กระดังงาไร้ราคี

ตอนที่ 8 : บทที่ 7 ทิ้งเรื่องร้ายไว้ปีเก่า 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 545
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    17 เม.ย. 63

บทที่ 7 ทิ้งเรื่องร้ายไว้ปีเก่า

 

 

        “เอ้ยๆ ไอ้ชาติ ดูข่าวใน Facebook อันนี้สิ นี่มันภาพหมอรดาเพื่อนเก่าของมึงหรือเปล่าวะ” จักกฤษเอ่ยถามเพื่อนหลังจากเปิดข่าวไปดูข่าวในโซเชี่ยล

ทุกคนแยกย้ายกันออกไปทำธุระของตนเองแล้วกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่วัดในช่วงบ่ายแก่ของวันนั้น

        “ไหนๆ ข่าวอะไร” วีรชาติละมือจากการขนของแล้วเดินตรงไปหาจักกฤษอย่างรวดเร็ว

        “นี่ไง ใช่ไหม ภาพนี้ใช่หมอรดาไหม” จักกฤษยื่นโทรศัพท์ให้อีกฝ่ายดู

        วีรชาติรับโทรศัพท์ไปดูแล้วรีบอ่านข้อความในข่าวอย่างรวดเร็ว นายทหารหนุ่มสีหน้าตกใจไม่ใช่น้อย

        แสดงว่าข่าวก่อนหน้าที่เขาพยายามจะถามจากพีรดาก็เป็นความจริงอย่างนั้นสินะ ไม่อย่างนั้นฝ่ายโน้นคงไม่แถลงข่าวจนเป็นเรื่องฉาวทั่วเมืองขนาดนี้

        “มีอะไรกันเหรอชาติ” ราเมธเดินมาสมทบแล้วถามเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนไม่สู้ดีนัก

        “พวกมึงทำงานกันไปก่อนนะ เดี๋ยวกูกลับมา” วีรชาติยื่นโทรศัพท์คืนให้จักกฤษ แต่ไม่ได้ตอบคำถามราเมธ

        “อ้าว! แล้วมึงล่ะ จะไปไหน” จักกฤษถาม

        “ไปดูรดาหน่อย” วีรชาติตอบ

        “ที่ไหน” ราเมธถามเสียงรัวเร็ว

        “ที่บ้านเขาสิ ตอนนี้รดาน่าจะอยู่ที่บ้าน”

        “ทำไม มีอะไร เกิดเรื่องอะไรกับหมอรดาเหรอชาติ” ราเมธยังไม่คลายความสงสัย

        “นี่ไง” จักกฤษยื่นโทรศัพท์ให้ราเมธเป็นคำตอบ

        ในขณะที่วีรชาติไม่ได้สนใจเหตุการณ์ตรงหน้าแล้ว เขารีบวิ่งกึ่งเดินไปยังรถยนต์ของตัวเองแล้วรีบขับออกไปจากวัดราวกับกระสุนออกจากรังเพลิง

        “รดา...” ราเมธครางชื่อหญิงสาวเสียงแผ่ว รู้สึกใจหายวาบกับข่าวที่อ่านไม่น้อย

        “อ้าว! แล้วนั่นมึงจะไปไหนอีกคนห๊ะราม” จักกฤษถามหลังจากรับโทรศัพท์คืนจากราเมธแล้วเห็นอีกคนทำท่าจะเดินจากไปอีกคน

        “จะไปบ้านคุณหมอรดาเหมือนกัน” เขาตอบแล้ววิ่งไปที่รถยนต์ของตัวเองอย่างว่องไว

        “อะไรวะ ไปกันหมดเลย” จักกฤษตัดพ้อ

        “ฝากดูลูกน้องที่กูพามาให้ด้วยนะ ถ้าเขาจะกลับก็ช่วยไปส่งที่ไซด์งานให้หน่อยแล้วกัน หรือมีอะไรก็โทรไปนะ” ราเมธตะโกนกลับมา

        “เออ อยากไปไหนก็ไปกันเหอะ เอาที่พวกมึงสบายใจกันเลย” จักกฤษตะโกนตอบกลับไปแล้วยืนอ่านข่าวเมื่อครู่ในโทรศัพท์ของเขาอีกรอบ...

