กระดังงาไร้ราคี

ตอนที่ 6 : บทที่ 5 บุญนำพา วาสนานำพบ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    22 มิ.ย. 62

                                     บทที่ 5 บุญนำพา วาสนานำพบ

 

 

        พีรดาและกลุ่มเพื่อนของเธอ ทั้งเพื่อนใหม่ อย่างจักกฤษกับพงษ์สิทธิ์ และเพื่อนเก่าอย่างราเมธกับวีรชาติ ทั้งหมดไปร่วมสบทบกับชาวบ้านคนอื่นๆ เพื่อช่วยกันพัฒนาพื้นที่ในวัดและบริเวณรอบๆ ให้มีความสะอาดและสวยงามก่อนวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ที่เหมาะสมกับตัวเอง

        “คุณหมอครับ น้ำเย็นๆ สักหน่อยไหมครับ ดับกระหายครับ” ราเมธเดินมาหาพีรดาที่กำลังกวาดขยะบริเวณลานวัดพร้อมกับแก้วน้ำเย็นในมือ

        “ขอบคุณนะคะ” พีรดาวางมือจากการกวาดลานวัด เธอพิงไม้กวาดทางมะพร้าวกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับแก้วน้ำจากชายหนุ่มแล้วดื่มรวดเดียวหมดไปค่อนแก้ว

        “เหนื่อยไหมครับ” เขาถามพลางฉวยไม้กวาดที่หญิงสาวเพิ่งวางไปสักครู่มากวาดต่อ

        “นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบแล้วยกหลังมือขึ้นเช็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดอยู่ตามไรผมดำขลับ

        “ผ้าเช็ดหน้าดีกว่าไหมครับ” ชายหนุ่มถามแล้วทำท่าจะล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อคอโปโลสีดำของเขา

        “ไม่ต้องหรอกราม ขอบคุณนะ” เธอรีบห้ามเอาไว้ก่อน อีกฝ่ายเลยชะงักแค่นั้นแล้วก็ทำหน้าที่กวาดขยะต่อไป

        พีรดาเลยได้ยืนพักเหนื่อยไปในตัว หญิงสาวเหลียวมองไปรอบๆ ตัว ส่วนใหญ่คนที่มาในวันนี้จะเป็นคนในพื้นที่และค่อนข้างจะมีอายุเสียส่วนใหญ่ เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่วันหยุดราชการ กลุ่มคนวัยทำงานเลยค่อนข้างน้อย

        “แล้ววันนี้รามไม่ทำงานเหรอ” เธอถามขึ้นหลังจากมองเขากวาดขยะอยู่พักใหญ่แล้ว

        “ผมสั่งงานลูกน้องเอาไว้แล้วครับ เดี๋ยวกะว่าเที่ยงๆ ก็จะออกไปดูเขาสักหน่อย แล้วบ่ายๆ ค่อยเข้ามาช่วยในวัดอีกสักรอบ อาจจะพาลูกน้องเข้ามาด้วยสักคนสองคน เพราะมีแต่คนแก่ๆ จะยกจะขนอะไรก็ไม่ค่อยไหวแล้วครับ ไอ้พวกวัยรุ่นกลุ่มเมื่อกี้ก็มาขับรถวนๆ แปบนึงแล้วก็ออกไปแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่” เขาตอบประโยคยาว

        “อ้าว! เอ๊ย! ไอ้คุณพระราม หนีมาหาคุณหมอรดาตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย เมื่อกี้ยังเห็นช่วยขนกิ่งไม้ไปทิ้งหลังวัดอยู่เลย ไวนะมึง” จักกฤษตะโกนมาแต่ไกลพร้อมเดินนำหน้าเพื่อนคนอื่นๆ มาสมทบกับราเมธ

        “ไม่ได้หนีโว้ย” ราเมธตอบเพื่อน เขาแค่ต้องการจะเอาน้ำเย็นมาให้พีรดาก็เท่านั้นเอง

        “เดินหายไปเฉยๆ โดยไม่ได้บอกใคร เขาเรียกว่าหนี ที่มึงทำเนี่ยเขาเรียกว่าหนี หน็อยแน่ หนีมาหาสาวแล้วยังจะเถียง” จักกฤษเถียงคอเป็นเอ็น

