The Mansion

ตอนที่ 1 : หนึ่งวันในคฤหาสน์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ก.ค. 63

    ที่ชั้นใต้ดินใต้ดิน ในห้องที่กระเบื้องสีขาวสะอาดถูกย้อมจนแดงฉานไปด้วยโลหิต มีดวาววับถูกมือเรียวบางกดลงบนร่างกายเป็นอักขระประหลาดๆไปทั้งตัวของผู้ที่ถูกมัดอยู่บนเตียงโลหะ


ในขณะเดียวกันเครื่องอัดเสียงในมือของชายหนุ่มร่างสูงก็ทำงานของมันอย่างต่อเนื่อง บทสนทนาและคำสารภาพถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วน


เสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนสงบลงเมื่อร่างผอมบางตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอหนาอวบของชายผู้โชคร้าย


ปากแผลเรียบ แสดงให้เห็นถึงความเฉียบขาดและมีดที่ได้ถูกลับจนคมมาเป็นอย่างดี เด็กสาววางมีดไว้ในอ่างล้างภาชนะ ก่อนที่จะบิดขี้เกียจเล็กน้อย


“ที่อัดไป ได้ยินชัดหรือเปล่า”


เด็กสาวถาม พลางถอดถุงมือยางเปรอะเลือดลงในถังขยะ


“อืม”


เขาตอบสั้นๆ พลางกรอเสียงบางส่วนให้ลองอีกฝ่ายลองฟังดู



‘อ๊าก!!! กูยอมแล้ว!!! กูเองแหละที่ฆ่านังเด็กคนนั้น!!’

‘แล้วศพล่ะ’

‘ตอนนี้ ศพของนังนั่นฝังไว้ใต้ต้นการเวก ท้ายบ้านของพ่อมันนั่นล่ะ!!! พ่อมันคงจะคิดไม่ถึงล่ะนะ ว่าเพื่อนสนิทของมันอย่างกูจะเป็นคนข่มขืนอีเด็กคนนั้น!!!ฮ่าๆ...อ๊าก!!!!!!!!!!...’

‘ทำไมถึงทำแบบนั้น อารมณ์? ความแค้น? หรือโดนจ้างมา?’

‘หึ ถามโง่ๆ...ก็แค่อีเด็กนั่นมันน่ารัก ขาวก็ขาว จริตจะก้านก็ทำให้กูปรารถนา พ่อมันก็ไว้ใจกูให้ดูแลเอ…’



“เสียงชัดดี แต่ขอฟังแค่นี้ก็พอ” เด็กสาวเอานิ้วแตะปิดเสียงอันน่าขยะแขยงนั่นด้วยสีหน้าอันเรียบเฉย “ฝากพี่เอาศพกับโทรศัพท์นี่ไว้ที่บ้านมันนะ ส่วนที่เหลือ ให้เป็นหน้าที่ของพี่อัลกับเศวตรเถอะ”


เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับทราบ เธอก็เดินออกไป


“เดี๋ยว เม”


ร่างสูงเรียกเด็กสาวร่างผอมบาง ผมสีฟ้าอ่อนไหวเบาๆเมื่อเธอหยุดฝีเท้าลง


“ว่า?”


“พานาคอตต้าที่ริมขวาในตู้เย็นนั่นของพี่ ห้ามแตะต้องเด็ดขาด”


“ขอบคุณนะพี่เอสทัส กำลังหิวพอดีเลย...”


เด็กสาวบอกส่งท้ายอย่างกวนๆ แล้วเดินขึ้นบันไดลับไปยังห้องเก็บของขนาดใหญ่


ทันทีที่เปิดประตูออกไป แสงสว่างยามบ่ายก็ฉายทาบบนใบหน้าขาวซีดพอดี ดวงตาเรียวสีแดงเหมือนทับทิมหยีลงเล็กน้อยเพราะตาปรับรูม่านตาไม่ทัน พอเริ่มชินแล้ว ก็เดินออกไปนั่งบนเก้าอี้เหล็กสีขาวกลางพุ่มไฮเดรนเยียแล้วหลับตาลง


“อ้าว ทำงานเสร็จเร็วจัง”


เสียงหวานรื่นหูเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอันสดใส ทำเอาเมริศาต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง

จึงมองเห็นใบหน้าอันเป็นพิมพ์เดียวกับเอสทัสชะโงกเข้ามาทักทาย

“ค่ะ พอดีทรมานไม่ยาก แถมตอนจับตัวมาก็ง่ายนิดเดียว”

เมริศาผายมือเชิญหญิงสาวมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยมีโต๊ะเหล็กทาสีเดียวขาวคั่นกลาง เมื่อถูกเชิญ เธอจึงเดินมานั่งอย่างว่าง่าย


พ่อบ้านร่างสูงที่เดินตามหญิงสาวผมสีทองมาวางถาดที่มีกาน้ำชาใสและแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนที่จะถอยออกไปให้ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง


“ส่วนพี่ กว่าจะได้ทำงาน ก็ต้องรอเศวตรเก็บกวาดหลักฐานก่อนล่ะนะ”


เธอหัวเราะอย่างร่าเริง ผิดกับอีกฝ่ายที่สีหน้านิ่งสนิทราวกับไร้ความรู้สึก แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ที่จะชินกับสีหน้าที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆของเด็กสาวผู้นี้


“แล้วที่บริษัทพี่เป็นไงบ้างคะ”


เมชวนคุยไม่ให้เงียบจนเกินไป เธอรินชาร้อนกลิ่นหอมหวานลงในแก้วให้อีกฝ่ายและตัวเองตามลำดับ


“ก็ดีจ้ะ แต่ที่แย่หน่อยก็คงเป็นพวกพนักงาน..”


หญิงสาวยิ้มเหนื่อยแล้วถอนหายใจ นิ้วเรียวยาวพันผมสีทองของตัวเองเล่นไปพลางๆ ดวงตาสีมรกตเม่อมองพุ่มดอกไม้แห่งความเย็นชาอย่างไร้จุดหมาย


“เรื่องยักยอกเงินหรอคะ?”


“อืม แต่ก็ดำเนินคดีไปแล้วล่ะจ้ะ ช่วงนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะ”


“พี่อัล พี่เม มาอยู่นี่กันหมดเลยหรอคะ”


เด็กหญิงตัวเล็กที่ดูรูปร่างแล้วคงยังไม่ขึ้นมัธยมเดินกอดตุ๊กตาสีเทาที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนเข้ามาร่วมวงสนทนา


“จ้ะ มายาจะดื่มชาสักหน่อยมั้ย”


อัลเรซยิ้มหวานแล้วเทชากุหลาบผสมไซยาไนต์จางๆในกากระจกใสเติมให้ตัวเองและเมริศา


“ค่ะ เทให้สางด้วยนะคะ”


“แต่เจ้านั่น ดูท่าทางไม่เต็มใจมานะนั่น”


เมริศาเอ่ยถึงตุ๊กตาสีเทาที่เย็บดวงตาและปากเป็นกากบาท กำลังทำท่าทางเหมือนหอบเพราะดิ้นไม่หลุดจากอ้อมแขนบางๆซักที


“ป้าแม่บ้านที่ออกไปซื้อเครื่องเซ่นก็ยังไม่มาน่ะค่ะ คุณสางกำลังหิวเลยจะออกไปหาด้วยตัวเอง ถ้าหนูจับตัวไว้ไม่ทันคงจะไปก่อเรื่องแน่ๆ”


“ขอบใจมากนะจ๊ะ” อัลเรซยิ้มให้แล้วรับสางมาลูบเบาๆ


ตุ๊กตาผีที่ชื่อสางดิ้นไม่หยุด พออัลยื่นมือมาใกล้ ผ้าสีเทาก็บิดเบี้ยวไปมาและเปลี่ยนเป็นสีดำ สางอ้าปากแยกเขี้ยวแหลมโตเหมือนอสูร กว้างพอที่จะกัดตัวมนุษย์ให้ขาดครึ่งได้ง่ายๆ กว้างเสียจนเส้นด้ายสีเทาที่ถูกเย็บเป็นกากบาททั้ง5ฉีกออก ตุ๊กตาตัวน้อยพุ่งจะกัดเข้าที่มือของอัลเรซทันที


“สาง”


