กระดังงาไร้ราคี

ตอนที่ 14 : บทที่ 12 กลับสู่โลกของความเป็นจริง 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 927
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    24 พ.ค. 63

บทที่ 12  กลับสู่โลกของความเป็นจริง

 

 

“ไวมากเลยเนอะ นี่รดาจะต้องกลับไปทำงานอีกแล้วเหรอ ไม่อยากให้กลับไปกรุงเทพเลย” พลอยพรรณบ่นอุบในเช้าของวันที่จะต้องไปส่งน้องสาวที่สนามบินเพื่อกลับเมืองหลวง

“พี่พลอยคิดถึงรดาใช่ไหมละคะ” พีรดาแกล้งแหย่พี่สาว การที่หญิงสาวกลับมาบ้านพลอยทำให้อีกฝ่ายมีเพื่อนคุยด้วย

“ก็ใช่ไง ไปคราวนี้อีกนานไหมกว่าจะกลับมาอีก” พลอยพรรณถามต่อ

“ก็คงไม่นานหรอกค่ะ อาจจะสงกรานต์ค่ะ”

“โห...ตั้งสงกรานต์ อีกตั้งหลายเดือน” พี่สาวทำหน้ายู่

“คิดถึงก็นั่งเครื่องไปหาสิคะ ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว”

“ไม่เอาละ พี่ไม่ชอบเครื่องบิน แล้วนี่เตรียมตัวพร้อมยัง พี่จะได้เตรียมออกรถ” พลอยพรรณถามน้องสาวอีกรอบ

“ค่ะ เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอบอกแล้วเดินตรงไปหามารดาก่อนนั่งลงข้างๆ แล้วบรรจงกราบลงบนตักผู้ให้กำเนิด

“เดินทางปลอดภัยนะลูก” นางลูบหัวลูกสาวอย่างห่วงใย

“ค่ะคุณแม่”

“ไปเถอะเดี๋ยวจะตกเครื่อง” สายพิณบอกลูกสาว

พีรดาลุกไปหยิบกระเป๋าเดินทางก่อนจะเดินตรงไปยังรถยนต์ของพี่สาวที่ติดเครื่องรอไว้ก่อนแล้ว

หลังจากคืนปีใหม่ พีรดาก็รู้สึกว่าชีวิตเธอเหมือนสงบลงมาก อาจจะเพราะไม่ได้พบปะผู้คน หรือเป็นเพราะใจเธอเริ่มสงบก็ไม่รู้ได้เช่นกัน

แต่ที่แน่ๆ กรณ์ อดีตสามีของเธอก็เงียบหายไปด้วย...หลังจากส่งข้อความนั้นมาให้พีรดาในคืนปีใหม่แล้ว

กระแสข่าวก็เหมือนจะซาลง อาจจะเพราะมีข่าวใหม่ๆ ให้คนติดตามมากขึ้น เรื่องของไลลา กรณ์ และพีรดาเลยกลายเป็นเรื่องตกกระแสไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นเรื่องดีสำหรับหญิงสาว

“อุ๊ย! พี่พลอย รถเป็นอะไรคะ” พีรดาเสียงตกใจเมื่อจู่ๆ รถที่พลอยพรรณขับอยู่ออกอาการกระตุกเป็นจังหวะซ้อนๆ กัน

“นั่นน่ะสิ รถเป็นอะไรเนี่ย แย่จัง” พลอยพรรณเองก็งงกับอาการที่เกิดขึ้นแต่เธอก็ยังมีสติดีพอที่พยามยามประคองรถเข้าข้างทางได้อย่างปลอดภัย

“ไฟเครื่องยนต์ขึ้นเตือนด้วยรดา เราเจอปัญหากันแล้วล่ะ” พลอยพรรณบอกน้องสาวแล้วรีบดับเครื่องทันที

“ไปต่อไม่ได้แล้วใช่ไหมคะพี่พลอย” พีรดาถามพี่สาว

“พี่ว่าคงต้องเรียกช่างมาแล้วล่ะ แต่รดาสิ จะไปสนามบินยังไง ตามคนมารับจะทันไหมเนี่ย” พลอยพรรณพูดด้วยน้ำเสียงกังวล

