BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 2 : ✟ วันวานเมื่อแรกพบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 เม.ย. 61


-ปี 2015 ย่านโซเซยาระ ประเทศญี่ปุ่น-


"ฮืออ...ปล่อยฉันออกไปนะ!!"


ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เธอพยายามใช้ปลายเท้าทั้งคู่ถีบยันประตูปิดสนิทให้ก่อเสียงรำคาญจนเรียกความสนใจจากใครสักคนให้มาช่วยเปิดมันออกดู ...แล้วจะได้พบว่ามีเด็กสาวสามคนหน้าตาขะมุกขะมอมถูกมัดมือมัดเท้าขังเอาไว้ในห้องโสโครก ที่ฉุนไปด้วยกลิ่นสาบเหมือนหนูตายจนแสบปอดไปหมด


"ไอ้พวกบ้า ฉันจะฆ่าพวกแก ฮือ..."


สาปแช่งไปพร้อมกับท้องที่ทั้งหิวและเหนื่อยทำให้ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะก่อกวนได้นาน เด็กสาววัยสิบแปดปีทิ้งตัวลงนอนร่ำไห้อย่างหมดอาลัยตายอยาก


เธอทำผิดอะไร...


อยู่ดีๆ คนพวกนั้นก็มาบอกว่าแม่กับพ่อเลี้ยงมีหนี้นอกระบบค้างชำระ ไม่ยอมส่งคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด ซ้ำยังหลบหนีออกมาจากเมืองไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนอย่างปราศจากวี่แววหวนกลับมา...


ภาระทั้งหมดคงตกมาสู่...อากิกะ สาวน้อยมัธยมปลายที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานพิเศษหาค่าขนมส่งเสียตัวเอง เพราะคนเป็นแม่ไม่เคยเจือจุนอะไร ส่วนพ่อก็หายสาบสูญเหมือนตายไปแล้ว


มีแต่พ่อเลี้ยงสามีใหม่แม่ที่ก่อหนี้พนันไม่หยุดหย่อน เหมือนกลัวว่าถ้าไม่สร้างปัญหาสักวันแล้วจะถูกหาว่าเป็นคนว่างงาน


ตอนที่รู้เรื่องจากอาคันตุกะไม่ได้รับเชิญรออยู่ที่หน้าบ้าน เธอเหมือนถูกน็อคดาวน์กลางอากาศ เงินก้อนนั้นเธอไม่เคยได้แตะสักเยนด้วยซ้ำ แล้วจะมาทวงคืนความรับผิดชอบจากเธอได้ยังไง...มันต้องไปถามเอากับคนที่ยืมพวกเขามาเซ่!~


แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครฟังเธอเลยสักนิด คนพวกนั้นปุบปับก็จับตัวเธอขึ้นรถตู้ แล้วนำมาขังไว้แทบไม่ให้ข้าวให้น้ำราวกับเป็นนักโทษตลอดเกือบสามวัน!


"นี่พวกเธอ มาช่วยกันทำอะไรกันบ้างสิ!"


หันมองเพื่อนร่วมชะตาด้านข้างก็เอาแต่เอนพิงเก้าอี้เก่าๆ มองเพดานอย่างเหม่อลอยเหมือนคนสูญสติไปแล้ว ใบหน้าเยาว์วัยผ่านการทุบตีจนบวมช้ำ โดยเฉพาะข้างแก้มที่ม่วงคล้ำเป็นรอยมือ


อากิกะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ฝ่าฝันต่อต้านความอยุติธรรมในหลายวันที่ผ่านมา หลังจากสลับกันลากตัวหายออกไปตลอดทั้งคืน พอถูกส่งตัวกลับมาอีกครั้งก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากตุ๊กตาไร้ชีวิต ไม่หืออืออะไรทั้งสิ้น


.....และคืนนี้เวียนมาถึงคิวเธอแล้วพอดี!


