BLACK ROMANCE บาปรักเทพบุตรซาตาน

ตอนที่ 11 : ✟ ความโรคจิตของคนไข้และคนเฝ้าไข้จำเป็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 147
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 เม.ย. 61




"เธอจะนั่งเหม่อมองหน้าฉันอีกนานไหม? มองไปนานๆ ท้องเธอก็ไม่อิ่มหรอกนะ"


เสียงทักนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความไม่พอใจ แต่ออกจะเอือมระอาเสียมากกว่า และทำให้อากิกะที่ชะงักในท่าถือช้อนค้างรู้สึกตัว เธอกัดปลายช้อนเป็นการแก้เขินนิดหน่อย


ตั้งแต่ที่ได้ยินว่าเขาเคยเป็น 'นักศึกษาแพทย์เรียวซาโนะ โทโมยะ' เธอก็แอบอดลอบสังเกต 'ญาติคนไข้' ที่มานั่งเก็กหล่อเฝ้าอยู่ข้างขอบเตียงไม่ได้


สาบานได้...ไม่ว่าจะมองมุมไหน อีตานี่ก็ไม่มีเค้าเหมือนหมอรักษาคนได้เลยสักนิด...มีแต่เร่งให้คนตายเร็วมากกว่า เห็นวิธีที่เขาปฏิบัติกับเธอตลอดสามวันที่ผ่านมาก็รู้แล้ว แต่เพราะถูกจับได้อย่างจังๆ เธอจึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการตักโจ๊กสาหร่ายดำเข้าปากเร็วๆ จนเผลอเกือบสำลักเข้า


"แค็กๆ" อากิกะรีบยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะเผลอพ่นเศษอาหารออกมาเลอะเทอะ


ภายใต้สายตาที่ละจากการจ้องหน้าหนังสือพิมพ์รายวันเหลือบมองขึ้นมา คนอะไรไม่รู้ตาคมเสียยิ่งกว่ากรรไกร มันส่งผลให้เธอสะดุ้งตกใจกว่าเดิมเหมือนเด็กทำผิดแล้วถูกจับได้ จนแทบทำน้ำในแก้วหกเรี่ยราด และมันทำให้เขาเพิ่มความดุในน้ำเสียงขึ้นไปอีก


"นั่นเธอจะเอาน้ำราดแผลตัวเองให้มันอักเสบขึ้นมาทำไม?" โทโมยะถอนหายใจเล็กน้อย พับเก็บหนังสือพิมพ์ไว้ข้างโซฟาอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินเข้ามาชะโงกมองดูถาดอาหารของเธอเหมือนครูตรวจเวรประจำวันสุดเฮี้ยบ


เอามือไผล้หลัง จ้องมองหน้าเธอแล้วส่ายหน้าเล็กน้อยคล้ายจะออกเหนื่อยๆ


"ฉันบอกเป็นรอบที่ห้าแล้วว่าให้เธอกินตับเยอะๆ มันมีโปรตีนและธาตุเหล็กสูงเหมาะสำหรับร่างกายหลังผ่าตัด"


"ตะ..แต่ว่า...ฉันไม่ชอบตับนี่คะ มันเหม็นกลิ่นคาวจริงๆ นะ"


สภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนตั้งแต่เด็กทำให้เธอไม่ใช่คนมีนิสัยเลือกเกิน แต่ตับหมูเป็นข้อยกเว้น...เพราะเธอได้กลิ่นทีไรก็รู้สึกคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนรสชาติมันทุกที


ถึงจะรู้ว่ามันมีประโยชน์มากก็เหอะ


"กินเถอะ ฉันบอกให้แม่ครัวบดละเอียดแล้วผสมกระเทียมพริกไทยดับกลิ่นไปแล้ว"