        “โลกใบนี้มันช่างสับสนดีจริงๆ โว้ย” เขาพูดกับตัวเองแล้วเดินไปทำงานที่เพื่อนๆ ทำค้างเอาไว้ต่อให้เสร็จ

 

 

        เสียงรถที่แล่นเข้ามาจอดในเวลาใกล้เคียงกันถึงสองคันทำให้สายพิณต้องรีบเดินออกมาหน้าบ้านด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าคนที่ก้าวลงมาจากรถนางก็พอจะรู้แล้วว่าเพื่อนของพีรดาน่าจะเห็นข่าวนั้นมาแล้วเช่นกัน

        “คุณแม่ครับ รดาล่ะครับ” วีรชาติถามทันทีที่เห็นมารดาของเพื่อนเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

        “นั่งเล่นอยู่หลังบ้านแน่ะชาติ” นางตอบเสียงเนือยๆ

        “รดาโอเคใช่ไหมครับ” วีรชาติถามต่อ ขณะที่ราเมธยืนฟังนิ่งเฉย เนื่องจากตนเองไม่ได้สนิทกับครอบครัวนี้เท่าวีรชาติ

        “ก็...ไม่รู้สิชาติ แม่ก็ตอบไม่ถูกหรอกว่ารดาจะโอเคไหม เดาใจเขายากมาก”

        “แล้วคุณแม่ล่ะครับ โอเคใช่ไหมครับ” ราเมธถามสายพิณด้วยน้ำเสียงห่วงใย

        แค่สีหน้าของนาง เขาก็พอจะรู้ว่าคนเป็นแม่คงทุกข์ใจไม่ต่างไปจากลูกสาวเท่าไหร่เลย หรืออาจจะทุกข์ใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

        “แม่ยอมรับตามตรงนะ ว่าแม่ไม่โอเคเลย ไม่โอเคสักนิดเดียวที่ออกข่าวมาแบบนี้” นางถอนใจเสียงดังเฮือกใหญ่

        “มันติดต่อคุณแม่มาบ้างไหมครับ” วีรxยถึงกรณ์

        “ไม่เลย เขาไม่ติดต่อมาหาแม่เลย และแม่ก็คงไม่ติดต่อไปหาเขาด้วย พอกันที จบกันแค่นี้กับผู้ชายเลวๆ พรรค์นั้น” นางพูดเต็มปากเต็มคำ กับคำว่า เลว

        “สงสารรดาจังเลยครับ ไม่น่าเลย ผู้หญิงดีๆ ไม่น่ามาเจอเรื่องอะไรแบบนี้เลยนะครับ” วีรชาติพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแสนเศร้า

        ตอนงานแต่งของพีรดาเขาก็ได้รับเชิญให้มาเป็นเกียรติเช่นกัน สำหรับวันแห่งความสุขในคราวนั้น และวันนี้ที่เธอต้องเลิกรากับสามี ชายหนุ่มก็อยู่ในเหตุการณ์แสนทุกข์ใจนี้อีกรอบ

        “ให้มันจบเร็วแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะชาติ ดีกว่าให้รดาเสียเวลามากไปกว่านี้ ตอนนี้ก็แค่ช่วยกันประคับประคองจิตใจให้รดาเข็มแข็งในเร็ววันก็พอแล้วล่ะ” นางบอกอย่างคนคิดบวก

        จะมาร้องไห้ฟูมฟายมันก็ใช่เรื่อง ในเมื่ออีกฝ่ายหมดรักในตัวลูกสาวนางแล้ว นางจะไปอาลัยอาวรณ์ลูกเขยไฮโซให้ป่วยการทำไมอีก

