Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 4 : ติวเตอร์ ; johnjae (01/02)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 278
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    6 ต.ค. 62

ผมเงยหน้าขึ้นมาเมื่อรู้สึกเมื่อยคอหลังจากที่ก้มหน้าก้มตาทำโจทย์ภาษาอังกฤษในชีทอยู่นานก่อนจะยกมือขึ้นมานวดหัวตาเบาๆ ท้องที่เริ่มร้องประท้วงทำให้ผมยกนาฬิกาขึ้นมาดูพร้อมกับขยับไหล่และบิดตัวไปมาเพื่อไล่อาการเมื่อยขบ เพราะเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าแล้วที่ผมเอาแต่นั่งก้มเขียนภาษาอังกฤษยิกๆโดยไม่สนใจโลกภายนอก


ฟู้ดคอร์ทเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมไม่ชอบเวลามาติวหนังสือ ทั้งกลิ่นอาหารและเสียงโหวกเหวกน่ารำคาญทำให้ผมไม่มีสมาธิเลยสักนิด แต่ถ้าจะให้เลือกไปติวที่บ้านก็คงน่าหนวกหูไม่ต่างกัน เพราะวันนี้พี่โซลพี่ชายของผมดันออกปากว่าจะจัดปาร์ตี้กับเพื่อนสนิทในมหาลัย ผมเห็นมันย้ายโต๊ะเก้าอี้ออกมาไว้ที่ห้องนั่งเล่นกลางบ้าน ไหนจะลำโพงอะไรต่อมิอะไรที่มันขนมาตั้งไว้อีก หนีไม่พ้นเสียงดังสนั่นจนบ้านแตกแน่ๆ


ไม่รู้ว่ามันจะปาร์ตี้อะไรกันตั้งแต่หัววัน แต่ก็ช่างมันเหอะผมไม่ได้อยากใส่ใจขนาดนั้น


ผมหันไปมองโต๊ะที่เยื้องกันไม่ใกล้ไม่ไกล โต๊ะนั้นก็มีเด็กนักเรียนที่คาดว่าน่าจะอยู่ม.ปลายเหมือนผมกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรสักอย่างลงบนกระดาษ ซึ่งตรงข้ามก็มีคนที่ดูแก่กว่านั่งอยู่และคอยพูดอธิบาย


ไม่ว่าจะมองไปตรงไหนก็เห็นแต่นักเรียนกำลังนั่งติวหนังสือ และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน


ชีวิตม.ปลายมันสนุกก็จริงแต่มันเหนื่อยตอนต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย หลายคนชอบพูดว่าเดี๋ยวเข้ามหาลัยไปก็เหนื่อยกว่านี้อีก แต่แล้วยังไง คนมันจะเหนื่อยต้องกำหนดเวลาด้วยหรอว่าตอนไหนได้ตอนไหนไม่ได้


ผมก้มลงดูนาฬิกาข้อมืออีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ติวเตอร์ส่วนตัวที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำและปล่อยให้ผมนั่งทำโจทย์ภาษาอังกฤษอยู่คนเดียวไม่กลับมาสักที เขาหายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา


หรือจะแอบไปซื้อขนมอีกแล้ว


“ซัน” แต่ยังไม่ทันได้สงสัยอะไรไปมากกว่านั้น เสียงที่ดูร่าเริงสดใสก็ดังขึ้นจากข้างหลัง ผมหันไปดูก็เจอกับคุณติวเตอร์ที่กำลังเดินยิ้มแฉ่งจนแก้มใสขึ้นเป็นร่องขีดๆคล้ายหนวดแมว เขาเดินเข้ามาหาพร้อมแก้วน้ำในมือทั้งสองข้าง อีกฝ่ายเดินมาหย่อนสะโพกนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกัน ก่อนจะยื่นแก้วในมือมาให้ผมแก้วหนึ่ง


“อะไรอ่ะ”


“ชาเขียวปั่น พี่เห็นเธอนั่งหน้าเครียดเลยอ่ะ เลยไปหาอะไรหวานๆมาให้กินแก้เหนื่อย” เสียงหวานพูดเจื้อยแจ้วในขณะที่ผมก้มมองแก้วชาเขียวในมือ