"พวกมันไม่ใช่คน เธอเองก็ระวังตัวให้ดีดีล่ะ..."


จู่ๆ เด็กสาวคนหนึ่งที่มุมห้องก็เปิดปากขึ้น จำได้ว่าเป็นคนแรกที่ถูกพาตัวออกไป และกลับมาด้วยสภาพยับเยินที่สุด ดวงตาข้างหนึ่งยังบวมเป่งไม่หายเพราะถูกตบจ้องมองมาที่เธอ แล้วแสยะยิ้มราวกับปีศาจผุดขึ้นจากขุมนรก


"สวยๆ อย่างเธอน่ะ พวกมันยิ่งชอบเลยหล่ะ รับรองว่าต้องถูกพวกมันเล่นงานทั้งคืน...จนต้องคลานกลับมาแน่..."


เสียงเยือกเย็นนั้นทำให้อากิกะรู้สึกขนลุกพองทั้งตัวอย่างบอกไม่ถูก ถามขึ้นอย่างละล่ำว่า "ทะ..ทำอะไร พวกมันจะ..ทำอะไรฉัน?"


เด็กผู้หญิงอีกคนได้ฟังคำถามใสซื่อก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เอื้อมมือมาบีบคางเธอเอาไว้จนเจ็บ แต่ก็หันหนีไม่ได้เพราะร่างกายที่อ่อนแรงขาดสารอาหารมาหลายวัน ตะคอกขึ้นอย่างไม่ออมเสียง


"อย่าโง่ไปหน่อยเลย นี่มันซ่อง! คิดว่าไอ้สารเลวพวกนั้นมันจะจับตัวเธอมาปั้นเป็นลูกคนหนูใช้ชีวิตสะดวกสบายเหมือนบ้านเศรษฐีหรือยังไง โน่น!...มันก็จะเอาตัวเธอไปเซ่นสังเวยให้ไอ้พวกแก่ตัณหาจัด เหมือนที่พวกฉันเจอไง นังโง่ จนแล้วยังโง่อีก ฮ่าๆๆๆ"


"อะไรนะ?!? เมื่อกี้เธอว่าที่นี่คือที่ไหนนะ?"


"ไม่รู้จักซ่องรึไงวะ ที่หากินของโสเภณียังไงล่ะ ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ..อีกไม่นานเธอก็จะกลายเป็นอีตัวแล้วแม่สาวน้อย เลิกทำตัวใสซื่อไร้เดียงสาซะที เห็นแล้วมันรำคาญลูกกะตาชะมัดยาดเลยว่ะ!"


แรงเหวี่ยงไม่ออมมือทำให้หัวเธอโขกเข้ากับพื้นกระดานแข็งๆ จนเจ็บมึนไปหมด ไหลซึมน้ำตาด้วยความหวาดกลัวจับใจถึงชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตอันอับโชคของตัวเอง


"ไม่นะ ฉันไม่อยากขายตัว ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมฉันต้องมาชดใช้ในสิ่งที่คนอื่นก่อเอาไว้ด้วย..."


เธอปิดตานั่งร้องไห้อย่างสิ้นหวังอยู่ตรงนั้น โดยมีเด็กสาวสองคนที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาก่อนกำลังเปล่งเสียงหัวเราะสะใจที่กำลังจะได้เพื่อนมาร่วมชะตากรรมอีกคน กระทั่งรู้สึกถึงแสงสว่างเจิดจ้าจนทำให้ต้องขยี้ตาค่อยๆ มาดู


แอ๊ด...!


ประตูที่เธอเคยคาดหวังให้เปิดออกมาก่อนหน้านี้ ถูกผลักเข้ามาแล้ว พร้อมกับผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางเจนจัดคนหนึ่ง ปลายหางตาที่พอกอายแชโดว์ไว้จนหนาแลมองมาที่เธออย่างสำรวจแล้วกระตุกยิ้ม ก่อนจะชี้นิ้วสั่งการผู้ชายบึกบันท่าทางเหมือนนักเลงข้างหลังว่า


"เอาตัวนังเด็กนั่นไป คืนนี้ฉันจะให้มันรับแขก!"