        “ถ้าอย่างนั้นผมขอเข้าไปดูรดาหน่อยนะครับคุณแม่” วีรชาติเอ่ยขออนุญาต

        “ตามสบายเลยชาติ ราม ยังไงแม่ฝากดูเขาด้วยนะ เพื่อนกันน่าจะคุยกันง่ายกว่า”

        “ได้ครับคุณแม่” ราเมธและวีรชาติรับปากพร้อมกัน

       

 

        ร่างสมส่วนในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นนั่งหันหลังให้สองหนุ่มอยู่บนม้าหินอ่อนสีขาวหลังบ้านของเธอ

        สายตาหม่นทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย เหมือนชีวิตเธอในยามนี้มันช่างว่างเปล่า หาจุดมุ่งหมายไม่ได้เอาเสียเลย

        ราเมธและวีรชาติหยุดมองพีรดานิ่งนานก่อนจะหันมองหน้ากันแวบหนึ่ง เหมือนต้องการจะถามกันและกันว่าใครควรจะเริ่มต้นเข้าไปหาเธอก่อน

        ทว่าเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของวีรชาติก็เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี

        พีรดาได้ยินเสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของวีรชาติเช่นกัน เธอหันหลังกลับมามองต้นเสียงแล้วก็พบว่าวีรชาติกำลังเดินหลบมุมไปรับสายจากคนรักของเขา

        “ราม” หญิงสาวเรียกชื่อชายหนุ่มที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น ชั่วครู่เขาก็เดินตรงมาที่เธอแล้วนั่งลงข้างๆ บนม้าหินอ่อนอีกตัว

        “รดา...” ราเมธเรียกชื่อเธอแล้วก็นิ่งเงียบไป ไม่รู้จะเริ่มต้นการสนทนาอย่างไร

        ให้ปลอบใจคนอกหัก ชายหนุ่มก็รู้ว่าเขาทำได้ไม่เก่งเท่าที่ควร แต่ถ้าถามว่าห่วงพีรดาไหม ราเมธยอมรับได้เต็มอกว่าเขารู้สึกเป็นห่วงและสงสารพีรดาจับหัวใจ

        “ผมเป็นคนพูดไม่เก่งหรอกนะรดา” เขาเริ่มต้นประโยคด้วยการบอกความจริงเธอ

        “แต่...ผมอยากให้รดาเข้มแข็งนะ เพื่อตัวเอง เพื่อคุณแม่ที่รักรดามาก”

        “......” หญิงสาวนั่งฟังนิ่ง ไม่หือไม่อือ

        “และผมก็เชื่อนะว่ารดาจะต้องเข้มแข็งมากกว่าที่ผมคิดเอาไว้อยู่แล้วล่ะ จริงไหมครับ” เขาย้อนถามเธอ

        พีรดาหันมองหน้าราเมธ เธอสบตาเขาชั่วครู่ก่อนจะเป็นฝ่ายหลบไปเองแต่ก็ยังนิ่งเงียบอย่างเคย

        “เชื่อผมเถอะว่าผู้ชายดีๆ ยังมีในโลกใบนี้อีกเยอะแยะครับ” เขาพูดต่อมา

        “อะไรทำให้คุณคิดว่าในโลกใบนี้ยังมีผู้ชายดีๆ อยู่อีกเยอะเหรอคะคุณราม” เธอใช้สรรพนามกับเขาอย่างห่างเหินมากขึ้น

        ผู้ชายเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้พีรดาควรจะออกห่างให้มากที่สุดในยามนี้

        “เพราะความจริงมันเป็นอย่างนั้นไงครับรดา ตอนนี้รดาแค่โชคร้ายที่เจอคนไม่ดีเท่านั้นเอง แต่คนเราจะไม่มีวันโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกครับ เชื่อผมเถอะ” น้ำเสียงเขาจริงจัง หนักแน่น แฝงด้วยความห่วงใยอยู่ในท่าที

