BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 3 : ✟ หนียังไงก็ไม่พ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 เม.ย. 61




"ถ้าคิดจะหนีให้พ้น..ก็อย่าทิ้งรอยเลือดไว้ให้สุนัขดมกลิ่นเจอสิ..."



ตึก... ตึก...


อากิกะสัมผัสถึงแรงสั่นกระเพื่อมจากอกข้างซ้ายของตัวเองด้วยความแตกตื่นที่โดนจับไต๋ได้ น่าแปลกที่มันตรงพอดีกับจังหวะการเดินของผู้ชายที่เฉียดผ่านไหล่เธอออกไป จนได้กลิ่นน้ำหอมโคโลญผู้ชายจางๆ


และอาจเป็นเพราะคำพูดแนะนำที่เขาทิ้งท้ายไว้ ทำให้เธอเหม่อมองตามแผ่นหลังสีดำตั้งตรงราวกับต้องมนตร์ดึงดูดอะไรบางอย่างไม่รู้ตัว ...จนกระทั่งเขาห่างออกไปกลายเป็นแค่จุดสีดำเลือนลางอย่างช้าๆ คล้ายเป็นภาพสโลวโมชั่นที่เกิดขึ้นในม่านสายตา


คนบ้าอะไรกันนะ แค่มองข้างหลังยังให้ความรู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลขนาดนั้นน่ะ...


ติ๊ง!


การปิดเข้าหากันของประตูลิฟต์ทำให้เธอสะดุ้งราวกับเพิ่งเคยได้ยินมันเป็นครั้งแรก


บ้าสิ นี่เธอมัวแต่ใจลอยคิดเรื่องไม่เข้าท่าอะไรอยู่กันเนี่ย?


อากิกะสลัดอารมณ์แปลกประหลาดไร้สาระออกไป ก้มมองเท้าเปล่าเปลือยเกรอะกรังไปด้วยเลือดของเธออย่างครุ่นคิด ทุกรอยย่ำปรากฏคราบเปื้อนเป็นทาง ถึงคนพวกนั้นจะตามเธอไม่ทัน แต่ใช่ว่ามันจะตามร่องรอยเหล่านี้มาถึงตัวเธอไม่ได้


ต้องขอบคุณผู้ชายคนเมื่อกี้ที่ชี้ทางสว่างให้...


สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้อย่างแน่นอน


ปลายหางตาของเด็กสาวเหลือบมองผู้โดยสารร่วมทางคนสุดท้าย บริกรหนุ่มน้อยหน้าใสและรถเข็นอาหารพร้อมเสิร์ฟในมือ


บางทีสวรรค์อาจส่งทางเลือกสุดท้ายมาให้เธอลองดูเสี่ยงแล้วก็ได้...


จังหวะที่เหมือนโชคชะตาเข้าข้างอากิกะ ลิขิตให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในเสี้ยววินาทีคับขัน เมื่อลิฟต์เจ้ากรรมดันเกิดปัญหาขัดข้องหยุดกลางทางกะทันหัน แรงเหวี่ยงชักรอกที่สะดุดทำให้ทั้งเธอและบริกรต้องเกาะผนังเอาไว้เพื่อทรงตัวจากพื้นที่โคลงเคลงไปมา ความบังเอิญของแรงเขย่าทำให้ผ้าคลุมสีขาวบนรถเข็นเปิดอ้ากว้างเผยให้เห็นช่องว่างข้างใต้


ขณะที่พื้นหยุดสั่นแล้ว แต่ไฟยังกะพริบติดๆ ดับๆ อยู่ บริกรหนุ่มถอดหูฟังออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก ส่วนเธอกลับสังเกตทีท่าของอีกฝ่ายไม่วางตา


เขาใส่หูฟังอยู่ตลอด?


ขอบคุณพระเจ้าที่เมตตา นี่ล่ะเป็นโอกาสทองของเธอแล้ว!