เด็กสาวได้ฟังก็ตาเบิกกว้าง เหมือนฝันร้ายที่กำลังจะกลายเป็นจริง รีบดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลัง พร้อมกับเสียงตะโกนโหยหวนดังสะท้อนราวถูกกระชากวิญญาณออกจากร่างว่า


"ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย!~"



-----------------------------------------------------------------






หยดเลือดเหมือนเม็ดฝนผุดขึ้นบนผิวขาวสะอาดบอบบาง หลังจากถอนปลายเข็มออกจากเส้นเลือดตรงแขนข้างซ้ายของเด็กสาว อากิกะรู้สึกสะลึมสะลือมึนงงไปชั่วขณะ คล้ายกับทุกอย่างรอบข้างกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นไปหมด จะมองทางไหนก็เห็นแต่ภาพเบลอ


นอกจากเห็นตัวเองกำลังถูกนั่งจับวางอยู่หน้ากระจกเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่แต่งประทินโฉมจากผู้ชายเจ้าของผ้าพันคอขนนกสีชมพูท่าทางตุ้งติ้ง กำลังหันไปพูดกับผู้หญิงลักษณะเหมือนผู้ช่วยคนหนึ่งอย่างจีบปากจีบคอว่า


"แน่ใจนะว่าแม่เด็กนี่จะไม่อาละวาดโวยวายกลางคันน่ะ เพิ่มไปอีกหน่อยดีไหม ถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา อาซึมิซังเอาพวกเราตายเลย"


"บ้าสิ คัทโตะคุง ขืนมากกว่านี้ได้เอ๋อจนแขกหมดอารมณ์พอดี ยาราคาแพงพวกนี้น่ะมีไว้ใช้เฉพาะกับเด็กใหม่เวลาให้แขกวีไอพีแกะห่อของขวัญเท่านั้น อาซึมิซังไม่ได้ใจปล้ำลงทุนแบบนี้ง่ายๆ หรอกนะ ถ้าไม่เห็นว่าเด็กคนนี้หน้าสวยจริงๆ ยังไงต้องเรียกราคาได้มากกว่ากับที่ลงทุนไป"


ไม่รู้หรอกว่าคำว่า 'แกะห่อของขวัญ' นั้นหมายความว่าอะไร แต่สำหรับสถานที่อโคจรคงไม่ใช่ความหมายในทางที่ดีแน่...


อากิกะที่ยังมึนซึมเพราะฤทธิ์ยาเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ นอกจากรับฟังพวกเขาคุยกันเงียบๆ


"ก็อย่างว่าสิ เด็กคนนี้น่ะสวยจริงๆนะ พอจับมาอาบน้ำขัดถู แต่งหน้าทำผมเพิ่มอีกนิดก็ดูดีขึ้นจนจำแทบไม่ได้เลยล่ะ แล้วดูสิ..พอยิ่งนั่งนิ่งๆ เรียบร้อยแบบนี้ ดูน่ารักน่าชังเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้เลย" คนพูดพลางใช้แกนความร้อนม้วนผมยาวให้เป็นช่อลอนสวยคลอเคลียช่วงอกจนคล้ายกับตัวละครในการ์ตูนเรื่องดังเข้าไปอีก


"เฮ้อ...แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ใช่บาร์บี้จริงๆ ที่มีพ่อเคนรูปหล่อมารับไป เพราะแขกคืนนี้ที่จองคิวไว้น่ะ...ถ้าคัทโตะได้ยินชื่อแล้วจะหนาว..."