        ทำไมฉันต้องเชื่อคุณด้วยล่ะ คุณมันก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ขึ้นชื่อว่าผู้ชายฉันว่ามันก็คงไม่ต่างกันมากหรอก พวกมักมากทั้งหลายหญิงสาวเถียงเขาอยู่ในใจ

        “พูดอะไรกับผมบ้างสิครับรดา คุณเล่นเงียบแบบนี้ ผมไปต่อไม่เป็นเลยนะครับ” ราเมธบอกเธอ

        “ฉันว่านะ คุณกลับไปดีกว่าค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก อย่ามาสนใจฉันเลย กลับไปดูแลแฟนคุณจะดีกว่าไหมคะ อย่ามาเสียเวลากับผู้หญิงอย่างฉันเลยค่ะ” พีรดาออกปากไล่

        ราเมธถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย...

        นาทีนี้เธออยากไล่ผู้ชายทุกคนให้ออกห่างไปจากชีวิตของเธอให้หมด พีรดารู้สึกเกลียดผู้ชายทุกคนบนโลกขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

        รู้แต่ว่าเกลียด ก็คือเกลียด ขยะแขยงด้วย ขยะแขยงที่สุดจนไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เธออีกเลย

        “รดา ทุกคนเป็นห่วงรดามากนะ แล้วทำไมรดามาไล่รามมันแบบนั้นล่ะ นี่ไม่ใช่รดาที่เราเคยรู้จักนะ” เสียงวีรชาติดังขึ้น เขาเดินมาทันได้ยินประโยคนั้นพอดี

        “ชาติ!” พีรดาหันไปมองเพื่อนอีกคน

        “ใช่เราเอง”

        “ชาติก็เหมือนกัน กลับกันไปเถอะ เราอยู่ได้ เราไม่เป็นอะไรหรอก ก็แค่เป็น...หม้าย มันไม่ถึงตายหรอก จริงไหม” เธอย้อนถามเพื่อนด้วยเสียงขื่นใจ

        “ใช่ การเป็นหม้ายไม่ได้ทำให้รดาตาย แต่การที่รดามานั่งอมทุกข์อยู่อย่างนี้มันทำให้ทุกคนเป็นห่วงรดามากรู้ไหม” ราเมธตอบแทนวีรชาติ

        “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาเป็นห่วง ฉันไม่ได้เป็นอะไร ฉันไม่ได้ทุกข์ขนาดนั้น พวกคุณกลับกันไปเถอะ” พีรดาออกปากไล่เพื่อนอีกรอบ

        “รดา พวกเรามาเพราะเป็นห่วงรดานะ” วีรชาติย้ำอีกรอบให้เพื่อนรับรู้ถึงการมาของพวกเขา

        “ชาติ รดาเข้าใจว่าทุกคนเป็นห่วง แต่รดาไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ เชื่อรดาสิ” หญิงสาวยืนยัน

        “ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันดีกว่าชาติ คุณหมอรดาคงจะไม่เป็นอะไรจริงๆ นั่นแหละ” ราเมธเอ่ยชวนเพื่อน

        “รดาแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ”

        “ชาติ รดาแน่ใจสิ รดารู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไร หรือเผชิญอยู่กับอะไร” เธอตอบเสียงหนักแน่น

        “ถ้าอย่างนั้นเรากับรามคงไม่รบกวนรดาแล้วนะ รดาจะได้มีเวลาพักผ่อนหรือคิดอะไรคนเดียวเงียบๆ”