จังหวะที่เด็กหนุ่มกำลังชุลมุนกับเหตุการณ์ตรงหน้า อากิกะรีบมุดแทรกตัวเองเข้าไปในช่องว่างใต้รถเข็น แล้วปิดผ้าคลุมสีขาวลงอย่างว่องไว ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งลิฟต์กลับมาทำงานเป็นปกติและไฟส่องสว่างอีกครั้ง


เธอกลั้นหายใจทำให้เสมือนว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่ก็เหมือนตายไปแล้วจริงๆ ในเมื่อไอ้พื้นที่เล็กๆ ใต้รถเข็นนี่เต็มไปด้วยขวดเบียร์อัดแน่นจนนึกว่าอยู่ในเล้าไก่ อากิกะทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งเบียดแย่งพื้นที่ให้ได้มากที่สุด


ความที่อุดหูฟังเพลงไม่สนโลกมาตั้งแต่ที่แรกทำให้บริกรหนุ่มน้อยไม่ได้ทันสังเกตเลยว่า...สุภาพสตรีชุดชมพูหวานผู้ร่วมทางได้หายตัวไปแล้วราวกับล่องหน เหลือเพียงเขาลำพังคนเดียวกับรถเข็นที่หนักกว่าเดิมเป็นพิเศษกว่าทุกวัน...


อากิกะนั่งหลับตาสวดภาวนาอยู่ใต้ความมืดที่อึดอัด


โปรดนำพาฉันออกจากที่นี่ด้วยเถอะพ่อหนุ่ม...ขอร้องล่ะ (/l\)


เสียงกึกกักของล้อที่บดเบียดพื้นพรมจนก่อเป็นรอยลึกทางยาวคู่ขนาน คนที่หนีตายหดขาเบียดตัวอยู่กับเบียร์ทั้งลังในสภาพแออัดจนหายใจแทบไม่ออก ความมืดใต้ผ้าคลุมรถเข็นทำให้มองไม่รู้เลยว่าบริกรหนุ่มจะพาเธอไปทางไหน


กลิ่นหอมๆ ตีกันตลบอบอวลในอากาศจากอาหารข้างบนหัว ทำให้ท้องของคนที่ปราศจากอะไรให้ย่อยมาแล้วถึงสามวันร้องคำรามราวกับเสือเจ้าป่าประกาศหาคู่ อากิกะกลืนน้ำลายเฮือกแล้วเฮือกเล่า สุดท้ายทนไม่ไหวจึงคว้าเบียร์ขวดหนึ่งมาเปิดดื่มแก้ขัดไปพลางๆ


ฮ่า....เย็นสดชื่นจริงๆ (^O^)/


ไม่เปลืองแรงวิ่งหนีเอง แถมยังมีเบียร์เย็นๆ มาแก้ดับกระหายอีก นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายของเธอจริงๆ


แต่เพราะทางเดินนั้นยาวมากหรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษไม่รู้ บริกรหนุ่มถึงใช้เวลาเข็นค่อนข้างนาน จนทำให้อากิกะเผลอซัดเบียร์ประทังความหิวไปรวดเดียวถึงสามขวด!


"เอิ้กกก!" อุ๊ยตายแย่แล้ว...เธอเผลอเรอออกมาแน่ะ o(> x <)o


"เสียงอะไรวะ?"


จู่ๆ รถก็หยุดเคลื่อนตัวกะทันหัน บ้าจริงที่เจ้าเด็กหนุ่มนั่นเกิดหูดีขึ้นมาซะงั้น ไหนว่าเสียบหูฟังอุดหูอยู่ไงเล่า~


"รถแม่งก็อย่างหนัก" เสียงบ่นตามมาไม่หยุด ขณะรู้สึกได้ว่าคนทำหน้าที่สารถีมาตลอดเริ่มเกิดข้อสงสัยจนเดินวนดูรอบรถเข็นหาสิ่งผิดปกติ "เมื่อกี้ตอนออกจากครัวมันก็ไม่หนักขนาดนี้นี่วะ หรือกูจะยังเพลียจากเชียร์บอลเมื่อคืนจนแรงตก?"


ใช่ๆๆๆ นายนั่นแหละไปเชียร์บอลมาเลยเหนื่อย


รีบๆ เข็นฉันไปส่งสักที่สิ แล้วรีบกลับไปพักผ่อนซะ!