"ใครเหรอซัทจัง? หวังว่าคงไม่ตาแก่หัวล้านอย่างวาตานาเบ้นั่นหรอกนะ ฉันล่ะเกลี๊ยดเกลียดท่าทางหื่นกามตลอดเวลาของมันซะจริง"


"แย่กว่านั้นอีกค่ะ" ว่าแล้วซัทจังก็เข้าไปกระซิบข้างหูของคัทโตะ "คุณซาโต้ต่างหาก!"


"ฮ้า! คุณซาโต้ พ่อม่ายเจ้าของบริษัทอิเล็คทรอนิค ที่เมียฆ่าตัวตายเพราะเป็นโรคจิตคนนั้นน่ะเหรอ" ชายหัวใจสาวหันมองเด็กสาวที่เพิ่งผ่านการปรุงแต่งจนน่ารักแล้วถอนหายใจ "น่าสงสารเด็กคนนี้จัง แค่ครั้งแรกก็เจอกับแขกวิปริตแบบนั้นแล้ว จะใช้ชีวิตต่อได้ยังไงนะ..."


"ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อครอบครัวของเด็กคนนี้ดันเชิดเงินของคุบุระโอคังไป แค่ถูกส่งตัวมาขายต่อชดใช้หนี้ในเลาจน์ก็ถือว่าดีมากแล้ว ลูกหนี้คนก่อนที่หนีไปแบบนี้น่ะ ถูกจับมาแยกอวัยวะเอาไปขายเลยนะเธอ!"


"ว้าย น่ากลัวจริง" คัทโตะยกมือทาบอก วางเครื่องม้วนลอน จัดสะบัดทรงให้ผมสลวยดูฟูหนาขึ้น ก่อนจะรวบด้านหน้าผูกมัดไว้ด้วยโบว์สีชมพู มองผลงานฝีมือตัวเองผ่านกระจกแล้วพูดว่า


"ฉันคงช่วยอะไรเธอไม่ได้มากหรอกนะแม่หนูน้อย นอกจากทำให้เธอดูน่ารักน่าชังมากขึ้นจนมีใครสักคนเห็นแล้วเมตตา อยากจะเก็บเธอไปรับเลี้ยงน่ะ จะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงบริการในเลาจน์ไปนานๆ"


คัทโตะซังคงไม่รู้หรอกว่าคำภาวนาเหล่านั้นได้กลายเป็นน้ำกรดรดลงกลางใจเด็กสาววัยสิบแปดปีให้แหลกสลายไปเรียบร้อยแล้ว....

 

---------------------------------------------------------------------------






เพล้ง! โครม! โครม!!


"หยุดนะนังตัวดี นี่แกกล้าเอาขวดไวน์ฟาดหัวแขกวีไอพีเชียวเรอะ!"


ไม่รอให้ใครเข้ามาถึงตัว เด็กสาวในชุดเกาะเดรสสีชมพูดอกกุหลาบก็รีบเปิดประตูห้องวิ่งออกไปอย่างสุดกำลังขา ในมือของเธอมีอาวุธเพียงอย่างเดียวคือคอขวดไวน์ที่แตกจากการฟาดกลางกระหม่อมของแขกโรคจิต ที่คิดจะจับเธอมัดขึงกับโซ่ห้อยเพดานอย่างวิปริต


ใครมันจะทนได้!


"ฝันไปเถอะ ฉันไม่โง่อยู่รอให้พวกแกมาจับหรอก"


เพราะรู้ว่าตัวเองถูกฤทธิ์ยากล่อมประสาทครอบงำให้เซื่องซึมคล้อยตามคนอื่นอย่างว่าง่าย อากิกะจึงพยายามรวบรวมสติหยิกต้นขาของตัวเองตลอดเวลา เมื่อถูกพามาห้องรับรองวีไอพีให้นักธุรกิจท่าทางภูมิฐานแต่มีนิสัยวิตถารตามที่ได้ยินสองช่างแต่งตัวนินทา เธอก็เร่งแก้ปัญหาด้วยการดื่มน้ำเปล่าลงกระเพาะมากๆ เพื่อให้เจือจางสารละลายในตัวให้เร็วที่สุด