ปลายนิ้วเรียวยาวเล็บตัดสั้นมนรีจนได้รูป มีแหวนเงินสวมไว้ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วนางห้อยคล้องด้วยโซ่เล็กๆ จนมันแกว่งไปมาตอนเขาเคลื่อนถ้วยตับบดมาตรงหน้าอากิกะ เห็นเธอไม่ยอมขยับสักที เลยเปลี่ยนใจเททั้งหมดลงในชามโจ๊ก แล้วคนมันเบาๆ ให้ผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน


เขาตักเนื้อโจ๊กขึ้นมาดมกลิ่นหนึ่งครั้งเหมือนจะพิสูจน์ว่ามันไม่ได้เหม็นอย่างที่คิด แล้วยื่นช้อนนั้นมาให้


"เอ้า รีบกินซะตอนที่มันยังอุ่นๆ อาหารเย็นๆ ไม่ดีต่อกระเพาะ"


แน่นอนว่า...ไม่ใช่เพราะโทโมยะใจดีคิดป้อนอาหารให้เธอหรอก แต่เป็นท่าทางบังคับให้เธอรับไปตักใส่ปากกินเองต่างหาก โดยมีเขากอดอกพิงขอบเตียงมองแต่ละคำจนกว่ามันจะหมด...เหมือนกับอาหารทุกมื้อที่ต้องมายืนควบคุมพฤติกรรมการกินของเธอแบบนี้


"ข..ขอบคุณค่ะ"


อากิกะจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา ได้แต่หลับหูหลับตากลืนรสชาติขมๆ ในปากนั้นลงคอไปให้หมดเร็ว ๆ ต่อให้ไม่มีกลิ่นคาวแล้วจริงๆ แต่รสชาติตับบดผสมสาหร่ายดำ นอกจากจะไม่เข้ากันแล้ว ยังเลวร้ายขึ้นคูณสองจนเธออยากจะอ้วกจริงๆ แต่ถ้าขืนทำอย่างนั้น เขาคงต้องบ่นเธอหูชาทั้งวันแน่


หมอนี่เป็น 'มิสเตอร์เป๊ะแมน' อย่างที่คุณพยาบาลว่าไว้จริงๆ นะ ถ้าอะไรไม่ได้ดั่งใจเขาจะหงุดหงิดทันที แต่ที่น่าประหลาดกว่าคือเธอกลับเชื่อฟังคำสั่งเขาทุกคำเหมือนถูกตั้งโปรแกรม ทั้งที่เขาน่ะเผด็จการเข้าเส้นเลือดชัดๆ


บางทีอาจเพราะไม่เคยมีใครมาจ้ำจี้จ้ำไชชีวิตเธอตั้งแต่เล็กเลยก็ว่าได้ จึงทำให้อากิกะรู้สึกว่าวิธีการดูแลคนป่วยของหมอนี่ให้ความแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยลองสัมผัส จะว่ายังไงดีนะ...สงสัยว่าเป็นเพราะเธอไม่เคยเสียเงินเข้าโรงพยาบาลกระมัง เลยไม่เคยรู้ว่าวิธีการเป็นคนป่วยตามปกตินั้นเป็นยังไง


แถมวิธีการดูแลคนไข้อย่างพิถีพิถันของโทโมยะ ยังทำให้เธอคิดย้อนเปรียบเทียบถึงชีวิตในวัยเด็กโดยไม่รู้ตัว...


คงนึกภาพไม่ออกใช่ไหม?


เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องดิ้นรนดูแลตัวเอง เธอน่ะต้องเริ่มต้มน้ำร้อนกินบะหมี่ผสมผงชูรสตั้งแต่ห้าขวบแล้ว หรืออย่างดีก็มีกับข้าวที่แม่เหลือทิ้งไว้ให้กินอย่างสองอย่าง แต่ต้องเรียนรู้การอุ่นกินทุกมื้อด้วยความประหยัด เพราะไม่รู้ว่าแม่จะกลับพร้อมกับอาหารดีๆ อีกมาเมื่อไหร่


ในความทรงจำของเธอ... 