แต่ทว่าแรงขยุกขยักทำท่าจะเปิดผ้าคลุมรถเข็นแง้มดูอะไรบางอย่างนั้นทำให้เธอตกใจจนแทบกรีดร้องออกมา ดีที่ตั้งสติทันด้วยการนั่งทับชายผ้าเอาไว้ไม่ให้เขาดึงออกได้ง่ายๆ จนกลายเป็นแรงยื้อยุดระหว่างกัน


"โถ่โว้ย ทำไมเปิดไม่ได้วะ ต้องเป็นไอ้เจ้าโยชิแน่ๆ ที่แกล้งเอาเบียร์มาซ่อนไว้ลับหลังผู้จัดการ เฮ้อ ไอ้ขี้งกเอ๊ย แอบดอยของที่ทำงานตลอดนะมึง อย่าให้กูเจอตัวนะ ถ้าขี้งกไม่แบ่งล่ะมึงตาย!"


เสียงอาฆาตแค้นของเด็กหนุ่มที่โบ้ยความผิดไปที่อีกคนหนึ่ง ทำให้เธอเผลอระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงแว่วแต่ไกลตะโกนขึ้นโวยวาย


"อ้าวเห้ย มัวยืนโอ้เอ้อะไรอยู่ตรงนั้นเล่า นั่นมันอาหารที่มาเสิร์ฟห้อง TRIPLE-S VIP707 ไม่ใช่เหรอ? รีบไปเร็วเข้า ขืนชักช้าอาหารเย็นหมดอร่อย ฉันหักค่าแรงแกวันนี้หมดนะจะบอกให้!"


เดาว่าคงเป็นผู้จัดการมาเร่งทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบเก็บปากมุ่งหน้าออกแรงรีบเข็นต่อ ไม่กล้าส่อพิรุธว่าข้างใต้รถเข็นยังมีเบียร์ที่ถูกยักยอก...ซ้ำร้ายยังรวมทั้งสาวเลาจน์คนใหม่ที่กำลังตามล่าตัวกันจ้าละหวั่น


อากิกะลอบยิ้มตาลอยคล้ายจะเวียนหัวอยู่หน่อยๆ โคลงเคลงไปตามทางเดิน


นั่นเซ่ จะไปไหนก็รีบไปสักที่ ฉันเกลียดจะหายใจอยู่ในสถานที่บ้าๆ พรรค์นี้แล้วนะ


เอิ้กกกก...อุแหวะ เอ๋? ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าโลกมันหมุนไปหมดล่ะ หรือไอ้เด็กนั่นมันแกล้งเข็นรถวนเป็นวงกลมนะ...?


จับข้างล้อพิสูจน์ดูก็ยังทางตรงอยู่นี่นา แล้วมันเพราะอะไรกันหว่า? ก้มมองดูขวดเปล่าในมือ และที่วางกองอยู่บนหน้าตักก็นับดูได้ หนึ่ง สอง สาม สี่ และ...ห้า!


ห๋า... นี่เธอซดเบียร์ทั้งที่ท้องว่างไปตั้งห้าขวดรวดเชียวเร๊อะ ปัดโถ่เอ๊ย! แล้วแบบนี้จะไม่เมาตายห่าเลยหรือยังไง?


อ๋อยยยย ว่าแล้วเชียวทำไมถึงง่วง หนักตาจนแทบจะลืมไม่ไหวอยู่แล้วง่า งั้นขอเงียบหน่อยเถอะนะ... (3)


รู้แค่ว่าก่อนที่จะหมดสติไปนั้น คล้ายหูเธอจะได้ยินเสียงเคาะประตู และเสียงห้าวของบริกรหนุ่มที่กล่าวบอกพร้อมรอยยิ้มเซอร์วิสมายด์จนตาหยีเป็นสองขีด


"อาหารสุดพิเศษสำหรับคุณลูกค้า TRIPLE-S VIP 707 มาเสิร์ฟแล้วครับ ขอให้มีความสุขกับอาหารมื้อนี้และอย่าลืมแวะเวียนมาดื่มด่ำกับบรรยากาศค่ำคืนสุดหรรษาของโมรินเลาจน์อีกนะคร้าบบบ"


แต่ทว่าส่วนที่เธอไม่ได้มีโอกาสได้เห็นหลังจากปิดตาหลับไปแล้วก็คือ...อาการหลังพูดจบของบริกรหนุ่มที่หน้าซีดเป็นไก่ป่วย!