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจโทรศัพท์ตามให้ใครมาช่วย รถเอสยูวีคันใหญ่สีดำก็ขับเข้ามาจอดไม่ห่างจากสองพี่น้องมากนัก

“อ้าว! คุณราม” พลอยพรรณอุทาน

“รถเป็นอะไรหรือครับพี่พลอย” ชายหนุ่มในชุดเสื้อโปโลสีดำและกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มเอ่ยถาม

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ อยู่ๆ รถก็กระตุกแล้วไฟเครื่องยนต์ก็โชว์ขึ้นมาด้วยค่ะ” พลอยพรรณอธิบาย พีรดาได้แต่ยืนฟัง

“โห ถ้าไฟเครื่องยนต์เตือนคงต้องตามช่างมาดูหรือตามรถลากแล้วล่ะครับ อย่าฝืนขับเลย เดี๋ยวจะพังหนักครับ”

“นั่นน่ะสิ แต่ปัญหาอยู่ที่พี่ต้องไปส่งรดาที่สนามบินน่ะสิ” พลอยพรรณสีหน้ากังวล

“ถ้าอย่างนั้นพี่พลอยโทรตามช่างดีกว่าครับ ส่วนคุณหมอรดาผมไปส่งที่สนามบินให้เอง ว่าแต่พี่พลอยมีช่างประจำไหม จะให้ผมโทรตามให้ไหมครับ”

“ไม่ต้องๆ คุณรามรีบไปส่งรดาขึ้นเครื่องเถอะ เดี๋ยวจะตกเครื่อง ทางนี้พี่จัดการเองได้จ๊ะ” พลอยพรรณรีบโบกมือ แล้วเปิดประตูรถเพื่อจะช่วยน้องสาวหยิบสัมภาระเพื่อไปกับรถอีกคัน

“ผมขอเบอร์โทรพี่พลอยไว้หน่อยครับ เดี๋ยวส่งคุณหมอเสร็จเผื่อช่างยังมาไม่ถึงผมจะได้แวะมาอีกรอบครับ” ราเมธบอกแล้วหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อบันทึกเบอร์ของอีกฝ่าย

“ได้จ๊ะ แล้วพี่โทรเข้าเครื่องของคุณรามเลยนะคะ บอกเบอร์มาเลยค่ะ”

“ศูนย์ แปด หนึ่ง.......” ราเมธบอกเบอร์ของเขาไป ครู่เดียวก็มีสายจากพลอยพรรณดังเข้ามา

“รีบไปกันเถอะคุณราม” เธอเร่งอีกฝ่าย

“ไปรดา รีบขึ้นรถคุณรามไป เดี๋ยวจะไม่ทันเครื่องนะ” พี่สาวรีบรุนหลังน้องสาวพร้อมกันช่วยถือของไปยังรถคันใหญ่

พีรดาเดินไปขึ้นรถอีกคันอย่างงงๆ

 

“เครื่องออกกี่โมงครับ” ราเมธถามขึ้นก่อนหลังจากขับออกมาได้เกือบห้านาทีแล้วเห็นอีกคนยังนั่งนิ่งและเงียบสนิทเหมือนเขาขับรถมาคนเดียว

“บอร์ดดิ้งทามตอนสิบโมงสิบห้าค่ะ” เธอตอบ

“โอเค ยังมีเวลาเหลือเฟือครับ” เขามองนาฬิกาแล้วคำนวณเวลาที่ต้องใช้เดินทางไปสนามบิน

ข้อดีของต่างจังหวัดคือรถไม่ติด แต่ถ้าเป็นในกรุงเทพ พีรดาน่าจะต้องจองเครื่องเที่ยวใหม่

“เงียบเชียว ไม่คิดจะคุยกับผมบ้างเหรอครับคุณหมอ” เขาถามขึ้นเมื่อเธอเงียบไปอีกพักใหญ่ มีเพียงเสียงเพลงเบาๆ ในรถเท่านั้นที่ชายหนุ่มได้ยิน

“ไม่รู้จะคุยอะไรนี่คะ” เธอตอบแล้วมองข้างทาง

“นั่นสินะ...คนอย่างผมคงไม่มีเรื่องอะไรให้คุณหมอต้องคุยด้วย” ราเมธตัดพ้อ

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่ฉันไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรจริงๆ” พีรดาหันกลับมาจ้องหน้าเขา

