BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 5 : ✟ เกมพนันเดิมพันชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 เม.ย. 61



ความจนใจทำให้เขาถอยหลังออกมาสองสามก้าว ขณะที่สายตาคมไม่ลดละกับการจับผิดกลุ่มคนที่เพิ่งทำลายประตูกำลังกรูเข้ามาเหมือนฝูงผึ้ง ไม่ว่าจะเป็นคนของคุบุระโอคังและโงคาวะเร็ตซึต่างถูกสายตาของเขาสำรวจอย่างถ้วนถี่ทุกการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะคนติดตามของคุเบ้ที่ร่วงไปแล้วหนึ่ง...


น่าสงสัยที่แทบไม่มีใครหน้าเปลี่ยนสีเลยเมื่อเห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกสอยร่วง กำลังถูกเจ้าคุเบ้กดน้ำจนสลบ แถมยังแขนหักขาหักถูกเด็ดปีกไม่ให้หนีรอดไปได้อีก


แต่อย่างนั้นก็ยังเค้นความอะไรออกมาไม่ได้...


"โถ่โว้ย! ทำไมมันปากแข็งอย่างนี้วะ" ความโมโหไม่ได้ดั่งใจทำให้คุเบ้ถีบไอ้มือสังหารกระเด็นจนกระแทกเก้าอี้ ก่อนจะมีลูกน้องสองคนตามไปหิ้วปีกขึ้นมาเวียนซ้ำใหม่


ผู้ชายอีกห้าคนเดินเข้าไปสมทบกับฮิเดกิ พวกเขาเริ่มรับรู้ถึงสถานการณ์ไม่ปกติ และคนหนึ่งกำลังยกหูโทรศัพท์เพื่อเตรียมการป้องกันนายน้อยออกสภาวะเสี่ยงอันตราย


ขณะที่สามคนที่เหลือฝั่งคุเบ้กลับยืนลักล่ำทำอะไรไม่ถูก เมื่อถูกเจ้านายตัวเองตะคอกขึ้นว่า "บอกมานะว่าใครรวมหัวกับไอ้บ้านั่นทรยศฉัน ไม่อย่างฉันจะหักคอเลาะกระดูกพวกแกทุกคนที่อยู่ที่นี่แหละ!"


ความตึงเครียดทำให้ทุกคนเหงื่อตก แม้แต่เธอเองก็ตาม อากิกะยังสัมผัสได้ถึงความชื้นที่แผ่นหลังของโทโมยะ สายตาของเขาตอนนี้เหมือนเรดาห์จับจ้องทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเห็นเคนตะ ลูกน้องคนสนิทของฮิเดกิตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า


"ในเมื่อนี่เป็นเรื่องภายในของคุบุระโอคังก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองเถอะครับ รถมารอรับอยู่ข้างล่างแล้ว เชิญนายน้อยออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ"


"เดี๋ยว จะมีใครออกไปจากที่นี่ตอนนี้ไม่ได้!"


คนที่ตัดสินใจสั่งยับยั้งคือโทโมยะ เพราะคุเบ้กำลังยุ่งกับการซ้อมลูกน้องเรียงตัว มันน่ากลัวจนเธอต้องเมินหน้าหนีกอดคอหลบหลังของคนตัวสูงเอาไว้ อากิกะเริ่มรู้สึกว่าเธอใกล้จะแปล่งร่างเป็นลูกแมวไปทุกที แต่กลิ่นหอมบนตัวผู้ชายคนนี้ก็สดชื่นดีจริงๆ ถ้าไม่ใช่อยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เธอคงเคลิ้มหลับไปแล้ว มีคนแบก แถมยังมีหลังกว้างๆ ให้ซบ อะไรมันจะฟินตัวใกล้แตกขนาดนี้


อุ๊ บ้าจริง นี่เธอคิดลวนลามอะไรผู้ชายตอนกลางวันแสกๆ เนี่ย สติๆ กลับมานะยัยอากิกะ! o(>// <)o


