กระดังงาไร้ราคี

ตอนที่ 10 : บทที่ 9 คืนส่งท้าย คืนส่งเรื่องร้าย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    25 เม.ย. 63

                                      บทที่ 9  คืนส่งท้าย คืนส่งเรื่องร้าย

                               

 

       

        พีรดามองตามหลังหลานสาวของเธอด้วยความเอ็นดูและสงสาร สงสารที่เด็กน้อยไม่ได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก อย่างเด็กคนอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฟ้าใสเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่นหรือเป็นเด็กที่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะความรัก ความอบอุ่นที่พลอยพรรณและคนในครอบครัวนี้มอบให้เด็กน้อยมันมากพอให้ฟ้าใสเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ

        “แกเป็นเด็กที่ฉลาดมากเลยนะครับ” ราเมธเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันที่ครอบคลุมภายในห้องรับแขก

        “ใช่ค่ะ” พีรดาหันมามองหน้าชายหนุ่มแล้วตอบรับด้วยประโยคสั้นๆ แล้วทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

        ก่อนจะปิดปากเงียบกันไปทั้งคู่อีกครั้ง

        “รดา....” ราเมธเป็นฝ่ายเรียกชื่อหญิงสาวขึ้นเบาๆ

        คนที่โดนเรียกชื่อหันกลับมามองคนเรียกช้าๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เหมือนรับรู้ว่าเขาต้องการจะคุยกับเธอ

        “ค่ะ” เธอตอบรับ

        “คุณรู้สึกดีขึ้นบ้างไหมครับ”

        “ค่ะ” พีรดาตอบสั้นๆ สั้นจริงๆ จนคนถามรู้สึกใจหายวาบ

        “ผมเชื่อว่าไม่นานคุณจะลืมเรื่องร้ายๆ ได้ครับ เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”

        “พูดเหมือนจำมาจากในหนังสือเลยนะคะ” พีรดาฝืนแค่นเสียงหัวเราะ

        ชายหนุ่มยักไหล่ก่อนจะตอบ “จริงๆ ผมจำคำพูดมาจากในละครมากกว่าครับ”

        พีรดาหันขวับมองหน้าชายหนุ่มทันทีทันใด

        “ดูละครด้วยเหรอคะ”

        “ก็ไม่ได้ดูเป็นเรื่องเป็นราวจากต้นจนจบหรอกครับ แต่บางทีคุณแม่ดูก็เลยผ่านตาบ้างครับ” ชายหนุ่มอธิบาย

        “อ๋อ ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า

        แต่ยังไม่ทันจะได้เริ่มการสนทนาเรื่องอื่นต่อ เสียงโทรศัพท์ของราเมธก็ดังขัดจังหวะเสียก่อน

        “เฮ้อ!” ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยขออนุญาตเจ้าของบ้าน

        “ผมออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกแปบนึงนะครับ”

        “เชิญตามสบายเลยค่ะ” หญิงสาวตอบเขาแล้วลุกขึ้นตาม

        “จะเข้าไปช่วยคุณแม่ในครัวเหมือนกันค่ะ” เธอบอกก่อนที่เขาจะถามแล้วร่างสมส่วนก็เดินเข้าไปสมทบกับมารดาที่ในห้องครัวด้านหลังของบ้านอย่างว่องไว

        ราเมธเดินออกไปหน้าบ้านก่อนจะกดรับสายจากมาริษา แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องทำเสียงสูงปรี๊ดใส่เขามาก่อน นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มเริ่มจะเคยชินกับนิสัยของเธอ

 

        “อ้าว! รดา เข้ามาในครัวทำไมล่ะลูก ไม่อยู่คุยกับเพื่อนล่ะ” สายพิณถามลูกสาวขณะที่มือก็วุ่นกับการหยิบของสดออกจากตู้เย็น

        “รามออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกค่ะ” พีรดาตอบตรงๆ

        “แฟนเขาโทรมาเหรอ” นางถามด้วยความสงสัย

        “รดาก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะคุณแม่ อาจจะอย่างนั้นมั้งคะ” เธอลงความเห็นเอง