“พี่บอกว่าไปเข้าห้องน้ำ”


“ช่าย ก็เลยแวบไปซื้อมาให้ด้วย กินสิๆ” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่จิน ติวเตอร์ส่วนตัวที่ผมจ้างมาสอนได้เกือบสามเดือนแล้ว อีกฝ่ายอยู่ปีสามเอกภาษาอังกฤษ


และเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนที่มหาลัยพี่ผม


เรารู้จักกันมาหลายปีแล้วเพราะพี่จินมาที่บ้านผมบ่อย ซึ่งสาเหตุก็ไม่ได้อยู่ที่ใครเลยนอกจากไอ้พี่ชายของผมที่ชอบชวนเพื่อนๆในแก๊งมาบ้าน มีตั้งแต่นัดกันมาทำรายงาน ซ้อมบทพูด ช่วยกันติวเตรียมตัวสอบมิดเทอม เล่นดนตรีหรือแม้แต่พากันมาตั้งตี้หมูกระทะตรงสวนหน้าบ้าน


ถึงแม้พี่ผมจะชวนเพื่อนๆมาบ่อย แต่พี่จินไม่ค่อยได้มาร่วมด้วยเท่าไหร่ อีกฝ่ายชอบติดงานบ้าง ต้องไปสอนเด็กคนอื่นบ้างไม่ก็ขี้เกียจมาเพราะบ้านผมกับบ้านพี่จินค่อนข้างไกลกัน


วันนี้ก็เช่นกันที่เขาปฏิเสธปาร์ตี้พี่ชายผม


เห็นพี่ผมบอกว่าพักหลังๆมานี้เขาไม่ค่อยรับสอนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว คงเหลือแค่ผมที่จ้างเขามาสอนจนเห็นหน้าค่าตากันอาทิตย์ละสามครั้ง


แต่เขาคงไม่รู้หรอกว่าผมอยากเจอเขาทุกวัน


เขามาบ้านผมครั้งแรกเมื่อสามปีที่แล้วเพราะพี่ชายผมนัดเพื่อนมาทำงานอะไรสักอย่าง อีกฝ่ายยืนทำหน้ากังวลเหมือนคนกำลังหลงทางในขณะที่ผมเปิดประตูออกไปดูว่าใครมากดกริ่งหน้าบ้าน


อาจจะดูบ้าไปหน่อยแต่ผมตกหลุมรักเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าซะแล้ว ตอนแรกผมไม่เชื่อในรักแรกพบหรอก แต่ต้องลบล้างความคิดนั้นออกไปทันทีที่เห็นหน้าพี่เขาแล้วหัวใจเต้นแรงเหมือนจะตายให้ได้


ใบหน้าหวานในตอนนั้นผมยังจำมันได้ดี ดวงตากลมโตซึ่งถ้าผมบอกว่ามันดูดื้อหน่อยๆเขาจะหาว่าผมพูดอะไรไม่เข้าท่ามั้ยนะ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างไม่แน่ใจกับเสียงหวานหูที่เอ่ยถามกันอย่างกล้าๆกลัวๆว่า นี่ใช่บ้านโซลมั้ยครับ


ผมในชุดนักเรียนที่เพิ่งกลับมาจากเตะบอลยืนค้างอยู่ตรงกรอบประตู สบตาเขานิ่งๆเหมือนคนที่ไร้สติ ไม่แม้แต่ตอบคำถามจนเขามองไปรอบๆก่อนจะหันมามองผมอีกครั้ง


แต่เสียงพี่ชายผมที่ดังลั่นมาจากครัวทำให้ผมสะดุ้งแล้วรีบพยักหน้าตอบอีกฝ่ายทันที เขาส่งยิ้มกว้างจนแก้มขึ้นเป็นรอยขีดเหมือนหนวดแมวมาให้พร้อมกับเอ่ยขออนุญาตเข้าไปข้างใน


ผมเบี่ยงตัวให้เขาได้เข้ามาในบ้านตามที่ต้องการ จังหวะที่เขากำลังเดินผ่านตัวผมไป เขาหันมายิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนร่างเล็กๆนั้นจะเดินตามเสียงพี่ชายผมเข้าไปในครัว