พอมีกำลังวังชากลับมา...จึงไม่ลืมที่จะฟาดหัวไอ้บ้าที่คิดจะลวนลามเธอเหมือนพวกหื่นกามให้เลือดสาด สาสมกับความวิปริตที่คงกระทำกับเด็กสาวคราวลูกไม่รู้เรื่องรู้ราวมาแล้วนับไม่ถ้วน


ส้นสูงสีเดียวกับชุดดูจะไม่อำนวยให้เธอวิ่งได้สะดวกในช่องว่างระหว่างทางเดินที่แคบจนเหมือนโรงแรมขนาดย่อมมากกว่าคาเฟ่เลาจน์ ไม่รู้ว่าประตูทางออกอยู่ตรงไหน แต่เดาว่าคงต้องมีคนรอสกัดกั้นปิดทางออกเอาไว้แล้ว และเธอจะไม่โง่หลบหนีไปทางตรงให้การ์ดพวกนั้นจับตัวได้ง่ายๆ หรอก จึงวิ่งซิกแซกสลับทิศทางกันไปมาให้คนวิ่งตามหัวหมุนเล่นเป็นโรลเลอร์เบลด


"บอกให้หยุดยังไงวะ นังผู้หญิงสารเลว อย่าให้จับตัวได้นะ กูจะคิดบัญชีให้อ่วมเลย!"


เสียงคำรามขู่มาทางด้านหลังของชายร่างยักษ์สองคนทำให้อากิกะยิ่งต้องเร่งฝีเท้า เธอวิ่งเอาเป็นเอาตายแต่ก็ยังขาสั้นกว่าคนตัวใหญ่เกือบเท่าอยู่ดี


"เอ้า! เอานี่ไปกินซะไอ้พวกหน้าตัวเมีย ดีแต่รังแกผู้หญิง"


ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอดรองเท้าส้นสูงออก แล้วกะเป้าหมายเล็งข้างหนึ่งไปที่เหนือคิ้วของคนอยู่ใกล้ที่สุด ส่วนอีกข้างพุ่งตรงไปกลางเป้าส่วนกลางลำตัวที่จะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของคนตามล่าได้ชั่วขณะ


เพล้ง! ควับ! ควับ!


"บัดซบเอ๊ย! นังนี่มันกะเล่นงานให้กูเป็นหมันเลยเหรอวะ?"


อากิกะไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดดูผลงาน แต่เพราะเสียงสบถไล่อย่างหัวเสียนั่น บอกว่าไม่ข้างใดข้างหนึ่งก็ต้องเข้าเป้า หรือถ้าเข้าทั้งคู่ได้ก็ยิ่งดี


แน่ล่ะว่า...ฝีมือของกัปตันทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนนั้นจะธรรมดาได้ยังไง เธอน่ะแรงไม่เยอะหรอกนะ แต่เรื่องปาลูกดอก ตีเบสบอล โยนบอลลงห่วงนี่ขอให้บอกถึงความแม่นเปรี๊ยะ (~.^)


เท้าเปล่าเปลือยทำให้วิ่งสะดวกก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงของอันตรายจากพื้นพรมที่แทบไม่มีเวลาแม้แต่ให้ก้มมองรายละเอียดบนพื้นผิว


"โอ๊ะ บ้าชิบ!" แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อเธอเผลอเหยียบลงบนเหลี่ยมคมของกระถางต้นไม้ริมทางเดินที่แตกออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก้มมองดูเห็นเลือดเริ่มไหลซิบออกมา


"นั่นใครน่ะ หยุดนะ!"