เมื่อลืมตาจากรอยยิ้มพนักงานดีเด่นมา เด็กหนุ่มก็เห็นภาพคนหน้าเหี้ยมนับสิบที่แบ่งข้างเป็นสองฟาก ยืนแยกเขี้ยวใส่กันด้วยความโกรธแค้น พร้อมกับอาวุธแหลมคมกระชับในมือเตรียมจะประจัญบานกันอย่างเต็มที่ กำลังหันมองมาทางเขาเป็นตาเดียวราวหมู่อสูรที่พบเหยื่อมนุษย์!


นะ..นี่มันกองถ่ายหนังบู๊สงครามกลางเมืองกันรึไงฟระ!?!


ก่อนที่เด็กหนุ่มจะถูกเตะโด่งออกไป ทิ้งไว้เพียงรถอาหารที่ถูกลากเข้าห้อง ทันทีที่ประตูปิดลงก็ตามมาด้วยเสียงตะคอกข่มขวัญดังกัมปนาทดุจสายฟ้าฟาดกลางพื้นดินทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาพักหนึ่ง ได้ยินแว่วๆ ในฝันแสนหวานว่า


"ฉันให้โอกาสแกคิดเป็นครั้งสุดท้ายว่าจะยอมจ่ายราคานี้มาดีๆ หรือไม่ ถ้าวันนี้ไม่ได้เช็คมาตามจำนวนที่น่าพอใจล่ะก็...อย่าหวังเลยว่าจะมีใครหลุดไปจากที่นี่ในสภาพครบสามสิบสอง อ้อไม่สิ ต่อให้เป็นนายน้อยของโงคาวะเร็ตซึมาเอง ยังไงก็ต้องขอเก็บค่าหัวแพงกว่าอีกหน่อย ไม่อย่างนั้นคงไม่สมฐานะที่คุบุระโอคังต้อนรับทั้งทีสิ!"


อ้อ...สงสัยว่าเธอกำลังฝันอยู่ในหนังโจรปล้นโจรเองสินะ


---------------------------------------------





ตอนที่อากิกะรู้สึกตัวอีกทีก็มีเหมือนว่ามีใครสักคนกำลังเขย่าตัวเธออยู่ หันซ้ายขวาลืมตาขึ้นมาก็แลเห็นขวดเบียร์ที่รองนอนกำลังสั่นเป็นเจ้าเข้า


หะ..เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเรอะ? แล้วเธอจะรอดตายออกไปได้ไหมเนี่ย


พอแง้มชายผ้าคลุมออกไปก็คล้ายจะเห็นรองเท้าหนังสีดำขัดเงาอย่างดีเหยียบบนขอบรถเข็นเอาไว้ แล้วเขย่าขาเบาๆ จนทำให้ทั้งเนื้อตัวเธอพลอยสั่นตามไปด้วย


ไอ้บ้าที่ไหนเนี่ยมาเขย่าขาใส่รถเข็นกันฮะ? เธอไม่ใช่มิลค์เชคที่ยิ่งเขย่ายิ่งอร่อยหรอกนะ รู้ไหมว่ามันเวียนหัวน่ะ...ยิ่งเมาๆ อยู่ด้วย พูดแล้วก็รู้สึกอยากอ้วกขึ้นมาทันที (=_=;)


เธอตั้งท่าจะออกไปด่า แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ากำลังแอบซ่อนตัวอยู่นี่นา มองพื้นพรมสีน้ำตาลเลือดหมูก็รู้ว่าคงถูกพาเข้ามาอยู่ในห้องทริปเปิ้ลเอสวีไอพีอะไรสักอย่าง ไอ้เจ้าเด็กหนุ่มนั่นคงพาเธอกับอาหารมาทิ้งไว้ให้ในห้องแขกสักคนกระมัง


พอพวกเขากินเสร็จ กลับบ้านไป เธอค่อยแง้มตัวออกมาก็สิ้นเรื่องแล้ว...ไชโย \(^O^)/


"ทำไมฉันต้องจ่ายด้วยล่ะ ในเมื่อของพวกนั้นแกก็ได้มาจากการปล้นคนอื่น ไม่สู้ให้พวกเรามาแบ่งเค้กกันให้ลงตัวดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็ได้ผลประโยชน์เจ๊ากันทั้งสองฝ่าย"


ใครสักคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างจนอากิกะยังรู้สึกแน่นหน้าอกตามไปด้วย อดใจไม่ไหวแอบลอบดูผ่านช่องเล็กๆ ก็เห็นเป็นผู้ชายเจ้าของชุดเสื้อเชิร์ตสีขาวลายทางน้ำเงินมีผ้าพันคอคล้องยาวจนแทบจะลากพื้นเวลานั่ง หมวกฮู้ดสีน้ำตาลปิดบังใบหน้าเขาไปกว่าค่อน แต่ผิวขาวๆ ที่ข้างแก้มกำลังเท้าคางส่งยิ้มร้ายบอกว่าต้องดูดีไม่น้อยแน่ แถมยังมีออร่าของผู้นำอย่างชัดเจน เมื่อเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกไม่กี่คนที่ได้อภิสิทธิในการนั่งอยู่บนโซฟา ขณะที่คนส่วนใหญ่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง


ว้าว นี่มันคาแร็คเตอร์ของเจ้าพ่อขนานแท้ ...แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าเขาไม่ใช่ไอ้บ้าเดียวกับที่กำลังเขย่ามิลค์เชคเธออยู่


"เจ๊ากันอย่างนั้นเหรอ?" เห็นได้ชัดว่าคุณพี่หัวโล้น พ่นเสียงคำว่า 'เฮอะ' ดังลั่นไปทั่วห้อง กรอกตาขึ้นฟ้าหนึ่งรอบด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งยวด แล้วเอามือที่กำหมัดเหมือนหมักดองความโกรธจนได้ที่แล้วฟาดลงบนโต๊ะจนแทบทำให้ขาข้างหนึ่งเอียงกะเท่เล่


"พวกแกช่วยลงแรงอะไรไปบ้างฮะ? รู้ไหมว่าฉันต้องเสียคนไปเท่าไหร่กว่าจะได้มาน่ะ ส่วนพวกแกก็แค่เต่าหดหัวอยู่ในกระดอง พอเห็นประโยชน์ก็ตาเป็นมัน หวังมาชุบมือเปิบขอแบ่งกันหน้าด้านๆ แบบนี้เหรอวะ พวกโงคาวะเร็ตซึ นี่มันขี้ขลาดไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ"


สิ้นเสียงก็มีรอยยิ้มเย้ยหยันสสับกับเสียงหัวเราะของกลุ่มชายหน้าตายฝั่งพี่หัวโล้น ท่าทางคนพวกนี้คงถูกฝึกให้รับมุขเจ้านายสินะ เพราะช่างหัวเราะเยาะเย้ยกันได้เจ็บแสบจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ทำให้การ์ดฝ่ายตรงข้ามกำข้อมือแน่น หน้าแดงเข้มจนเกือบจะเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ


หากทว่า...ก็มีแต่ผู้ชายที่ชื่อฮิเดกินั่นแหละที่ยังส่งยิ้มเฉิดฉายราวกับไม่ได้ยินคำแสลงหูอะไร


ซ้ำยังแสร้งทำเป็นตบโต๊ะด้วยท่าทางเหมือนเด็กขี้เลียนแบบดูบ้าง แล้วก็ยกนิ้วที่เป็นปื้นแดงขึ้นมาสูดปาก ทำนองว่า เมื่อครู่นี้ไม่น่าทำเรื่องโง่เง่าหาเรื่องเจ็บตัวเปล่าเลย ขณะที่เป่าปากให้กับความเจ็บทีละนิ้วก็มองลอดผ่านฝั่งตรงข้ามอย่างท้าทาย


"บางครั้งคนฉลาดก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงตายแบบโง่ๆ หรอก แค่รู้จักใช้นี่..." แล้วเขาก็ยกนิ้วชี้ข้างที่ไม่เจ็บขึ้นจิ้มขมับ "คิดว่าควรจะทำยังไงให้ไปถึงผลลัพธ์เร็วที่สุด โดยไม่ต้องเปลืองแรงตัวเองมากกว่า แล้วฉันก็คำนวณไม่ผิดเลยว่าพวกแกต้องใช้วิธีไปตายเอาดาบหน้า ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปปล้นมันมาจนได้ แต่คงคิดน้อยไปสิว่าคนของโนบุนยะริวจิก็ทำได้เหมือนกัน..."