        “จ๊ะ ขอบใจนะ ที่เป็นห่วง” พีรดาบอกวีรชาติ

        “คุณด้วยค่ะ ขอบใจมากนะ” เธอหันไปมองราเมธด้วยเมื่อสติเริ่มกลับมามากขึ้น

        พีรดารู้ตัวดีกว่าตอนนี้การครองสติของเธอไม่มั่นคงเอาเสียเลย ฉะนั้นการอยู่คนเดียวเงียบๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

        เธอไม่อยากร้องไห้หรือแสดงอารมณ์อ่อนแอให้ใครเห็น ที่สำคัญพีรดากลัวจะแหว่งใส่คนที่เข้าใกล้เธอตอนนี้ด้วย โดยเฉพาะหากคนที่เข้าใกล้เธอคือผู้ชาย

        “ถ้างั้นเรากับรามขอตัวกลับก่อนนะ แต่ถ้ามีอะไรรดาโทรหาเราได้ตลอดเวลาเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” วีรชาติบอกพลางพยักหน้าให้เพื่อน

        “จ๊ะ กลับกันเถอะ รดาขอไม่ออกไปส่งนะ อยากนั่งตรงนี้สักพัก” เธอขอตัวกับเพื่อน

        “ดูแลตัวเองด้วยนะครับคุณหมอ” ราเมธบอกทิ้งท้ายก่อนจะเดินตามหลังวีรชาติออกไปยังด้านหน้าของตัวบ้าน

        สายพิณยังอยู่บริเวณนั้น นางมองสองหนุ่มอย่างประหลาดใจอีกรอบที่เห็นทั้งคู่เดินออกมาเร็วนัก

        “อ้าว! จะกลับกันแล้วเหรอลูก”

        “ครับ ผมว่าให้รดาเขาอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพักก็น่าจะดีนะครับคุณแม่ ให้เวลาเขาได้คิดอะไรด้วยตัวเองก่อนดีกว่าครับ” ราเมธตอบ

        “ใช่ครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น” วีรชาติเห็นพ้องกับเพื่อน

        “ดูๆ ไปเขาก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไรมากนะครับ แต่...”

        “แต่อะไรเหรอราม” สายพิณรีบถามเมื่อชายหนุ่มไม่ยอมพูดต่อให้จบประโยค

        “แต่เขาอาจจะเกลียดผู้ชายไปสักพักแหละครับ เจอเข้าแบบนี้ เป็นใครก็คงจะรู้สึกแย่ไม่น้อยเลยล่ะครับ” ราเมธพูดสิ่งที่คิดออกไปจนจบ

        “แม่ก็คิดอย่างนั้นนะ แต่ก็หวังว่ารดาคงจะเข้มแข็ง เพราะปกติเขาก็ไม่ใช่คนอ่อนแอเลย มารอบนี้แหละที่ดูว่ารดาอาการแย่กว่าทุกๆ ครั้งแล้ว” สายพิณเล่า

        “ผมว่าอีกไม่นานเขาก็คงโอเคขึ้นแหละครับ” ราเมธพูดปลอบใจให้สายพิณไม่กังวลมากไปนัก

        “ผมก็คิดว่ารดาไม่น่าจะเศร้านานนะครับคุณแม่ แต่เรื่องความรักไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเข็ดไปจนตายหรือเปล่า รดายิ่งเป็นคนที่เจ็บแล้วจำเสียด้วย” วีรชาติออกความเห็นเท่าที่เขารู้จักเพื่อนสาวคนนี้

        “ถ้าจะต้องเจอคนเลวๆ แบบนี้อีก แม่ขอให้เขาไม่เจอใครอีกจะดีกว่านะชาติ แม่สงสารเขา” นางเสียงหดหู่ลงอย่างรู้สึกได้

        “เรื่องแบบนี้มันก็แล้วแต่ดวงนะครับคุณแม่ บางทีรดาอาจจะโชคร้ายก่อนในครั้งนี้ คราวหน้าเขาอาจจะเจอรักแท้ก็ได้นะครับ” วีรชาติยกความเชื่อให้เรื่องดวงชะตาไปเสียเลย

        แต่มันก็จริงๆ นั่นแหละ เรื่องของความรัก ไม่มีอะไรการันตีจริงๆ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย!

