BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 17 : ✟ มาเฟียนอกหลักสูตร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 84
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 พ.ค. 61



ฉากที่นายน้อยแห่งโฮชิฮอรันอุ้มฟุมินิโยะหมาดๆ เข้าประตูบ้านมายังอยู่ในความตะลึงแก่สายตาคัดค้านของสมาชิกทุกคนในบ้าน แต่เท่านั้นยังไม่พอ โทโมยะยังรั้นที่จะพาร่างเล็กๆ ของอากิกะมาจนถึงศาลเจ้าขนาดย่อมในจุดลึกสุดของบ้าน


เสียงฮือฮาอื้ออึงดังอยู่ด้านนอก


ไม่มีใครสามารถเดินตามหลังพวกเธอเข้ามาได้ เพราะศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทั้งเล็กและแคบ แถมยังเป็นสถานที่ปิดตายมีทางเข้าออกแค่ทางเดียว


ปั้ง!!


เดินเข้ามาแล้ว เจ้าพ่อหน้าโหดก็ถีบประตูปิดเต็มแรง ไม่รู้ว่าหนีบจมูกใครไปบ้าง...


เขาวางเธอลงที่พื้น ขณะที่อากิกะยังรั้งชายเสื้อของโทโมยะไว้ มองทางใต้ประตูที่มีแสงลอดมาวอมแวมบอกว่ามีกลุ่มคนเดินขยับอยู่ด้านนอกด้วยความหวาดระแวงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ


โทโมยะขบกราม ปลายหางตาหรี่ลงอย่างหงุดหงิด


"ไม่ต้องไปสนใจ แมลงหวี่แมลงวันพวกนั้นเข้ามาก่อกวนในนี้ไม่ได้หรอก"


ฟังแล้วอากิกะก็พยักหน้าใจชื้น ยอมปล่อยเขาแต่โดยดี


มาเฟียหนุ่มยืนเต็มความสูง ภายในศาลเจ้าค่อนข้างมืดเห็นเพียงเงาลางๆ ของแท่นบูชาที่มีแผ่นไม้สองอันวางคู่กันอยู่ โทโมยะเดินนำไปข้างหน้า โดยมีอากิกะเดินตามอยู่ห่างๆ ไม่วายอดสงสัยถามขึ้น


"อ้าว ทำไมคนอื่นถึงเข้ามาในนี้ไม่ได้ล่ะ?"


เขาหยุดเมื่อชิดขอบโต๊ะเซ่นไหว้ ล้วงธูปหอมมากำมือหนึ่ง ยื่นเข้าไปจุดในตะเกียงน้ำมันที่หล่อเลี้ยงเชื้อไฟไว้ ตอบด้วยเสียงนิ่งไร้อารมณ์


"สถานที่เฉพาะคนในครอบครัว..."


"ครอบครัว?" อากิกะเผลอยกนิ้วชี้ขึ้นจิ้มหน้าตัวเองด้วยความเหรอหราเหมือนครึ่งจริงครึ่งฝัน "อย่างฉันเนี่ยนะ นับเป็นครอบครัวของนาย?"


เสียงถอนหายใจหนักๆ ดังออกมาจากลำคอของคนตัวสูงที่วันนี้อยู่ในชุดยูคาตะสีดำขอบขาวทำให้ดูลึกลับแปลกตากว่าที่เคยเห็น เส้นผมยาวประบ่าถูกรวบไว้ด้วยเชือกร้อยลูกแก้วแวววาวสีดำเหมือนหินตาแมว


หน้าบอกบุญไม่รับของโทโมยะตวัดมองเธอแวบหนึ่งส่อแววเอือมระอา ตวัดมือไล่ควันหอมให้ฟุ้งกระจายแล้วปักลงในกระถางขี้เถ้า ยืนหันหลังพูดกับเธอโดยไม่มองหน้า


"ยังไม่ได้เป็น แต่ก็ใกล้ละ..."


ตอนที่อากิกะกำลังจะอ้าปากถามอะไรอีก โทโมยะเอื้อมมือขึ้นไปหยิบจอกไม้ไผ่ที่วางอยู่บนโต๊ะพิธีขึ้นมารองน้ำจากพุร้อนที่ไหลผ่านซอกหินลงมา กลิ่นอายเข้มข้นสดชื่นบางอย่างบอกว่ามันถูกชักมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติสักวิธีการหนึ่ง


ปากสีแดงเข้มจรดน้ำพุอุ่นร้อนไหลลงสู่ลำคอเขาอึกหนึ่ง ก่อนจะยื่นส่งต่อมาที่เธอ


"ดื่มให้หมด"


แม้อากิกะจะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องกินของเหลือต่อเขา แต่ก็รับมาโดยดี พื้นที่ส่วนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่มีใครเข้ามารบกวน จึงมีแค่เธอกับเขาที่อยู่ด้วยกันสองคน


บรรยากาศร่มรื่นของพันธุ์ไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดีของศาลเจ้าตัดกับเสียงซ่าซ่าของการไหลจากน้ำพุร้อนให้ความรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก


จินตนาการของอากิกะจึงคล้ายเป็นการจิบชากลางวัน หากทว่ารสชาติของน้ำที่เข้าปากนั้นกลับเจือกลิ่นคาวอ่อนๆ จนต้องยกจอกขึ้นมาดู แล้วถึงเห็นริ้วแดงๆ ที่ลอยวนอยู่ในนั้น


เลือด...


