BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 8 : ✟ เจตนาดีที่ไม่ได้ตั้งใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 เม.ย. 61



เพราะไม่อยากถูกรังเกียจจับกรอกปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อากิกะจึงใช้เวลาอาบน้ำนานเกือบครึ่งชั่วโมง เธอขัดทุกซอกทุกมุมเท่าที่จะทำได้ จนแน่ใจแล้วว่าแบคทีเรียทุกตัวต้องตาย...ภายใต้สบู่อาบน้ำสูตรพิเศษของเขาแล้วแน่ๆ ถึงยอมโผล่หัวออกมาจากห้องน้ำ แต่พอเปิดประตูออกมาก็เกือบสะดุดล้มกับบางสิ่งที่วางกองดักทางเดินเอาไว้


มันคือกล่องยาอเนกประสงค์ สลิปเปอร์ใหม่เอี่ยมที่ยังห่ออยู่ในถุง ถัดไปคือไม้ถูพื้นและน้ำยาฆ่าเชื้อ...


เธออึ้งไปพักใหญ่เมื่อเห็นสิ่งของเหล่านั้น... ก่อนจะทำความเข้าใจได้ว่าเจ้าของบ้านที่เธอมาอาศัยเขาอยู่ต้องการอะไร...


สรุปง่ายๆ เป็นสเต็ปคือให้เธอจัดการทำแผลตัวเองซะ..อย่าให้เหลือเลือดเปื้อนพื้นบ้านเขาเด็ดขาด แล้วอย่าย่ำลงพื้นด้วยเท้าเปล่า ต้องใส่สลิปเปอร์กันฝุ่นตลอดเวลา...และกลับไปถูพื้นทำความสะอาดคราบด้านล่างที่เธอเผลอนำพาเชื้อโรคมาสู่บ้านเขา


ไอ้เวรตะไลเอ๊ย!


นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหะ แถมท้องเธอก็หิว หนังตาก็หย่อน อยากจะนอนสุดใจขาดดิ้นแล้ว


เธอเป็นผู้หญิงนะโว้ย ไม่ใช่อุลตร้าแมนใส่กางเกงในแดง...แล้วมีแรงเหลือเฟือขนาดนั้น!


แต่ช่วยไม่ได้ที่เธอเป็นแค่คนอาศัย ส่วนเขาเป็นเจ้าบ้าน ว่าอย่างไรเธอก็เถียงสู้เขาไม่ได้ อากิกะจึงรีบทำแผลให้ตัวเองอย่างลวกๆ แล้วแปลงร่างกลายเป็นนังแจ๋วกะดึก รีบเช็ดถูบ้านเขาให้สะอาดเอี่ยมอ่อง ถูทั้งห้องน้ำห้องนั่งเล่น เผื่อว่าจะได้แต้มบุญเป็นความประนีประนอมระหว่างการหาทางเจรจาข้อตกลงกลับไปอยู่บ้านของตัวเอง....





ตอนที่อากิกะวางไม้ถูกพื้นลงเป็นเวลาเกือบตีหนึ่งครึ่งแล้ว ขณะที่ใครอีกคนเดินถือถ้วยกาแฟออกมาจากห้องครัวพอดี แน่นอนว่าท่าทางเดินลูบพุงของหมอนั่นบอกว่าคงซัดราเม็งจนอิ่มแล้ว

แล้วเธอล่ะจะกินอะไร...?


อากิกะโอดครวญแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร จำใจเดินเลี่ยงไปเสาะหาของกินด้วยตัวเอง แต่พ้นไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกคนเจ้าระเบียบดักทางขึ้นว่า


"นั่นเธอจะไปไหน?"


"แล้วใครใช้ให้แต่งตัวแบบนี้?"


"แน่ใจแล้วนะว่าพื้นสะอาดดีแล้ว?"


คนที่ถูกคำถามรัวใส่เป็นชุดกรอกตาขึ้นฟ้า ก่อนจะหันมาก้มมองตัวเอง....