แม่ไม่เคยอยู่บ้าน เพราะฉะนั้นอย่าหวังเลยว่าจะมีใครตื่นมาทำอาหารให้กินทุกเช้าเหมือนเด็กคนอื่นๆ แม่จะกลับมาหาเธอเดือนละครั้ง พร้อมกับทิ้งเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้ดูแลเรื่องใช้จ่ายในบ้าน แต่มันก็ช่างน้อยนิดเกินจะเยียวยาถึงสิ้นเดือนจริงๆ


ดีที่คุณป้าเจ้าของร้านอาหารใต้ตึกค่อนข้างเอ็นดูที่เธอหน้าตาน่ารัก จึงมักจะแบ่งปันอาหารมาให้บ่อยๆ ของใช้หรือเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเธอก็เป็นมรดกตกทอดของลูกสาวคุณป้าที่ย้ายไปทำงานที่ต่างเมือง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ใช่คนในครอบครัว พวกเขาย่อมมีขอบเขตในการเมตตาเธอเช่นกัน


อากิกะเติบโตมาแบบขาดๆ เกินๆ


สิ่งที่เธอขาดคือความดูแลเอาใจใส่และความอบอุ่นแบบครอบครัว แต่ทุกอย่างก็ทดแทนมาด้วยความแข็งแกร่งในการยืนหยัดเอาตัวรอดด้วยตัวเอง เธอเคยทำงานสารพัดอย่าง รับมือกับคนหลายประเภท เคยตกอยู่ในสถานการ์ยากลำบากมาแล้วนับไม่ถ้วน


จนบางครั้งก็ถึงขั้นบีบให้เธอต้องเลือกทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร...


มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เธอจะมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้


การได้มาเจออำนาจมืดของมาเฟียจึงเป็นโชคชะตาบางอย่างที่เธอต้องเผชิญหน้า อากิกะรอดตายมาได้ แต่ก็ต้องมาติดแหงกกับผู้ชายผีเข้าผีออกอย่างโทโมยะ


เขาโมโหร้าย เจ้าอารมณ์ ปากจัด และชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง


เจ็ดวันก่อนเขาทิ้งเธออย่างไม่ใยดีพร้อมกับบาดแผลในหัวใจอันเจ็บปวด สามวันต่อมาเขากลับอยู่ข้างๆ คอยช่วยเธอรักษาแผลเสียยิ่งกว่ามีหมอประจำตัว


มันทำให้เธอรู้สึกสับสน


คนหนึ่งคนจะแข็งแกร่งได้สักแค่ไหน แต่ด้านหนึ่งก็ยังมีความอ่อนแอแฝงตัวอยู่ดี น่าตลกที่หมอนี่เป็นพวกชอบดึงความอ่อนแอปวกเปียกของคนอื่นออกมาแผ่กาง...บางทีสายตาของโทโมยะคงดีเกินไป


พออยู่ต่อหน้าเขา เธอจึงกลายเป็นคนเงอะงะ ซุ่มซ่าม และซื่อบื้อเป็นบางคราว ไม่ต้องเก่งกล้าอวดดีว่าฉลาดเหนือทุกเรื่องตลอดเวลาเพื่อให้ถูกคัดเลือกเป็นตัวเลือกในลำดับต้นๆ ของโรงเรียนหรือที่ทำงาน


ไม่เคยมีใครสนใจว่าเธอจะชอบกินหรือไม่กินอะไร พวกเขาแค่โยนส่งๆ มาให้เธอประทังความอดอยากอย่างขอไปที ไม่เคยมีใครรู้ว่าเธอไม่ชอบตับ แม้แต่แม่แท้ๆ ของตัวเองก็ไม่เคยสนใจอยากจะรู้