"...แล้วรู้ไหมว่าทำยังไงฉันถึงทำให้พวกมันยอมถอยแล้วหลีกทางให้พวกแก คงไม่ต้องบอกก็รู้นะว่าถ้าตอนนั้นโนบุนยะริวจิไม่เปลี่ยนใจกะทันหัน ยังไงพวกแกก็ตายหมู่ที่กลางเรือของออสมานอยู่ดี เห็นได้ว่าฉันช่วยชีวิตพวกแกไว้ชัดๆ"


ขณะพูดไปด้วยฮิเดกิก็ดึงมีดกลางโต๊ะขึ้นมา เอาผ้าชุบน้ำเช็ดใบมีดราวกับกลัวความสกปรกจากเจ้าของเดิมของมัน ก่อนจะใช้ความคมกริบตัดแยกเป็ดอบซอสไวน์ขาวตัวหนึ่งที่ยังสมบูรณ์ไม่ถูกแรงกระแทกทำให้เสียหาย เขาเฉือนแบ่งแยกชิ้นส่วนด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะใช้มีดอันนั้นปักเข้าที่น่องท่อนหนึ่งแล้วเขวี้ยงกลับไปใส่จานคนตรงข้าม หยิบมีดสแตนเลสข้างจานมาหั่นเนื้อส่วนของตัวเองจิ้มซอสเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งพูดต่อว่า


"...นอกจากพวกแกจะไม่สำนึกบุญคุณแล้ว ยังขี้งกกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ทำการค้ากับพวกขี้ตืดมันก็เป็นอย่างนี้นี่เองละน้า...ถ้ารู้อย่างนี้ก็น่าจะปล่อยให้ตายๆ ไปซะตั้งแต่แรกก็ดี เต่าอย่างพวกฉันมันเสือกไม่เข้าเรื่องจริงๆ เลย ว่าไหม?"


"นี่แกร... ไอ้ฮิเดกิ มันจะมากไปแล้วนะ!"


ช่วงเวลาที่ฝ่ายหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับเนื้อนุ่มๆ ของเป็ดอบซอสและเบียร์เย็นๆ ที่มีคนรินเติมให้ไม่ขาด คุณพี่หัวโล้นกลับหมดอารมณ์อยากอาหาร ปัดจานน่องเป็ดตรงหน้าทิ้งลงพื้นจนทุกอย่างแตกกระจายในหนึ่งกวาดหายนะ


เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!


ไม่รู้ว่าหมดจาน แก้ว อีกสักกี่ใบถึงจะระบายอารมณ์ขุ่นเคืองได้หมด นัยน์ตาแดงเข้มเหมือนจะอยากจะฆ่าใครตายสักคน เหลือบซ้ายแลขวาก็หาที่ลงอารมณ์ไม่ได้ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่รถเข็นอาหารขวางตาใกล้ตัว ก่อนที่จะลงมือโดยคิดไม่ยั้งแรง...


ผั้วะ!


โครมมมมมม!


"โอ๊ย!"


บัดซบ! ไอ้บ้าหัวโล้นนั่นมันเตะเธอปลิวกระเด็นเลย ดีนะที่รถเข็นไม่ได้พลิกคว่ำจนแบไต๋ทุกอย่าง ว่ามีใครอีกหนึ่งคนกำลังแอบฟังคนพวกนั้นคุยกันอยู่ แต่รถเข็นก็วิ่งตามแรงถีบจนกระแทกเข้ากับโซฟาอีกฟาก เบาะนิ่มๆ ทำให้เธอพอทรงตัวเองขึ้นมาได้ แต่ก็ต้องทนความเจ็บปวดของบาดแผลที่มีเลือดไหลซึมออกมาอีกแล้ว


ฮือออออ ไอ้พวกคนใจร้าย เธออยากจะหักคอพวกมันทิ้งจริงๆ เลย (~‵)


"เสียงอะไรน่ะ?"


"ฉันได้ยินเหมือนเสียงผู้หญิงร้อง" ใครบางคนโพล่งขึ้น


ได้ยินแบบนั้น ยิ่งทำให้อากิกะก็ตาโต หูขยาย ยิ่งเร่งหดตัวลีบ เก็บลมหายใจเข้าที่ ไม่ให้แม้แต่มีเสียงเล็ดรอดออกมา...