        คราวนี้คิดเสียว่าพีรดาเจอตาร้ายก็แล้วกัน...

        “ยังไงวันนี้พวกผมขอลาก่อนนะครับคุณแม่ พรุ่งนี้อาจจะแวะมาดูรดาใหม่อีกรอบนะครับ” วีรชาติบอกพลางยกมือไหว้ลาเจ้าของบ้าน ราเมธก็ยกมือไหว้ลาตามด้วยอีกคน

        “จ๊ะ ขับรถกันดีๆ นะ” นางอวยพรพร้อมรับไหว้ทั้งคู่

        “ไป ราม เรากลับไปช่วยงานที่วัดกันต่อดีกว่า” วีรชาติตบไหล่เพื่อนเบาๆ พร้อมเดินนำไปที่รถของเขา ราเมธเดินตามไปห่างๆ

        วีรชาติเปิดประตูรถแล้วสตาร์ทเครื่องออกไปทันที ในขณะที่ราเมธเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ รถของเขาแล้วตัดสินใจเดินตรงไปยังต้นไม้ซึ่งเป็นไม้ประดับขนาดกลางที่ปลูกอยู่ใกล้ๆ กับรั้วบ้านของสายพิณ

        “ต้นจันทน์ผาหรือเปล่าครับคุณแม่” ชายหนุ่มหันไปถามเจ้าของบ้าน

        สายพิณเลยเดินตรงมาหาเขาแล้วตอบ

        “ใช่ลูก นั่นต้นจันทน์ผา ส่วนทางโน้นก็มีอีกหลายต้นนะ” นางชี้ไปอีกฝากของบ้าน

        “ไม่มีต้นจันทน์แดงเหรอครับ” เขาถามต่อพลางจับใบไม้สีเขียวที่มีลักษณะยาวเรียวแล้วลูบเบาๆ

        “มีอยู่นะต้นหรือสองต้นนี่แหละ อยู่ทางหลังบ้านน่ะ” นางตอบแล้วบอกพิกัดของต้นไม้ที่เขาถามถึง

        “สวยจังเลยครับ คุณแม่ปลูกไว้นานหรือยังครับ”

        “ก็หลายปีแล้วนะ รามชอบเหรอ”

        “ใช่ครับ พอดีผมกำลังหาต้นจันทน์แดงอยู่ด้วยครับ ส่วนจันทน์ผาผมมีแล้วครับ” เขาบอกสายพิณ

        “เอาไปไหมล่ะ แม่แบ่งให้ต้นนึง” นางรีบบอกอย่างเต็มใจ นางปลูกต้นไม้เอาไว้เยอะแยะเพราะความชอบส่วนตัว

        “ได้เหรอครับ” เขาเหมือนจะดีใจมากที่สายพิณยกต้นไม้ที่ตนเองกำลังหาอยู่ให้

        “ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

        “โอ้ว! ขอบคุณมากเลยครับ” เขารีบยกมือไหว้อย่างดีใจ

        “ไปดูก่อนไหมว่าจะเอาต้นไหน แล้วค่อยเอาคนมาช่วยยกขึ้นรถนะ เพราะแม่คงช่วยรามยกไม่ไหวแน่ๆ หรืออาจจะต้องใส่รถกะบะไปด้วยซ้ำนะ” นางรีบออกตัว เนื่องจากต้นไม้ใส่อยู่ในกระถางที่ค่อนข้างใหญ่ อาจจะต้องใช้คนช่วยกันยกมากกว่าสามคนเสียด้วยซ้ำ

        “ได้ครับ เดี๋ยวผมไปดูไว้ก่อนดีกว่าครับจะได้รู้ว่าต้องพาคนช่วยยกกี่คน” เขาบอกด้วยอาการลิงโลด