เด็กหนุ่มผมสีควันบุหรี่เดินเข้ามาและเรียกชื่อของตุ๊กตาตัวนั้นเสียงเข้มจนทุกคนหันไปมอง สางที่กำลังจะลิ้มรสเลือดเนื้อของหญิงสาวก็หุบคมเขี้ยวเข้าไปจนหมดเมื่อเห็นคนตรงหน้า


“เครื่องเซ่นค่ะ คุณสาง”


แม่บ้านร่างท้วมย่อตัวด้วยรอยยิ้มอ่อนๆแล้วเปิดอาหารสำรับแบบเชียงใหม่ ก่อนที่จะวางตรงหน้าตุ๊กตาตัวน้อย โดยที่ไม่ลืมปักธูปหนึ่งดอกให้ด้วย


“นายเกือบจะมาไม่ทันแล้วนะ เศวตร”


เด็กสาวบอกเบาๆ แล้วเหลือบมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนหน้าจั่วของคฤหาสน์


จากตุ๊กตา ค่อยๆกลายร่างเป็นเด็กชายผิวขาวซีด ผมสีขาว ตาสีขาว และเสื้อผ้าสีขาว ที่ปากมีร่องรอยการถูกเย็บเป็นรูปกากบาท สางใช้มือจุ่มน้ำแล้วกินอาหารเหนือของโปรดอย่างปกติ


“คุณป้าแม่บ้านลองทำสูตรของตัวเองมาให้ลองชิมน่ะ เผื่อจะชอบ”


“อืม ข้าว่าอร่อยกว่าเมื่อวานอีก!” สางพูด แล้วหยิบอาหารเข้าปาก “ถึงจะไม่ค่อยมีเครื่องในที่ข้าชอบ แต่รสชาติแบบนี้ เป็นที่หนึ่งของข้าแน่นอน”


“ฉันได้ยินมาหลายครั้งละนะ พอได้กินเจ้าใหม่ ก็ลืมเจ้าเดิม”


เมริศาสบถเบาๆแล้วดูสางกินต่ออย่างเอร็ดอร่อย


“กินเสร็จแล้วไปให้ฉันเย็บปากด้วย เพราะถ้าแกเผลอไปกัดใคร ฉันจะจับแกขังไว้ในกล่องแปะยันต์”


เด็กสาวลุกออกไป เธอเดินกลับเข้าข้างในคฤหาสน์เพื่อไปนอนพักผ่อนต่อ


“อร่อยขนาดนั้นเลยหรอคะ”


“หึ เจ้าไม่เคยกินสินะ ถึงพูดคำแบบนั้นออกมา”


สางหัวเราะลั่นและกินต่ออย่างหิวโหย มายานั่งมองแล้วหันไปถามแม่บ้านที่ยกสำรับอาหารเหนือมาให้เจ้าตุ๊กตาผีเมื่อครู่


“อยากลองชิมดูบ้างจัง ...คุณป้าคะ คราวหน้าทำมาเผื่อหนูด้วยนะคะ ”


มายาบอกแม่บ้านที่ยืนมองผีกินเครื่องเซ่นอย่างชอบอกชอบใจ พลางยิ้มแก้มปริที่สางบอกว่ารสชาติถูกปาก


“ได้สิคะ คุณหนู”


“ทางนี้งานปิดกล้องวงจรปิดของทั้งจังหวัดนี้เรียบร้อยแล้วนะครับ พี่เอสก็เอาศพไปวางแล้ว เหลือแค่พี่อัลที่ต้องไปทำท่าเหมือนไปพบศพล่ะครับ”


อัลเรซลุกขึ้นแล้วให้เด็กหนุ่มนั่งแทน


“เชื่อมือนักแสดงคนนี้ได้เลย คอยดูละกัน!” อัลหันมายิ้มกว้างแล้วเดินออกไปเตรียมตัวอย่างอารมณ์ดี


“เศวตร ข้าไปเย็บปากก่อนนะ ฝากเจ้าเก็บจานด้วย”


เศวตรฉัตรพยักหน้า พลางทอดมองเด็กหนุ่มผิวขาวซีดที่คืนร่างเป็นตุ๊กตาแล้วเดินเตาะแตะไปที่ห้องของเมริศา เสียงอ่อนโยนเอ่ยกับเด็กหญิงที่นั่งมองผีเสื้อสีสดใสที่เกาะอยู่บนโต๊ะ