“โอเคครับ ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยก็ไม่ต้องคุยก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตัดความ

พีรดามองหน้าเขาอีกรอบ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจไม่พูดอะไรอย่างที่เขาต้องการ

“สัปดาห์หน้าผมจะขึ้นไปกรุงเทพ” จู่ๆ เขาก็เปรยขึ้นก่อนจะถึงสนามบินไม่ไกลนัก

“ไปทำไมหรือคะ” เธอถามกลับ

“ไปงานแต่งงานเพื่อนครับ”

“อ๋อ ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ

“ถ้าคุณหมอว่างหรือพอมีเวลา ผมอาจจะแวะไปเลี้ยงข้าวสักมื้อนะครับ” ชายหนุ่มลองถามหยั่งเชิง

“ถ้าว่างนะคะ ถ้าว่างก็คงจะไปได้ค่ะ” เธอย้ำคำว่า...ถ้าว่าง ชัดเจน

“ผมก็หวังว่าคุณหมอจะว่างนะครับ”

“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ อีกครั้ง สั้นจริงๆ

พอดีกับที่รถแล่นมาถึงสนามบิน พีรดารีบเปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถทันที

“อุ๊ย!” เธออุทานเบาๆ เพราะเท้าที่ก้าวลงไปก่อนเกิดพลิก

“คุณหมอเป็นอะไรครับ” ราเมธตกใจกับเสียงอุทานและอาการเสียหลักของอีกฝ่าย

เขารีบเปิดประตูฝั่งคนขับแล้ววิ่งมาดูอีกคนที่กำลังเอามือจับประตูรถไว้เพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้มหรือเสียหลักลงไปกองที่พื้น

“เจ็บไหมครับ” ถามพลางนั่งยองๆ ลงไปมองเท้าของเธอ ครั้นจะจับก็กลัวอีกคนจะต่อว่าหาว่าเขาฉวยโอกาส

“ไม่เป็นไรค่ะ เสียหลักนิดหน่อย”

“ไม่เจ็บแน่นะครับ” เขาถามซ้ำ

“แค่นิดหน่อยค่ะ เดินไหวค่ะ” เธอย้ำ ทั้งที่รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่ข้อเท้าไม่ใช่น้อย

“ถ้าอย่างนั้นผมถือกระเป๋าให้นะครับ” เขาบอกแล้วเอื้อมไปหยิบกระเป๋าเดินทางของเธอที่วางอยู่เบาะด้านหลัง

“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวแล้วพยายามฝืนทรงตัวให้ตรงก่อนจะก้าวเดินอย่างระมัดระวัง

“ไหวแน่นะคุณหมอ” ราเมธเริ่มเป็นห่วงเมื่อเห็นอาการเดินเหมือนจะไม่กล้าวางเท้าลงพื้นเต็มแรง

“ค่ะ” เธอยืนยัน

“ถ้าไม่ไหว ไปที่ห้องปฐมพยาบาลก่อนได้นะครับ” เขาเสนอหนทางให้เธอขึ้นมา

“ค่ะ” คนที่บอกว่าไหวกลับรับคำง่ายๆ

ได้ยาสำหรับบรรเทาอาการเบื้องต้นไปสักเล็กน้อยก็น่าจะดี อย่างน้อยจะได้ไม่ระบมมากนัก

“ผมว่าคุณยืนรอตรงนี้ไหม ผมไปเอารถเข็นมาดีกว่า ทางสนามบินเขามีไว้บริการอยู่แล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดินไปเองดีกว่า ไม่ได้อาการหนักขนาดนั้น” พีรดาปฏิเสธ

จะว่าไปหญิงสาวก็ติดจะหัวรั้นนิดหน่อย

“ตามใจครับ” ชายหนุ่มเริ่มยอมแพ้

สุดท้ายเธอก็พยายามฝืนเดินไปจนถึงห้องพยาบาล เจ้าหน้าที่ประจำห้องปฐมพยาบาลได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้เรียบร้อย หลังจากประคบและทายาพีรดาก็รู้สึกคลายเจ็บลงได้พอสมควร

