Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 20 : nerd ; johnjae

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    18 พ.ย. 62

ไอ้แว่นนั่นหรอ



วันๆกูไม่เห็นมันทำอะไรเลย นอกจากอ่านหนังสือกับเล่นบาส





ผมเจอเขาครั้งแรกตอนเปิดเทอมม.5


ผู้ชายใส่แว่นหน้าตาจืดๆคนนั้นเดินเข้ามาในห้องช่วงโฮมรูม หลังจากที่ครูบอกว่าวันนี้จะมีเพื่อนร่วมคลาสคนใหม่ หลายคนต่างสนใจเพื่อนใหม่คนนี้ รวมถึงผมที่นั่งอยู่แถวสุดท้ายของห้องเรียน


แขนขายาวแต่ไม่ได้ดูเก้งก้างบวกความสูงที่เกินหน้าเกินตาเด็กมัธยมเป็นสิ่งที่ดึงดูดทุกสายตาได้เป็นอย่างดี แต่ใบหน้าที่ค่อนไปทางฝรั่งของเขาไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจเท่าไหร่ ชุดนักเรียนถูกระเบียบ ความยาวกางเกงเสมอเข่ารวมถึงเสื้อนักเรียนที่ไม่ปล่อยชายให้หลุดลุ่ยนั่นทำให้ผมต้องเลิกคิ้วมอง


ผมเห็นแววตาของอีกฝ่ายไม่ชัดเจน เพราะแว่นหนาเตอะกินพื้นที่ใบหน้าเขาไปกว่าครึ่ง แต่ก็ช่างเหอะ ผมไม่ได้สนใจขนาดนั้น


"สวัสดี" เสียงนุ่มทุ้มและสำเนียงแปร่งๆทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์ในมือ


เขาคนนั้นกวาดตามองไปทั่วห้องก่อนจะหยุดที่ผม




"ผมชื่อ โจเซฟ ยินดี ที่ได้รู้จัก"





และนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสบตากัน






เสียงออดดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าคาบเรียนในวันนี้ได้สิ้นสุดลงเสียที เพื่อนคนอื่นๆแทบจะวิ่งกรูกันออกไปจากห้องผิดกับผมและวินที่กำลังบิดขี้เกียจอย่างเหนื่อยหน่าย


"เจอร์ หาไรแดกป่ะ" มันเอ่ยถามในขณะที่ผมยกน้ำขึ้นมากระดก ผมเหลือบมองก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยเพราะตอนนี้เสียงท้องร้องประท้วงสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งหมด


"แดกไรดี เตี๋ยวมะ" ไอ้วินเดินมากอดคอผมและพากันออกจากห้องเรียนเพื่อลงจากตึก


"หึ ลูกชิ้นปิ้งหลังโรงเรียนพอ จะไปเตะบอลต่อไม่ใช่อ่อ เดี๋ยวอ้วกตายห่า"


"วันนี้เวรสุเมษไม่ใช่หรอวะ เดี๋ยวมึงก็โดนอีกหรอก" มันหันมาทำหน้าเหวอแล้วเอ่ยถึงครูฝ่ายปกครองคนหนึ่งที่เคยวิ่งไล่พวกผมตอนแต่งกายผิดระเบียบ


"เออว่ะ" ผมเบ้หน้าอย่างขยาด


"ไปแดกเตี๋ยวในโรงหารแบบเดิมเหอะ กูยังเสียวกางเกงไม่หายเนี่ย" ผมพยักหน้าเห็นด้วยในขณะที่เราพากันเดินเลี้ยวไปทางโรงอาหาร


เพราะเพิ่งเลิกเรียนได้ไม่นาน ในโรงอาหารเลยยังเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนมากมาย ผมกวาดตามองร้านข้าวที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเด็กที่ยืนต่อคิวจนแน่นเอี๊ยด ไม่ต่างอะไรจากร้านก๋วยเตี๋ยวร้านโปรดของผมกับวินที่หางแถวยาวไปอีกทาง