ก็แล้วทำไมเล่า..เธอแค่อยู่ในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำของเขาเองนี่นา ใครใช้ให้เขาทำเสื้อผ้าเธอเปียกล่ะ ชุดสั้นๆ โป๊ๆ แบบนั้นมาจะเอากลับมาใส่ได้อีกยังไง


อากิกะไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก จึงส่งยิ้มแห้งๆ แล้วบอกเสียงอ่อย


"ตอนนี้ฉันหิวมากเลยค่ะ ขอไปหาอะไรกินก่อนได้ไหม พื้นก็ถูสะอาดเรียบร้อยดีแล้วจริงๆ นะ"


ไม่เชื่อนายลองเอาลิ้นเลียดูก็ได้..ถ้ามันเค็ม เธอค่อยกลับมาถูให้ใหม่...


แน่นอนว่าท่อนหลัง เธอใจไม่กล้าพอจะพูดออกไป...กินลูกกระสุนแทนข้าวนั้นไม่อร่อยแน่ๆ


"ไม่ต้องไปไหน มานั่งนี่" เธอตั้งท่าจะแย้งว่าอย่างอื่นเอาไว้ทีหลังได้ไหม แต่กลายเป็นว่ามีชามอาหารวางรออยู่บนโต๊ะแล้ว เพราะเมื่อกี้มองผ่านๆ เธอจึงนึกว่าเขาถือแก้วกาแฟมาอย่างเดียว ไม่ต้องรอให้เขาบอกรอบที่สอง เธอก็รีบแจ้นไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามทันที


ถึงได้เห็นว่าข้างในชามเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่ไข่ลวก เปาะผักมาอย่างง่ายๆ แต่นั่นก็มากเกินพอแล้วสำหรับคนหิวโหยน้ำลายแห้งมาหลายวัน เธออดมองเขาด้วยสายตาปลื้มปริ่มอย่างเสียไม่ได้ ยกตะเกียบขึ้นมาเตรียมจะจ้วงแล้ว


หากทว่า...ดันมีมือคู่หนึ่งมายั้งข้อศอกเธอไว้ก่อน


"ยังกินไม่ได้ จนกว่าเธอจะตอบคำถามฉันหมดทุกข้อ"


อะไรกันวะ คนมันหิวนะโว้ยเข้าใจไหม? เธอชักเลือดขึ้นหน้าบ้างแล้วนะ โดยเฉพาะตอนที่เห็นเขาลากชามบะหมี่กลับไปวางไว้ที่หน้าตัวเอง


คงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของคนที่เห็นอาหารร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย ถูกคนอื่นพรากออกไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่สามารถทำอะไรได้....


....มันเป็นความรู้สึกชวนร้องไห้ตอกกระซิกยิ่งกว่าตอนที่เขาขู่ว่าจะขายเธอเข้าซ่องซะอีก!


"งั้นรีบๆ ถามมาสิ ฉันหิว...." ประโยคหลังนั้นลาวยาวเป็นท้ายขบวนรถไฟ ให้รู้เธอกำลังใกล้ตายแล้วจริงๆ แต่นั่นกลับทำให้มาเฟียหนุ่มข้างหน้าส่งยิ้มร้าย ราวกับว่าเขารอคอยโอกาสทำให้เธอทรมานแบบนี้แหละ ถึงจงใจเอาอาหารมาล่อให้น้ำลายหกเล่นตั้งแต่ต้น


ฮึ...ร้ายนักนะยะ ถึงจะหล่อแต่เธอไม่ให้อภัยกับการเอาเรื่องปากท้องคนอื่นมาล้อเล่นหรอกนะ!


"เธอชื่ออะไร"


"อากิกะ"


"เอาเต็มๆ สิ"


"อ๋อย..ก็ได้ๆ ทานาบะ อากิกะ อายุสิบแปดปี สิบหกวัน เป็นนักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้ายของโรงเรียนหญิงล้วนโมโมรุค่ะ" ตอบเกินเผื่อเขาจะถามอีก...


ส่วนชายหนุ่มกลับดูเหมือนอึ้งๆ ไป มองเธออย่างพิจารณาละเอียดทุกซอกมุม ก่อนจะพึมพำว่า "เด็กจริงๆ"


"อะไรนะคะ"


"เปล่า"


"ฉันกินได้แล้วใช่ไหมคะ?"


"ยัง"


อ้าว..... ทำไมไม่เขียนเป็นเรซูเม่มาฮะ เธอจะได้กรอกประวัติรวดทีเดียว เสียเวลาจริงๆ เลยวุ้ย!