        “น้ารามมีแฟนแล้วเหรอคะ” ฟ้าใสแทรกเสียงขึ้น

        “ไม่ใช่เรื่องของเด็กจ้า” คุณยายรีบทำเสียงดุใส่หลานสาว เด็กน้อยได้แต่ทำหน้ายู่ก่อนจะเดินหลบไปนั่งเงียบๆ ที่โต๊ะอาหาร

        “ใครได้เป็นแฟนกับรามแม่ว่าน่าจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีคนหนึ่งเลยนะรดา” นางเปรยขึ้น

        “ทำไมเหรอคะ” พีรดาถามพลางหันมองมารดา

        “แม่ว่าเขาดูเป็นผู้ชายที่รู้จักทำมาหากินนะ ดูมีความรับผิดชอบ มีครอบครัวก็น่าจะดูแลลูกเมียได้ดี”

        “หนูไม่มีความเห็นดีกว่าค่ะ” เธอบอกพลางช่วยยกตะกร้าผักไปล้างที่ซิงก์น้ำ

        ครั้งหนึ่งสายพิณก็เคยคิดว่ากรณ์น่าจะเป็นผู้ชายที่จะสามารถดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่...นางเคยคิดผิดมาแล้ว และนั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่สามที่หญิงเลยวัยกลางคนคิดผิด

        ไม่แน่นางอาจจะคิดเรื่องของราเมธผิดอีกครั้งก็ได้...

       

        “คุณแม่ครับ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับเรียกประมุขของบ้านด้วยน้ำเสียงที่เจือความเกรงอกเกรงใจ

        “ว่าไงล่ะราม”

        “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมคงอยู่ทานข้าวเย็นด้วยไม่ได้แล้วล่ะครับ” ชายหนุ่มเสียงเหมือนรู้สึกผิดมาก

        “ไม่เป็นไรๆ” นางรีบบอกพลางโบกโบกมือ

        “ต้องไปกินข้าวกับแฟนใช่ไหม ไปเถอะไม่ต้องเกรงใจแม่” นางเหมือนจะเดาทางได้ถูกต้อง

        “ไม่ใช่แฟนหรอกครับ แค่เพื่อนกันครับ”

        “จ้า จะอะไรก็ตามสบายเลยลูก ไว้ว่างวันไหนค่อยแวะมาได้นะ บ้านนี้ยินดีต้อนรับ”

        “ขอบคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวเลยนะครับ สวัสดีครับคุณแม่” ชายหนุ่มรีบยกมือไหว้ลาตัดบท

        “จ้า ขับรถดีๆ นะ” นางรับไหว้

        “ผมกลับก่อนนะรดา ว่างๆ จะแวะมาใหม่” เขาบอกเพื่อนเก่า ขณะที่อีกฝ่ายแค่พยักหน้าเป็นการตอบรับ

        “น้าไปก่อนนะสาวสวย” ราเมธไม่วายส่งเสียงลาสาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารกลางห้องครัว

        “ค่ะน้าราม” เด็กหญิงตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างสดใส

        จากนั้นร่างสูงก็เดินออกจากห้องครัวตรงไปยังรถคันใหญ่ของเขาด้วยน้ำหนักเท้าที่มั่นคง ก่อนจะขับรถออกไปยังจุดหมายปลายทางทิ้งให้บ้านบรรดาสาวเล็กสาวใหญ่ในบ้านหลังนี้ทำอาหารและรับประทานกันตามลำพังเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา เพียงแต่วันนี้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างจะอึมครึมกว่าทุกๆ วัน ต่างคนต่างตักอาหารรับประทานกันเงียบๆ มากกว่าจะชวนกันคุย เหตุผลเพราะอะไรนั้น ทุกคนในบ้านต่างรู้ดี

 

        เสียงดนตรีที่บรรเลงเพลงอันไพเราะขับกล่อมลูกค้าในร้านอาหารชื่อดังของจังหวัด ร้านสวยหรู อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะชวนฟัง ชั่งเข้ากันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่แปลกที่ร้านอาหารแห่งนี้จะอัดแน่นไปด้วยลูกค้าแทบทุกวัน ยิ่งใกล้เทศกาลปีใหม่อย่างนี้ด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าลูกค้าจะแน่นขนัดขนาดไหน