"ในเมื่อผู้ต้องสงสัยยังอยู่ในห้องนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนของใครก็ตาม ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน จนกว่าจะจับตัวคนร้ายตัวจริงได้ ไม่อย่างนั้นจะรับประกันได้อย่างไรว่าความลับในวันนี้จะไม่รั่วไหลออกไป ฮิเดกิเองก็รู้นี่นาว่า...ความเชื่อใจเป็นหลักการพื้นฐานในการร่วมเป็นพันธมิตร"


เสียงเย็นๆ นั้นเรียกรอยเหยียดยิ้มบนปากของฮิเดกิ เขาถอดหมวกออกเผยหน้าตาอันหล่อเหลาไม่แพ้โทโมยะ น่าสงสารเพียงเหนือหัวคิ้วเขามีผ้าปิดแผลที่ลดทอนความดูดีไปบางส่วน ถึงต้องอำพรางด้วยหมวกตลอดเวลา


"แต่ฉันมั่นใจว่าคนของฉันไม่มีทางเลี้ยงไม่เชื่องเหมือนคุบุระโอคังแน่"


การประสานสายตานั้นบอกให้รู้ว่านายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึไม่เห็นด้วย เพราะเขาปักใจแล้วว่ายังไงก็น่าจะเป็นฝีมือของคนคุเบ้มากกว่า จึงหันไปสั่งทางเจ้าของสถานที่ที่เริ่มเหนื่อยกับการซ้อมลูกน้องแล้วว่า


"ถ้ามันเค้นคอลำบากนักก็เก็บกวาดทีเดียวให้หมดดีกว่า ไม่มีปากพูดแล้ว ต่อให้เป็นใครก็ไม่เห็นต้องสนใจ" ไม่น่าเชื่อว่าปลายหางตาของเขาเหล่มองมาที่เธอด้วย ก่อนจะสะบัดตัวเดินออกไป ในเมื่อการเจรจาวันนี้ล้มเหลวไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำญาติดีอะไรกับศัตรูตลอดกาลแต่มิตรชั่วคราวพวกนี้อีก


อากิกะรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วตัว ความหมายของผู้ชายคนนั้นก็คือ..ให้กำจัดเธอไปด้วยสินะ


เก็บกวาด มีปากแต่พูดไม่ได้ ความหมายง่ายๆ ก็คือ...ตาย


การที่เขาพูดง่ายเหมือนเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา มันทำให้เธอรู้สึกโกรธมาก จนต้องระบายความอัดอั้นเป็นคำพูดออกไป


"เดี๋ยวก่อน! ฉันว่าคนของคุณนั่นแหละที่น่าสงสัยกว่าคนของคุณพี่หัวโล้น"


คุเบ้ชะงักหยุดซ้อมลูกน้องทันที เมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอหลุดปากเรียกเขาออกไปจริงๆ แต่อากิกะไม่สนใจ เธอสบตาที่แข็งกร้าวของเจ้าพ่อผ้าพันคอยาวตรงหน้า พยายามข่มใจไม่เกรงกลัว


"คุณลองดูมือลูกน้องของคุณสิ แล้วลองเทียบกับมือของลูกน้องคุณพี่หัวโล้นดู เห็นบ้างไหมว่ามีอะไรแตกต่าง..?"


เท่านั้นก็เกิดปรากฏการณ์ฮือฮา เรียกสายตาของคนทั้งห้องต่างมองสลับกันไปมาตามทิศทางที่เธอบอก อากิกะเหยียดยิ้มแล้วพูดต่อว่า


"ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่ามือของลูกน้องฝั่งคุณพี่หัวโล้นช้ำระบมจากการกระแทกประตูออกแทบทุกคน ขณะที่ลูกน้องของคุณมีเพียงแค่คนเดียวที่มีรอยช้ำ ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ...ที่คนได้ยินเสียงปืนดังลั่นขนาดนั้นแล้วไม่ตกใจรีบเข้ามาช่วยเจ้านายตัวเองน่ะ"