“ขอบคุณมากนะคะ” เธอขอบคุณทั้งเจ้าหน้าที่และชายหนุ่มที่ช่วยเหลือในครั้งนี้

“ใกล้จะถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้ว ฉันว่าฉันเข้าไปรอด้านในเลยดีกว่าค่ะ” เธอบอกชายหนุ่ม

“ถ้าอย่างนั้นผมไปส่งตรงทางเข้าด้านในแล้วกันครับ” เขาบอกแล้วเดินนำไปก่อน

พีรดาได้แต่เดินตามอย่างช้าๆ กลัวว่าถ้าเดินเร็วข้อเท้าอาจจะเจ็บขึ้นมาอีกรอบ

“เดินทางปลอดภัยนะครับ” เขาอวยพรแล้วยิ้มให้

“ขอบคุณมากนะคะสำหรับการช่วยเหลือในวันนี้ ทั้งเรื่องมาส่งแล้วก็เรื่อง...เจ็บเท้า”

“ไม่เป็นไรครับ เพื่อนกัน ไม่ทิ้งกันอยู่แล้วครับ” ราเมธพูดพลางผายมือเหมือนว่ามันเรื่องเล็กน้อย

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” เธอยิ้มให้เขาแล้วเดินเข้าไปด้านในส่วนของผู้โดยสารขาออก

“เจอกันที่กรุงเทพอาทิตย์หน้าครับ” เขาพูดตามหลัง

“ค่ะ” หญิงสาวหันมาตอบรับพร้อมรอยยิ้มละมุนที่มุมปาก

ราเมธยิ้มกว้างตอบ...เธอรับคำแล้ว แสดงว่าเขามีโอกาสแล้วที่จะได้เจอพีรดาที่กรุงเทพในสัปดาห์หน้า

 

พีรดาเดินทางกลับกรุงเทพอย่างปลอดภัยแม้ว่าจะต้องบาดเจ็บเล็กน้อยที่ข้อเท้าไปบ้าง หลังจากลงเครื่องหญิงสาวก็ต่อรถแท็กซี่ไปยังโรงพยาบาลที่ตนเองทำงานอยู่เพื่อเช็คอาการที่ข้อเท้าให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรต้องกังวลจริงๆ

แต่กลายเป็นว่าเมื่อโทรศัพท์เข้าไปแจ้งที่โรงพยาบาลไว้ล่วงหน้าว่าตนเองบาดเจ็บที่ข้อเท้า ทันทีที่รถแท็กซี่ไปถึงก็มีรถเข็นมารอรับเธออยู่ล่วงหน้าแล้ว

“พี่ยังเดินไหวอยู่ค่ะ” พีรดารีบบอกเจ้าหน้าเวรเปล

“ไม่ได้ครับคุณหมอ เดี๋ยวข้อเท้าจะอักเสบกว่าเดิม นั่งรถเข็นดีกว่าครับเพื่อความชัวร์ เช็คให้แน่ใจก่อนว่าไม่ได้เป็นไรมากจริงๆ แล้วค่อยเดินเองก็ยังไม่สายนะครับ ตอนนี้เราต้องปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าครับ” เจ้าหน้าที่ยืนยัน

สุดท้ายผู้ใหญ่ดื้อก็ต้องนั่งรถเข็น...

“ไปที่ศูนย์กระดูกและข้อเลยนะครับ”

“ค่ะ” เธอตอบรับ

 

เจ้าหน้าที่เข็นรถเข็นด้วยความนุ่มนวลและระมัดระวัง แต่ทันใดนั้นพีรดาก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะใครบางคน

“รดา! คุณเป็นอะไร ทำไมต้องนั่งรถเข็น” ชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาหล่อเหลาเดินปรี่เข้ามาหาเธอ จนเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ

“คุณกรณ์” หญิงสาวก็ตกใจไม่ใช่น้อยที่เห็นหน้าผู้ชายที่ได้ชื่อว่าอดีตสามี ซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันมานานมากแล้ว