แย่ล่ะสิ..มีคนกำลังตามมาอีกด้าน เธอไม่มีเวลาคิดอีกแล้ว นอกจากหยิบเศษกระเบื้องที่คาเนื้อออก เขย่งตัววิ่งต่อไปข้างหน้า แล้วก็พบว่ายังมีชายอีกกลุ่มวิ่งตามมาในทิศทางตรงข้าม


ตายแล้ว...เธอกำลังถูกปิดตายทางออก


ไม่ได้นะ เธอไม่อยากเป็นตุ๊กตาสนองตัณหาไอ้คนวิปริตพวกนั้น!


ต้องคิดหาวิธีสิ... หาทางรอดไปจากที่นี่ให้ได้นะอากิกะ... ระหว่างสถานการณ์กำลังคับขันอยู่นั้นคล้ายได้ยินเสียงระฆังช่วยชีวิตกระทบหูอยู่พอดี


ติ๊ง!


ลิฟต์..ใช่แล้ว เธออยู่ใกล้ลิฟต์ที่สุดนี่นา แล้วก็รีบวิ่งไปจนเห็นว่ามีผู้ชายท่าทางเหมือนคนเมากดเรียกลิฟต์ขึ้นมารับพอดี เธอจึงรีบเนียนแทรกตัวเข้าไป โดยไม่ลืมลากผู้ชายคนนั้นตามมาด้วย เมื่อเห็นว่าภายในช่องสี่เหลี่ยมนั้นยังมีผู้โดยสารอื่นร่วมเดินทางด้วยจึงรีบตีบทบาทให้แนบเนียน


"พี่ขา เดี๋ยวหนูพาไปส่งที่รถนะคะ"


เธอเกาะเกี่ยวแขนชายที่เมาแอ๋แทบไร้แรงเดินคนนั้นเข้าไป บังตาคนอื่นหลบอยู่มุมด้านในสุด พยายามลอบสังเกตผู้หญิงและผู้ชายแต่งตัวดีอีกสองคนที่ร่วมโดยสารไปด้วย ผู้หญิงผมส้มอมแดงในชุดเดรสและรองเท้าสีแดงเพลิงเรียบหรูดูไม่มีลักษณะของผู้หญิงบริการในเลาจน์อย่างสิ้นเชิง กำลังยืนคุยโทรศัพท์เป็นภาษาอังกฤษจับใจความได้แค่ว่า contract..สัญญาอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ


ขณะที่ผู้ชายสวมชุดสูทเนี้ยบทั้งตัวอีกคนที่ไม่แน่ใจว่ามาด้วยกันหรือไม่นั้น กลับยืนพิงมุมอีกด้านอย่างสบายใจ กางหนังสือพิมพ์รายวันเปิดอ่านจนมองไม่เห็นครึ่งตัวบนของเขา


ติ๊ง!


ให้ตายสิ ว่าเธอลืมไปได้ยังไงว่าลิฟต์มันจะเปิดทุกชั้นที่มีคนเรียกน่ะ แบบนี้ไอ้พวกนั้นก็กดเรียกทุกชั้นเพื่อเช็คตัวเธอได้น่ะสิ อากิกะพยายามทำตัวลีบหลบอยู่ข้างหลังผู้ชายท่าทางเหมือนผู้จัดการแผนกมาก๊งเหล้าเที่ยวอีหนูหลังเลิกงาน ก่อนจะแอบเห็นว่าผู้โดยสารคนใหม่คือพนักงานบริการที่มาพร้อมกับรถเข็นอาหาร ถึงได้โล่งใจ...ค่อยๆ ผ่อนระบายลมหายใจ


กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่งของคนข้างๆ ทำให้เธอขยับหนีไม่รู้ตัว ยังไม่ได้หายใจได้คล่องคอ เสียงลิฟต์ก็ดังขึ้นให้ลุ้นระทึกอีกแล้ว


ติ๊ง!