        “เรากลับกันดีไหมน้องษา” ราเมธเอ่ยชวนหญิงสาวหลังจากทั้งคู่รวบช้อนกันไปครู่ใหญ่

        “จะรีบกลับไปไหนคะ นี่เพิ่งจะสองทุ่มเองนะคะ นักร้องเพิ่งจะเริ่มร้องเพลงเองค่ะ” มาริษาเอ่ยติง

        “พี่...เพลียๆ จากงานน่ะ วันนี้ยุ่งทั้งวัน” ชายหนุ่มอธิบาย

        วันนี้เขาวุ่นวายทั้งวันจริงๆ ไหนจะงานของตัวเอง ไหนจะต้องเข้าไปช่วยงานที่วัด

        “พี่รามเปลี่ยนไปนะคะ” หญิงสาวท้วงติงเสียงไม่ค่อยน่าฟัง

        “พี่เปลี่ยนไปยังไงครับ” เขาถามพร้อมเลิกคิ้ว

        “ก็ทีเมื่อก่อนพี่อยู่ได้จนดึกดื่น ไม่เห็นจะรีบกลับเลยนี่คะ แต่ทำไมวันนี้รีบจังเลยค่ะ มีอะไรหรือเปล่า หรือพี่มีนัดกับใครต่อหรือเปล่าคะ” หญิงสาวสงสัย

        “เปล่าครับ แต่วันอื่นๆ ที่พี่อยู่ดึกได้เพราะงานไม่ยุ่งยังไงล่ะครับ แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องเคลียร์เงินเดือนให้ลูกน้องอีก เพราะเดี๋ยวก็หยุดยาวแล้ว” ราเมธอธิบาย

        “ไม่ได้แอบนัดใครไว้ใช่ไหมคะ” เธอไม่วายถามซ้ำเพราะชายหนุ่มยังไม่ได้ตอบ

        “ไม่มีหรอกครับ” เขาตอบเสียงคล้ายจะรำคาญเล็กน้อย

        “งั้นกลับก็ได้ค่ะ ไม่อยากเอาพี่รามมาทรมานเหมือนกัน ดูทำหน้าเข้าสิคะ เหมือนคนง่วงนอนที่ไม่ได้นอนมาสิบชาติ” เธอต่อว่าเขาตรงๆ

        ชายหนุ่มจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน หลังจากชำระค่าอาหารเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินนำหน้าเธอกลับไปยังรถยนต์เพื่อจะไปส่งมาริษาที่บ้านของเธอ

        “พี่ราม วันที่31เรามาเคาน์ดาวน์ที่ร้านนี้กันดีกว่านะคะ เขาน่าจะจัดใหญ่เหมือนทุกๆ ปี” มาริษาเอ่ยชวนชายหนุ่ม ขณะที่อีกฝ่ายจดจ่ออยู่กับท้องถนน

        “อืม...” ชายหนุ่มทำเสียงเหมือนลังเล

        “อย่าบอกว่าพี่รามจะไม่พาษามานะคะ คืนสิ้นปี วันเริ่มต้นปีใหม่อย่างนี้ พี่รามควรจะอยู่กับษานะคะ”

        “น้องษา พี่จะบอกว่าพี่มีนัดแล้วครับ” ชายหนุ่มตัดสินใจบอกตามความเป็นจริง

        “พี่รามมีนัดแล้ว! กับใครเหรอคะ” หญิงสาวเสียงแหลมปรี๊ดจนชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีเข็มสักร้อยเล่มเข้าไปทิ่มในรูหูของเขา

        “ว่าไงคะ พี่รามนัดกับใคร ใครสำคัญกับพี่รามขนาดนั้น” เธอยังคงโทนเสียงในระดับเริ่ม ที่เพิ่มเติมคือใบหน้าเริ่มบูดบึ้ง

