คัดลอกลิงก์เเล้ว

คิดแตกต่าง หรือ คิดจะแตกแยก

ความคิดที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดความแตกแยกตามมาหรือไม่ ความคิดที่แปลกแหวกแนว หรือที่แท้แค่ใฝ่เลว

ยอดวิวรวม

1,437

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


1,437

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.ค. 55 / 11:56 น.
คิดแตกต่าง หรือ คิดจะแตกแยก | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



                                บทความนี้สะท้อนปัญหาสังคมในยุคปัจจุบันค่ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ก.ค. 55 / 11:56


                    คิดแตกต่าง หรือ คิดจะแตกแยก คิดแปลกไป หรือ ที่แท้แค่ใฝ่เลว

 

          เป็นช่วงสัปดาห์ที่ต้องบอกได้ว่ามีหลายกระแสเข้ามาให้ต้องตอบคำถามกับผู้คนที่สงสัย ปัญหาสังคม ปัญหาของเด็กและเยาวชน ปัญหาโลกแตกทั้งหลายทั้งแหล่ รวมไปถึงปัญหาการเมือง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพอเกิดปัญหาแล้วต้องมาถามเรา ทำไมไม่คิดจะป้องกันเอาไว้ก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นมันจะเกิด เพราะเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วนั่นเท่ากับความสูญเสียก็ต้องตามมาด้วย ไม่ว่าจะด้วยชีวิต ทรัพย์สิน หรือสภาพจิตใจ ล้วนแล้วแต่เรียกได้ว่าความสูญเสียทั้งนั้น

            ก่อนจะสูญเสียไม่มีวิธีป้องกันเหรอ?

          ก็อยากจะตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “มี” แต่ก็น้อยคนจะทำกัน เมื่อถามว่าต้องไปเริ่มต้นแก้กันที่ไหน บอกได้เลยว่า ต้องไปตั้งต้นแก้ที่ ความคิด และกระบวนการคิดของคน ซึ่งมันยากมาก

            ผู้คนเดี๋ยวนี้คิดอะไรได้แปลกๆ มากขึ้น แหวกแนวมากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งคิดเพจขึ้นมาโดยใช้ภาษาอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งทางเจ้าของเพจบอกว่าภาษาสก๊อย อืม..นะ แถมมีคนไปคลิกถูกใจเป็นหมื่น เออ! เอากับมันสิ วัยรุ่นสมัยนี้ แต่โชคดีเหลือเกินที่ผ่านไปไม่กี่วัน เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มคนที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร คนกลุ่มนี้เปิดเพจมาต่อต้านโดยการใช้ภาษาไทยแต่โบราณ ผลปรากฏว่าคนถูกใจมากกว่า เป็นไงล่ะ คราวนี้ รู้ถูกหรือผิดกันบ้างหรือยัง? แถมมีการสัมภาษณ์เจ้าของเพจสก๊อย เจ้าตัวบอกว่า รู้สึกสนุกและขำที่เห็นคนเข้ามาว่า อ่อ จ๊ะ! แถมผู้ปกครองก็ขำไปด้วย โอ้ แม่เจ้า สิ่งเหล่านี้บอกอะไรกับเรา

            คุณเห็นความเดือดเนื้อร้อนใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ยังรักซึ่งภาษาไทยอันสวยงามเป็นความสนุกและขบขันหรือ?

          ถามหน่อยเอาอะไรมาคิด?

          แถมท้ายด้วยคำว่าผู้ปกครองก็รู้เห็นและขำไปด้วย !! มันบอกอะไรเรา

            แบบนี้เรียกว่าเป็นการสนับสนุนเด็กอย่างถูกต้องแล้วใช่ไหม?

          ฉะนั้นก็ถูกต้องแล้วที่เด็กมันบอกว่าผู้ใหญ่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กไม่ได้ เด็กไม่ได้เอามาจากไหนเลย ก็ใกล้ๆตัวนั่นแหละ (ถ้าข้อมูลที่ได้มาถูกต้อง)

 

             เด็กบางครั้งก็ยังไม่รู้ว่าอันไหนสมควรหรือไม่สมควร แต่เมื่อผู้ใหญ่ให้แรงเสริม ทุกคนก็ต้องคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกต้องแล้ว จริงไหม? ฉะนั้นแบบนี้อย่าโทษใครเลย....