"ทำไมเธอถึงมาทำในงานเลาจน์ของคุบุระโอคังได้"


"แม่กับพ่อเลี้ยงฉันเป็นหนี้ พวกเขาเชิดเงินหนีไป ฉันเลยถูกจับมาใช้หนี้ พวกนั้นบังคับให้ฉันเป็นเด็กเลาจน์ แต่ฉันไม่อยากเป็นเลยหาทางหนี แล้วก็มาเจอคุณไง"


"สรุปว่าเธอทำงานวันนี้เป็นวันแรก?"


เธอพยักหน้า "อือฮึ"


"ฮิเดกิกับคุเบ้ล่ะ?"


"ก็เจอหลังจากเจอคุณไง ทำไมเหรอ?" เธอไม่เข้าใจว่าเขาจะสื่อถึงอะไร คิดว่าเธอรู้จักคนพวกนั้นมาก่อนเหรอ เธอทำงานอยู่ในเลาจน์ของคุบุระโอคังก็จริง แต่ถูกขังเป็นหมูมาสามวันจะได้เจอใครเสียที่ไหนล่ะ...


"แล้วทำไมเธอถึงยิงปืนแม่นนัก แค่เด็กมัธยมอายุสิบแปดธรรมดา ไม่น่าจะมีความสามารถทำได้ขนาดนั้นนี่"


การตั้งคำถามของเขาคราวนี้ทำให้เธออึดอัดไม่รู้จะตอบยังไง


ให้ว่ายังไงดีนะ...มันเป็นพรสวรรค์อ่ะ ตั้งแต่เด็กเธอก็เป็นคนถนัดกีฬาอะไรที่มีเป้าอยู่แล้ว เช่น ปาลูกดอก โยนห่วง สนุ๊กเกอร์ กอล์ฟ ไม่อย่างนั้นจะกลายมาเป็นกัปตันทีมบาสเก็ตบอลหญิงได้ยังไง ทั้งที่ตัวเธอเล็กกระจิ๋วเดียว เทียบไม่ได้กับหุ่นนักกีฬาสูงๆ ด้วยซ้ำ


แต่ถ้าตอบอย่างนั้นเขาต้องหาว่าเธอขี้โมแน่... ไม่เอาๆ


เธอจึงเปลี่ยนวิธีพรีเซนต์ตัวเองใหม่...เป็นหยิบตะเกียบไม้ขึ้นมา แยกคู่ของมันออกเหมือนจะแสดงมายากลอะไรสักอย่าง โทโมยะมองตามท่วงท่าที่เธอขยับไม่กะพริบตา...ดูเหมือนว่าเขาสนใจความสามารถพิเศษของเธออย่างจริงจัง


มันทำให้มือที่จับตะเกียบอยู่สั่นอย่างประหม่านิดๆ แต่ก็คงเป็นเพราะหิวจัดนั่นแหละ...จะอะไรซะอีก


...พยายามข่มใจไม่สนใจสายตาแวววาวของคนตรงหน้าไว้ คิดเสียว่ากำลังอยู่คนเดียว เธอเพ่งสมาธิไปที่ตะเกียบ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วชี้ดีดพุ่งมันไปข้างหน้าในทิศทางสลับไขว้...ความเร็วและองศาพอเหมาะทำให้แท่งตะเกียบหมุนคว้างเป็นกังหันบินกลางอากาศก่อเกิดเป็นภาพสวยงาม ก่อนหล่นลงบนกระเป๋าหน้าเสื้อยืดของโทโมยะอย่างไม่มีพลาดเป้า!


เสร็จแล้วก็ปัดมือเล็กน้อยทำนองว่า...เห็นไหมล่ะฝีมือฉัน!


เธอคิดว่าเขาต้องอึ้งแน่ แต่เปล่าเลย...โทโมยะกลับจ้องหน้าเธออย่างเอาเป็นเอาตาย สายตาคมกริบยิ่งกว่ามีดกรีดลงมาที่เรือนร่างทำให้อากิกะรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด...