"แต่ฉันไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย...นอกจากเสียงเอ๋ง เอ๋ง เอ๋ง ของหมาข้างถนนที่ถูกเหยียบหางอยู่น่ะ"


ปัง!


คล้ายกับจะมีแรงถีบจากประตูอีกด้านเข้ามา ทำให้เข้าใจได้ว่าคงเป็นห้องคู่ขนานที่อยู่ติดกัน ก่อนจะมีเสียงรองเท้าสองคู่เดินตามกันเข้ามา


หนึ่งเป็นร้องเท้าหนังมันแปลบปลาบ ส่วนอีกคู่เป็นรองเท้าส้นสูงสีแดงเพลิง


เอ...มันดูคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ


ทว่าพอเงยหน้าขึ้นอากิกะก็ต้องตกใจจนต้องรีบเอามืออุดปากไม่ให้หลุดเสียงอุทาน


"ท..โทโมยะ แกมาออยู่ที่นี่ได้ยังไง!" เสียงตะโกนของไอ้บ้าหัวโล้นราวกับช่วยกลบสถานการณ์อีหลักอีเหลือของเสียงปริศนาเมื่อครู่ไปจนสนิท


สายตาของคนทั้งห้องแลดูจะสนใจไปที่ผู้ชายตัวสูงคนที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามา มือข้างหนึ่งกำลังเสยผมที่ปิดรกดวงตาอันแฝงไปด้วยไอของความเย็นชา เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ล้มลงจากแรงอาละวาดของคุณพี่หัวโล้นเมื่อกี้ให้พ้นทางดังโครม ก่อนจะเข้ามานั่งบนโซฟาฝั่งเดียวกับฮิเดกิโดยมีผู้หญิงชุดแดงเดินตามมาเป็นเงา


แต่เธอไม่ได้นั่ง กลับไปยืนประจำที่เยื้องด้านหลังของฮิเดกิ แล้วก็กระซิบกระซาบอะไรกันที่ข้างหู


เธอไม่ได้สนใจนักว่าพวกเขาจะพูดเรื่องอะไรกัน


เพราะสายตาของเธอกำลังสะดุดอยู่ที่ท่าทางแสนสบายของผู้ชายคนที่เจอในลิฟต์ เขายกเอาขายาวๆ ของตัวเองขึ้นพาดบนโต๊ะอาหารอย่างไม่เกรงใจใคร แถมยันหันส่วนพื้นรองเท้าไปหาคุณพี่หัวโล้นอีกต่างหาก ไม่ต่างอะไรกับชี้หน้าด่าเลยสักนิด


นอกจากนี้ยังล้วงกระเป๋าควานหาบุหรี่ขึ้นมาสูบพ่นควันฉุยอย่างไม่หวั่นสายตาใคร พอเห็นคุณพี่หัวโล้นกัดฟันอึ้งในความมารยาทของเขา ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ยิ้มแย้มที่มุมปากแล้วทักทายด้วยประโยคที่ใช้ส้นเท้าเหยียบหน้าไปเลยก็ไม่ต่างกัน


"ไง ไม่เจอกันตั้งนาน ยังสันดานเสียจนหมาอายเหมือนเดิมเลยนะ"


อากิกะไม่ค่อยมั่นใจว่าเขากำลังด่าฝ่ายตรงข้ามหรือด่าตัวเอง


แต่ก็นั่นแหละ...คนหล่อทำอะไรย่อมไม่ผิด (ε*)





-----------------------------------------------------------------

เนื้อหานิยายเป็นเวอร์ชัน Sample นะคะ ชอบไม่ชอบสามารถคอมเมนท์ให้กำลังใจนักเขียนได้ ^O^



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #6 Soro4R (@Smaill-dody) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 00:02
    <p>กำลังคิดว่านางเอาส่วนไหนคิดว่ากำลังหนีแต่กินเบียร์ จนเมา นี้ตั้งใจหนีจริงหรือแค่เล่นตัว</p>
    #6
    0
  2. #3 memyworld (@nathamon21000) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 19:04
    เราชอบบบบบบ
    #3
    0