        ราเมธได้แต่ยักไหล่แล้วยิ้มมุมปาก...แต่ก็ไม่ต่อปากต่อคำเพื่อน

        “จะเถียงกันเอาโล่หรือไงไอ้กฤษ รำคาญจริงๆ” วีรชาติเดินตามมาติดๆ พร้อมเสียงบ่น

        “ชาติได้หยุดงานหลายวันไหมคะ” พีรดาถามเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะลางานกลับมาเหมือนกัน

        “ก็หลายวันนะรดา เป็นวันหยุดด้วย ลาพักร้อนด้วย ไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่สองเดือนกว่าแล้ว รอบนี้เลยหยุดหลายวันหน่อย” วีรชาติตอบพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้ใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้น

        “ที่บ้านสบายดีกันทุกคนใช่ไหม” หญิงสาวถามต่อ

        “สบายดีนะ น้าพิณก็สบายดีใช่ไหม เมื่อครู่ได้คุยกับแม่ของรดาแปบนึงด้วย แต่ไม่ได้ถามอะไรแม่มากเห็นแกกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ด้วย” วีรชาติย้อนถามกลับบ้าง

        “คุณแม่สบายดีจ๊ะ” พีรดาตอบเสียงใสขึ้น

        เหมือนเธอจะลืมเรื่องราวร้ายๆ ที่กรุงเทพไปได้ชั่วครู่...

        “เออ ว่าแต่เที่ยงนี้จะไปกินข้าวกันที่ไหนดีล่ะ ให้กินในวัดแล้วนั่งมองหน้าคนแก่ๆ ไปด้วยดูท่าคงจะไม่อร่อยสักเท่าไหร่ สู้ไปนั่งมองเด็กเสิร์ฟสาวๆ สวยๆ หมวยๆ อวบๆ ไม่ได้แน่ๆ” จักกฤษถามขัดจังหวะขึ้นมา

        “ไอ้กฤษ แกกลับบ้านไปกินกับเมียที่บ้านเลยไป นี่ขนาดอยู่ในวัดนะ ยังคิดจะทำบาป” พงษ์สิทธิ์เพิ่งจะได้พูดออกมาบ้าง แต่ที่เขาพูดเพราะเหลืออดในพฤติกรรมเพื่อนมากแล้ว

        “มันบาปตรงไหนว่ะ”จักกฤษไม่วายเถียง แต่ก็โดนวีรชาติปรามเอาไว้เสียก่อน

        “พอๆ เงียบเลยทั้งคู่”

        “รดาล่ะ เที่ยงนี้ไปทานข้าวที่ไหนเหรอ” เขาหันไปถามหญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม

        “รดาคงกลับไปทานกับคุณแม่ที่บ้านมากกว่านะชาติ ชาติกับเพื่อนๆ ไปกันเถอะ เดี๋ยวรดาว่าจะเดินไปหาคุณแม่แล้วล่ะ” หญิงสาวตอบ

        “อ้าว! ไม่ไปทานข้าวด้วยกันก่อนเหรอครับ” ราเมธถามขึ้นอย่างลืมตัว

        “ไม่ดีกว่าค่ะ ขอบคุณทุกๆ คนมากนะคะ แต่รดาคงต้องขอตัวก่อนแล้วล่ะค่ะ” เธอตัดสินใจบอกลาออกไป

        ใครบางคนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็พยายามเก็บอาการไม่ให้เพื่อนสังเกตเห็น