การวิเคราะห์ของเธอทำให้ทุกคนในห้องนิ่งเงียบหยุดคิดตามกัน ความหวาดระแวงเข้ามาแทนที่ในใจอย่างไม่ต้องพูดถึง แม้แต่คุเบ้ยังหันมาหรี่ตาใส่ทางด้านโงคาวะเร็ตซึ ขณะที่ลูกน้องของฮิเดกิต่างกุมข้อมือก้มหน้าหลุบซ่อนสายตาขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย คนหนึ่งใจกล้ารีบแย้งขึ้นว่า


"ไม่ใช่นะครับนายน้อย เป็นเพราะพวกคุบุระโอคังยืนขวางประตูกันท่าพวกเราแต่แรกต่างหาก ทำให้พวกเราหาทางแทรกเข้าไปไม่ได้ ตอนเสียงปืนยังไม่ทันดัง พวกมันก็เริ่มมาออหน้าประตูกันแล้ว เตรียมจะกระแทกประตูราวกับรู้ล่วงหน้ามาก่อนแน่ะ!"


ฝ่ายคุบุระโอคังได้ฟังก็หน้าซีดจากชนักติดหลังที่มีคนทรยศทำเรื่องแดงไปแล้วหนึ่ง คนที่ยังเหนื่อยหอบจากการกลิ้งไปหลายตลบเพราะแรงเตะของคุเบ้โงหัวขึ้น สวนกลับไปบ้าง


"อย่ามาสาดโคลนใส่กันเซ่ ของอย่างนี้มันเตี๊ยมกันได้ซะที่ไหน ที่พวกฉันเร็วกว่าก็เพราะเตรียมตัวปกป้องท่านคุเบ้ตลอดเวลาต่างหาก มีแต่พวกแกนั่นแหละที่ทำตัวใจเย็นรออยู่ข้างนอกเป็นทองไม่รู้ร้อน ทั้งที่ข้างในมีเสือทั้งสามสำนักมารวมกัน คนภักดีกับเจ้านายประเภทไหนที่มันยังกล้านั่งก้นติดเก้าอี้ได้ลงอีกวะ?"


"นั่นมันไม่ใช่เพราะพวกแกตั้งใจขวางทางพวกฉันอยู่ไม่ใช่เรอะ ยังจะคิดมาใส่ร้ายกันอีก!"


"มันเพราะพวกแกมันชักช้ายืดยาดเองต่างหากโว้ย จะมาโทษพวกฉันได้ยังไง!"


เสียงทะเลาะสลับกันไปมาสองฝ่ายทำให้คนฟังกุมขมับเพราะความปวดหัวฟังไม่ทัน สุดท้ายก็เป็นคุเบ้ที่ตบโต๊ะดังปังหยุดทุกความเคลื่อนไหว


"หุบปากกันสักทีสิวะ" ความที่ยังหาบทสรุปถูกผิดไม่ได้ ทำให้ตัวแทนแห่งคุบุระโอคังสีหน้าไม่ดีนัก เขาหันไปทางไหนก็หาที่ลงเอยปัญหาไม่ได้ จึงเบนเข็มมาทางคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างอำนาจสองฝั่งซึ่งกำลังกอดขี่คอกันตัวกลมราวกับคู่รัก จึงเกิดประกายความคิดซ่อนเร้นบางอย่าง ชี้หน้าถามอากิกะขึ้นมาว่า


"นังหนู ถ้ารู้ดีนัก ไหนลองว่ามาสิว่าฝั่งไหนที่มันผิด ถ้าลากคนทรยศออกมาได้ ฉันมีรางวัลให้"


คำพูดของคุเบ้ทำให้อากิกะตาโตขึ้นมาทันที เธอก้มมองมาทางผู้ชายที่แบกเธออยู่ก็เห็นเขาขมวดคิ้วถอนหายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร


เธอทึกทักเอาเองว่าเขาไม่คัดค้าน


แต่ทำไมต้องสนใจความคิดของด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตเขาไม่ได้แขนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนเธอนี่


ไหนๆ ก็เผลอตัวล้ำเส้นเจ้าพ่อไปแล้วหลายคนนี่นา...ที่สำคัญคือเธอยังไม่อยากตาย บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายให้ลองเสี่ยงดวงดูแล้วก็ได้


อากิกะสบตาทุกคนในห้อง ถึงจะประหม่าแต่มันก็เป็นเวลาทองที่เธอจะได้ขอรางวัลจากคุเบ้ เพื่อให้ยกหนี้ของพ่อเลี้ยงและปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ เธอสูดหายใจเรียกความมั่นใจกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นว่า


"ความจริงแล้วไม่ยากหรอก แต่ฉันขอพิสูจน์ในวิธีแบบของตัวเองได้ไหม?"


"วิธีอะไร?" แน่นอนว่าเจ้าพ่อทั้งสามคนเอ่ยถามขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่รู้เด็กมัธยมปลายอย่างเธอควรจะภูมิใจดีหรือร้องไห้ออกมาดี อากิกะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ทำใจกล้าแล้วบอกแผนการต่อไปว่า


"ขอให้ทุกคนปลดอาวุธให้หมดแล้วนำมาวางบนรถเข็นซะ...ย้ำว่าทุกคน"


แน่นอนว่าวิธีการของเธอเรียกเสียงฮือฮาให้กับทุกฝ่ายอีกรอบ แม้แต่คิ้วเข้มๆ ของคนข้างๆ ก็ยิ่งขมวดเข้าไปใหญ่ นอกจากนี้อากิกะยังต้องเผชิญกับคำถามที่ทำให้เธอตั้งตัวไม่ติด


"ถ้าให้ฉันปลดอาวุธแล้ว ใครจะรับรองความปลอดภัยพวกเราได้? เธอเอาหัวตัวเองเป็นประกันได้ไหมว่าจะไม่มีใครใช้โอกาสนี้เล็งเป้ามาที่ฉัน" คำถามของเจ้าพ่อผ้าพันคอยาวกดดันราวกับตั้งใจโยนภาระหนักกลับมาที่ตัวเธอ


นั่นสิ แล้วถ้าคนร้ายเล่นไม่ซื่อสวมรอยเวลานี้จะให้ทำยังไง เธออาจกลายเป็นแพะรับบาปไม่รู้ตัว...


"เอ่อ คือฉัน..."


ระหว่างที่อากิกะกัดปากอย่างไม่รู้จะตอบไปว่าอะไร กลับมีใครคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้น


"ฉันรับรองเอง.."


อานุภาพเสียงเย็นๆ ของคนหน้าตายนั้นทำให้ทุกคนในห้องต่างเลิกคิ้วมองมาที่เขาเป็นตาเดียว แน่นอนว่ามันเรียกหัวเราะสะใจจากคุเบ้ และเสียงเดาะลิ้นของฮิเดกิ พาลให้บรรยากาศตึงเครียดเปลี่ยนเป็นครื้นเครงเหมือนอยู่ในโรงพนันขันต่ออะไรสักอย่าง


เธอเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาไม่รู้ตัว ขณะที่ชายหนุ่มเพียงเหลือบมองมาแวบเดียว แต่ก็อ่านไม่ออกว่าเขาคิดอะไรในใจถึงทำแบบนั้นออกไป นอกจากได้ยินเขาเอ่ยต่อไปอย่างไร้อารมณ์ร่วมสนุกว่า


"แต่ฉันรับรองเฉพาะชีวิตของฮิเดกิกับคุเบ้เท่านั้น ส่วนคนอื่นก็ไปดูแลเงาหัวกันเอาเอง..."