ตอนที่โทโมยะรู้เรื่องด้วยนิสัยช่างสังเกตของเขาเป็นครั้งแรก เขาตำหนินิดหน่อยว่าเธอเป็นพวก 'ไม่รู้จักของดี' แต่ก็ยังสั่งให้คนเอาตับไปบดดับกลิ่นให้กินง่ายขึ้นมาเป็นเมนูเสริมในแต่ละมื้อจนได้


ถึงแม้ว่าเขาจะทำไปตามสันชาตญาณการดูแลโภชนาการหลังพักฟื้นตัวของผู้ป่วยประสาอดีตนักศึกษาแพทย์ก็ตาม แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีคนใส่ใจการกินอยู่ของเธออย่างจริงๆ จังๆ นับตั้งแต่เกิดมา


แต่อากิกะอดแอบมองเขาซ้ำๆ ตลอดทั้งวันเหมือนมนุษย์เพิ่งเคยเห็นตัวเอเลี่ยนไม่ได้


อ้อ... แต่ก็ไม่แน่ บางทีเอเลี่ยนจริงๆ อาจจะเป็นตัวเธอเองก็ได้...


การลองเป็นคนอ่อนแอดูบ้างก็ไม่แย่หรอกนะ ถ้ามันทำให้มีใครบางคนรำคาญจนไม่กล้าทิ้งเธอไว้คนเดียวอีกน่ะ อย่างน้อยๆ เขาก็กลับมาดูอาการเธอวันละสามเวลาก่อนอาหาร บ่อยกว่าคุณหมอตัวจริงซะอีก


"ค่อยๆ เคี้ยว อย่ารีบกลืน ลำไส้เธอเพิ่งเย็บติดกันยังไม่สมานตัวดี" น้ำเสียงทุ้มเบาความดังลง เมื่อเห็นเธอตั้งหน้าตั้งตากินตามคำบอกของเขา


ถ้าเธอเป็นโรคจิตที่ทำตามคำสั่งโทโมยะอย่างคนโง่ หมอนี่ก็เป็นโรคเสพติดการออกคำสั่ง เวลาเห็นคนขัดขืนจะโมโห แต่ถ้าเธอทำตามความต้องการเขาจะพอใจ แล้วปฏิบัติต่อเธอดีขึ้นมาหน่อย


เห็นได้จากตอนที่เธอวางช้อนที่กวาดโจ๊กก้นชามจนหมดแล้ว เขาก็ยื่นทิชชู่เช็ดปากส่งมาให้อย่างใจดี นิ้วเรียวยกชี้ที่มุมปาก...เป็นทำนองว่าคราบอาหารเลอะเป็นพิเศษส่วนไหนจะได้ทำความสะอาดได้ถูกจุด


อากิกะเก็บความรู้สึกวูบวาบในอกนั้นทิ้งไป...


อย่าได้ใจว่าเขาจะอยากทำดีเอาใจใส่อะไรกับเธอหรอก มันแค่ผลพวงจากโรครักสะอาดขั้นสุดแก้ไม่หายเท่านั้นเอง...


แถมยังย้ำอยู่บ่อยๆ เวลาเธอทำท่าเหมือนจะเคลิ้มกึ่งฝันให้รีบสะดุ้งตื่นขึ้นเผชิญความเป็นจริงที่ว่า


"รีบๆ ทำตัวให้หายซะ ฉันจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง ภาระในชีวิตฉันไม่ได้มีเธอเพียงคนเดียวนะ!"



............................................................




"แหม...หวานชื่นเป็นข้าวใหม่ปลามันเชียวนะ มิน่าล่ะ อาการคนไข้ฉันถึงดีวันดีคืน เร่งพยาบาลยิกๆ เรื่องขอออกจากโรงพยาบาลไวๆ ทั้งที่หมอเจ้าของไข้อย่างฉันยังไม่อนุญาตเลย"


อากิกะซับปากเสร็จก็มองมาที่ 'คุณหมอมินามิ' แพทย์เวรประจำวันที่เดินเข้ามาในห้องตามหลังด้วยพยาบาลคุ้นหน้าอีกสองคน และเขาก็เป็นคนเดียวกับที่โทโมยะสาปส่งเรื่องรอยเย็บแผลน่าเกลียดบนหน้าท้องเธอ ซึ่งพึ่งจะมาได้เห็นด้วยตาตัวเองในตอนเปลี่ยนผ้าพันแผลวันที่สอง แล้วมันก็...