“มายา พรุ่งนี้ไปโรงเรียนนะ ทำการบ้านรึยัง”


“เหลือแค่วิชาหน้าที่พลเมืองน่ะสิคะ”


ร่างผอมบางตอบแล้วทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้เมื่อนึกถึงการบ้านที่ไม่ว่าอย่างไรก็ตอบไม่ได้ สีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชักเจน


“โจทย์ว่าอะไรล่ะ เผื่อพี่จะช่วยได้”


เศวตรฉัตรถามด้วยความหวังดี สีหน้าของมายาทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าจะเป็นคำถามที่แม้แต่อัจฉริยะแบบเขาก็ตอบไม่ได้รึเปล่า


“ความแตกต่างระหว่างศาลเตี้ยและกฎหมายคืออะไร”


...แล้วเด็กหนุ่มก็คิดไม่ผิด


คำถามนั้นยากที่จะตอบให้เหล่าคนที่ไม่เคยพบเจอกับตัวเข้าใจเหลือเกิน


ทั้งเศวตรฉัตรและมายานิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก้อนอารมณ์ขุ่นมัวตีบตันขึ้นมาถึงลำคอของเด็กหนุ่มจนแทบหายใจไม่ออก แต่ก็ตอบไปด้วยน้ำเสียงสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“กฎหมายเป็นที่ยอมรับ แต่กลับไม่คุ้มครองทุกคน อ้างสิทธิมนุษยชน ในขณะที่ศาลเตี้ยยอมรับบาปแทนผู้คน เข้าใจความรู้สึกของเหยื่อ และพยายามสร้างความเท่าเทียมที่ไม่มีเงินมาเกี่ยวข้อง แต่กลับถูกชี้หน้าว่าเป็นฆาตกร”


เสียงอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความเคียดแค้นเอ่ยตอบเด็กหญิง “คงจะประมาณนี้ล่ะมั้ง?”


สายลมพัดพาเอากลิ่นคาวเลือดในมโนภาพมาสัมผัสปลายจมูกของทั้งคู่


มายาพยักหน้าทั้งๆที่คิ้วยังขมวดกันราวกับมีคำถามนับพันล้านอยู่ในใจ ร่างผอมบางสบัดหน้าไล่ความรู้สึกแย่ๆออกจากหัว แล้วฉีกยิ้มร่าเริงออกมา


“ขอบคุณที่ช่วยทำการบ้านนะคะ ขอไปเขียนก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูจะลืม”


มายาลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปในคฤหาสน์หลังโต ทิ้งให้เศวตรฉัตรจมอยู่ในความคิดมหาศาลที่ยากจะบรรยายเพียงลำพัง


___________________________________________________


ทักทายรีดเดอร์ที่น่ารักทุกคนค่า เรากลับมาแล้วววว หลังจากที่ลบเรื่องHeartlessไปด้วยความจำเป็นบางอย่าง


และไรท์ก็กลับมาพร้อมกับเรื่องราวของคนทั้ง6และวิญญาณอีก1ที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ค่ะ! ซึ่งเรื่องราวและชื่อของแต่ละคนก็จะค่อยๆเปิดเผยออกมามากขึ้นในแต่ละตอน (แต่อ่านบทนำไปก็น่าจะรู้แล้วล่ะนะ ว่าตัวละครมีใครกันบ้าง--)



แนวเรื่องนี้มันก็จะไบโพล่าหน่อยๆ เดี๋ยวดราม่า เดี๋ยวกาว เดี๋ยวนุ่มฟู ดังนั้น ปรับอารมณ์ให้ทันกันนะคะ<3


แถม รูปสางตอนกลายร่างค่ะ


- เกร็ดความรู้ประจำวันนี้ -

1. สางแปลงร่างได้ทั้งมนุษย์และตุ๊กตา ร่างมนุษย์นั้นเป็นได้ทั้งเพศชายและหญิง เป็นได้ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ และคนแก่

2. ในอาหารทุกมื้อของชาวคฤหาสน์นี้จะผสมยาพิษจางๆไปด้วย เพื่อทำให้ร่างกายเคยชินและไม่มีผลกับสารพิษ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น