        “ช่วงบ่ายรดาจะเข้ามาช่วยที่วัดอีกหรือเปล่าครับ” นั่นเป็นคำถามจากวีรชาติ

        “คงต้องดูคุณแม่ก่อนนะชาติ รดาก็ไม่แน่ใจว่าตอนบ่ายคุณแม่จะต้องไปทำธุระที่ไหนบ้างหรือเปล่า หรืออาจจะต้องออกไปเฝ้าร้านแทนพี่พลอยหรือเปล่า เผื่อพี่พลอยเขาต้องไปรับลูกที่โรงเรียน” พีรดาตอบเพื่อน

        “แล้วตอนเย็นหรือคืนนี้ล่ะ มีนัดกับใครไว้บ้างยัง” วีรชาติยังคงมีคำถามต่อไป เหมือนเขาต้องการจะนัดเจอเธออีกครั้งให้ได้

        “ช่วงเย็นๆ คงต้องรอดูอีกทีนะ ตอนนี้ยังไม่ได้นัดใครไว้”

        “ถ้าอย่างนั้นเราขอนัดไว้เลยแล้วกันนะรดา เย็นนี้เราไปทานข้าวด้วยกันนะ” วีรชาติสรุป

        “รดายังไม่ตกลงนะชาติ ขอดูคุณแม่ก่อน ถ้าคุณแม่ไม่ไปไหน เดี๋ยวรดาโทรไปบอกแล้วกันนะ เผื่อคุณแม่อาจจะนัดให้รดาไปไหว้ญาติคนไหนบ้าง” เธอยังไม่ตกลงรับปากเพื่อนให้เป็นมั่นเป็นเหมาะ

เพราะรู้ว่าปกติช่วงที่กลับมาบ้าน มารดาจะต้องพาไปบ้านญาติคนโน้นคนนี้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะญาติทางฝ่ายของบิดา เพื่อไม่ให้ลูกๆ ของนางขาดการติดต่อกับญาติทางฝั่งโน้น แม้ว่าจะเลิกรากันกับสามี แต่ความเป็นพ่อลูก หรือปู่ ย่า ก็ไม่ได้ขาดหายไปด้วย เพียงแต่กับบิดาของพีรดานั้น ฝ่ายโน้นเขาย้ายไปอยู่บ้านภรรยาใหม่อีกจังหวัดหนึ่ง ทั้งคู่เลยแทบจะไม่ได้เจอกันเลย

        “ก็ได้ครับ ยังไงเย็นๆ เราค่อยโทรหารดาอีกทีแล้วกันนะ” วีรชาติจำใจยอม แม้ว่าในใจอยากให้พีรดาตกปากรับคำไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เมื่ออีกฝ่ายยังไม่สะดวก เขาก็คงต้องว่าตามเธอ

        “ถ้าอย่างนั้นรดาขอตัวก่อนนะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะทุกๆ คน” เธอยิ้มให้ทั้งเพื่อนใหม่และเพื่อนเก่า

        “แล้วเจอกันครับคุณหมอคนสวย” จักกฤษส่งยิ้มกรุ่มกริ่มตามสันดานอันเคยปฏิบัติจนชิน

        “หือ...ไอ้หน้าหม้อ” พงษ์สิทธิ์ด่าเพื่อนตรงๆ พร้อมกับโค้งหัวเพื่อเป็นการกล่าวลาให้พีรดาอย่างสุภาพ

        “ขับรถกลับบ้านดีๆ นะครับคุณหมอ” ราเมธบอกเมื่อเธอทำท่าจะเดินจากไป

        “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เธอหันกลับไปยิ้มให้เพื่อนที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มก่อนจะหันหลังเดินจากกลุ่มเพื่อนตรงไปยังจุดที่มารดาของเธออยู่รวมกับชาวบ้านคนอื่นๆ

        ทุกสายตาตรงนั้น มองตามรูปร่างสมส่วนแม้อยู่ในชุดที่เป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดาๆ แต่หุ่นทรงพีรดาก็ยังชวนมอง

        ช่างเหมาะเจาะลงตัวไปเสียทุกอย่างตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ใครได้เป็นสามีของเธอถือได้ว่าเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาจริงๆ

        “เอ้ย! ไอ้ราม มองตามหลังตาละห้อยเลยนะมึง นั่นพีรดาไม่ใช่นางสีดาของมึงนะ ไม่ต้องมองมาก เขามีผัวแล้ว” วีรชาติตบหลังเพื่อนดังปักใหญ่เพื่อเรียกให้สติของคนที่กำลังหลุดลอยตามร่างของหญิงสาวกลับคืนมา

        “ไม่ได้มองขนาดนั้นโว้ย” ราเมธโวยวาย

        “ไม่ได้มองที่ไหน ตามึงเนี่ยเคลิ้มเชียว” จักกฤษรีบเสริม

        “นั่นเห็นไหม ไอ้กฤษมันยังเห็นเลย หรือแกว่าไงวะสิทธิ์” วีรชาติหันไปถามอีกเสียงที่ยังเงียบอยู่

        “ไม่รู้สิวะ กูไม่ทันได้มองไอ้รามมันเหมือนกัน” พงษ์สิทธิ์ยอมรับตามตรง อยู่ในวัดเขาไม่อยากโกหก มันคงบาปมากกว่าโกหกในสถานที่อื่นๆ

        “อ้าว! แล้วมึงมัวแต่มองอะไรอยู่วะ” จักกฤษย้อนถามกลับทันทีทันใด

        “มองคุณหมอเขาอยู่” พงษ์สิทธิ์เฉลย

        “อ้าว! เอ้ย! ไอ้นี่” วีรชาติตั้งท่าเหมือนจะเตะเพื่อน แต่อีกฝ่ายกระโดดหลบฉากไปได้ทันเสียก่อน

        “ทำไมเหรอ กูมองคุณหมอเขา กูผิดตรงไหน เขาสวย กูก็เลยมอง กูจะมองคนเก่งที่สวยด้วย มันผิดเหรอวะ” พงษ์สิทธิ์ตอบแบบพาซื่อ

        “ไม่ผิด แต่มึงมีแฟนแล้ว ห้ามมองเข้าใจไหม” วีรชาติตอบสวนแฝงอารมณ์ฉุนเฉียว

        “กูไม่ได้มองเพราะอยากจะได้เขาแบบนั้น แต่มองแบบชื่นชมเขาเฉยๆ ทำไมวะชาติ ทำไมมึงร้อนตัวจัง”

        “เออ นั่นสิไอ้ชาติ ทำไมทำเหมือนหวงก้างไม่มีผิดเลย มึงก็มีแฟนอยู่แล้วเหมือนกันนะ ลืมตัวไปหรือเปล่า แถมคุณหมอเขาก็มีแฟนแล้ว ถึงตอนนี้จะกำลังมีปัญหากันก็เถอะ แต่มึงน่ะ มึง...มีแฟนอยู่แล้ว” จักกฤษเสริมทัพ

        ราเมธได้แต่นิ่ง ทั้งที่ตอนแรกทุกคนกำลังรุมเขา แต่ตอนนี้สองคนโน้นเริ่มหันไปเล่นงานวีรชาติแทน

        ศึกชิงนาง(ของคนอื่น)กำลังจะเกิดขึ้น!

        “เปล๊า กูไม่ได้มีอะไร ไม่ได้คิดอะไรกับหมอรดาเขาแล้ว” คนตอบเสียงสูงปรี๊ด

        “พอเถอะ พอ กูว่าพอได้แล้ว หรือใครจะเถียงกันต่อก็ตามสบายนะ แต่กูจะกลับไปไซด์งานไปดูงานที่สั่งลูกน้องเอาไว้หน่อย พวกมึงอยากจะเถียงกันเรื่องเมียชาวบ้านก็ตามสบายเลยนะ” ราเมธทำหน้ารำคาญใส่เพื่อน

        “อ้าว! ไม่ไปกินข้าวกับพวกกูก่อนเหรอราม” วีรชาติเปลี่ยนเรื่องทันควันเช่นกัน

        “ไม่ล่ะ พวกมึงไปกันเถอะ กูขอตัวก่อนดีกว่า แล้วบ่ายๆ ค่อยเข้ามาใหม่อีกที” เจ้าตัวตอบ

