BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 4 : ✟ เธอเป็นใคร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 เม.ย. 61






"แก...ไอ้โทโมยะ ทำไมแกยังไม่ตายพ้นโลกนี้ไปอีก!"


สัมผัสได้ว่าคุณพี่หัวโล้นออกจะประหลาดใจไม่สิ้นสุดเมื่อเห็นอาคันตุกะคนใหม่โผล่ขึ้นมาในห้องราวกับเห็นผีผุดขึ้นมาจากนรกก็ไม่ปาน


"ถ้าฉันรีบตายแผ่นดินก็คงเอียงข้างเพราะความเลวของแกไง คุเบ้ เพราะฉะนั้นให้ฉันอยู่รอส่งท้ายพวกแกก่อนดีกว่า จะได้ถ่วงน้ำหนักให้แผ่นดินยังไม่ทรุดเร็วยังไงเล่า..."


คำตอบยียวนหน้าตายระดับเอบวกทำให้เธอยกผู้ชายที่เจอในลิฟต์เป็นหนุ่มหล่อน่ามองแต่ไม่น่าเข้าหาหรือเสวนาระยะใกล้


สายตาคมดุจใบมีดกรีดที่จ้องมองกลับไปคุณพี่หัวโล้นทำให้เธอแน่ใจว่าพวกเขาต้องเป็นคู่แค้นกันมาก่อนแน่ และดูเหมือนจะมีคนชื่อฮิเดกิเป็นตัวกลางเพราะได้ยินประโยคถัดไปที่ถามขึ้นว่า


"ฮิเดกิ นี่แกคิดจะร่วมมือกับไอ้โทโมยะมาหักหลังพวกฉันเรอะ!?!"


เสียงไม่เบานั้นทำให้ผู้ชายเจ้าของผ้าพันคอยาวเบ้หน้า ทำปากจุ๊ๆ แล้วตอบด้วยท่าทางสบายๆ แต่กวนโอ๊ยตามแบบฉบับเขา


"ใจเย็นๆ ก่อนสิ คุเบ้ แกมันใจร้อนแบบนี้ถึงเหยียบอยู่แค่ตำแหน่งเดิมไม่ไปไหนสักที จนเด็กรุ่นใหม่มันจะตามมาแซงหน้าไปแล้วนะ" แวบหนึ่งของคนพูดแฉลบมองมาที่ผู้ชายในลิฟต์


อ้อ ความจริงเขาคงมีชื่อ..ไอ้โทโมยะใช่ไหม? ไม่ใช่สิ เธอไม่มีความแค้นอะไรกับเขาเรียกแค่ว่า..โทโมยะก็พอ ส่วนผู้ชายอีกคนก็ชื่อฮิเดกิ


เธอจดจำผู้ชายสองคนนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะคาแร็กเตอร์ของพวกเขานั้นสุดขั้วไปเลย...ยังกะหลุดมาจากการ์ตูนนักเลงอันธพาลอะไรเทือกนั้น


แต่ถ้าให้เลือกได้ เธอก็ขอเจอแค่ตอนอ่านการ์ตูนดีกว่า มาประสบเคราะห์เอาชีวิตจริงมาเสี่ยงตายแบบนี้คงไม่ไหว... (=_=;)


"ความจริงที่ภารกิจครั้งนี้สำเร็จลงด้วยดีก็เป็นเพราะฝีมือของโทโมยะที่ช่วยเจรจาต่อรองกับฝั่งโอบุนยะริวจิให้กับแกนะ..คุเบ้ หัดสำนึกบุญคุณคนไว้บ้างก็ดี"


"เอ้า! ได้ยินแล้วก็กราบเท้าฉันเสียสิ" เท้าที่พาดขวางอยู่บนโต๊ะก็เปลี่ยนเป็นไขว้ทับกันทันที เธอแทบกราบให้กับความสุมไฟไม่กลัวตายของผู้ชายคนนี้จริงๆ


------------------------------------------------



"โทโมยะ มันจะเกินไปแล้วนะ ทำไมคนอย่างฉันต้องลดตัวไปขอความช่วยเหลือจากคนอย่างแกด้วย!"