น่าเกลียดเป็นตะขาบท้องแตกจริงๆ!


หน้าตาเหมือนจะร้องไห้ขอความเห็นใจจากคนทั้งโลกของเธอ ทำให้คุณหมอเจ้าของผลงานต้องรีบแก้ต่างอย่างรวดเร็ว


"แผลที่ไหนก็หน้าตาน่าเกลียดแบบนี้แหละ แต่วางใจได้ พอตัดไหมแล้วก็กลับมาเหมือนเดิมครับ"


ขณะที่คนหน้าตึงข้างเตียงของเธอกลับแย้งขึ้นว่า "ไม่จริง เดี๋ยวฉันพาเธอไปเข้ารับการศัลยกรรมตกแต่งที่โรงพยาบาลอื่น หมอที่นี่ฝีมือมันห่วยแตกเกิน!"


"อะไรวะ แค่ฉันเย็บแผลแฟนแกไม่สวยหน่อยแค่เนี้ยก็หาว่าฝีมือห่วยแล้วเรอะ แต่ทีจะเย็บลำไส้นี่ดั้นด้นมานึกถึงฉันเป็นคนแรกเชียวนะ แกนี่มันจอมหักหลังจริงๆ เลยโทโมยะ ใช้งานใครเสร็จแล้วถีบหัวส่งตลอด"


คนฟังที่กะพริบตาปริบๆ มองดูสองหนุ่มชุดขาวและชุดดำเถียงกันอยู่คนละฟาก ได้ยินจากคุณพยาบาลแอบกระซิบเมื่อวันก่อนว่าพวกเขาเคยเป็นเพื่อนนักเรียนแพทย์ร่วมชั้นปีกันมาก่อน...


"แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้เป็นหมอแล้วล่ะคะ?" บทสนทนาเกิดขึ้นเมื่อเธอเอ่ยปากถามพยาบาลคนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเช็ดตัวให้ เพราะไม่สะดวกทำด้วยตัวเอง โทโมยะจึงปลีกตัวไปสูบบุหรี่รออยู่ข้างล่าง


และมันทำให้มีเวลามากพอที่จะให้เกิดบรรยากาศซุบซิบระหว่างผู้หญิงด้วยกัน


คุณพยาบาลคนใหม่ผู้มีชื่อว่า 'มาริโกะ' ซึ่งมาทำหน้าที่แทนพยาบาลคนยิ้มสวยเมื่อวันแรก เอียงคอทำท่าคิดเล็กน้อย ระหว่างที่เธอกำลังบีบผ้าซับน้ำนำมาเช็ดตามร่างกายท่อนบนของเธอ


เสียงถอนหายใจลอดออกมา ก่อนจะได้ยินคำตอบ


"เรื่องนั้นค่อนข้างตอบยากค่ะ ทุกวันนี้ยังเป็นปริศนาสำหรับทุกคนอยู่เลย..."


พยาบาลมาริโกะยกแขนเธอขึ้นเพื่อเช็ดใต้รักแร้ ระบายความอัดอั้นที่เธอเก็บความสงสัยมาหลายปีเหมือนกัน


 "...กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญของอาจารย์และเพื่อนรุ่นน้องอยู่ตลอดนะคะ มีแต่คนบ่นเสียดายที่เขาลาออกกะทันหัน ทั้งๆ ที่อีกเทอมเดียวก็จะเรียนจบแล้วแท้ๆ จำได้ว่าตอนนั้นคุณหมอมินามิโกรธมาก ถึงขั้นโดดเรียนวิชาสำคัญเพื่อรีบวิ่งเข้ามาห้ามตอนยื่นใบลาออกที่กองกิจการนักศึกษา จนเกิดเรื่องทะเลาะชกต่อยกลางมหาวิทยาลัยกลายเป็นเรื่องดังทีเดียวเลยค่ะ"


"ขนาดนั้นเลยเหรอคะ?"