        “ตามใจมึงแล้วกัน แต่กูจะเข้ามาอีกสักบ่ายสามนะ ขอเข้าไปทำธุระในเมืองหน่อย” วีรชาติบอก

        “เออๆ ตามใจมึง จะมาตอนไหนก็มา ถ้ามาก็เจอกู ถ้าไม่มาก็ไม่เจอนะ ค่อยว่ากันอีกทีตอนเย็นๆ ว่าคืนนี้จะเจอกันที่ไหน” ราเมธสรุปให้เพื่อนแล้วขอตัวเดินกลับไปที่รถยนต์เอสยูวีสีดำปลาบของตัวเอง

        ปล่อยให้คนที่เหลือตกลงกันเองว่าจะไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน หรือจะไปไหนกันต่อก็แล้วแต่เพื่อนของเขาจะหาข้อสรุปกันเอาเอง ส่วนเขาขับรถยนต์คู่ใจออกไปทางด้านหน้าของวัดตามหลังพีรดาที่ขับออกก่อนหน้าแค่ไม่นาน

 

 

        “รดา ทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านข้างหน้านี้ดีกว่าไหมลูก จะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับไปทำกับข้าวอยู่อีก นี่ก็เลยเที่ยงแล้ว” สายพิณถามลูกสาวขณะที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์อยู่ด้านหลัง

        “ก็ดีเหมือนกันนะคะคุณแม่ แล้วพี่พลอยล่ะคะ” หญิงสาวถามถึงพี่สาว

        “รายนั้นเขาหาอะไรทานแถวๆ ร้านนั่นแหละ รดาไม่ต้องไปห่วงเขาหรอก เรื่องกินแม่พลอยเขาเอาตัวรอดเก่ง” สายพิณเอ่ยชมลูกสาวคนโตเจือด้วยเสียงหัวเราะ

        “ถ้างั้นรดาแวะร้านนี้เลยนะคะ”

        “จ๊ะลูก” นางตอบรับ

        รถมอเตอร์ไซด์ที่ขับมาด้วยความเร็วต่ำเลี้ยวเข้าจอดด้านหน้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยว จากนั้นทั้งสองแม่ลูกก็เดินเข้าไปนั่งด้านใน เจ้าของร้านทำท่าแปลกใจที่เห็นพีรดา แต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไรมากนักเนื่องจากเวลาเที่ยงลูกค้าค่อนข้างเยอะ นางจึงสนใจลูกค้ามากกว่า แต่ก็ทักทายกับสายพิณสองสามประโยคตามประสาคนรู้จักกันมานานแล้ว

        สองคนแม่ลูกสั่งอาหารแล้วนั่งรอคิวเนื่องจากคนแน่นร้าน พีรดาเหลียวมองรอบกายเธอแล้วรู้สึกได้ว่ามีคนในร้านลอบมองเธออยู่เป็นระยะๆ เช่นกัน

        “อึดอัดใจอะไรหรือเปล่ารดา” สายพิณเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของลูกสาวเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่นางก็สังเกตเห็น

        “ไม่มีอะไรค่ะคุณแม่” เธอปฏิเสธ

        “เปลี่ยนเป็นสั่งใส่ถุงไปทานกันที่บ้านก็ได้นะลูก” นางเสนอขึ้น

        “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณแม่ รดาไม่ได้เป็นอะไร” หญิงสาวบอกอย่างเข้มแข็ง

        ก็ถ้ากลุ่มคนที่กำลังมองเธออยู่ตอนนี้ กำลังสงสัยในเรื่องที่เป็นข่าวฉาวอยู่ พีรดาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่เธอจะต้องหนีความจริงอีกแล้ว จะหนีทำไม นี่มันบ้านเกิดของเธอแล้ว จะให้หนีไปที่ไหนได้อีก คนที่ใจเริ่มแกร่งบอกกับตัวเอง ที่สำคัญเธอไม่ได้ทำอะไรผิด เธอคือผู้ถูกกระทำต่างหากล่ะ