"ดี แบบนี้สิน่าสนุก" เสียงร้องของนายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึปลุกกระตุ้นให้สมาชิกคนอื่นเริ่มคล้อยตาม ถึงตอนแรกจะไม่ชอบใจนักที่คุเบ้เสนอให้เอาชีวิตพวกเขามาล้อเล่นในกำมือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เพราะท่าทางเหมือนเดิมพันอะไรสักอย่างที่มีเจ้าพ่อทั้งสามลงขัน ทำให้อดมีอารมณ์อยากร่วมเล่นสนุกด้วยไม่ได้ จึงส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่


ขณะที่อากิกะอุทานในใจว่า บ้าจริง นี่มันไม่ใช่เกมตามล่าหาคนผิดนะ จุดจบของคนแพ้ก็คือตาย พวกเขายังมีอารมณ์มาทำหน้าระรื่นได้ยังไง ทั้งที่ยังมีคนร้ายปะปนอยู่ในหมู่ตัวเอง


"โทโมยะ แกแน่ใจแล้วเหรอ?" กลายเป็นคุเบ้เสียอีกที่เหมือนจะอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็ปรับสีหน้าเปลี่ยนเป็นยั่วยุขึ้นทันควัน "กะอีแค่คำพูดผู้หญิงหากินคนเดียวจะน่าเชื่อถือสักแค่ไหน หรือว่าหล่อนลีลาดีจนแกหลงหัวปักหัวปำไม่สนใจอะไรแล้ว เอ๊ะหรือว่าเลือดบางอย่างมันแรงนะ ถึงดึงดูดเข้าหาสิ่งตกต่ำได้ตลอด แกอย่าเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงดีกว่าไหม? แค่ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่นายน้อยของโงคาวะเร็ตซึเนี่ย จ่ายด้วยชีวิตของแกทั้งสิบชาติก็ยังใช้หนี้ไม่หมดเลยนะ"


ท่าทางท้าทายสลับเตือนด้วยความหวังดีของคุเบ้ทำให้อากิกะแยกไม่ออกว่าเขามีเจตนาแอบแฝงอะไรกันแน่ แต่การที่กล้ามเนื้อช่วงแขนของชายหนุ่มเกร็งแน่นจนเห็นข้อต่อชัดเจนแสดงว่าต้องไม่ใช่ความหมายดีอะไร


ก็แน่ล่ะ...มาหาว่าเขาหลงเหลิงอะไรกัน


ลีลาที่เธอมีก็แค่ปีนป่ายอยู่บนตัวเขาเป็นลูกลิงแบบนี้ไง


ถ้ารู้ว่าไอ้คุณพี่หัวโล้นนี่รอดตายมาแล้วจะปากสวะด่าว่าเธอต่างๆ นานา ตอนนั้นคงปล่อยให้มันถูกเสียบพุงตายห่าไปนานแล้ว รู้สึกเสียใจจริงๆ ที่เก็บชีวิตเน่าๆ ของมันกลับมา


"หุบปากไปเลยคุเบ้ ขนาดลูกน้องของตัวยังคุมไม่ได้แล้วยังมีสิทธิ์อะไรมาเห่าหอน ชาติสุนัขมันก็แว้งกัดเจ้าของเหมือนเจ้านายมันนั่นแหละ"


"แกรร"


"พอได้แล้วโทโมยะ คุเบ้ นี่มันไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกันได้อีกแล้วนะ"


ถ้านับตามฐานะจริงๆ แล้ว ฮิเดกิที่เป็นถึงลูกชายคนรองของนายใหญ่แห่งโงคาวะเร็ตซึดูจะมีอำนาจในคำพูดมากที่สุด แม้จะอยู่คนละสังกัด แต่การจะล้ำเส้นระหว่างกันก็ต้องดูตามโอกาสเหมาะสม ซ้ำยังต้องให้ความเกรงใจอยู่หลายส่วน เพราะไม่แน่ว่านายใหญ่รุ่นต่อไปที่ต้องมาฟาดฟันหรือแบ่งผลประโยชน์กันวันข้างหน้าอาจเป็นผู้ชายคนนี้ คำพูดของฮิเดกิจึงมีน้ำหนักพอที่จะหยุดศึกน้ำลายระหว่างคนทั้งสองได้


ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แต่ยังคงสีหน้าเป็นปกติได้ดี หันถามทางอากิกะแทน


"ว่ายังไงเล่าสาวน้อย เธอพร้อมจะรับคำท้าไหม ถ้าเธอจับคนทรยศออกมาได้ ฉันจะให้เธอขออะไรก็ได้มาข้อนึง"


ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าอยากให้เธอลงเล่นเกมของพวกเขาเสียเต็มประดา แต่กลับเป็นใจเธอต่างหากที่เกิดกลัวๆ เกรงๆ ไม่แน่นิ่ง ทั้งที่โอกาสมาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว ชั่วขณะหนึ่งเธอเหลือบมองโทโมยะอย่างขอความเห็นส่วนของเขา ในเมื่อก้าวลงเรือลำเดียวกันมาเกือบจะครึ่งตัวแล้วก็ควรถามความสมัครใจเขาสักหน่อย


แล้วชายหนุ่มก็โน้มต่ำลงมาหาความสูงที่หยุดอยู่เพียงหัวไหล่ ถามที่ข้างหูเธอว่า "เธอมั่นใจกับผลลัพธ์ของวิธีการตัวเองแค่ไหน?"


อากิกะอยากบอกว่าก่อนหน้านี้ที่ยังมีอารมณ์โกรธมาผลักดันน่ะ...ใช่


แต่ตอนนี้น่ะ...ไม่เลย


แต่ถ้าขืนพูดแบบนั้นออกไป เขาต้องฆ่าเธอตายแน่ๆ จึงทำใจกล้าเอี้ยวตัวอีกนิดเพื่อบอกแผนการในใจของเธอทั้งหมดให้เขาฟัง "คืออย่างนี้นะ สิ่งที่ฉันต้องการให้คุณช่วยก็คือ...."


แล้วก็เป็นดังคาด เมื่อฟังจบก็เห็นหัวคิ้วย่นๆ ขมวดเข้าไปอีก แถมยังมองเธอด้วยสายตาฉุนเฉียวจนคนถูกมองรู้สึกขนลุกไปทั่วตัวราวกับมีมีดล่องหนกรีดลงบนผิวให้เจ็บจี๊ดๆ


"เธอนี่มัน...จริงๆ เลยนะ" สาบานได้ว่านั่นเป็นคำด่าลอดเขี้ยวที่แทบอยากจะฝังลงคอเธอให้เลือดพุ่ง หากไม่ติดว่ามีคนนับสิบรอคอยคำตอบอยู่


โทโมยะตัดสินใจที่จะวางตัวเธอลงพื้น ในเมื่อเวลานี้สิ่งที่ช่วยชีวิตเธอได้ไม่ใช่เขาอีกแล้ว แต่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายของแผนการเธอมากกว่า แน่นอนว่าการลงทุนเสี่ยงครั้งนี้อาจลากชีวิตของคนทั้งคู่ให้ตายหายไปจากโลกนี้พร้อมกันก็ได้


"จะทำอะไรก็รีบทำ" คำตอบไม่เต็มใจของเขาบอกว่ายังไงก็หมดหนทางถอยแล้ว แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้อากิกะอุ่นใจขึ้นมาหน่อย เพราะแผนการที่ว่าเธอไม่สามารถลงมือทำคนเดียวได้...


"ตกลงค่ะ คุณฮิเดกิ ฉันรับคำท้าของคุณ โปรดอย่าลืมค่าตอบแทนที่บอกว่าจะให้ฉันขออะไรก็ได้อย่างนึงด้วยล่ะ..."