ลืมบอกไปว่า..หมอนั่นหลบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนตัวหอมฟุ้งมาเรียบร้อยแล้ว บางทีอาจจะเพราะรังเกียจเชื้อโรคจากการสัมผัสตัวเธอเมื่อกี้จะติดต่อมาสู่ตัวเขาก็ได้...ถึงต้องรีบไปล้างเนื้อล้างตัวฟอกสบู่ออก


แต่พอสลัดสูททางการมาดร้ายๆ ออกไปมาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงขายาวแบบใส่นอน...มันทำให้เขาดูแปลกตามากทีเดียว โดยเฉพาะเส้นผมยังไม่แห้งลู่ลงมาปรกหน้าผาก...ปากสีแดงเข้มที่ยังมีคราบกาแฟและความมันวาวของครีมเทียมติดอยู่...มันทำให้เธอเลียปากตามไม่รู้ตัว


บ้าสิ...เธอกำลังหิวต่างหาก เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด...


"เธอไปได้ความสามารถนี้มาจากไหน?" เขาเปลี่ยนคำถามในที่สุด


"ไม่รู้หรอก ตั้งแต่จำความได้ฉันก็เป็นพวกมือแม่นแล้ว แต่ทำได้เฉพาะกีฬาที่ไม่ต้องใช้แรงเยอะนะ ถ้าต้องทุ่มน้ำหนัก หรือยกหินเขวี้ยงฉันก็ไม่แม่นหรอก..."


คนฟังพยักหน้าขึ้นลงเชิงรับรู้ก่อนจะจมจ่ออยู่ในภวังค์ครุ่นคิดบางอย่าง... หยิบตะเกียบไม้มาหมุนดูผิวรอบๆ ไปเรื่อยๆ


"พอจะเข้าใจแล้วล่ะ..." โทโมยะตอบมาประโยคเดียวสั้นๆ ขมวดคิ้วเข้าหากันจนเธอนึกอยากจับมันมายืดออกนัก แต่ขืนทำอย่างนั้นเธอคงต้องกินลูกกระสุนแทนบะหมี่ในมือเขาแน่


มาคิดดูอีกที เพราะว่าเธอเสียบตะเกียบคู่ลงในช่องระหว่างกระเป๋าเสื้อของเขา ซึ่งกล้ามเนื้อหน้าอกเขาดันแน่นมากจนแทบแนบติดกับความยืดของเสื้อบางๆ พอมีไม้สองอันมาปัก..จึงทำให้ดูเหมือนว่ามีอะไรชี้โด่งอกออกมาจากหน้าอกซะอย่างนั้น...มันดูตลกจริงๆ เมื่อเทียบกับหน้าขรึมๆ ถึงจะถูกหยิบออกไปแล้วอันหนึ่งก็เหอะ


แต่เธอไม่กล้าขำออกหน้าออกตาหรอกนะ ทำได้แค่แอบปิดปากหัวเราะเอาไว้ไม่ให้มีเสียง...เพราะยังไม่อยากตาย จนได้ยินเสียงกระแอมนั่นแหละถึงรีบกลับมานั่งตัวตรงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอียงคอถามด้วยท่าทางฉอเลาะที่สุดว่า


"ฉันตอบคำถามคุณไปแล้วนะ ให้ฉันกินบะหมี่ได้หรือยังคะ?"


เสียงโครกครากเหมือนสายฟ้าแลบอยู่ในท้องทำให้เธอทดรนทนไว้ไหว กลิ่นหอมๆ ของน้ำมันงามันช่างยั่วลำน้ำลายจริงๆ ให้ทนนานว่านี้เธออาจเผลอกระโดดงับเขาหัวเขามากินแทนซาลาเปาสักลูกแน่


อืมจู่ๆ คนที่เงียบขรึม จิบกาแฟยามดึกก็ส่งเสียงอนุญาตสั้นๆ ใช้ปลายนิ้วก้อยเลื่อนชามบะหมี่ที่ดึงดูดสายตาเธอไม่ให้ละจากมันได้สักวินาทีมาวางอยู่ตรงหน้า


อากิกะถูมือไปมายิ้มร่า แบมือสองข้างมาให้เขา เหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ ที่ขออาหารเจ้านาย ขณะที่คนถูกขอนั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวจนต้องเลิกคิ้วขึ้น เป็นเธอที่ต้องยกนิ้วจิ้มชี้ทางหน้าอกเขา


ทำนองว่า..ขอตะเกียบคู่นั้นให้ฉันหน่อยสิคะ...หิวจนตาลายแล้วค่า \(*^o^*)/


เขาถึงบางอ้อ เอาปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางคีบมันขึ้นมา..ทำท่าเหมือนจะรังเกียจอะไรสักอย่างขณะมองมาที่มือแบเป็นขอทานของเธอ แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ ใช้วิธีการเขวี้ยงกลับมาปักบนมวยผมยุ่งบนหัวเธอแทน


คราวนี้มันกลายเป็นรูปดาวเทียมมีเขากางออก...