        “พี่นัดกับคุณแม่ไว้ครับ” เขาตอบเสียงหนักแน่น

        “นัดกับคุณแม่ ตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะคะ” หญิงสาวเหมือนไม่เชื่อในคำบอกเล่าของราเมธ

        ก็มันน่าเชื่อเสียที่ไหน...เขาจะพามารดาไปไหนได้ในเวลาเที่ยงคืนอย่างนั้น

        “ครับ พี่นัดกับคุณแม่ไว้ เราจะไปสวดมนต์ข้ามคืนที่วัดใกล้ๆ บ้านกันครับ”

        “ไปสวดมนต์ข้ามคืนเหรอคะ” มาริษาเสียงตกใจสุดขีด

        “ใช่ครับ พี่จะไปสวดมนต์ข้ามคืนครับ ถ้าน้องษาสนใจก็ไปด้วยได้นะครับ” เขายืนยันแถมเอ่ยชวนเธอด้วย

        “บ้าไปแล้ว พี่รามบ้าไปแล้วแน่ๆ” เธอพูดพลางส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

        “ไปสวดมนต์ข้ามคืนมันบ้ายังไงเหรอน้องษา พี่เห็นคนเขาก็ไปกันเยอะแยะเลยนะ” ชายหนุ่มเริ่มไม่เข้าใจมาริษามากขึ้น

        และอีกความรู้สึกที่ชายหนุ่มเริ่มชัดเจนขึ้นมาคือ...เขาเริ่มรำคาญกับพฤติกรรมหลายๆ ของหญิงสาวคนนี้

        ราเมธลอบถอนหายใจแล้วรีบเหยียบคันเร่งรถคันหรูให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อจะได้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด เมื่อส่งอีกฝ่ายถึงบ้าน เขาเองก็รีบขับรถกลับไปยังบ้านของตนเองเพราะพรุ่งนี้ยังมีภาระให้ต้องจัดการอีกมากมายหลายอย่าง

       

        “กลับมาแล้วเหรอลูก” วิภาเดินออกมาที่โรงรถซึ่งลูกชายเพิ่งเลี้ยวรถเข้ามาจอดได้ไม่นาน

        “คุณแม่ยังไม่นอนเหรอครับ” เขาถามมารดาเมื่อก้าวลงจากรถคันใหญ่เรียบร้อยแล้ว

        “แม่ยังดูละครไม่จบเลยจ้า ว่าแต่เราเถอะ ไปไหนมา เห็นเมื่อตอนเย็นให้ลูกน้องเอาต้นไม้มาลงไว้ที่กระท่อมใช่ไหม” นางถามพลางเดินนำลูกชายเข้าไปในตัวบ้านหลังใหญ่

        “ใช่ครับ ผมไปเอาต้นไม้ที่บ้านของคุณแม่สายพิณมาครับ” คนที่เดินตามตอบ

        “อืม...ลูกน้องรามเขาบอกแม่แล้วล่ะ แล้วอยู่ทานข้าวกับเขาที่นั่นด้วยเหรอจ๊ะ” ที่นางถามเหมือนจะต้องการให้แน่ใจว่าลูกน้องของราเมธพูดความจริง

        “ไม่ได้อยู่ทานข้าวที่นั่นหรอกครับ ผมไปทานข้าวกับน้องษามาครับ”

        “อ้าว!เหรอ” นางเหมือนประหลาดใจเล็กน้อย

        “แล้วรามกับหนูษาจะเอายังไงกันต่อเนี่ย อยากให้แม่ไปสู่ขอเขาหรือยังล่ะ แม่เองก็อยากอุ้มหลานแล้วนะราม เราเองก็อายุไม่ใช่น้อยแล้วนะ” นางถามต่อ

        “ผมว่า...ดูๆ กันไปอีกสักพักดีกว่าครับ ผม...” ราเมธอึกอัก

        “มีอะไรเหรอลูก”

        “ผมยังไม่ค่อยมั่นใจในตัวน้องษาเท่าไหร่ครับ” เขาตอบพลางนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ในห้องรับแขกกว้างที่มารดาเปิดโทรทัศน์เพื่อดูละครอยู่ก่อนหน้า