เห็นเธอทำหน้าเหลือเชื่อ พยาบาลมาริโกะก็ยิ่งตาโต รีบเล่าต่อว่า


"ต้องดังสิคะ เพราะเมื่อก่อนคุณโทโมยะน่ะ เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ฮอตมากที่สุดในวิทยาลัยแพทย์คู่หูกับคุณหมอมินามินั่นแหละ ถึงรายหลังนั่นจะติดเกมหนักไปหน่อย แต่ช่วยกันเข็นจนผลสอบออกมาดีทั้งคู่ โดยเฉพาะคุณโทโมยะ...ที่มีชื่อติดโผลลำดับแรกๆ เกือบทุกวิชาจนสร้างมาตรฐานคะแนนท็อปไว้สูงลิบลิ่ว มันเลยค่อนข้างจะฝังหัวพวกนักศึกษาแพทย์และพยาบาลรุ่นนั้นกันนิดนึงน่ะ..ว่าผู้ชายคนนี้เป็นนิยามของความเพอร์เฟ็กต์!"


เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเมื่อย้อนเรื่องเล่าสมัยวันวาน พยาบาลสาวดูอารมณ์ดีจนผ่อนคลายความเป็นกันเองขึ้น ขณะที่อากิกะเอียงคอถามด้วยความสงสัย


"เพอเฟ็กต์?"


"ก็ใช่สิคะ" พยาบาลสาวเหล่มองอากิกะนิดหน่อยเหมือนจะบอกว่าทำไมเรื่องแค่นี้เธอถึงไม่รู้ ทั้งที่มากับชายหนุ่มแท้ๆ ตัดสินใจเล่าต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ช่วยอากิกะสวมเสื้อตัวใหม่


"คุณโทโมยะน่ะเป็นพวกสมบูรณ์แบบขั้นสุดของผู้ชายในอุดมคติของในหมู่นักศึกษาแพทย์และพยาบาลสาวๆ เลยนะคะ หน้าตาหล่อ ตัวสูง หุ่นก็เท่ สมองก็ดี แถมเรียนเก่ง โอ๊ย..อะไรก็ดีไปหมด สมัยก่อนก็มีเขาคนเดียวล่ะค่ะที่ใจกล้าขับช็อปเปอร์คันใหญ่ผ่ากลางถนนในโรงพยาบาลจนคนไข้กับหมออึ้งตาค้างกันไปหมด แต่ก็อย่างว่านะ..ใครจะไปว่าได้ ในเขาเมื่อเป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลนี่นา"


"หา ลูกเจ้าของโรงพยาบาล!" อากิกะตาเบิกกว้าง มองไปรอบๆ ห้องของอาณาเขตกว้างใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศราวกับเพิ่งเห็นมันเต็มๆ ตาเป็นครั้งแรก "ถ้าอย่างนั้นพ่อแม่เขาก็..."