        “แน่นะลูก” นางถามย้ำด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

        “ค่ะคุณแม่” น้ำเสียงมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

เวลานี้ใบหน้างามตั้งตรงใครมองทางเธอ พีรดาจะยิ้มให้กลับไปทุกราย จนคนที่มองต้องหลบสายตาไปเองทีละราย

ยามที่เธอเข้มแข็ง ต่อให้เหล็กกล้าที่ดีที่สุดก็ยังเทียบไม่ได้ เพชรเป็นอย่างไร ใจพีรดายามนี้ก็เป็นเช่นนั้น

หมดเวลาแล้วที่จะอ่อนแอ หมดเวลาแล้วที่จะอาลัยอาวรณ์ฝ่ายโน้น เธอหลบอยู่เงียบๆ มานานจนพอที่รักษาใจได้แล้ว

“อ้าว! นั่นเพื่อนรดานี่ลูก” สายพิณอุทานขึ้นเมื่อเห็นร่างใหญ่ของใครคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาในร้านเช่นกัน

        “คะ” พีรดาขมวดคิ้วแล้วหันหลังกลับไปมอง เนื่องจากเธอนั่งหันหลังให้ทางเข้า

        “อ้อ รามค่ะคุณแม่” เธอบอกมารดา

        ขณะที่ราเมธหยุดยืนอยู่ชั่วครู่ตรงบริเวณทางเข้า สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเดินตรงมาที่โต๊ะของสองแม่ลูก

        “อ้าว! นายหัวราม วันนี้ลมอะไรหอบมาร้านนี้ได้” เสียงเจ้าของร้านที่กำลังวุ่นกับการลวกก๋วยเตี๋ยวตะโกนถามเสียงดัง ทำให้ชายหนุ่มชะงักเท้าแล้วหันไปตอบ

        “แหม ผมก็ทานก๋วยเตี๋ยวเป็นนะครับ” ชายหนุ่มตอบเสียงอารมณ์ดี

        “เอาอะไรดีล่ะ”

        “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำพิเศษเครื่องในนะครับ” เขาตอบ

        “ได้ๆ ค่ะ นั่งก่อนเลย คิวยาวนิดนึงนะนายหัว”

        “ครับ” เขารับคำแล้วเดินต่อไปยังโต๊ะของพีรดา

        “ขอนั่งด้วยคนนะครับคุณแม่” ชายหนุ่มเอ่ยขออนุญาตกับสายพิณ

        “นั่งเลยลูก นั่งเลย” นางตอบอย่างเป็นมิตร

        “ขอบคุณครับ” ราเมธเอ่ยขอบคุณพร้อมกับขยับเก้าอี้นั่งลงข้างๆ สายพิณ ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับพีรดา

        “ผมรามนะครับคุณแม่ ไม่แน่ใจคุณแม่ยังจำได้ไหม” เขาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

        “เอาตรงๆ นะลูก แม่จำไม่ได้หรอก เป็นเพื่อนกับรดาตอนเรียนที่ไหนเหรอจ๊ะ” สายพิณถาม พีรดาได้แต่นั่งฟังเงียบๆ

        “ตั้งแต่ตอนเรียนอนุบาลกับประถมครับ” ราเมธตอบ

        “ถึงว่า แม่ว่าแม่ไม่คุ้นหน้าเลย” นางถึงบางอ้อ

ถ้าเป็นเพื่อนกันตอนนั้น พอโตขึ้นส่วนใหญ่จะหน้าตาเปลี่ยนไปพอสมควร กลุ่มเพื่อนของพีรดานางจะจำได้เฉพาะเพื่อนที่สนิทๆ จริงๆ เท่านั้น หนึ่งในนั้นก็มีวีรชาติรวมอยู่ด้วย

        “ครับ ผมเองก็แทบจะจำรดาไม่ได้เหมือนกันครับ ถ้าเจอกันที่อื่นนี่ ก็คงจะจำกันไม่ได้หรอกครับ” ชายหนุ่มยอมรับ