“คุณเป็นอะไรครับรดา น้อง คุณหมอเขาเป็นอะไร” กรณ์หันมาถามเจ้าหน้าที่เวรเปลแทน

“เท้าแพลงครับ” อีกฝ่ายตอบทันที

พีรดาได้แต่ลอบถอนใจเบาๆ

“แล้วหักไหม คุณเจ็บมากหรือเปล่ารดา” น้ำเสียงถามไถ่ราวกับเป็นห่วงเป็นใย

“ยังไม่ทราบค่ะ ยังไม่ได้เอกซเรย์ดู”

“แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง” เขาถามต่อ

“คุณจะถามอีกนานไหมคะ ฉันนัดหมอเอาไว้ค่ะ” พีรดาเสียงเข้มขึ้น

“โอ๊ะ! ผมขอโทษ มัวแต่...เป็นห่วง” เขาทิ้งท้ายประโยค “รีบไปหาหมอเถอะครับ เดี๋ยวผมไปด้วย”

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้” เธอบอกเขา ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็เข็นรถตรงไปยังแผนกกระดูกและข้อ

กรณ์เดินตามหลังมาติดๆ

แต่ที่คล้อยหลังกรณ์ ก็คือเสียงซุบซิบนินทาจากหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ตรงนั้น แน่นอนว่ามีมือดีแอบถ่ายภาพนั้นเอาไว้ด้วย

 

ผลเอกซเรย์ข้อเท้าของพีรดาออกมาเป็นปกติไม่มีอะไรน่ากังวล แค่กล้ามเนื้ออักเสบเล็กน้อย ซึ่งทายาและพักสักวันสองวันก็จะดีขึ้น หญิงสาวค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น เพราะถ้ามีรอยร้าวหรือหัก คงจะต้องพักกันยาวแน่นอน

แต่เรื่องที่ทำให้เธอเป็นกังวลก็คือ ชายหนุ่มที่กำลังตามเธอต้อยๆ อยู่ตอนนี้ต่างหาก ตามตั้งแต่เธอเริ่มหาหมอ จนหญิงสาวมาเคลียร์งานต่างๆ ที่แผนกกุมารเวชซึ่งตนเองทำงานอยู่

“ช่วยเรียกรถแท็กซี่ให้พี่ด้วยได้ไหมคะ” พีรดาบอกกับพยาบาลหลังจากที่เธอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไม่ว่าจะเรื่องลางาน 2 วันเพื่อพักให้ข้อเท้าดีขึ้น และโทรศัพท์กลับไปหาคนไข้ที่ฝากเรื่องเอาไว้ระหว่างที่เธอไม่อยู่

“ได้ค่ะคุณหมอ” พยาบาลรีบรับคำ

“ไม่ต้องเรียกหรอกครับน้อง เดี๋ยวผมไปส่งคุณหมอเอง” กรณ์รีบห้าม

“เรียกเถอะค่ะ พี่จะกลับกับแท็กซี่” หมอสาวยืนยัน

“ไม่ต้องครับ ผมจะไปส่ง”

“ตกลงจะให้เรียกไหมคะคุณหมอ”พยาบาลเริ่มงง

        “เรียกค่ะ”

“ไม่ต้องครับ น้องออกไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมคุยกับคุณหมอเอง” กรณ์เอ่ยปากไล่พยาบาลให้ออกจากห้องทำงานพีรดาด้วยเสียงดุดัน

“คุณหมอคะ” พยาบาลเริ่มเสียงเปลี่ยน

“ออกไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่คุยกับเขาเอง” พีรดาต้องยอม เธอไม่อยากทะเลาะกันต่อหน้าคนอื่น ยิ่งที่นี่เป็นที่ทำงานด้วยแล้ว มันไม่สมควรอย่างยิ่ง

“ทำไมจะต้องนั่งแท็กซี่ด้วยล่ะรดา ในเมื่อผมบอกอยู่ว่าจะไปส่งคุณเอง” กรณ์ถามขึ้นก่อน

“ฉันสะดวกใจที่จะนั่งแท็กซี่มากกว่าค่ะ” เธอตอบเสียงเย็น

“แต่ผมเต็มใจจะไปส่ง หรือคุณจะกลับไปอยู่ที่บ้านของเราก่อนไหม กลับไปอยู่บ้านโน้นก็อยู่คนเดียว ขาก็เจ็บ ใครจะดูแล” เขาเสนอ ในขณะที่หญิงสาวถึงกับต้องขมวดคิ้ว

กรณ์มาแปลก...