        “ดูกันมานานแล้วนะ ยังไม่มั่นใจอีกเหรอ” นางนั่งลงไม่ห่างจากลูกชายสุดที่รัก

        “คือ...” เขาลังเลที่จะตอบ

        “ยังไง ไหนรามอธิบายมาสิลูก” นางเริ่มคาดคั้น

        “ผมว่า...เขาอาจจะไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับผมก็ได้ครับ ไม่รู้สิครับ ผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน” ราเมธเลือกที่จะไม่เล่านิสัยบางอย่างที่ไม่ดีของมาริษาให้มารดาของเขาฟัง

        “เฮ้อ! แล้วเมื่อไหร่รามจะเจอคนที่ใช่ละลูก” นางถอนหายใจเสียงดัง

        “เจอเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละครับคุณแม่ แต่รับรองว่าถ้าผมเจอคนที่ใช่ ไม่เกินสามเดือน คุณแม่ได้ไปสู่ขอเขาแน่ๆ ครับ” ราเมธตอบพลางอมยิ้ม

        “โอ๊ย! อันนั้นก็ไวไปลูก ดูกันให้นานกว่านี้สักหน่อยก็ดีนะ อย่าแต่งแบบหม้อข้าวไม่ทันดำแล้วเลิกกันเลย แม่อายคน” นางรีบโบกไม้โบกมือ

        “คุณแม่ครับ เดี๋ยวนี้เขาหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าแล้วครับ รับรองว่าหม้อข้าวไม่ดำแน่นอน” ชายหนุ่มพูดติดตลก

        “แม่แค่เปรียบเทียบเท่านั้นเอง เออ! ว่าแต่ไปบ้านสายพิณมาเป็นยังไงบ้างล่ะ แม่ได้ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับลูกสาวของเขามาด้วยนะ เมื่อตอนเย็นแม่ออกไปที่ตลาดนัด ได้ยินคนพูดกันให้แซดเลย เรื่องจริงหรือเปล่าราม เห็นว่าออกข่าวทีวีด้วยนะ แต่แม่ไม่ได้เห็นออก ได้ยินคนเขาพูดกัน” นางถามด้วยสีหน้าสงสัยแต่เจือความเป็นห่วงเป็นใยต่อครอบครัวของคนรู้จัก

        “ก็น่าจะจริงอย่างที่ออกข่าวนั่นแหละครับ”

        “อุ๊ย! น่าสงสารจัง ชื่ออะไรแล้วนะเพื่อนของราม หนูรดาใช่ไหม”

        “ครับ พีรดาเธอชื่อเล่นว่ารดาครับคุณแม่”

        “ทั้งสวยทั้งเก่ง ไม่น่าเลย ผู้ชายสมัยนี้เป็นอะไรกันหมดนะ มีผู้หญิงดีๆ อยู่ในมือแล้ว แต่ก็ยังไม่วายไปหาเศษหาเลยจากที่อื่นอีก แต่ เอ๊ะ! ที่ออกข่าวมาเห็นว่าเขาเลิกกันก่อนแล้วใช่ไหม ถึงจะไปคบกับแม่ดาราไลลาอะไรนั่น” นางไม่วายมีเรื่องให้สงสัยต่อ

        “ข่าวจะออกยังไงก็ได้ครับคุณแม่ ผู้หญิงก็เป็นดารา ผู้ชายก็มีเงินซะขนาดนั้น เหมือนเขามีอำนาจที่จะสื่อสารอะไรออกมาก็ได้ คนที่จะรู้เรื่องดีที่สุดก็น่าจะเป็นรดาเขามากกว่า” ราเมธลงความเห็น

        “แล้วรามไปที่บ้านเขา หนูรดาเขาพูดอะไรบ้างหรือเปล่าล่ะ” นางมีความใคร่รู้

        “เขาคงไม่พูดอะไรกับคนนอกอย่างผมหรอกครับ ขนาดกับชาติที่สนิทกันมากเขาก็แทบจะไม่เล่าอะไรเลย”