ตอนเธอสบตาเป็นคำถาม โทโมยะไม่ได้พูดอะไร ทิ้งไว้เป็นปริศนาให้คาใจว่าเธอจะเดินหน้าดื่มมันต่อให้หมดหรือหยุดลงแค่นี้ดี...


เงาสูงใหญ่ของโทโมยะผลุบหายเข้าไปด้านในของศาลเจ้าที่เป็นซอกแคบผ่านไปได้แค่คนเดียว


หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับมาพร้อมกับกระดิ่งห้อยคล้องเอวเล็กๆ ในมือ นำมันมาผูกไว้ที่สายคาดกิโมโนของอากิกะ


"เก็บรักษาไว้ให้ดี และห้ามทำหายเด็ดขาด" เสียงเข้มพูดไว้แค่นั้น


แต่ฟังดูทุ้มกังวานเป็นพิเศษ...อาจเพราะยืนอยู่ในที่แคบเธอจึงได้ยินทุกอย่างชัดเจน แม้กระทั่งเสียงลมหายใจเข้าออกของเขาและเธอก็ยังรู้ว่าดังประสานคนละจังหวะ


...ของเขาหนักแน่นมั่นคงทุกการเข้าออก


ขณะที่..ของเธออาจฟังดูถี่หน่อยเพราะปอดเล็กกว่า และยิ่งถี่ขึ้นไปอีก... ตอนที่เขาก้มลงมาเก็บจอกชาคืนไปจากมือ...


อากิกะหวังว่าเขาคงจะไม่หูดีได้ยินทุกอย่างเหมือนกับเธอ


โทโมยะไม่ใช่คนพูดทุกอย่างบนสีหน้าเหมือนอากิกะ เธอจึงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรในหัวอยู่บ้าง


โดยเฉพาะตอนที่ได้จอกคืนไป แอบเห็นว่าเขายืนจ้องก้นจอกปราศจากหยดของเหลวอยู่นานพักหนึ่งอย่างครุ่นคิด....


เธอคาดเดาแทนสิ่งที่ตกตะกอนอยู่ในหัวเขาไม่ได้


จะกล่าวหาว่าเธอเป็นพวกตะกละกินเกลี้ยงไม่เหลือเลยหรือเปล่า แต่อันที่จริงเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องตัดสินดื่มน้ำชาผสมเลือดนั้นต่อจนหมด


ถ้าไม่เพราะโรคบ้าจี้ตามคำสั่งหมอนั่น ก็คงเพราะเสียดายน้ำพุธรรมชาติกระมัง...


รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่โทโมยะจัดสิ่งของกลับเข้าสู่ที่เดิมจนเรียบร้อย


"อากิกะ..."


เขาเรียกชื่อเธอ คล้ายจะให้เดินเข้าไปใกล้ บรรยากาศดูกรุ่นฟุ้งแปลกๆ จากอุ่นควันที่ลอยวนไม่ไปไหนอบอวนอยู่ในศาลเจ้า


"สะ..เสร็จแล้วเหรอ?"


ถึงแม้จะเข้าไม่เข้าว่าว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดนั้นมันมีความหมายว่าอะไร แต่ก็พอจะเดาได้ว่าคงเป็นพิธีกรรมเก่าแก่อะไรสักอย่างตามธรรมเนียมของตระกูลโนบุนยะริวจิ...ที่ยาวนานและเต็มไปด้วยบรรพชนผู้กล้ามากมายเหลือเกิน


บางทีอาจเป็นพิธีแนะนำตัวหรือต้อนรับคนมาอยู่ใหม่อย่างเธอก็ได้...