ผมนั่งจองโต๊ะในขณะที่วินอาสาไปซื้อก๋วยเตี๋ยวมาให้ ผมมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยเพื่อฆ่าเวลา แต่สุดท้ายก็โดนดึงความสนใจไปตรงร้านขายน้ำหน้าทางเข้าโรงอาหาร


ร่างสูงชะลูดของใครบางคนยังคงโดดเด่นและดูดดึงสายตาไม่ต่างจากวันแรกที่เขาเข้ามาในห้องเรียน แต่วันนี้แปลกออกไปตรงที่เขาอยู่ในชุดบาสแขนกุดที่เห็นท่อนแขนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและด้านข้างของเสื้อก็เว้าเสียจนเห็นสีข้างเปลือย กางเกงบาสตัวใหญ่และรองเท้าบาส ไม่ใช่ชุดนักเรียนที่รีดจนเนี้ยบเช่นทุกวัน ผมเห็นเขายื่นแบงค์พันให้แม่ค้าก่อนจะเปลี่ยนเป็นเหรียญบาทที่พยายามคุ้ยหาในกระเป๋า


ไม่รู้ว่าผมเผลอมองเขานานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีตอนที่ภาพตรงหน้าโดนบังด้วยลำตัวของใครบางคน


"มองไรวะ" ไอ้อู๋เพื่อนต่างห้องที่เตะบอลด้วยกันเอ่ยถามพร้อมกับทรุดตัวนั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มันมองหน้าผมอย่างสงสัยก่อนจะเอี้ยวตัวมองตามสายตาผมไป


"เห็นใส่ชุดบาส กูเลยแปลกใจ" ผมเอ่ยพลางยักไหล่


"ไอ้แว่นนั่นหรอ" อู๋หันมาเลิกคิ้ว


"อือ ปกติกูเห็นไม่สุงสิงกับใคร"


"มันอยู่ชมรมบาสนะ แต่วันๆกูไม่เห็นมันทำอะไรเลย นอกจากอ่านหนังสือกับเล่นบาส" อู๋พูดแล้วรูดลูกชิ้นเข้าปาก ผมหยิบลูกชิ้นปิ้งมากินบ้างและยังคงทิ้งสายตาไว้ที่โจเซฟ จนอีกฝ่ายเดินออกจากโรงอาหารไปผมถึงหันมามองหน้าไอ้อู๋ตามเดิม


"ไม่ยักรู้ว่าเล่นบาสด้วย"


"เออ แต่มันเล่นเก่งนะ กูเคยเข้าไปในยิมแล้วเจอมันเล่นกับพวกม.6 พอดี"


"โห ได้ข่าวพวกม.6 เล่นกันแรงไม่ใช่หรอ"


"ก็จริง แต่มึงดูขนาดตัวมันด้วยครับ ผลักนิดนึงกระเด็นกันฉิบหายหมด" อู๋หัวเราะร่าก่อนจะตีมือผมดังเพี๊ยะ ข้อหาเผลอหยิบลูกชิ้นของมันมากินอีกไม้ มันมองคาดโทษได้ไม่นานไอ้วินก็เดินถือชามก๋วยเตี๋ยวมาที่โต๊ะ


"พวกมึงทะเลาะไรกันอีก" เป็นเรื่องปกติที่ไอ้วินจะเหนื่อยหน่ายเพราะผมกับไอ้อู๋ชอบกัดกันประจำ


"เพื่อนมึงมองไอ้โจเซฟตาเป็นมันเลยว่ะ" อู๋หันไปจีบปากจีบคอใส่เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างกาย จนมันหันมาแล้วทำหน้าอิหยังวะใส่ผม


"ไอ้เด็กเรียนนั่นอ่ะนะ มึงสนใจหรอ" วินพูดพลางซดน้ำก๋วยเตี๋ยวที่มีพริกลอยเต็มไปหมด