"แล้วแกล่ะ โทโมยะ อยากได้อะไรจากฉัน?" รอยยิ้มพราวบนหน้าฮิเดกิบอกว่าเขากำลังมีความสุขกับช่วงเวลาตื่นเต้นนี้หนักหนา


"ซุปสมองไอ้คุเบ้" เสียงตอบอย่างไร้อารมณ์นั้นทำเอาเจ้าของชื่อถึงกับเต้นเร่าอยู่ไม่สงบอีกครั้ง เลยโต้ตอบกลับมาว่า


"แต่ถ้าแกปกป้องชีวิตฉันกับฮิเดกิไม่ได้ก็เตรียมตัวถูกป่นเป็นอาหารหมาทั้งคู่เหมือนกัน!"


-------------------------------------------------------




"นายน้อยครับแน่ใจนะว่าทำแบบนี้มันไม่เสี่ยงอันตรายจนเกินไป" คำท้วงดังออกจากปากเคนตะ ผู้ช่วยของฮิเดกิ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเล่นสนุกเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันครั้งนี้ ขณะที่คานาโกะรีบเข้ามาสมทบด้วยเช่นกัน


"ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ ตอนแรกทำทีเป็นตามติดคนเมามาอ่อยโทโมยะในลิฟต์ คราวนี้ยังแอบหลบอยู่ในห้องประชุมลับของเราอีก ฉันคิดว่าเราไว้ใจเธอไม่ได้จริงๆ นะคะ"


คนฟังทำหน้ายิ้มก่อนจะเลิกคิ้วถามอีกรอบ "เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ ผู้หญิงคนนั้นเพิ่งเจอกับโทโมยะในลิฟต์?"


"...แถมอ่อยเขาอีกด้วย?"


ถึงไม่ชอบใจนักกับท่าทีเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก แต่เธอก็จำใจต้องพยักหน้า


เท่านั้นนายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึก็ประกบมือเข้าหากัน ทำท่าเหมือนคิดแผนการร้ายอะไรบางอย่าง...


ระหว่างนั้นอากิกะกำลังไล่เก็บอาวุธแต่ละคนใส่รถเข็น และเพื่อความยุติธรรมในเกมการแข่งวัดใจครั้งนี้ เธอจึงให้แต่ละฝั่งส่งตัวแทนออกมาค้นอาวุธฝ่ายตรงข้ามจนแน่ใจว่าไม่มีใครหลงเหลือข้อได้เปรียบที่จะชิงลงมือได้อีก นอกจากการต่อสู้ด้วยมือเปล่า


ซึ่งนั่นทำให้สีหน้าของคุเบ้ค่อยดีขึ้นมาหน่อย หลังจากสมองเขาถูกเดิมพันมาทำเป็นซุป


เธอคิดว่าบางทีเขาอาจจะหวังให้โทโมยะพลาดคราวนี้ก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าความพลาดของโทโมยะจะไม่ใช่ความบังเอิญหรือจงใจเปิดทางให้มือสังหารลงมือปาดคอคุเบ้ได้จริงๆ โดยมีเขาคอยชมดูอย่างห่างๆ เก็บแรงไว้รอหัวเราะสะใจทีหลัง


"เอาล่ะ ในเมื่อทุกคนมาพร้อมแล้วก็ช่วยถอยหลังออกไปจากที่เดิมคนละสามก้าว"


เวลานี้อาวุธทั้งหมดถูกยึดเป็นกองพะเนินอยู่ข้างหลังเธอกับโทโมยะแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครสามารถวิ่งมาหยิบได้ทัน เขาจึงวางมันไว้ในตำแหน่งที่ห่างไกลผู้คนที่สุด


"นับจากนี้ให้ทุกคนหลับตาลง แล้วหันหลังกลับไป ถ้ามีใครหันมาเราจะถือว่าคุณเป็นคนทรยศทันที!"

 




----------------------------------------------------------------

อ่านจบแล้ว อย่าลืมคอมเมนท์ติชมเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ ^^*



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #4 memyworld (@nathamon21000) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 23:16
    นางเอกกกกกกก สุดจริง
    #4
    0