คุเบ้ได้ฟังก็หน้าแดงด่ำโกรธจัดมองหน้าเรียงตัวตั้งแต่ฮิเดกิมาจนถึงโทโมยะแล้วลุกขึ้นพรวด ก่อนจะชี้หน้าด่ากราด


"คนทรยศอย่างแก ยังมีหน้ามาเสนอให้คุบุระโอคังเห็นอีกเรอะ แค่ฉันไม่บอกท่านฟุคาโอะว่าแกยังมีชีวิตรอดมาเหยียบถึงที่นี่ก็ดีถมเถไปแล้ว แกต่างหากที่ต้องก้มกราบเท้าฉัน ถ้าหากยังอยากรอดออกไปในสภาพครบสามสิบสอง!"


จังหวะที่ชายหนุ่มชุดดำกำลังจะอ้าปากโต้ตอบก็ถูกเสียงเย็นๆ ของนายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึระงับเหตุการณ์ร้อนแรงเอาไว้ก่อน


"ไม่เอาน่าคุเบ้ วันนี้ฉันไม่ได้นัดพวกแกออกมาทะเลาะกันดูเล่นหรอกนะ เรื่องอดีตที่มันแล้วไปแล้วลืมๆ มันไปบ้างก็ดี เราต้องมีอนาคตข้างหน้าที่สดใสร่วมกันต่างหาก"


ผู้ชายเจ้าของผ้าพันคอยาวคล้องคอตบมือขึ้น ทำท่าเชิงพยักหน้าให้กับผู้หญิงชุดแดงข้างหลัง เธอเปิดกระเป๋าเอกสาร ก่อนหยิบกระดาษสองฉบับออกมาวางอยู่ตรงหน้าคู่กรณีเก่าทั้งสอง สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้อ่านรายละเอียดคร่าวๆ ในสัญญา


"แกคิดจะปั่นหัวฉันเล่นหรือยังไงฮิเดกิ ถึงจะให้ฉันขายพาเรนซิโต้กาสิโนให้กับไอ้กุ๊ยนี่ ฝันไปก่อนเถอะ!" คุเบ้คว้ากระดาษสัญญาร่างเขวี้ยงกลับไปทางคนที่ส่งมันมา แน่นอนว่ามันปลิวมาตกอยู่ตรงหน้าฮิเดกิพอดี เขาหยิบมันขึ้นมารีดรอยยับออกพยายามทำให้มันกลับไปเรียบเหมือนใหม่ ก่อนจะยื่นกลับไปที่คุเบ้อีกครั้ง


ส่วนทางอีกด้าน...แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด นัยน์ตาสีดำฉายแววความไม่พอใจออกมาชัดแจ้ง ปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม


"ฉันก็ไม่เซ็น ราคานี้ทางโนบุนยะริวจิไม่มีทางจ่ายแน่นอน"


ไม่พูดเปล่าโทโมยะยังกำมันเป็นก้อนทำลายมันทิ้งด้วยการหย่อนลงในแก้วกาแฟที่วางอยู่ข้างๆ กอดอกพิงหลังกับเก้าอี้ทำนองว่าเนื้อหาในข้อเสนอเก่าไม่สามารถนำกลับมาใช้โน้มน้าวเขาได้อีกแล้ว


เป็นครั้งแรกที่ฮิเดกิกุมขมับ แน่นอนว่าการดึงเสือสองตัวมาร่วมขบวนการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเสือที่ไม่ชอบกินเนื้อชิ้นเดียวกันน่ะ


"เอาล่ะคุเบ้ ใจเย็นลง แล้วตั้งใจฟังฉันอธิบายก่อนนะ" นายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึตัดสินใจเจรจากับฝั่งเสือหัวร้อนดูมีปัญหามากที่สุดก่อน ส่วนทางอีกฝั่งเสือซุ่มน่ะ แค่เปลี่ยนราคาก็คงจะใช้ได้แล้วมั้ง


แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเขี้ยวลากเลือดไปไหน ราคาที่เขาเขียนตัวเลขลงไปให้นั่นก็ต่ำมากจนน่าตกใจแล้วนะ เมื่อเทียบกับราคาที่ตัวเองต้องจ่ายไปเพื่อแลกกับการซื้อน้ำใจพันธมิตรกลับมา


พอเห็นชายหนุ่มพยักหน้า ผู้หญิงชุดแดงก็หยิบเอกสารอีกฉบับมาส่งให้คุเบ้ เขาทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยากจะอ่านมันนัก แต่เมื่อปรายหางตาเห็นตัวเลขอะไรบางอย่างก็ตาโตกลับมามองฮิเดกิชัดๆ อีกรอบไม่ได้


"นี่แกเอาจริงเหรอเนี่ย?"


"เป็นไง ฉันน่ะสายเปย์ตัวจริงนะจะบอกให้" เจ้าพ่อตัวจริงเปล่งเสียงหัวเราะ แม้ภายในจะขื่นขมกับกระเป๋าตังก์ที่แฟบลงไม่น้อยก็ตาม "ถือว่าเป็นการยื่นหมูยื่นแมวกันดีกว่าคุเบ้ ฉันซื้อของของแก ส่วนแกก็ขายกาสิโนให้โทโมยะ เท่านี้เราสามคนก็ไม่มีอะไรติดค้างแบ่งผลประโยชน์ลงตัวแล้ว..."


แน่นอนว่าตัวเลขในมือของคุเบ้นั้นดูล่อตาล่อใจไม่น้อย แต่พอเหล่มองสัญญาอีกฉบับที่ลงนามซื้อขายกาสิโนที่ยังทำไรได้ดีเพราะตั้งอยู่ใจกลางเกาะที่ตั้งใจรังสรรค์ให้เป็นสวรรค์ของนักพนันโดยเฉพาะ นอกจากนี้มันยังประกอบไปด้วยธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ต่างอากาศหลบร้อนหนีหนาวที่ทำมาเพื่อขายเฉพาะคนรวยระดับมหาเศรษฐี


การได้ยึดพื้นที่ธุรกิจในนั้นก็เสมือนซื้อหมากตัวหนึ่งบนกระดานให้กลายเป็นสมาชิกทำความรู้จักเครือข่ายคู่ค้าคนสำคัญคนอื่นๆ สำหรับต่อยอดการค้าทางด้านอื่นได้ไม่รู้จบ


ประเด็นสำคัญอยู่ที่คนอยากได้ดันเป็นคู่ปรับเก่าของเขาอีกต่างหาก คำว่า'ไม่'กำลังจะหลุดออกจากคุเบ้ออกไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะเสียงยียวนของใครอีกคนที่กำลังปั่นลูกบอลยางกลมๆ ในมือเล่นฆ่าเวลา พูดแทรกขึ้นมา


"ได้ข่าวว่าปีนี้แกยังไม่มีผลงานเด็ดๆ เลยไม่ใช่เหรอคุเบ้ แล้วไอ้ย่านโซเซย์นี่แกจะคุมไปได้นานสักแค่ไหน ในเมื่อรอยรั่วมันร้าวจะเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มสักที..." 


ความที่เคยมีอดีตร่วมกันมาทำให้โทโมยะรู้ถึงจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามดี ย่านโซเซย์ หรือ โซเซยาระ เป็นเขตอิทธิพลเดิมของครอบครัวคุเบ้ตั้งแต่สมัยที่ปู่เขายังรับใช้บรรพบุรุษของฟุคาโอะ นายใหญ่ปัจจุบันของคุบุระโอคัง


แต่เพราะสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ย่านโซเซยาระที่เคยเฟื่องฟูอย่างสุดขีดตั้งแต่สมัยเอโดะกลับค่อยๆ ตกต่ำแปรสภาพเป็นแหล่งเสื่อมโทรมในปัจจุบัน กลายเป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอบายมุขและแหล่งอโคจร ถึงแม้ว่ามันจะพยายามพัฒนาให้มีสิ่งยกระดับหน้าตาขึ้นมาทั้งเลาจน์เลิศหรูชั้นไฮน์คลาส โรงแรมสี่ดาว ภัตตาคารลอยฟ้า แต่อย่างไรจุดขายทำเงินของย่านนี้ก็ยังเป็นคลับใต้ดิน โต๊ะพนัน รวมทั้งซ่องโสเภณีอยู่ดี