เหมือนภาพทุกอย่างกลายเป็นภาพช้า ทั้งรอยยิ้มหวานและใบหน้าน่ารักของเขาค่อยๆฝังลึกลงไปในความรู้สึกโดยที่ผมไม่ทันได้รู้ตัว รู้อีกทีตัวผมก็แกล้งทำทีมาหยิบน้ำในครัวบ้าง ทำเป็นลงมาหยิบของในห้องนั่งเล่นบ้าง และแอบมองทุกครั้งที่เขามาทำงานที่บ้านของผมไปซะแล้ว


จากที่เจอแค่อาทิตย์ละครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้งมันไม่พออีกต่อไป ผมที่อยากเห็นหน้าเขามากขึ้นทุกวันเลยตัดสินใจเอ่ยปากขอให้เขามาสอนภาษาอังกฤษให้ ทั้งที่ความจริงผมได้ท็อปภาษาอังกฤษของสายชั้นมาแต่ไหนแต่ไรและได้รางวัลมากมายจากการลงแข่งขัน


ผมกลัวมากว่าเขาจะรู้และปฏิเสธ แต่พี่จินไม่ได้ปฏิเสธผม กลับกันเขายังยิ้มแย้มอย่างน่ารักและให้เหตุผลว่า อยากรู้จักกับผมมากขึ้น


ผมยังจำความรู้สึกของตัวเองได้อยู่เลยที่พยายามทำหน้านิ่งๆแต่ในใจกรีดร้องดีใจฉิบหาย


แต่ถ้าความลับที่ว่าผมเก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้วแต่ยังขอให้เขามาสอนถูกเปิดเผยล่ะก็ เขาคงโกรธผมมากแน่ๆ


ก็ตอนเรียนน่ะ ผมแกล้งทำโจทย์ผิดจนเขาท้อใจกับผมมาหลายรอบ


ผมกลายเป็นนักเรียนที่นิสัยเสียมากๆไปซะแล้ว


“แล้ววันนี้พี่จินไม่ไปบ้านผมจริงอ่ะ พี่โซลมันบ่นอยู่เนี่ย” ผมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับพี่จินพร้อมกับดูดชาเขียวที่เขาซื้อมาให้ ความหวานแล่นเข้ามาจนผมต้องเบ้หน้าก่อนจะไอออกมา เขาหัวเราะกับท่าทางของผม มือเรียวจึงยื่นแก้วชาเขียวอีกแก้วมาให้แล้วดึงแก้วในมือผมไปดูดหน้าตาเฉย ผมก้มลงดื่มชาเขียวในมืออีกครั้งแต่รสชาติหวานปกติทำให้ผมขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างคาดโทษ


แสบจริงๆเลย


“พี่บอกเธอกี่รอบแล้วว่าวันนี้ไม่ไป ไม่งั้นเราจะมาติวกันที่นี่หรอเจ้าเด็กยักษ์”


“โถ่พี่จิน” คนตัวเล็กกว่ามุ่ยหน้าแล้วดูดชาเขียวต่อ


“ไม่ต้องอ้อน พี่ไม่ตกหลุมพรางซันหรอก” อีกฝ่ายหันมาสบตาผมก่อนจะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ผมมองใบหน้าหวานอย่างเอ็นดู ขนาดทำหน้าจริงจังยังเหมือนลูกแมวกำลังขู่เลย คนอะไร


“ไปเถอะ ผมมาส่งพี่ที่บ้านก็ได้ เนี่ยพี่โซลก็ให้มาชวนอีกรอบ นะ” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาอย่างลืมตัว อีกฝ่ายสะดุ้งโหยงที่อยู่ๆผมก็ขยับเข้าไปหา พี่จินสำลักชาเขียวไอค่อกแค่กออกมาจนหน้าแดงไปหมด


“เธอนี่มันจริงๆเลย”


“น้าาา พี่จินนะๆ” ผมเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กข้างที่ไม่ได้ถือชาเขียวไว้หลวมๆแล้วเขย่ามันเบาๆหวังให้เขาใจอ่อน พี่จินหรี่ตามองมือก่อนจะไล่ขึ้นมาที่ใบหน้าผมอย่างไม่ไว้วางใจ