“ฉันแค่ข้อเท้าอักเสบเองค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย พักวันสองวันก็ดีขึ้นแล้ว”

“ถ้าคุณจะกลับไปบ้านโน้นก็ตามใจนะ แต่ผมขอไปส่ง” เขายืนยัน

“ฉัน...”

ยังไม่ทันที่พีรดาจะตอบรับหรือปฏิเสธเสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นเสียก่อน

เบอร์ไม่คุ้นเคย ไม่มีการบันทึกชื่อไว้ว่าเป็นหมายเลขของใคร แต่พีรดาก็กดรับสาย

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ ถึงกรุงเทพปลอดภัยดีใช่ไหมครับ” ปลายสายถามกลับมา

“คุณ...รู้เบอร์ฉันได้ยังไง” พีรดาเสียงสงสัย

แต่กรณ์สงสัยมากกว่า...ใครกันที่โทรหาภรรยาของเขา

“ถามจากพี่พลอยสิครับ ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย” ราเมธเฉลยพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ

“อ่อ ค่ะ”

“แล้วข้อเท้าเป็นไงบ้างครับ ดีขึ้นไหม” ราเมธถามอย่างห่วงใย

“ค่ะ ดีขึ้นแล้ว ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“ถึงบ้านหรือยังครับ”

“ยังค่ะ เข้ามาเคลียร์งานนิดหน่อยที่โรงพยาบาลก่อน” เธอไม่ได้บอกเรื่องที่ต้องการจะมาเช็คอาการบาดเจ็บด้วย

“ใครโทรมาเหรอรดา” กรณ์ทนฟังอยู่สักพักก็เอ่ยถามแทรกเข้ามา เพราะฟังการสนทนาแล้วมันชวนให้แปลกใจ

ราเมธเองก็ได้ยินเสียงกรณ์แว่วมาตามสายเช่นกัน

พีรดามองค้อนขวับให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเธอนัก เพราะการกระทำนี้มันเสียมารยาทจนเกินไป

“คุณหมอสะดวกคุยไหม ถ้าไม่สะดวกผมวางสายก่อนดีกว่าครับ” ราเมธบอกมาก่อนที่พีรดาจะได้พูดอะไรกลับไป

“ค่ะ แล้วเดี๋ยวฉันโทรกลับไปนะคะ” พีรดาบอกแล้วกดวางสายทันทีก่อนที่กรณ์จะได้พูดแทรกอะไรเข้ามาอีก

ราเมธมองโทรศัพท์ในมืออย่างสงสัย...ใครอยู่กับพีรดา แล้วน้ำเสียงที่เขาได้ยินนั้น น่าจะไม่ใช่เสียงเพื่อนร่วมงานแน่ๆ มันมีความหวงก้าง หึงหวงอยู่ในน้ำเสียงนั้นอย่างบอกไม่ถูก


ตอนนี้มี E Book จัดโปรโมชั่นลดราคาอยู่หลายเรื่องนะคะ ลองเข้าไปดูที่ Meb ได้เลยค่ะ

       E Book ฝากอุดหนุนด้วยค่าาาาาา กราบขอบคุณงามๆ ทุกยอดโหลดนะคะ 

Thumbnail Seller Link
กระดังงาไร้ราคี
นางฟ้าในสายลม
www.mebmarket.com
        “ที่แม่เรียกมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า แม่ไม่อนุญาตให้พวกเธอสองคนเลิกกัน  เข้าใจนะ” “คุณหญิง!” พีรดาอุทาน “แต่...&...

 



Thumbnail Seller Link
เธอชื่อโรส
นางฟ้าในสายลม
www.mebmarket.com
นิ้วเรียวเอื้อมไปเปิดสวิทซ์ไฟภายในคอนโดหรู แล้วร่างบางก็ต้องสะดุ้งโหยงสุดตัวเมื่อเห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรอเธออยู่ก่อนหน้าแล้ว “คุณ!&rdq...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

51 ความคิดเห็น

  1. #51 loveningyou (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 09:39

    เมื่อไหร่จะมาคะ
    #51
    0
  2. #48 Walai2515 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 18:41
    อิกรณ์เป็นหมาหวงก้างเว้ย
    #48
    0