"เปล่า" ผมยักไหล่ไม่ยี่หระในขณะที่คนก๋วยเตี๋ยวในชามตัวเองบ้าง หัวข้อสนทนาถูกปัดไปเป็นเรื่องอื่นเพราะเราต่างก็ไม่ได้สนใจเด็กเนิร์ดที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่คนนั้น



ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ





อยู่ๆฝนที่ตกลงมาหนักเหมือนฟ้ารั่วทำให้พวกผมต้องหาอะไรอย่างอื่นทำเพราะใช้สนามหญ้าไม่ได้ เพื่อนในแก๊งเตะบอลคนอื่นๆทยอยกันกลับบ้านในขณะที่ผม วินและอู๋ย้ายตัวเข้ามาอยู่ในโรงยิม ตอนแรกผมก็ว่าจะกลับเหมือนกันแต่ด้วยนิสัยชอบเอ้อระเหยทำให้ยังวนเวียนอยู่ในโรงเรียนเหมือนเดิม


เสียงโวยวายเป็นสิ่งแรกที่ผมได้ยินก่อนเสียงลูกบาสกระแทกพื้นปาร์เกต์จะดังตามมาพร้อมกับพวกรุ่นพี่ม.6 ที่เลี้ยงลูกบาสมาจากอีกฝั่งของยิม เราสามคนยืนค้างอยู่หน้าทางเข้าโรงยิมมองการเล่นบาสอันดุเดือด


"ไหนมึงบอกเขาเล่นกันครึ่งสนามไงไอ้เหี้ยอู๋" วินเอ่ยขึ้นพลางมองเหล่านักบาสที่วิ่งไปวิ่งมาในสนาม บรรยากาศภายนอกมันดูเคร่งเครียดผิดกับคนในสนามที่วิ่งไปวิ่งมาด้วยใบหน้าสนุกสนานและมีความสุข


ผมโบกหัวไอ้อู๋แต่มันหลบฝ่ามือผมได้อย่างหวุดหวิด


"ปกติเขาเล่นครึ่งสนามนี่หว่า" มันยักไหล่ ตอนแรกมันเป็นคนบอกเองว่าวันนี้สนามว่างเพราะเขาเล่นกันครึ่งสนาม แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้คือวิ่งสลับไปมาจนน่ามึนหัว


"ให้กูเข้าไปแจมไม่เอานะ กลัวตาย" วินยกมือป้องปากกระซิบ


"กูด้วย" ผมพยักหน้า


"อย่ามา ไอ้เจ้อมึงก็เล่นเป็น" อู๋ยกขาขึ้นมาเตะก้นผมเบาๆก่อนจะวิ่งเหยาะๆเข้าไปใกล้สนามบาส


"อ้าว ไอ้อู๋ จะเล่นด้วยหรอ" เป็นพี่ฌอนศิษย์เก่าที่หันมาเห็นพวกเราสามคน พี่แกนั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ข้างสนามพร้อมชุดบาสเต็มยศ


"พี่ฌอนหวัดดีครับ ตอนแรกนึกว่าเล่นครึ่งสนามไง เลยจะมาเล่นอีกแป้น" พี่ฌอนรับไหว้พวกผมแล้วลุกขึ้นมาวอร์มร่างกาย


"ช่วงนี้มันเล่นเต็มสนามกัน มึงจะเล่นก็เข้าไปเลย ชิวๆ" คนโตสุดสะบัดข้อมือและหมุนปลายเท้าตัวเองเบาๆ


"ไม่เอาอ่ะ กลัวปลิว" ผมทำหน้าแหย พี่ฌอนหันมาหัวเราะเสียงดัง


"มึงก็เล่นเก่งไอ้ห่าเจ้อ ทำมาเป็นกลัว" เขาหันมาหรี่ตาใส่ผม


"วันนี้ขอเป็นผู้ชมแล้วกันพี่" แต่ผมก็ยกมือทำท่าปางห้ามญาติใส่อีกฝ่าย พี่ฌอนยักไหล่ไม่ได้เซ้าซี้อะไร ก่อนเขาจะตบบ่าผมเบาๆแล้วเริ่มวิ่งวอร์มขาไปรอบๆสนามบาส