ไม่รู้ว่าเขาจะหลอกด่าเธอว่าเป็นควายหรือเอเลี่ยน เอาแน่ๆ คือความหมายไม่ดีแน่ สรุปว่าผู้ชายคนนี้เอาคืนที่เธอเอาตะเกียบปักนมเขาสินะ...เจ้าคิดเจ้าแค้นซะจริง ชิ


โอ๊ย เจ็บนะ! คุณนี่นะรู้จักคำว่าสุภาพบุรุษไหม? ส่งให้ฉันดีๆ ก็ได้นี่นา


เธอแสร้งโวยวาย กำลังดึงตะเกียบออกมาจากหัวเพื่อคีบบะหมี่...ตอนที่ความฝันของเธอใกล้จะกลายเป็นจริงแล้ว เขากลับยื่นทิชชูแผ่นหนึ่งจากกล่องข้างๆ มาให้ เธองงด้วยความไม่เข้าใจอยู่แวบหนึ่ง เห็นเขาหน้ามุ่ยทำสัญลักษณ์ใบ้จิ้มลงที่ฝ่ามือ...ถึงจะเก็ทว่าอีตานี่กำลังจะสื่อว่า เมื่อกี้เธอเพิ่งจับไม้ถูพื้นมายังไม่ได้ล้างมือจะกินทั้งอย่างนี้ได้ยังไง


เออ เธอมันกลายเป็นคนสกปรกซกมกในสายตาเขาไปแล้ว… (==)


อากิกะพยายามทำใจว่าบ้านก็ต้องมีกฎบ้าน...แต่หมอนี่มันไม่ได้รักสะอาดจนถึงขั้นโรคจิตไปเหรอ?


แล้วต่อจากนี้ไปชีวิตเธอไม่ต้องถูกกรอกน้ำยาฆ่าเชื้อเช้าเย็นจนกลายเป็นผีบ้าแม่บ้านเข้าสิงอย่างเขาหรือไง


ฮือออ... อีตาเจ้าพ่อผ้าพันคอยาว อีตาคุณพี่หัวโล้น ที่พวกนั้นส่งเธอมาอยู่กับผู้ชายคนนี้ก็เพื่อฆ่าเธอทั้งเป็นใช่ม้ายยยย


พอเธอเช็ดไม้เช็ดมือเสร็จก็ทำตามองเขาปริบๆ ทำนองว่าของขออนุญาตกินนะคะ...ไม่คิดว่าบะหมี่ถ้วยเดียวจะมีพิธีการยุ่งยากขนาดนี้ ขณะที่เขาปรายตามาแวบหนึ่งแล้วพยักหน้า เธอจึงรีบก้มลงโซ้ยอย่างเอาเป็นเอาตาย


ฮา...สวรรค์รำไรเป็นเช่นนี้เอง บะหมี่สำเร็จรูปอร่อยที่สุดในชีวิตคงรสชาติแบบนี้ ความมูมมามของเธอทำให้เขาเบ้หน้า หยิบนิตยาสารข้างตัวเกี่ยวกับรถขึ้นมาเปิดอ่าน ปิดภาพอุจาดที่เขาไม่อยากเห็น


แต่คิดว่าเธอแคร์เหรอ...พอลับตาเขา เธอก็รีบโกยเนื้อเข้าปาก แล้วซดน้ำตามรวดเดียวทั้งชาม...แบบไม่ให้มีเหลือสักหยด!