            ขอยกตัวอย่างอีกกรณี จากข่าวเมื่อหลายวันก่อนเรื่องที่มีเยาวชนอายุแค่น้อยนิด แต่คิดการไกลถึงการสวิงกิ้ง คนเขียนเห็นข่าวแล้วแทบลมจับ ความล้มเหลวของสังคมไทยเริ่มต้นแล้วใช่ไหม?

          แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้สังคมไทยก้าวสู่สภาวะแบบนี้ไปได้ ความดีงามที่เคยมีของคำว่าสยามเมืองยิ้ม สูญหายไป ณ แห่งหนตำบลใด??? ใครรู้ช่วยตอบที
 

             แต่โบราณกาลเราเคยมีสิ่งเหล่านี้

           การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม ในหมู่คณะ ในชุมชน ในครอบครัว
          
การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ระหว่างชนชั้น ระหว่างครอบครัว

           ความโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์

           การรักนวลสงวนตัวตามแบบฉบับหญิงไทย

           การปกป้องอิสตรีตามแบบฉบับบุรุษเพศ

           คำสั่งสอนที่ดีงามจากรุ่นสู่รุ่น

           และอีกมากมายหลายล้านประการ

แต่ ณ เพลานี้ สิ่งเหล่านั้นไปซุกซ่อน หรือเล่นซ่อนแอบอยู่ที่ใดฤา ท่านผู้ใดรู้วานบอกที???
 

ถ้าให้นักฟิสิกส์ตอบคำถามนี้ เขาก็คงจะบอกว่าสสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลกใบนี้ แต่ปรากฏว่านี้คือสังคมไม่ใช่สสาร ฉะนั้นคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีก็น่าจะเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสังคมและมนุษย์ ถ้าอย่างนั้นคงต้องตอบเองว่า สังคมเกิดการวิวัฒนาการเลยทำให้ความเปลี่ยนแปลงตามมา แต่บังเอิญอีกแหละว่า การวิวัฒนาการของสังคมไทยมันอาจจะแตกต่างกับสังคมของที่อื่น ต่างกันตรงไหนบ้าง

            ต่างกันตรงที่คนไทยเราเป็นมนุษย์ที่ดีมากๆ ใครพูดอะไร ใครสื่ออะไร เห็นข่าวอะไรเข้ามา เรารับหมดเลย แต่....ไม่มีใครเข้าใจสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้ รับมาเฉพาะที่เห็น ที่รู้ ที่ได้ยิน โดยไม่คิดจะไปศึกษาหาความรู้เพิ่มว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งนั้นยังมีอะไรลึกลงไปไหม สุดท้ายเกิดอะไรขึ้น ก็เกิดการเลียนแบบอย่างผิดวิธี ผิดวัตถุประสงค์ตามมา ยกตัวอย่างง่ายๆ สักกรณี

            ฝรั่งเลี้ยงลูกแบบให้ช่วยตนเอง พี่ไทยเราเอาบ้าง ถามว่าเลี้ยงลูกแบบให้ช่วยตนเองดีไหม ตอบได้เลยว่า ดี แต่ฝรั่งเขาก็เลี้ยงแบบมีขอบเขต ไม่ใช่จะปล่อยไปซะทุกอย่าง แต่บ้านเราอาจจะเข้าใจผิดไปอีกอย่าง เลี้ยงแบบให้ช่วยตนเอง ประมาณว่าอยากทำอะไรก็ตามใจลูกไปเลย ให้ลูกคิดเองทำเอง ให้อิสระเต็มที่ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ สุดท้ายเด็กออกมาเป็นอย่างไรล่ะ

            เด็กจะออกแนวเชื่อมั่นในตนเองสูง ไม่ฟังใคร ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่รู้จักสัมมาคารวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ ซึ่งก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