เท้าของอากิกะดูจะหนักขึ้นขณะก้าวเข้าไปหาโทโมยะตามคำเรียกร้อง ทั้งๆ ที่ห่างเพียงแค่ก้าวเดียว แต่ช่างยากเย็นกว่าเธอจะขยับตัวได้สักที ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการฝืนตัวเองมายืนอยู่ในระนาบเดียวกันกับเขาจะเป็นเรื่องยากมาก่อน...คงเพราะสายตาคมๆ ที่เธอสบเข้าอย่างจังจนกระอักกระอ่วนไปทั่วตัว


อะไรที่เคยเบาก็ดูหนักไปหมด


และไม่รู้ว่าเป็นอารมณ์แบบไหนแน่ เธอถึงรู้สึกยืนแทบไม่ติดที่...เคอะเขินอย่างบอกไม่ถูก


ตอนที่ก้มหน้าหันไปเขี่ยกระดิ่งข้างเอวเล่นแก้ขัด แล้วจู่ๆ เขาก็โน้มตัวต่ำลงมาใกล้...รังสีความร้อนแผ่ออกมาจากร่างกายอันสูงใหญ่ของโทโมยะ จมูกของเธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลมหายใจที่ปราศจากบุหรี่เป็นอย่างแรก


ตามมาด้วยเสียงกระซิบทุ้มแหบเซ็กซี่แบบที่ทำให้คนฟังรู้สึกใจเต้นตึกตัก


"อืม เกือบเสร็จทุกขั้นตอนแล้วล่ะ..."


"แค่เกือบ?"


เธอแหงนหน้านิดเดียวก็เกือบชนคนที่ก้มตัวต่ำลงมาแล้ว ปกติความสูงของเขาห่างกันกับเธอมาก จนเผลอปวดคอบ่อยๆ เวลาเธอยืนเถียงกับเขานานๆ


แต่วันนี้อากิกะกลับรู้สึกว่าโทโมยะอยู่ใกล้มาก...จนมองเห็นแม้กระทั่งวงแหวนพร่างพราวดุจหมู่กาวสกอร์เปียนส์ในดวงตามืดมิดรัตติกาลของเขา


มันช่างสวยงาม...และชวนผู้คนให้ลุ่มหลงจริงๆ


เธอถึงถอนสายตาจากดวงตาคู่คมนั้นไม่ลง


"แต่...ยังขาดอีกนิดหน่อย" เขาตอบเสียงเรียบนิ่ง


ไม่ยิ้มไม่บึ้ง จ้องเธอกลับเหมือนกัน...ราวกับจะเอาคืนที่เธอยืนเอาเปรียบมองความหล่อของเขาด้วยท่าทางเลื่อนลอยอยู่ตอนนี้


อากิกะคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน


เรื่องราวระหว่างเธอกับโทโมยะเกิดขึ้นกะทันหันมาก และมีตัวแปรหลายอย่างมาบีบบังคับทำให้...เผลอแป๊บเดียวเธอก็กลายมาเป็นฟุมินิโยะเดินเข้าบ้านใหญ่ของเขาซะแล้ว จึงแทบไม่มีโอกาสให้เธอกับเขาได้มองตัวตนของกันและกันอย่างทะลุปรุโปร่ง...


กลับมาย้อนคิดอีกที


ถ้าไม่มีเรื่องบ้าบอวุ่นวายพวกนั้น ป่านนี้เด็กมัธยมปลายธรรมดาอย่างเธอคงกำลังล้างจานเสิร์ฟอาหารงกๆ ไม่มีวันได้มาแต่งตัวสวยๆ ยืนอยู่เคียงข้างเป็นดอกไม้ประดับของมาเฟียจอมโหด หล่อวัวตายควายล้ม ไอคิวดีเลิศ แถมยังรวยระดับเศรษฐีน่าปอกลอกอย่างโทโมยะหรอก


"ว้า ยุ่งยากจังนะ ธรรมเนียมบ้านนายเนี่ย" เธออดบ่นอุบอิบไม่ได้ เห็นว่าเขาอารมณ์ไม่แย่ ซ้ำยังจิ้มจมูกรั้นๆ ของเธอเล่นพลางหัวเราะเสียงเย็น


"ถ้าเธอไม่ถาม อาจเสร็จไปนานแล้วก็ได้.."


"ฉันผิดที่ถามเหรอ ถ้าอย่างนั้นต้องแก้ตัวยังไง บอกมาสิ"


น้ำเสียงและท่าทางใสซื่อของอากิกะทำให้โทโมยะนิ่งไป กล้ามเนื้อบนหน้าอันแสนเย็นชาดูเหมือนจะขยับเปลี่ยนเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย เขาเอื้อมลงมาจับมือเธอที่เล่นพวงกระดิ่งที่เอวจนมันดังหนวกหูไม่หยุดให้อยู่ในความสงบ


"หลับตาก่อนสิ แล้วฉันจะบอกว่าส่วนที่เหลือต้องทำยังไง..."