ประตูยังไม่ทันเปิดอ้าก็ได้เสียงตะโกนระงึมระงัมเล็ดลอดล่วงหน้าเข้ามาแล้ว แถมเธอยังได้จำได้อีกว่านั่นมันเป็นเสียงของคนที่เธอปารองเท้าใส่เป้ามันนี่นา


ซวยแล้ว... ทำไมไม่เป็นหมันตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด มาตามจองล้างจองผลาญชีวิตน้อยๆ ของเธอทำม้ายยยย!~


รีบจะหลบหลังอีตาผู้จัดการแผนกตามเดิม หากผู้ชายคนนั้นกลับลืมตามีสติขึ้นมาซะก่อนเพราะเสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง ปรายตามองมือที่เกาะแขนเสื้อเขาไว้แล้วจิกสายตาราวกับเธอเป็นตัวเชื้อโรคไม่ปาน เอ่ยขึ้นอย่างมีจริตว่า


"โทษนะครับน้อง พี่มาหาผู้ชาย ไม่ได้มาเก็บตกชะนี หลบไป๊ชิ่ว!"


กรี๊ด! แล้วทำไมตอนที่เธอควงคุณพี่เข้าลิฟต์ไม่ได้ปฏิเสธแต่แรกล่ะยะ


อากิกะรู้สึกเข่นเขี้ยวแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากอ้าปากค้าง มองผู้จัดการแผนกเจ้าของท่าเดินบิดสะโพกออกจากลิฟต์แทรกผ่านกลุ่มผู้ชายกล้ามโตที่ยืนชะเง้อชะแง้อยู่ด้านหน้า คงเป็นเธอเองแหละที่เห็นว่าเขาเดินท่านั้นเพราะเมา..ไม่ใช่ว่าใจเป็นหญิงในร่างชาย


แล้วเธอจะเอาอะไรมาแอ๊บเนียนหนีสายตาการ์ดเลาจน์พวกนั้นกันเล่า~


ไม่ไหวแล้ว ต้องหาเป้าหมายใหม่


หลังจะประเมินมองคนที่เหลืออยู่ในลิฟต์ เธอจึงเลือกเอาคนที่มีความน่าจะเป็นในการช่วยเหลือได้มากที่สุดเพราะเขามีหนังสือพิมพ์เล่มใหญ่อยู่ในมือ รีบแสร้งตัวอ่อนล้มใส่ผู้ชายในชุดสูทสีดำตัวสูงที่ยืนเต๊ะท่าพิงมุมลิฟต์อยู่พอดี


"อุ๊ย ขอโทษทีค่ะ ฉันเมา..."


ไม่สนอะไรแล้ว นอกจากออกแรงเบียดเขาเพื่อยื้อความหนาของหน้ากระดาษให้บดบังตัวเธอไว้ให้มากที่สุด แต่ความสูงที่แตกต่างเกือบหนึ่งช่วงแขนทำให้เธอต้องออกแรงดึงปลายกระดาษให้ถอยร่นลงมาสักหน่อย


"ขออ่านด้วยคนได้ไหมคะ พอดีช่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้อัพเดทข่าวเศรษฐกิจเลยค่ะ"


ถึงตาจะมองแต่ไอ้พวกที่คิดจะมาจับตัวเธอก็เหอะว่ารอดจากหูตาของพวกมันหรือยัง แล้วก็สำเร็จจนได้..เมื่อเห็นว่าพวกมันละล้าละลังไม่คิดก้าวเข้ามาในนี้จริงๆ คงเพราะมองไม่เห็นเธอกระมัง เลยถอดใจไปตามหาทางอื่นแล้ว


เย้...อากิกะใกล้จะเป็นอิสระแล้ว (^O^)V


"ขอโทษนะ แต่หน้าที่เปิดอยู่เป็นข่าวอาชญากรรม ฆาตกรโรคจิตปาดคอเด็กสาวมัธยมโรงเรียนหญิงล้วน หั่นศพแยกชิ้นส่วนนำมาฝังดินแล้วมีสุนัขไปคุ้ยเล่นจนเจอ แถมตัวฆาตกรยังลอยนวลจับตัวไม่ได้อีก..."