            ย้อนกลับมาตรงจุดที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้วอีกครั้ง ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดไปแบบนี้เรื่อยๆ

          สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจและยอมรับก่อนว่า ตอนนี้สังคมที่เราอยู่มันแย่กว่าเดิมมากขึ้น ถูกต้องไหม? ฉะนั้นเมื่อมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี หรือจะเรียกการเปลี่ยนแปลงที่ดีว่าการพลวัตก็ได้ แต่ตรงกันข้ามมันกลับเปลี่ยนแปลงในทางที่เราเรียกกันว่า วิบัติมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ แล้วถ้าอย่างนั้นสังคมเราจะเดินต่อไปในทิศทางไหน
          เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง อย่างแรกเลย คนในสังคมต้องปรับตัวก่อน แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและดูว่าจะก้าวสู่ความล้มเหลวมากกว่าการวิวัฒนาการ การต่อต้านของคนบางกลุ่มย่อมเกิดขึ้นตามมา ดูง่ายๆจากกรณีตัวอย่างข้างต้น แต่ถ้าวันหนึ่งกระแสการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีรุนแรงมากขึ้น และกลุ่มคนที่คิดจะต่อต้านรับมือไม่ไหว อะไรจะตามมา? นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัว

            เมื่อคนอีกกลุ่มไม่ยอมปรับตัวตาม(ไปในทิศทางเลว) ปฏิกิริยาปกป้องตนเองจะออกอาการตามมาเช่นกัน  ปกป้องตนเองในรูปแบบไหนดีล่ะ? ในเมื่อสังคมนี้มีกลุ่มคนตั้งมากมายหลายประเภท

            “ซื้อสังคมให้ตัวเองและคนในครอบครัวอยู่” เคยได้ยินคำนี้กันไหมคะ ผู้เขียนเคยพูดกับคนรอบข้างมานานหลายปีแล้ว ว่าถ้าสุดท้ายสังคมที่เราอยู่มันน่ากลัวจนเรารู้สึกหวาดระแวง และรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ปลอดภัยมากขึ้น มองไปทางไหนก็เจอแต่อาชญากรรม มองไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งยั่วยุที่จะทำให้ลูกหลานมีโอกาสเดินหลงทาง นี่แหละคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ถ้าเรามีอำนาจในการ “ซื้อ” มากพอ

 

 

 


 

                                    บทความนี้ยังมีอีกยาวค่ะ เดี๋ยวมาต่อนะคะ

 

           

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นางฟ้าในสายลม / อุษากนิษฐ์ จากทั้งหมด 25 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 / 17:46
    เด็กเปรียบเหมือนแก้วเปล่า
    ใส่เหล้าลงไป ก็เป็นแก้วเหล้า
    ใส่น้ำหวานลงไป ก็เป็นแก้วน้ำหวาน
    ใส่น้ำบริสุทธิ์ลงไป ก็เป็นแก้วน้ำบริสุทธิ์
    คนที่เติมของเหลวลงไปในแก้ว ก็คือผู้ใหญ่
    จุดเริ่มต้นของการอุ้มชูสังคมคงอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ผู้ใหญ่
    การถ่ายทอด..การเป็นต้นแบบที่ดี

    การขัดเกลาเด็ก ก็คือการล้างแก้วให้สะอาด
    ใช้น้ำสะอาดล้างแก้ว ใช้คุณธรรมล้างใจ
    แค่นี้แก้วก็สะอาด และสามารถเติมสิ่งดีๆ ลงไปใหม่ได้
    แต่ผู้ใหญ่สมัยนี้ เห็นเด็กทำผิด ถ้าไม่เข้าข้าง ก็มักใช้วิธีลงโทษ..ทำร้าย..ทารุณ
    มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ที่แก้วจะสะอาดเพราะการทุบแก้ว

    รอส่วนที่เหลือนะครับ เดี๋ยวจะช่วยแชร์ :')
    #1
    0