"นี่คุณ ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องน่ะ" เติมท้องเสร็จแล้วก็ยกหลังมือขึ้นเช็ดปากลบคราบมันๆ ตามความเคยชิน เเต่เมื่อนึกได้ว่าอยู่กับพ่อคนรักสะอาด เธอจึงรีบเปลี่ยนไปดึงทิชชู่มาซับปากอย่างมีมารยาท ก่อนที่เขาจะเลื่อนสายตามาเห็นเสียก่อน


การที่เห็นเธอเอาทิชชู่ใช้เสร็จแล้ว ห่อด้วยทิชชู่เปล่าแผ่นหนึ่งพับเป็นระเบียบก่อนจะวางบนโต๊ะ ทำให้เห็นแววตาพอใจของคนตรงหน้าชั่วแวบหนึ่ง


กะแล้วเชียวว่าอีตานี่มันต้องรักสะอาดถึงขั้นโรคจิต! ...ทายไม่ผิดจริงๆ แต่ขืนต้องทำแบบนี้ทุกมื้อคงยุ่งยากชะมัด


"มีอะไรก็ว่ามา ดึกแล้วจะได้รีบไปนอน"


"คือว่า..ฉันอยากคุยกับคุณเรื่อง...."


เรื่องทำสัญญากลับไปอยู่บ้าน....


แต่เธอไม่ทันได้พูดก็มีเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือข้างตัวเขาซะก่อน ชายหนุ่มยกสันฝ่ามือขึ้น ทำปากขยับว่า 'เดี๋ยวฉันมา...' ก่อนจะลุกไปคุยธุระข้างนอก


อากิกะห่อเหี่ยวทันใด แล้วเมื่อไหร่จะได้คุยๆ ให้มันจบไปกันเล่า เธอน่ะไม่อยากค้างอ้างแรมกับผู้ชายแปลกหน้าสองต่อสองหรอกนะ...


เด็กมัธยมปลายใช้ชีวิตในโรงเรียนหญิงล้วนมาตั้งแต่ประถมยันจะเข้ามหาลัยอยู่รอมร่อแล้ว...จะให้สะดวกใจใกล้ชิดผู้ชายแบบไม่ตะขิดตะขวงบ้างเลยคงเป็นไปไม่ได้


ในเมื่อเขาไม่อยากได้เธอ ส่วนเธอก็ไม่อยากอยู่กับเขา


ต่างคนต่างไปมีชีวิตในทางที่ชอบๆ น่ะดีแล้ว....


ส่วนเรื่องของฮิเดกิกับคุเบ้ค่อยคิดทีหลัง บางทีเขาอาจจะมีทางออกที่ดีกว่าสำหรับเรื่องนี้ก็ได้


แต่รอแล้วรอเล่าจนง่วงตาจะปิดแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าชายหนุ่มจะเดินกลับมา อากิกะจึงลุกไปล้างจานทำความสะอาดโต๊ะไปพลางๆ แล้วกลับมานั่งจุ้มปุ้กที่อยู่เดิม ตอนที่เธอใกล้จะฟุบหลับลงไปแล้ว ถึงได้ยินเสียงครืดคราดบางอย่าง


อ๊ะ! นั่นมันเป็นโทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่อีกเครื่องนี่เอง เพราะจำได้ว่าตอนที่หยิบออกไปมันเป็นเครื่องสีดำ ส่วนที่วางอยู่ตรงนี้เป็นเครื่องสีขาว


มาเฟียนี่ธุระเยอะเนาะ...ยังกะพวกนักธุรกิจเลย


ระบบสั่นเตือนสายเข้าทำให้โต๊ะพลอยสั่นตามไปด้วย มันทำให้อากิกะนอนไม่ได้จนต้องเหลือบซ้ายแลขวา แล้วชั่งใจอยู่นิดหน่อย...ก่อนจะถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่ได้ระบุหมายเลข...


ไม่ได้เมมแสดงว่าไม่ใช่คนรู้จักมั้ง?


เธอจึงคิดจะวางคืนที่เดิม...แต่สายนั้นกลับไม่ยอมวาง แถมโทรมาซ้ำๆ จนน่ารำคาญ อากิกะเดินเวียนหาเงาเจ้าของเครื่องตั้งนานก็หาวี่แววเขาไม่เจอ ไม่รู้ว่าไปหลบอยู่ที่มุมไหน


ตืด... ตืด...


มิสคอลที่เด้งเป็นรอบที่เก้าแล้ว ทำให้อากิกะเริ่มเอียงใจมาแล้วว่า..บางทีอาจเป็นสายสำคัญมีเรื่องด่วนจริงๆ มันจะดีไหมนะถ้าเธอจะช่วยรับสายแทนเขา...


ติดตึ้ง!