พยาบาลมาริโกะพยักหน้ายืนยันข้อข้องใจ


"เป็นหมอด้วยกันทั้งคู่ แถมยังเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลนี้ยังไงล่ะคะ"


ชั่วขณะหนึ่งจู่ๆ ภาพของโทโมยะตะโกนว่า 'ผมไม่อยากเสียเวลาอยู่ในโรงพยาบาลบ้าๆ นี่ให้นานไปกว่านี้!' ก็ปรากฏขึ้นในหัว ไหนจะยังสายตารังเกียจเสียเต็มประดาอีกนั่นเล่า


มันขัดแย้งกันเสียจนทำให้อากิกะเคลือบแคลงความสงสัย ถ้าชีวิตดีมีครอบครัวที่ร่ำรวยขนาดนี้แล้วจะทิ้งอนาคตไปเป็นมาเฟียโฉดๆ ทำไม มันไม่ต่างกันสุดขั้วเกินไปหน่อยเหรอกับเส้นทางที่เขาหันเหไปน่ะ จึงตัดสินใจถามต่อว่า


"แล้วทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเขาดูไม่ชอบที่นี่เลยล่ะคะ?"


ดูเหมือนว่าสีหน้าสดใสของพยาบาลมาริโกะจะสลดลงไปเล็กน้อย ถอนหายใจพลางตอบคำถามที่แม้แต่ตัวหล่อนเองก็ไม่เข้าใจ


"เรื่องนี้ก็เป็นปริศนาพอๆ กันว่าทำไมปีนั้น ทั้งที่ใกล้จะเรียนจบการศึกษาอยู่แล้ว เขาถึงตัดสินใจดับอนาคตตัวเองด้วยการยื่นใบลาออกกะทันหัน แถมยังไม่เคยกลับมาเหยียบโรงพยาบาลแห่งนี้อีกเลย...กระทั่งท่านผู้อำนวยการเสียชีวิตแหละค่ะ แต่นอกจากงานศพแล้ว เขาก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในโรงพยาบาลอีกเลย ทั้งๆ ที่ได้รับมรดกเป็นหุ้นส่วนใหญ่แท้ๆ เพิ่งเคยเห็นเขาใช้สิทธิ์ก็ตอนพาคุณมาส่งให้มือหมอรักษานั่นแหละ เพราะเขาเจาะจงว่าต้องเป็นคุณหมอมินามิเท่านั้นถึงจะยอมไว้ใจให้ผ่าตัดคุณได้ พวกเราถึงได้รู้ว่าเขากลับมาแล้ว..."


เล่าถึงตรงนี้ พยาบาลมาริโกะผูกเงื่อนเสื้อแบบผ่าหน้าให้เธอเป็นปมสุดท้ายเสร็จพอดี ก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้มากกว่าที่เคย


"ขอบคุณนะคะที่คุณพาเขากลับมา คนที่นี่ไม่มีใครไม่คิดถึงเขาหรอกค่ะ นักศึกษาแพทย์และพยาบาลรุ่นนั้นเรียนจบแล้วก็ยังทำงานในโรงพยาบาลที่นี่เกือบหมด คุณโทโมยะน่ะคงเป็นตำนานไปแล้ว..ที่หมอคนหนึ่งหาญกล้าผันตัวไปเป็นมาเฟียในกลุ่มพวกอิทธิพลมืด..."


อากิกะกะพริบตาซ้ำๆ กลับมาได้สติอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงอดีตหมอตะโกนใส่หน้าเพื่อนสนิทของตัวเองนั่นแหละ


"ฉันกับยัยนี่ไม่ได้เป็นอะไรกัน!"


"อ้าว แล้วไหนอีตอนเซ็นใบรับรองก่อนผ่าตัด ทำไมแกระบุว่าเป็นคู่หมั้นของเธอไม่ทราบฮะ?" อีกฝ่ายแย้งกลับทันควัน


เห...เธอกลายไปเป็นคู่หมั้นอีตาจอมเผด็จการนั่นตั้งแต่ตอนไหน?


นี่มันเกินขอบเขตที่จะยอมกันได้แล้วนะ... ว่าแล้วอากิกะก็หันขวับไปคาดคั้นคำตอบพร้อมกับสายตาสงสัยทุกคู่ที่เหลือในห้อง...!

 









...............................................................................................................................................
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #5 thenow.1995 (@0101xiahtic) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 11:43
    สนุกมากเลยค่ะ
    #5
    0