อากิกะกรอกตามองเพดานไม้ของศาลเจ้าอย่างชั่งน้ำหนักในใจชั่วขณะหนึ่ง


อันที่จริงๆ ลมหายใจฟืดฟาดไม่อาจควบคุมให้เข้าที่ของอากิกะคงกระทบเข้าหูโทโมยะตั้งนานแล้วล่ะ...เหมือนลมหายใจของเขาที่กระชั้นชิดขึ้นตั้งแต่ยืนมองจอกว่างเปล่า


เพราะไม่อยากนั้นทันทีที่เธอตัดสินใจปิดเปลือกตาลงตามคำสั่งอย่างพยายามทำลืมกาลเทศะและสถานที่


ต้นคอน้อยๆ ของเธอคงไม่ถูกเขาช้อนขึ้นมาประกบจูบทันที


หัวอกของเด็กสาววัยสิบแปดปีแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ตอนที่เรียวปากนุ่มของโทโมยะแตะสัมผัสกับปากของเธอช่างให้ความรู้สึกยากเกินบรรยาย...


...อากิกะเหมือนตกอยู่ในห้วงความฝันทั้งเย็นและร้อน...


เย็น...จากความเย็นชาไร้ความปราณีที่ห่อหุ้มโทโมยะไว้และทำให้ยากเกินจะเอื้อมถึงความนึกคิดจิตใจที่แท้จริงของเขา


และร้อน...จากอารมณ์ลึกซึ้งร้อนแรงเก็บกดภายในที่ไหลบ่าทะลักเหมือนลาวาแทรกผ่านธารน้ำแข็งออกมาเกินจะต้านทาน


ประสบการณ์เสียจูบให้ผู้ชายครั้งแรกของอากิกะจึงเต็มไปด้วยสองขั้วอารมณ์ที่แตกต่าง โทโมยะไม่ได้นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนพระเอกในการ์ตูนคอมมิคที่เธอเคยอ่าน เขาออกจะร้อนรนปนซาดิสม์นิดๆ แบบที่บดขยี้กลีบปากสีดอกคาร์เนชั่นที่น่าทะนุถนอมของเธอจนแดงช้ำน่าสงสาร


ไม่คณาว่าเป็นบทรักครั้งแรกที่ในชีวิตวัยสาวของเธอได้ลิ้มลอง...และยังต้องจดจำไปชั่วตราบกัลปวสาน


แต่อย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงแม้จะเจ็บปวดเหมือนถูกมดกัดปาก...แต่ก็เป็นความเจ็บที่ให้รู้สึกดีอย่างน่าประหลาด


จูบของโทโมยะชวนให้อากิกะเคลิบเคลิ้มปลิดปลิวดุจแผ่นกระดาษต้องลม สติเธอหวนกลับมาเป็นพักๆ ยามที่ยากจะต้านทานรับความรุนแรงเอาแต่ใจของผู้ชายคนนี้ไหว


ในการ์ตูนตาหวานที่เธออ่านส่วนใหญ่เคยบอกไว้ว่า...ถ้านางเอกไม่เป็น พระเอกจะค่อยๆ สอนอย่างใจเย็น


มีแต่มาเฟียจอมโหดในชีวิตจริงของเธอนั่นแหละที่นอกบทหลักสูตรหวานแหวาน ปล้นจูบเอาๆ จนสาวเวอร์จิ้นอย่างเธอหูอื้อตาลาย ยืนขาสั่นจนแทบทรงตัวไม่อยู่


พอสอดมือเข้าไปกระตุกคอคนสูงกว่าทำนองว่าให้เขาเพลาแรงหน่อยเพราะเธอหายใจตามแทบไม่ทัน หมอนี่ดันแปลความผิดคิดว่าเธอเรียกร้องให้เขาจูบอีก...


คนเผด็จการจึงออกแรงผลักให้เธอล้มติดผนังจนมุมหาทางหนีไม่เจอ แล้วตามมาประกบปากเธอต่ออย่างร้อนแรงขึ้น ซ้ำยังไม่วายวิจารณ์เธออย่างไม่ไว้หน้าจนแทบละลายกลายเป็นน้ำด้วยความอับอายอีกว่า


"ถึงลีลาการจูบของเธอจะไม่ได้เรื่อง แต่ทักษะการเชื้อเชิญผู้ชายฉันให้เต็มสิบ ไม่สิ...ระดับพรสวรรค์ส่วนตัวเลยทีเดียว..."


น่าตบดีไหมล่ะผู้ชายคนเนี้ย


.............................




 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #14 preciousx (@preciousx) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 19:53
    โอ้ยยคืออ่านนิยายเรื่องนี้แล้วรู้สึกหลุดโหลกเข้าไปในญี่ปุ่นจริงๆเลยค่ะ #ทีมอะกิกะ แต่ก็ร้ากโทโมยะมากๆ รอติดตามเสมอนะคะ ปล.เรื่องนี้ลงจบไหมคะ ฟินมากเลยอ่า~ ♡
    #14
    0