อ้าว พอหน้าจอดับไปอีกรอบ..ก็เปลี่ยนมีข้อความเข้ามาแทน ระบบหน้าจอแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่สามารถอ่านข้อความได้โดยไม่จำเป็นต้องกดอ่านดู..และมันทำให้เธอเห็นข้อความนั้นชัดเจน


'รับสิ...ได้โปรด'


หา นี่ถึงขั้นต้องส่งข้อความมาบอกเชียวหรือ แสดงว่าเป็นสายสำคัญจริงๆ นั่นแหละ เธอมองเหม่อไปที่ประตู...ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะมากลับนะ ไม่ทันไรก็มีข้อความที่สอง..สาม..สี่ ตามมาเรื่อยๆ เป็นชุดๆ


'ทำไมไม่รับล่ะ? รับสักทีสิ'


'ทำอะไรอยู่ ฉันมีเรื่องด่วนจริงๆ นะ'


'โทรกลับได้ไหม ถ้ามีเวลาว่าง...ฉันต้องการความช่วยเหลือ'


'จะไม่คุยกับฉันจริงๆ ใช่ไหม?'


......................


..............


........


'ฉันกำลังจะตายแล้วนะ...อยากเห็นฉันเป็นศพจริงๆ ใช่ไหม...'


หะ...นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายอะไรกันเนี่ย อากิกะรู้สึกมือไม้สั่นไปหมด กัดปากชั่งน้ำหนักในใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคิดว่าเอาวะ...เพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ขอเสียมารยาทหน่อยละกัน


เธอจึงจัดการพิมพ์ข้อความตอบกลับไปว่า


'ขอโทษนะ เจ้าของโทรศัพท์ไม่อยู่ มีเรื่องด่วนฝากไว้ได้'


ติ๊ดตึ้ง! แล้วไม่ถึงสามวินาทีที่เธอกดส่งไปก็มีข้อความตอบกลับมาเร็วทันที ราวกับคนปลายทางนั้นจ้องมองโทรศัพท์ตลอดเวลาอยู่แล้ว


'คุณเป็นใคร? แล้วเจ้าของโทรศัพท์ไปไหน?'


'แค่คนผ่านทาง เขาติดธุระอีกสายอยู่ ถ้ารีบมากก็ลองโทร.อีกเบอร์นึงสิ'


'ฉันไม่มี'


อ้าว... คนรู้จักกันประเภทไหนถึงไม่มีเบอร์โทรศัพท์ใช้ประจำเล่า แถมยังเป็นสายไม่มีเมมชื่อไว้อีก


ให้เชื่อว่ารู้จักกันจริงดีไหมนี่ หรือจะเป็นของพวกโรคจิต?


'ขอเบอร์เขาหน่อยสิ'


เหวอ...เริ่มเข้าข่ายแล้วนะเนี่ย


'ฉันก็ไม่มี ขอโทษด้วยนะ'


'แล้วทำไมคุณอยู่กับเขาได้'


'ฉัน....' ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าควรพิมพ์อะไรต่อไปจริงๆ จึงใช้วิธีเงียบไป คนปลายสายยังโต้ตอบได้แสดงว่าคงไม่เป็นอะไรแล้วมั้ง... ตอนที่คิดจะวางลงกลับมีข้อความใหม่เด้งขึ้นมาเสียก่อน เฮ้อ...ไม่น่ายุ่งเรื่องคนอื่นจริงๆ เล้ย


'ดึกขนาดนี้แล้ว..เขากับคุณอยู่ที่ไหนด้วยกัน'


ฮ้า... นี่คนปลายสายคิดไปถึงไหนเนี่ย ไม่ได้การแล้ว...แต่ตอนที่เธอคิดจะพิมพ์ตอบ ดันสะดุดขึ้นมาในหัวว่าไม่รู้จะพิมพ์ว่าอย่างไรดี


...อยู่บ้านเขางั้นเหรอ?


ขณะนั้นเองกลับมีมือเข้ามาฉกโทรศัพท์ในมือเธออกไปซะก่อน พร้อมกับเสียงตวาดขึ้นดังราวกับเสียงฟ้าผ่าว่า


"นี่เธอทำบ้าอะไรน่ะ!"






--------------------------------------------------

ชอบไม่ชอบ สามารถคอมเมนท์ให้กำลังใจนักเขียนได้นะงับ ^^




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

15 ความคิดเห็น