จุดบอดของคุเบ้ก็คือมันพยายามจะเก็บรักษาสิ่งเดิมของบรรพบุรุษไว้ให้มากที่สุด แต่กลับสร้างกำไรได้ไม่เท่าที่ควร ยอดบัญชีของย่านโซเซยาระกลายเป็นตัวแดงติดลบมาหลายปีจนสร้างความปวดหัวให้กับคุบุระโอคังอยากจะขายทอดตลาดไปซะใจจะขาด ติดแค่คุเบ้เป็นหัวเรือลำใหญ่ขวางเอาไว้ และนั่นจึงทำให้หมอนี่เป็นที่ไม่ชอบใจของสมาชิกในสำนักหลายคน ตำแหน่งถึงได้ไม่สูงไม่ใหญ่คาราคาซังอยู่แบบนี้


ขณะที่พาเรนซิโต้กาสิโนเป็นลู่ทางใหม่ที่ควรจะทำเงินได้อย่างมหาศาล เจ้าคุเบ้กลับเพิกเฉยส่งคนไปบริหารอย่างถูกๆ ผิดๆ กลโกงภายในทำให้ถูกยักยอกหอบเงินออกไปมากมาย ขณะคนที่เป็นนายใหญ่คล้ายมีเพชรแต่ไม่เห็นค่า ยึดติดแต่พลอยน้ำค้างที่มีราคาเท่ากับก้อนกรวด


เมื่อมันไม่อยากได้ แต่เขาอยากซื้อ


วิธีเดียวก็คือหาทางบีบบังคับให้มันขายในราคาต่ำที่สุด


แล้วก็เป็นเวลาเดียวกับที่นายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึยื่นข้อเสนอพิเศษเข้ามาพอดี แค่ให้พวกเขาส่งคนทำทีเป็นปรากฏตัวในสนามสงครามแย่งชิง 'ของแห้ง' บางอย่างกับพวกคุเบ้


แน่นอนว่ากะแค่ทำให้พวกมันตกใจและตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แล้วรีบทำทีเป็นถอยหนีสลายตัวออกมา ยังไงพวกดอกไม้แห้งเหี่ยวก็ไม่ใช่รสนิยมของเขาอยู่แล้ว จึงแค่เล่นละครตามน้ำของฮิเดกิไป


โทโมยะมองอดีตทั้งเพื่อนรักและคู่แค้นในคนเดียว ถอนหายใจทิ้งความขุ่นเคืองเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง


"โซเซยาระแกเก็บไว้เถอะ ส่วนพาเรนซิโต้ก็ยกมาให้ฉัน"


เท่านั้นยังไม่พอ ปลายนิ้วเรียวยังจุ่มลงในน้ำกาแฟที่เย็นชืดหมดแล้ว ขีดเขียนตัวเลขหลายหลักยาวพรืดเป็นขบวนรถไฟลงบนพื้นไม้ ทั้งยังถืออำนาจรวบรัดการตัดสินใจเอาเองว่า


"ราคานี้นะ ส่วนต่างจากในสัญญาที่แกถืออยู่...คุณฮิเดกิจะควักกระเป๋าจ่ายให้เอง"


-------------------------------------------------------




คำว่า 'ตกลง' ไม่ออกจากปากคุเบ้ก็คงไม่ได้ ต่อให้เกลียดกันปานอยากจะฉีกกระชากเนื้อมันเอาไปให้หมากินสักแค่ไหน แต่คำว่าเพื่อนที่ยังไงก็ตัดไม่ขาดด้วยอดีตอันขมขื่นทำให้ชายเจ้าของหัวโล้นเหม่งตัดสินใจด้วยการจรดปลายปากกาลงไป แล้วเขวี้ยงกลับไปให้ฮิเดกิ


นายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึรับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยมือสั่นน้ำตาคลอเล็กน้อย แต่ความเป็นว่าที่นายใหญ่คนต่อไปจะให้ใครเห็นความอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะกระเป๋าตังก์ที่สั่นสะเทือนเพราะลูกเล่นหน้าตายของโทโมยะ


"ที่นี้ก็พูดจุดประสงค์ของแกมาได้แล้ว ฮิเดกิ อย่าคิดนะว่าแกทุ่มทุนสร้างขนาดนี้แล้วฉันจะดูไม่ออกว่าแกมันหวังฟันกำไรมากกว่านั้นน่ะ"


ชายหนุ่มเจ้าของผ้าพันคอยาวขยับท่าทางเล็กน้อย พยายามลืมความเข่นเขี้ยวในใจที่ว่ากำไรของเขามันมีซะที่ไหน ในเมื่อมันไหลเข้ากระเป๋าพวกแกสองคนหมดแล้ว!


"เอาล่ะ ความจริงสิ่งที่ฉันต้องการขอความร่วมมือให้พวกแกช่วยเหลือก็คือ..." เพราะเป็นหัวข้อสำคัญจึงทำให้คนของติดตามของฮิเดกิและคุเบ้ต้องถูกกันออกไปเหลือเพียงแค่คนสนิทไว้ใจได้จริงๆ สองสามคน ส่วนโทโมยะนั้นบุกเดี่ยวลุยมาจึงไม่จำเป็นต้องไล่ใครออก เพราะผู้หญิงชุดแดง..หรือฮานาโกะที่มาด้วยกันก็เป็นคนของฮิเดกิที่บังเอิญเจอตอนที่เข้ามาในเลาจน์เท่านั้น


ตอนที่ฮิเดกิตั้งท่าจะเล่าจุดประสงค์ของแผนการลับของตัวเอง พลันสายตาคมดุจจิ้งจอกของเขากลับสะดุดกับอะไรบางอย่างที่ปรากฏซึมขึ้นมาจนแทบกลืนไปกับพื้นพรมสีแดงของห้องรับรองเอสคลาสวีไอพี แต่ช่วยไม่ได้ที่เขาตาดีกว่าคนปกติ จึงรีบยกมือส่งสัญญาณห้ามขึ้นทันควัน


"เดี๋ยวก่อนฮิเดกิ ฉันรู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกไปสักอย่าง..."


ชายหนุ่มลุกขึ้น เหยียบปลายเท้าเงียบกริบไร้เสียงไปตามทางเป้าหมาย โดยมีสายตาคู่ที่เหลือกำลังเฝ้ามองตามหลังด้วยความสงสัย บรรยากาศไม่ชอบมาพากลบางอย่างทำให้ทุกคนแตะอาวุธประจำตัว ความเงียบเหมือนเป็นสิ่งหลอกล่อให้เป้าหมายตายใจ ก่อนโทโมยะจะเดินเข้าไปถึงสิ่งนั้นและสัมผัสได้ว่ามันคือ...เลือด!


ที่แปะอยู่กับขอบผ้าคลุมรถเข็นอาหาร พร้อมกับเสียงหายใจฟืดฟาดของคนที่สั่นงกอยู่ข้างใน เมื่อมั่นใจว่ามีสิ่งมีชีวิตแฝงตัวอยู่ เขาจึงจับปลายกระบอกปืนจ่อเข้าในระยะที่ไม่เกินจุดสำคัญของเป้าหมาย แล้วกระชากผ้าคลุมทั้งผืนออกให้ปลิวลอยออกไปไกล พร้อมกับตะโกนถามด้วยน้ำเสียงข่มขู่เต็มที่ว่า


"บอกมานะว่าเธอเป็นใคร?!?"