“อือออ ก็ได้ๆ” ผมเห็นเขาถอนหายใจและยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ ผมมองพี่จินและยิ้มกว้างกว่าทุกทีเมื่อเขายอมไปบ้านผมในที่สุด อีกฝ่ายมองหน้าผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกชั่วครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้าหนีแล้วดื่มชาเขียวในมือต่อจนได้ยินเสียงจากหลอด


เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพักเพราะพี่จินต้องการตรวจแบบฝึกหัดที่ผมทำระหว่างที่เขาไปเข้าห้องน้ำ ผมมองเขาที่ก้มเช็คคำตอบในกระดาษก่อนจะวงด้วยปากกาสีแดงอะไรไม่รู้เต็มไปหมด ผมไม่ได้สนใจกระดาษนั่นเท่าไหร่นักเพราะสายตาของผมถูกดึงดูดด้วยเรือนผมสีอ่อนที่ดูนุ่มมือของพี่จิน


ใบหน้าใสเงยขึ้นสบตาผมสลับกับมองกระดาษที่ว่านั้นอีกครั้งเหมือนกำลังอธิบายอะไรบางอย่าง ผมมองริมฝีปากสีชมพูอ่อนที่ขยับไปมาอย่างหลงใหล


แปะ


“เดี๋ยวเถอะ ฟังที่อธิบายหน่อย” และสติก็โดนกระชากกลับมาอีกครั้งด้วยฝ่ามือนุ่มนิ่มของพี่จินที่ตีเบาๆตรงข้ามแก้ม ผมสะดุ้งเล็กน้อยและกระแอมเบาๆในลำคออย่างเก้อเขิน


เอาเหอะ วันนี้ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกทั้งวัน





ผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเองเพื่อล้วงหากุญแจในกระเป๋านักเรียนโดยที่มีพี่จินยืนอยู่ข้างๆ ผมเห็นเขาขมวดคิ้วมุ่นเพราะผมยังหากุญแจไม่เจอสักที ร่างเล็กเห็นอย่างนั้นเลยเอื้อมมือไปกดกริ่งข้างประตูแล้วหันมาสบตากัน ผมยิ้มแห้งให้เขาก่อนประตูบ้านจะเปิดออกมา คนที่เปิดก็ไม่ใช่ใครเลยนอกจากพี่โซล เขามองผมและพี่จินสลับกันด้วยความงงงวย


“อ้าวจิน ไหนมึงบอกว่าไม่มา”


ฉิบหาย ลืมเตี๊ยมกับพี่โซล


“เปลี่ยนใจละ แล้วมึงงงอะไร มึงฝากให้ซันมาชวนกูอีกไม่ใช่หรอ” พี่โซลเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้ผมและพี่จินได้เข้าไปในบ้าน มันล็อกประตูแล้วเดินนำพวกผมเข้าไปในห้องนั่งเล่น พี่ชายตัวดีมองพี่จินก่อนจะหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามกับผมที่เดินรั้งท้าย และผมก็ให้คำตอบมันด้วยการยักไหล่ครั้งหนึ่ง


“เออกูให้น้องมันชวนมึงเอง มาก็ดีละ” ผมถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อพี่โซลมันยอมช่วยผมไว้ จังหวะที่พี่จินหันไปสนใจของที่อยู่ในบ้าน พี่ผมก็หันมาพูดกับผมแบบไม่มีเสียงว่าทำไมไม่เตี๊ยมกันก่อน


จะเตี๊ยมได้ไง ผมก็สดตั้งแต่อยู่ฟู้ดคอร์ทแล้ว


ผมยักไหล่ให้พี่มันอีกครั้งและเราทั้งสามคนเดินเข้ามายังห้องนั่งเล่นที่มีเพื่อนพี่โซลอีกสามสี่คนที่กำลังต่อสายอะไรไม่รู้ระโยงระยางเต็มไปหมด พี่คนอื่นหันมาเห็นแขกคนใหม่ที่ตอนแรกบอกจะไม่มาก็ถึงกับโวยวายกันเสียงดัง พี่จินเดินไปหยิบขนมที่วางบนโต๊ะขึ้นมากินจนแก้มตุ่ย เขาหันมาสบตากับผมครู่หนึ่งแล้วกลับไปสนใจขนมกับเพื่อนพี่เขาตามเดิม


ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขามองผมบ่อย


“ซันมึงขึ้นไปหยิบเก้าอี้บนห้องมาหน่อย” พี่โซลตะโกนบอกผมทั้งที่ยังหันหลังวุ่นวายอะไรสักอย่างอยู่กับเพื่อนๆ


“ไม่พอหรอ”


“เออ หยิบมาเผื่อจินมันด้วย” พี่ชายผมชี้ไปที่พี่จินที่กำลังโน้มหน้าดูอะไรไม่รู้ในโทรศัพท์ของเพื่อนที่อยู่ข้างกายและหัวเราะออกมาอย่างสดใส


“เค งั้นเดี๋ยวมา”


ผมตัดบทแค่นั้นก่อนจะเดินขึ้นบันไดมาชั้นสองเพื่อมาหยิบเก้าอี้ตามที่พี่โซลมันบอก ผมเปิดประตูห้องของตัวเอง วางกระเป๋านักเรียนไว้ที่โต๊ะทำงานและเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ถือโอกาสเปลี่ยนชุดไปด้วยเพราะรู้สึกเหนอะหนะตัว


ในขณะที่ผมกำลังถอดเสื้อ เงาจากกระจกที่อยู่ข้างกายปรากฏเป็นเจ้าของร่างเล็กที่กำลังยืนพิงกรอบประตูห้องนอนแล้วมองมาทางนี้นิ่งๆ ผมยกแขนค้างไว้ในท่าที่กำลังถอดเสื้อพร้อมกับสบตาพี่จินผ่านกระจก


พี่จินเคาะประตูห้องสามครั้งถ้วนทั้งที่เขาน่าจะต้องเคาะก่อนหน้านี้แล้วด้วยซ้ำ คนตัวเล็กกว่าเดินเข้ามาในห้องแล้วหย่อนตัวนั่งลงที่ปลายเตียง ผมเบิกตามองเขาชนิดที่ว่างงตาแตก


อะไรของคุณเขาวะ


"พี่ขึ้นมาทำไรอ่ะ" ผมรีบเปลี่ยนเสื้อด้วยความไวแสงโดยที่อีกฝ่ายมองไปรอบๆห้องของผมอย่างสนอกสนใจ เออกางเกงช่างมันก่อนแล้วกัน...


"มาช่วยยกเก้าอี้"


"ห๊ะ"


"มาช่วยยกเก้าอี้" โอเคผมงงเขามากกว่าเดิมที่บอกว่าจะมาช่วย ตัวก็มีอยู่แค่นิดเดียว


"ไม่เป็นไรครับ แค่เก้าอี้พลาสติกเอง" ผมกับเขาสบตากันท่ามกลางบรรยากาศแปลกๆ ซึ่งผมคิดเองเออเองนั่นแหละว่ามันแปลก ไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไงเพราะหน้าอีกฝ่ายนิ่งมาก พี่จินยังคงนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ปลายเตียงไม่พูดไม่จา


แต่จะว่าใจบาปก็ได้เพราะตอนนี้หัวใจผมมันเริ่มเต้นโครมครามซะแล้ว คนสองคนอยู่ในห้องนอนนี่มัน..


ไอ้เหี้ยซั๊นนนน


พี่จินที่ไม่ขยับลุกออกจากเตียงไปไหนนอกจากใบหน้าหวานที่หันมามองตู้หนังสือที่อัดแน่นไปด้วยการ์ตูนของผม


"พี่จะอ่านก็ได้นะ เดี๋ยวผมไปหยิบเก้าอี้แปป" ผมสะบัดหัวไล่ความคิดแปลกแล้วบอกอีกฝ่ายเสียงเบา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายสักนิด ผมเลยมองเขางงๆอีกรอบแล้วเดินออกมาหยิบเก้าอี้พลาสติกพับได้จากห้องพี่โซลที่อยู่ข้างๆกัน


ผมเดินกลับมาที่ห้องตัวเองอีกครั้งก่อนจะร้องเหี้ยในใจดังมากเมื่อเห็นร่างเล็กๆนั่นกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่ปลายเตียงของผม


เออผมก็รู้แหละว่าเขาซน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้...