"ง่ะ นี่มัน...ว้าย!!"


เพราะไม่ได้สังเกตดูให้ดีก่อนแต่ทีแรก ทำให้หันมามองอีกทีภาพพาดหัวข่าวสยดสยองก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอพอดิบพอดี ถึงจะผ่านการเซ็นเซอร์แล้วก็เหอะ แต่การดูในระยะห่างเพียงครึ่งนิ้วแบบนี้ก็ทำให้ขวัญผวาเหมือนกัน


ไหนจะยังชีวิตของเด็กมัธยมสาวที่กำลังวิ่งหนีพวกโรคจิตวิตถารและอันธพาลนอกรีตอีกเล่า!


หวังว่าเธอคงไม่ใช่รายต่อไปหรอกนะ... //(o)//


คล้ายจะได้ยินเสียงทุ้มเบาๆ หัวเราะในลำคออย่างไม่ออกเสียงจากคนข้างหลัง


แหงนหน้ามองคนพูดอีกครั้งเธอก็เผลอสะดุ้งซ้ำสอง เขาเป็นผู้ชายเจ้าของสูทสีดำเรียบกริบ ตั้งแต่เนคไทจรดปลายรองเท้าหนังมันปลาบ แลเห็นข้อมือยกขึ้นดูนาฬิกาที่เผยให้เห็นรอยสักรูปไม้กางเขน ผมสีเดียวกันยาวระบ่าถูกมัดรวบไว้ข้างหลัง ส่วนหนึ่งรุ่ยลงมาปิดข้างแก้มแต่ไม่ได้รกรุงรัง ดูทั้งเซอร์และมีความเป็นทางการในคราวเดียว ราวเหมือนนายแบบที่หลุดออกมาจากหน้าปกนิตยาสารธุรกิจอย่างไรอย่างนั้น


ช่างน่าเสียดายที่เขาสวมแว่นตากรอบดำเรย์แบนเอาไว้ จึงไม่เห็นส่วนอื่นของใบหน้า นอกจากจมูกโด่งๆ กับริมฝีปากหนาได้รูปสีแดงเข้มกว่าสีลิปสติกบนปากของเธอเสียอีก


"เอ่อ คือว่า...คือ..."


"โทโมยะ เราต้องไปกันแล้วนะ!"


เสียงแหลมเข้มงวดคล้ายหงุดหงิดดังมากจากผู้หญิงชุดสีแดงเพลิงที่เธอแทบลืมไปเลย เจ้าหล่อนวางโทรศัพท์ในมือแล้ว หันมาจ้องผู้ชายข้างหลังตาวาว...รวมกระทั่งมาถึงเธอด้วย


แย่ล่ะสิ...นี่เธอไปเผลอใกล้ชิดแฟนคนอื่นโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่าเนี่ย!


ผู้ชายคนเดิมทำเพียงแค่ยักไหล่ กระชับข้อพับแขนเสื้อให้ดูทะมัดทะแมง ปล่อยมือจากหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นให้อากิกะเป็นคนถือค้างไว้..เป็นนัยว่าเขาไม่ต้องการมันอีกแล้ว ก่อนจะเดินตามผู้หญิงชุดแดงออกจากลิฟต์ไป ทั้งยังไม่ลืมก้มหน้าลงกระซิบข้างหูเธอจนเกือบจะจั๊กจี้กับลมหายใจอุ่นๆ ที่บอกว่า


"ถ้าคิดจะหนีให้พ้น..ก็อย่าทิ้งรอยเลือดไว้ให้สุนัขดมกลิ่นเจอสิ..."


ตายละ...ถูกจับได้ซะแล้ว (> <)





---------------------------------------------------------------------------

เนื้อหาเรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่น Sample นะคะ  

ชอบไม่ชอบสามารถคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้นักเขียนได้ค่า>,O


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #2 ronam597 (@ronam597) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 20:43
    สนุกค่ะ
    #2
    0