---------------------------------------------------------




หัวใจของอากิกะเหมือนหลุดกระเด็นออกมาจากข้างนอก รู้สึกคล้ายว่าตัวเองตายไปแล้วกับสายตาสังหารหลายคู่ที่จ้องมองราวกับจะพิฆาตเธอให้ดับดิ้น เพียงแค่พวกเขาต้องการจะเก็บชีวิตเธอไว้เค้นคำตอบที่อยากรู้ก่อนมากกว่า


เธอยกมือทั้งสองแขนชูขึ้นทำนองว่ายอมจำนน ก่อนจะค่อยๆ สัมผัสถึงความเจ็บเนื้อต้นแขนที่ถูกชายหนุ่มบีบแล้วลากดึงเธออกมาจากกองขวดเบียร์ อิสระที่โผล่พ้นช่องแคบของรถเข็นหาได้ทำให้อากิกะดีใจ เธอแทบจะร้องไห้รอมร่ออยู่แล้วที่ถูกปืนจ่อหัวเป็นครั้งแรก แน่ใจได้ว่าอาวุธสีดำนั้นต้องเป็นของจริงบรรจุกระสุนพร้อมยิงแน่


เท่าที่แอบฟังมาจนถึงตอนนี้ก็รู้ได้แล้วว่าพวกเขาเป็นมาเฟียทำตัวนอกกฎหมาย


สายตาของคนฉุดกระชากลากถูกเธอออกมานั้นแทบกลืนกินให้มอดละลาย อากิกะกลัวจนเข่าอ่อน ที่ยังทรงตัวไว้ได้ก็เพราะแรงรั้งไว้ของเขา


"ย..อย่ายิงนะคะ ฉันไม่ตั้งใจมาแอบฟังพวกคุณนะ" เธอลักล่ำบอกเขา พลางเอานิ้วชี้หน้าตัวเอง "คุณจำฉันไม่ได้เหรอ ที่เราเพิ่งเคยเจอกันในลิฟต์ไงคะ?"


แต่ทว่าโชคร้ายที่เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงตะโกนลั่นที่ดังกว่าของคุณพี่หัวโล้น


"นั่นมันเด็กที่ทำงานในเลาจน์นี่!"


ไม่รู้ว่าพวกเขาแยกออกกันได้อย่างไรว่าเธอเป็นผู้หญิงทำงานในเลาจน์ ในเมื่อทั้งเธอกับผู้หญิงชุดแดงต่างใส่ชุดราตรีเหมือนกัน แถมหล่อนยังแต่งตัวจัดจ้านกว่าเธอซะอีก แต่สังเกตตามสายตาของคุณพี่หัวโล้นและมาเฟียผ้าพันคอยาวที่มาหยุดอยู่ที่..ช่อดอกกุหลาบปลอมปักอยู่บนอกเธอแล้ว ก็พอจะเข้าใจสัญลักษณ์เฉพาะอะไรได้


"บ้าชิบ!" อากิกะรีบแกะออกแล้วเหวี่ยงมันไปไกลๆ แต่ก็ไม่ทันแล้ว เมื่อได้ยินคุณพี่หัวโล้นที่ดูหัวเสียสุดๆ หันไปสั่งการลูกน้อง


"อ้าวเห้ย ใครอยู่ข้างนอกบ้าง มาพาผู้หญิงน่ารำคาญออกไปให้อาซึมิซังสั่งสอนมารยาททีสิ!"


แย่ล่ะสิ เขาจะส่งเธอให้แม่เล้าแล้ว ขืนเป็นแบบนั้นคงต้องถูกส่งตัวไปรับแขกหื่นโรคจิตแหง๋เลย ไม่นับรวมกับพวกการ์ดที่แค้นหักกระดูกเธออีก


"ไม่ได้นะ!!!"


คราวนี้เธอตะโกนแข่งกับเสียงคุณพี่หัวโล้นชนะ ตัดสินใจรวบรวมความกล้าไม่สนปลายกระบอกปืนที่จ่อบนหัว กระโดดขึ้นกอดผู้ชายตัวสูงโน้มคอคนหน้าไร้อารมณ์ลงมา กระซิบบางอย่างที่ริมข้างหูเขาแบบที่ได้ยินเพียงแค่สองคน หากทว่ามุมภาพที่เห็นกลับดูเหมือนว่าเธอกำลังทำท่าใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาอยู่


