้วน้ำมาแล้วค่ะ” ฟ้าใสวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะตรงหน้าราเมธ แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนโซฟาข้างๆ เขา

        “ขอบคุณมากนะครับนางฟ้าคนสวย หน้าตาก็น่ารัก แถมยังมีน้ำใจอีกต่างหาก แบบนี้ใครเจอคงจะหลงรักแกหัวปักหัวปำนะครับคุณแม่” ท้ายประโยคเขาหันไปพูดกับสายพิณ

        “ใช่จ้าราม แต่ก็อย่าชมให้มากนักนะ เดี๋ยวจะเหลิงซะก่อน” สายพิณบอกเชิงปรามหลานสาวของนางไปด้วยในตัว

        “คุณยายชอบว่าฟ้าใสตลอดเลยค่ะ” เด็กน้อยตัดพ้อ

        “ยายไม่ได้ว่านะ ยายแค่เตือนเราเองนะฟ้าใส” สายพิณค้าน

        “นั่นแหละ เหมือนกันแหละค่ะ คุณยายชอบว่าหนู” เด็กน้อยทำท่าจะไม่ยอม

        “โอ๊ย! ไม่เถียงด้วยแล้ว เถียงแล้วปวดหัวมากเลย” นางส่ายหน้าให้หลานสาวแล้วหันไปถามราเมธ

        “เย็นนี้มีนัดหรือยังล่ะพ่อราม”

        “ยังไม่แน่นอนครับ ว่าเพื่อนคนไหนจะชวนออกไปไหนหรือเปล่า คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามกลับเพราะรู้สึกได้ว่าสายพิณต้องมีเรื่องอะไรตามมา

        “ถ้าว่างก็อยู่ทานข้าวเย็นที่นี่ได้นะ” นางเอ่ยชวน

        “อ๋อ ครับ ขอบคุณมากนะครับ”

        “แต่ถ้ามีนัดกับใครไว้ก็เชิญตามสบายนะ แม่ไม่ขัดนะ ที่ชวนเผื่อว่ารามว่างจริงๆ เท่านั้น” นางบอกรอบ

        ยังไม่ทันที่ราเมธจะได้ขยับปากเพื่อตอบสายพิณ เสียงฝีเท้าที่เดินลงบันไดมาเบาๆ ทำให้ทุกคนต้องหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน

        “น้ารดาลงมาแล้ววววว” เด็กน้อยลากเสียงยาวอย่างดีใจ เธอกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งลิ่วไปรับน้าสาวที่เชิงบันไดทันที

        “น้ารดาคะ เพื่อนน้ารดามาหาจ๊ะ” ฟ้าใสรีบบอกน้าสาว

        “จ้ะ น้าเห็นแล้วลูก” พีรดายิ้มเจื่อนๆ ให้หลานสาว แม้อยากจะยิ้มให้มากกว่านั้น แต่ในเวลานี้เธอยังรู้สึกเจ็บหนึบในหัวใจอย่างบอกไม่ถูกอยู่เลย

        เพื่อนหลายคนที่กรุงเทพทยอยโทรศัพท์กันมาถามข่าวคราวของเธออย่างเป็นห่วงเป็นใย แต่หญิงสาวก็เลือกรับสายเฉพาะคนที่สนิทจริงๆ เท่านั้น ที่สำคัญมีสำนักข่าวหลายที่พยายามจะติดต่อเธอเข้ามาด้วยเช่นกัน เพื่อจะสอบถามความเป็นจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ไลลาและกรณ์ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นจริงเช่นนั้นหรือไม่

        แต่พีรดาก็รู้ว่าเธอควรจะนิ่งสักพักหนึ่ง บางครั้งความสงบก็สยบการเคลื่อนไหวได้...

        “ถ้าอย่างนั้นแม่ขอตัวเข้าครัวก่อนนะราม อยู่คุยกับรดาไปพลางๆ ก่อนนะ” สายพิณบอกแขกหนุ่ม

        “ได้ครับคุณแม่”

        “มา...ยัยตัวแสบ ไปช่วยยายทำกับข้าวในครัวดีกว่า” สายพิณชวนหลานสาว

        “แต่หนูอยากอยู่กับน้ารามกับน้ารดาค่ะ” ฟ้าใสรีบปฏิเสธทันที

        “รบกวนผู้ใหญ่เขาเปล่าๆ น่าฟ้าใส มากับยายดีกว่าน่า” นางคะยั้นคะยอหลานสาวอีกรอบ

        “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณแม่ ให้ฟ้าใสอยู่กับรดาก็ได้ค่ะ หรือคุณแม่จะอยู่คุยกับรามก็ได้นะคะ เดี๋ยวรดาเข้าครัวไปทำกับข้าวเองดีกว่าไหมคะ” พีรดารีบบอกมารดา

        “ไม่เอาดีกว่าจ๊ะ ให้รดาอยู่คุยกับรามไปเถอะ แม่ขอเข้าครัวทำกับข้าวเองดีกว่านะจ๊ะ ว่าแต่หนูอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม รามด้วยอยากทานอะไรบ้างจ๊ะ” นางเอ่ยถามแขกหนุ่มของบ้านอีกคน

        “อะไรก็ได้ครับคุณแม่ ผมเป็นคนอยู่ง่ายกินง่ายครับ ไม่เรื่องมากครับ” ราเมธรีบตอบ

        “รดาก็เหมือนกันค่ะ” พีรดาตอบสายพิณ

        “แต่หนูอยากทานไข่เจียวค่ะ ไข่เจียวใส่หมูสับหรือกุ้งสับก็ได้ค่ะแต่ไม่ใส่ผักนะคะ” ฟ้าใสรีบบอกคุณยายของเธอด้วยทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เอ่ยถามหลานสาวคนสวยของนางด้วยซ้ำ

        “ได้จ้า ไข่เจียวกุ้งสับนะ ใส่ผักสับด้วย หัดทานผักเยอะๆ นะฟ้าใส โตขึ้นจะได้สวยๆ ฉลาดๆ เหมือนน้ารดาไง หนูไม่อยากเป็นคนเก่งอย่างน้ารดาเหรอ น้ารดาเขาทานผักเก่งมากเลยนะจ๊ะรู้ไหม” นางต่อรองหลานสาวโดยเอาพีรดามาเป็นต้นแบบ

        “อ้าว!” เด็กหญิงร้องอุทานทันที

        “ไม่ต้องมาร้องอ้าว ไป เข้าครัวกับยายได้แล้วจ้า” สายพิณตัดบทหลานสาวแล้วจูงมือน้อยๆ ของฟ้าใสเดินเข้าไปในครัวทันใด

        ขืนอยู่ตรงนี้ต่อไปก็คงต้องฟังเด็กน้อยใช้วาจาอันชาญฉลาดต่อรองไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นเสียที


E Book ลดราคาถึงวันที่ 24 เมษายนนะคะ ฝากอุดหนุนด้วยค่าาาาาา

Thumbnail Seller Link
กระดังงาไร้ราคี
นางฟ้าในสายลม
www.mebmarket.com
        “ที่แม่เรียกมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า แม่ไม่อนุญาตให้พวกเธอสองคนเลิกกัน  เข้าใจนะ” “คุณหญิง!” พีรดาอุทาน “แต่...&...
Get it now
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

51 ความคิดเห็น