        แต่สำหรับพีรดาเธอค่อนข้างมั่นใจว่าพอจะจำราเมธได้ แต่อาจจะไม่กล้าเข้าไปทักทายเท่านั้น หากทั้งคู่เจอกันที่อื่น

        “แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหนเหรอลูก” นางถามต่อ เพราะไม่ค่อยจะได้เห็นหน้าเห็นตาราเมธเหมือนกัน แม้ว่าบ้านของเขาจะอยู่ในตำบลเดียวกันกับนาง

        “ผมรับเหมาก่อสร้างครับ” ราเมธตอบแต่ไม่อธิบายอะไรให้มากความ กลัวอีกฝ่ายจะมองว่าเขาอวดตัวหากบอกมากไป

        “อ้าวเหรอจ๊ะ แล้วรับเหมาอยู่ที่ไหนเหรอ” นางถามต่อด้วยสีหน้าสงสัย

        “ทำอยู่ที่นี่แหละครับ รับงานเฉพาะในจังหวัดครับ ให้ไปรับไกลๆ ผมกลัวจะไม่ไหวครับ”

        “แล้วตอนนี้ไซด์งานอยู่ที่ไหนเหรอลูก”

        “ตอนนี้ทำโครงการจัดสรรอยู่ทางเข้าวัดนี่แหละครับคุณแม่” เขาตอบ สายพิณถึงกับแสดงสีหน้าตกใจ

        “เอ๊ะ! อันนั้นมันเป็นโครงการของวิภาเขาหรือเปล่า อย่าบอกนะว่าเราเป็นลูกชายของวิภาน่ะ” สายพิณพอจะรู้จักกับวิภาอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้สนิทสนมกับมากนัก

        “ใช่ครับ ผมเป็นลูกชายของแม่วิภาครับ คุณแม่รู้จักกับคุณแม่ผมด้วยใช่ไหมครับ” ราเมธเหมือนจะดีใจอยู่ในคำถามนั้น

        “วิภาเขาไปซื้อปุ๋ยที่ร้านประจำแหละ แต่แม่ไม่รู้จริงๆ นะเนี่ยว่าเราเป็นลูกชายของวิภา รู้น่ะรู้ว่าเขามีลูกชายรับเหมาก่อสร้างแล้วก็ทำโครงการบ้านจัดสรรอยู่แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเพื่อนกับรดาด้วย” นางเริ่มคลายสงสัยลง

        “จริงๆ ผมก็เคยไปซื้อปุ๋ยกับคุณแม่นะครับ แต่เหมือนจะเจอพี่พลอยอยู่ที่ร้าน” เขาเล่าให้นางฟังเหมือนว่ารู้จักและสนิทสนมกันมานานแล้ว

        ราเมธกับสายพิณคุยกันอย่างถูกคอ ยิ่งรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของคนที่นางรู้จักอยู่แล้วด้วย สายพิณก็เบาใจลง ในเวลานี้นางไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาใกล้ลูกสาวสุดที่รักคนนี้เลย ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างของคนเป็นแม่ ที่สำคัญนางเริ่มไม่ไว้ใจผู้ชายคนไหนอีกแล้ว

       

       ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้นะคะ ไรท์หายไปนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

       เค้าขอโทษ เค้าสัญญาว่าเดือนหน้า จะได้โหลด E Book กันแน่นอนค่า ขอบคุณที่ยังรอนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

51 ความคิดเห็น

  1. #41 นางฟ้าในสายลม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 06:16

    ขอบคุณนะคะ ที่ยังรอ สัญญาว่าไม่เกิน วันที่ 7 เดือนหน้าได้โหลด E BOOK แน่นอนค่าาาาาาา เหลืออีก ไม่กี่บทแล้ววววววว

    #41
    0
  2. #39 Kann4455 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 10:23
    หายไปนานนนนนนมาก ขออีบุ๊คเลยดีมั้ย 555555 เฝ้ารอออออออมาตลอด
    #39
    0