"ขอร้องหล่ะ ฉันเป็นคนที่คุณเจอในลิฟต์ไงคะ ฉันแค่ต้องการหนีออกไปจากที่นี่เฉยๆ แล้วคุณก็เป็นคนบอกเองว่าถ้าจะหนีให้พ้นก็ต้องซ่อนรอยเลือดให้ได้ ฉันเลยหลบอยู่ใต้รถเข็นอาหาร แต่ไม่คิดว่ามันจะถูกพามาส่งในห้องนี้ ฉันไม่ได้แอบฟังพวกคุณจริงๆ นะ" น้ำเสียงร้อนรนของเธอรีบสรุปที่มาอย่างรวดรัดตัดความ มองเขาด้วยสายตาร้องขอความเห็นใจ


ความเฉยชาของเขาทำให้มองความคิดที่ซ่อนอยู่ภายในไม่ออก สายตาคมจ้องมาทางอากิกะแทบจะทะลุทะลวงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มันหยุดนานนิ่งตรงฝ่าเท้าปราศจากรองเท้าที่ยังชุ่มไปด้วยเลือด แม้แต่พื้นที่ยืนอยู่ก็ยังมีรอยเปื้อน เขาขมวดคิ้วไม่ได้พูดอะไร แค่ผลักมือเธอออก แต่เธอไม่ยอมปล่อย ยึดลำคอเขาไว้เสมือนเป็นเกราะป้องกันภัย จนกว่าชายหนุ่มจะยอมพยักหน้าว่าเชื่อคำพูดเธอ


"ปล่อย..." เสียงเย็นชาเอ่ยขึ้น


"ไม่! คุณห้ามทิ้งฉันนะ" เธอยึดเขาไว้แน่นกว่าเก่า


"ฮ้า... โทโมสรุปว่าแกกับผู้หญิงคนนี้เป็น...?" เจ้าพ่อผ้าพันคอถามขึ้นด้วยสีหน้าระบายย้ิมเหมือนเห็นละครสนุกเรื่องหนึ่ง ที่อยากเข้ามาร่วมวงด้วย


"เธอไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ออกไปซะ..."


"คุณเป็นคนทำให้ฉันต้องมาติดอยู่ที่นี่ ฉันจะไม่ยอมไปไหนทั้งสิ้น ถ้าไม่มีคุณออกไปด้วย!"


สีหน้าเขาดูเยือกเย็นขึ้นบอกให้รู้ว่าใกล้ถึงจุดเดือดปะทุของเขาแล้ว เพียงแต่ที่สกัดกั้นอารมณ์เอาไว้ก็เพราะไม่อยากจะทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มองผ่านสายตาก็รู้ว่าเป็นตัวปัญหาสำหรับเขา


คนที่เดือดร้อนกว่ากลับเป็นศัตรูคู่แค้นที่เริ่มนั่งไม่ติด ตบโต๊ะแล้วบ่นขึ้นว่า "เห้ย ทำไมมันชักช้ากันนักวะ กะอีแค่หาใครสักคนมาลากผู้หญิงออกไปเก็บมันเป็นงานยากมากนักหรือไง!"


การระเบิดเสียงของคุณพี่หัวโล้นทำให้ทุกคนจังงัง แน่ละลูกน้องข้างตัวที่ส่งไปข้างนอกไม่มีใครกลับมาเลย เหลือเพียงแค่คนเดียวที่ยืนอยู่ข้างตัวคุเบ้ การ์ดคนนั้นทำท่าจะเดินออกไปหาตามคนข้างนอกมารับคำสั่งผู้เป็นนาย แต่เขากลับเปลี่ยนใจวกหันมากะทันหันพร้อมกับเงื้ออาวุธมีดแหลมคมขึ้นสูง หวังปักลงที่กลางหลังในตำแหน่งเดียวกับขั้วหัวใจของคุณพี่หัวโล้น อากิกะที่อยู่ในมุมที่มองเห็นพอดีจึงตะโกนร้องลั่น


"เฮ้ ระวัง!!"


ปัง!


ปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวกว่าคือการที่เธอจับปลายแขนของชายหนุ่มที่ถูกเกาะเป็นต้นไม้อยู่แล้วเล็งไปที่ตำแหน่งของคนร้ายคิดลอบสังหาร ชายหนุ่มสอดรับจังหวะกับเธอได้ดีด้วยการเหนี่ยวไกออกไปในจุดข้อมือที่ถือมีดจนกระสุนฝังเข้ากลางเส้นเอ็นพอดี ทำให้มีดถูกปล่อยให้ร่วงตกลงพื้นในวินาทีที่ยังไม่ทันสร้างความอันตรายให้แก่ใคร


ไม่รู้ว่าเป็นเธอที่กะตำแหน่งเก่งหรือเขาที่ยิงปืนแม่น แต่มันก็เข้าตรงกับเป้าหมายไม่มีพลาด อากิกะยกยิ้มไม่รู้ตัว ขณะที่ตัวสูงเบนทิศทางหันมาประเมินมองเธอใหม่...


"ไม่เลวนี่" คำชมนั้นหลุดออกจากปากสีแดงเข้มของเขา


มันทำให้คนถูกมองรู้สึกเขินอายยังไงไม่รู้จนต้องยกมือทัดหู ก้มหลบสายคมที่ทำให้แก้มร้อนเห่อ แต่ความตึงเครียดข้างนอกก็ทำลายบรรยากาศหมดลงชั่วพริบตา ให้กลับมาสนใจกับสถานการณ์ฉุกเฉินตรงหน้า


"เห้ย ใครอยู่ข้างนอกบ้าง รีบเข้ามาที!" คราวนี้เปลี่ยนเป็นคำสั่งเคร่งเครียดของนายน้อยแห่งโงคาวะเร็ตซึ


การรวมตัวเฉพาะกิจเป็นความลับสูงสุดของสามเสือแห่งมาเฟียชั้นนำเกาะญี่ปุ่นดูท่าจะถูกเผยไต๋แล้ว ถึงได้มีมือสังหารลอบเข้ามา แต่คนลงมือกลับเป็นลูกน้องคนสนิทของคุเบ้ซึ่งกำลังถูกเจ้าหัวโล้นนั่นจับกดถังน้ำแข็งเหยียบมือที่ถูกยิงเพื่อเค้นคออยู่ด้วยโกรธแค้นเป็นที่สุด


เสียงตึง ตึง ดังออกมาจากหน้าประตู


ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันถูกล็อคจากฝีมือใครสักคนก่อนเดินออกไป บางทีอาจเป็นสายของมือสังหารที่ยังปะปนอยู่ ครั้งนี้จึงเป็นภาวะฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าใครคือหนอนบ่อนไส้ตัวจริงที่แฝงตัวอยู่ในหมู่ของพรรคพวกสิบกว่าคนที่เดินเข้า


โทโมยะและฮิเดกิกระชับปืนแล้วพยักหน้าสบตากัน ขณะปลายหางตาข้างหนึ่งของเขาเหลือบมองมาที่ผู้หญิงที่เป็นภาระอยู่ข้างหลัง เขามีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย มองดูก็รู้ว่าวางลงเมื่อไหร่ เธอก็คงเป็นป้อมง่อยโจมตีได้ง่าย แต่เอาไปด้วยก็เป็นตัวถ่วง แรงรัดแข็งๆ ที่คอบอกว่าเขาไม่มีทางเลือก


เสียงถอนหายใจหนักของเขาไม่ใช่ว่าอากิกะจะไม่ได้ยิน เธอจึงรีบกระซิบบอกเป็นการแก้ต่างให้กับสถานะด้อยค่าของตัวเองในสายตาเขา


"คุณช่วยถอยออกไปหน่อยได้ไหม ฉันอยากได้เบียร์สักสองสามขวด"


เห็นได้ชัดว่าสายตานั้นเปลี่ยนมาเป็นตั้งคำถามกึ่งรำคาญเธอแทน "จะเอาไปทำอะไร?"


"เถอะน่า เดี๋ยวคุณก็รู้ ฉันไม่อยากเป็นภาระคุณอย่างเดียวหรอก เชื่อสิ!"

 




--------------------------------------------------------------------------

เนื้อหานิยายเรื่องนี้เป็นเวอร์ชัน Sample นะคะ ชอบไม่ชอบสามารถคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้นักเขียนได้ค่ะ ^O^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

15 ความคิดเห็น