        ไม่รู้ว่าเขาดีใจที่ได้ต้นไม้ หรือดีใจที่จะได้เดินไปเห็นพีรดาที่นั่งอยู่หลังบ้านอีกรอบ

        “ถ้างั้นตามมาทางนี้เลยจ๊ะ” สายพิณบอกแล้วเดินนำหน้าเขาตรงไปยังหลังบ้านของนาง

        พีรดารู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ยังได้ยินเสียงของราเมธคุยกับมารดาของเธออยู่ และยิ่งแปลกใจมากขึ้นที่ชายหนุ่มเดินตามหลังมารดาของเธอกลับมายังหลังบ้านอีกรอบ

        หญิงสาวได้แต่เหลือบมองเขา ทว่ากลับปิดปากเงียบแล้วก็แสร้งเมินหน้าไปทางอื่นแทน

        “นั่นไง อยู่ตรงนั้นต้นนึง ตรงโน้นอีกต้นนึง” นางชี้ให้เขาดูต้นไม้ประดับที่ถูกใส่กระถางใบใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้ว

        “สวยจังเลยครับ” เขาชมจากใจ

        “รามอยากได้ต้นไหน เลือกเอาได้เลยจ๊ะ” นางอนุญาตให้เขาเลือกได้ทั้งสองต้น

        “ผมขอต้นเล็กแล้วกันนะครับ” ชายหนุ่มตัดสินใจเลือกหลังจากเดินดูทั้งสองต้นเรียบร้อยแล้ว

        เขารู้สึกเกรงใจสายพิณมากหากจะบอกว่าอยากได้ต้นโตมากกว่า เนื่องจากมันสวยและสมบูรณ์มาก แต่ต้นเล็กก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่อาจจะต้องใช้เวลาดูแลเลี้ยงดูมันอีกหน่อย ไม่นานก็คงจะสวยไม่ต่างกัน

        “จ๊ะ เอาคนมาช่วยยกไปได้เลยจ๊ะ” นางบอกอีกรอบ

        “ถ้าอย่างนั้นเย็นๆ ผมจะเข้ามาเอานะครับคุณแม่” เขาบอกเจ้าของบ้านให้ทราบเอาไว้ก่อน

        “ได้จ๊ะ”

        “ขอบคุณมากนะครับคุณแม่” เขายกมือไหว้ขอบคุณนางอีกครั้ง

        “ไม่เป็นไรจ้า” สายพิณรับไหว้เขาอีกครั้งเช่นกัน

        “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ เย็นๆ จะแวะเข้ามาใหม่นะครับ” ราเมธเอ่ยลาสายพิณอีกครา

        “ได้จ๊ะ” นางตอบรับแล้วยิ้มให้เขาอย่างผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่งยิ้มให้ลูกหลาน

        ราเมธเดินกลับออกไปทางเดิม เพื่อตรงไปยังรถของเขาที่จอดทิ้งไว้หน้าบ้าน ขณะเดินกลับเขาก็เหลือบสายตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนม้าหินอ่อนไปด้วย

        แล้วราเมธก็รู้ว่าอีกฝ่ายก็กำลังเหลือบสายตามาทางเขาเช่นกัน...

 


       E Book มาแล้วนะคะ ไปโหลดที่ Meb ได้เลยค่ะ 

 

Thumbnail Seller Link
กระดังงาไร้ราคี
นางฟ้าในสายลม
www.mebmarket.com
        “ที่แม่เรียกมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า แม่ไม่อนุญาตให้พวกเธอสองคนเลิกกัน  เข้าใจนะ” “คุณหญิง!” พีรดาอุทาน “แต่...&...
Get it now
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

51 ความคิดเห็น

  1. #47 น้อง (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 00:56

    เพิ่งได้เข้ามาอ่าน ชอบมากค่ะ

    #47
    0