"พี่จิน"


"ซัน"


เราสองคนเอ่ยชื่อออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ผมเลยผายมือไปทางเขาเพื่อให้เขาพูดก่อน


"ซัน"


"ครับ"


"จะบอกพี่เมื่อไหร่" พี่จินหลับตาลงก่อนจะถามออกมาเสียงเบา แต่เพราะห้องมันเงียบสนิททำให้ผมได้ยินคำถามนั้นอย่างชัดเจน


"บอกอะไรอ่ะพี่จิน"



"เรื่องที่เราแกล้งทำเป็นไม่เก่งอังกฤษไง"



"...ห๊ะ"



เดี๋ยวนะ


เชี่ยยยยยยยยยยยยย



"จะบอกกันเมื่อไหร่" พี่จินลืมตาขึ้นมาสบกับผมทั่งๆที่เขายังนอนกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ปลายเตียง น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูเรื่อยๆสบายๆในขณะที่ผมมองเขาเหมือนโลกทั้งใบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


"พี่รู้หรอ"


"ห้องนั่งเล่นบ้านเธอมีแต่เหรียญรางวัลกับโล่เต็มไปหมด นอกจากเธอก็ไม่น่ามีใครแล้ว"


ฉิบหายแล้ว


"พี่ไม่คิดว่าเป็นของพี่โซลบ้างหรอ"


"ซัน"


"..."


"พี่เรียนกับไอ้โซลมาสามปีแล้ว แค่นี้ทำไมจะจำไม่ได้ว่าชื่อที่เห็นไม่ใช่ชื่อมัน"


กูอยากตาย


ผมยกมือขึ้นมากุมขมับ เพิ่งคิดไปตอนที่นั่งติวกับพี่จินที่ฟู้ดคอร์ทเองว่าถ้าเขารู้เรื่องนี้คงโกรธกันมากแน่ๆ แต่อีกฝ่ายเพียงแค่มองหน้ากันนิ่งๆไร้ซึ่งความโกรธใดๆจนผมนึกหวั่นใจไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่


"เธอทำแบบนี้ทำไม" พี่จินถามย้ำก่อนจะยันตัวขึ้นมานั่งดีๆ ร่างเล็กมองหน้าผมอย่างไม่ว่างตา


"..."


"คิดว่ามันสนุกหรอซัน พี่ไม่สนุกด้วยหรอกนะ"


"ไม่ ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะพี่จิน"


"แล้วมันยังไง" อีกฝ่ายลุกขึ้นแล้วเดินตรงดิ่งเข้ามาหา ใบหน้าเรียบนิ่งแต่น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้ผมรู้ซึ้งว่าเขากำลังโกรธมาก


แม่งเอ๊ย


"ตอบดิซัน"


"..."


"โอเค ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ"


"พี่จิน"


"ตั้งแต่อาทิตย์หน้าพี่ไม่สอนเธอแล้วนะ แล้วก็เอาบัญชีเธอมาให้พี่ด้วย พี่ไม่อยากได้เงินของเธอ จะคืนให้" พี่จินยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ก่อนจะขยับหนี เขาเดินผ่านผมที่ยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น แต่ผมก็เอื้อมมือไปจับข้อมือเล็กๆนั่นก่อนจะดึงให้อีกฝ่ายหันมา


"ปล่อย"


ในเมื่อผมทำพังขนาดนี้




"เพราะผมชอบพี่"






"..."




"เพราะผมชอบพี่จนอดทนรอเจอพี่แค่อาทิตย์ละครั้ง สองอาทิตย์ครั้งหรือเดือนละครั้งไม่ไหวแล้ว"




"..."




"ผมชอบพี่ฉิบหายเลยว่ะพี่จิน"




ก็คงไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว










tbc

#Peach_Jay


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 13:01
    น่ารักมากเลยค่ะ ภาษาดีด้วย เป็นกำลังใจให้คุณไรท์นะคะ
    #15
    0
  2. #6 lover pc (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 01:52
    น้อง;-;
    #6
    0