        “แสดงว่าต้องมีเงื่อนงำแน่ๆ” นางวิเคราะห์

        “คุณแม่ก็อยากรู้เรื่องชาวบ้านเหมือนกันนะครับเนี่ย” ชายหนุ่มแซวมารดาแล้วหัวเราะลั่น

        “พ่อราม เดี๋ยวเหอะ มาว่าแม่ นี่แน่ะ” นางฟาดเปรี๊ยะเข้าให้ที่ต้นแขนลูกชาย

        “ยังไงถ้าเจอเจ้าตัว คุณแม่ก็ลองถามรดาเขาดูนะครับ ว่าเรื่องจริงเป็นยังไง แล้ววอย่าลืมมาเล่าผมด้วยนะครับ” ชายหนุ่มพูดทีเล่นทีจริง

        เอาจริงๆ เขาเองก็อยากรู้เรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ

        “ไม่ต้องเลยพ่อราม แม่ไม่ได้อยากรู้เรื่องเขาขนาดนั้น แต่เห็นคนพูดกันเยอะ ก็รู้สึกสงสารเขาเหมือนกัน เพราะบางคนก็ออกแนวจะสมน้ำหน้าเขาด้วยซ้ำ” นางบอกความรู้สึกภายใน

        “อย่างนี้แหละครับคนเรา คุณแม่ก็อย่าไปสนใจคำชาวบ้านให้มากเลยครับ เราเองนี่แหละที่จะปวดหัวเปล่าๆ” ชายหนุ่มเอ่ยเชิงเตือนมารดา

        “แม่ก็ไม่ได้จะสนใจอะไรมากหรอกราม แต่แหม...เดี๋ยวนี้พูดเหมือนคนรู้จักโลกดีเหรอเกินนะ ไม่ใช่ว่าอีกปีสองปี ลูกชายแม่จะไปบวชแล้วไม่สึกซะล่ะ”

        “โอ๊ย! ไม่หรอกครับคุณแม่ ผมยังอยากมีลูกมีเมียอยู่ครับ” ราเมธยืนยันความคิดตนเอง

        “ถ้าอย่างนั้นก็รีบๆ หาซะ แม่รออุ้มหลานจนจะเข้าโลงอยู่แล้วเนี่ย”

        “รับรองไม่นานเกินรอครับคุณแม่ แต่คืนนี้ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าครับ” ชายหนุ่มบอกพลางลุกขึ้นยืน

        “จ๊ะ ไปพักผ่อนเถอะ จะนอนที่กระท่อมใช่ไหม” นางถามต่อ

        กระท่อมของชายหนุ่มอยู่ด้านหลังบ้านหลังใหญ่ไปเล็กน้อย ราเมธปลูกมันขึ้นมาเพราะต้องการความเป็นส่วนตัวในบางครั้ง

        “ครับคุณแม่ เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”

        “ฝันดีนะลูก”

        “ครับ คุณแม่ก็อย่านอนดึกมากนะครับ” เขาบอกมารดาอย่างห่วงใย

        “รอพ่อเขากลับมาแม่ก็นอนแล้วล่ะ” นางตอบ

        “คุณพ่อออกไปไหนครับ”

        “เห็นว่าไปงานศพคนรู้จักกันที่ตำบลข้างๆ นี่แหละ อีกสักพักก็น่าจะกลับมาแล้วล่ะ เมื่อครู่ก็โทรมาบอกว่าใกล้จะกลับแล้วล่ะ”

        “ครับ งั้นผมไปนอนแล้วนะครับ” ราเมธบอกลามารดาอีกรอบ

        “จ๊ะ” นางตอบรับสั้นๆ แล้วหันกลับไปสนใจโทรทัศน์ที่กำลังออกอากาศละครเรื่องหนึ่งอยู่ต่อไป


E Book ฝากอุดหนุนด้วยค่าาาาาา

Thumbnail Seller Link
กระดังงาไร้ราคี
นางฟ้าในสายลม
www.mebmarket.com
        “ที่แม่เรียกมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า แม่ไม่อนุญาตให้พวกเธอสองคนเลิกกัน  เข้าใจนะ” “คุณหญิง!” พีรดาอุทาน “แต่...&...
Get it now

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

51 ความคิดเห็น