เสียงเฮฮาจากในสนามดึงความสนใจของพวกผมอีกครั้ง น่าจะจบเกมแล้วเพราะคนที่เคยวิ่งแย่งลูกเอาเป็นเอาตายพากันยืนชู้ตบาสเล่น


เราทั้งสามโดนรุ่นพี่ในสนามชวนเล่นในเกมถัดไป แต่ผมกับวินปฏิเสธขอเป็นผู้ชมที่ดีแทนดีกว่า มีเพียงไอ้อู๋ที่เข้าไปร่วมแจมอย่างกระตือรือร้น


ผมกับวินทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างสนามที่ก่อนหน้านี้พี่ฌอนเคยนั่งอยู่ แต่นั่งได้ไม่นานผมก็ขอแยกตัวมาเข้าห้องน้ำหลังยิมทิ้งไอ้วินไว้คนเดียว


จังหวะที่ก้าวขาเข้ามาในห้องน้ำ ร่างกายของผมหยุดชะงักเมื่อกลิ่นเย็นๆแต่ค่อนข้างฉุนลอยมาแตะจมูก ก่อนควันสีขุ่นจะลอยฟุ้งในอากาศแล้วค่อยๆจางหายไปภายในไม่กี่วินาที


ผมเดินเข้าไปตรงโถฉี่พร้อมกับเหลือบมองต้นตอควันบุหรี่ที่อยู่อีกมุมของห้องน้ำ


โจเซฟยืนสูบบุหรี่อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะมีใครเข้ามาเจอ ผมมองท่อนแขนแข็งแรงยกเจ้าตัวการขึ้นมาแล้วอัดลงปอดตัวเองอีกครั้ง ส่วนมือใหญ่อีกข้างเลื่อนดูโทรศัพท์ในมือ เขายังคงอยู่ในชุดบาสชุดเดิมที่ผมเห็นในโรงอาหาร


เจ้าตัวแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไม่ได้อยู่ในห้องน้ำคนเดียว


"นายรู้หรือเปล่าว่าห้ามสูบบุหรี่ในโรงเรียน" ผมพูดขณะจัดการธุระตัวเองให้เรียบร้อย


"Oh! sorry" เสียงทุ้มเอ่ยออกมาทันทีที่ผมพูดจบ ผมย้ายตัวเองไปล้างมือพร้อมกับมองอีกฝ่ายผ่านกระจกเบื้องหน้า แต่คนที่เอ่ยขอโทษกลับสูบบุหรี่ต่อหน้าตาเฉย


สายตาภายใต้กรอบแว่นหนาเตอะจ้องมองผมผ่านกระจก ริมฝีปากที่ออกสีคล้ำหน่อยๆยกยิ้มพลางสูดอัดควันเข้าปอดและพ่นออกมาโดยที่เขายังไม่ละสายตาออกไปแม้เสี้ยววินาที


เป็นอีกด้านของโจเซฟที่ผมไม่เคยเห็น อาจเป็นเพราะเราไม่ได้คลุกคลีหรือรู้จักมักจี่กันขนาดนั้น ผมเลยเผลอตัดสินว่าเขาเป็นเด็กเนิร์ดไปเสียแล้ว


แต่กับคนที่อยู่ข้างหลังในตอนนี้ เขาดูกลายเป็นคนละคน


ไม่ว่าสายตาพราวระยับหรือมุมปากที่กระตุกยิ้มจางๆนั่น


"อยากสูบมั้ย" เจ้าตัวเอ่ยก่อนจะค่อยๆเดินมาหาผมที่ยืนค้างอยู่ตรงอ่างล้างมือ ผมเลิกคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ แต่คนตัวสูงก็ยื่นบุหรี่ที่สูบไปครึ่งมวนมาให้พร้อมรอยยิ้ม


"เปล่า" ผมเอ่ยปฏิเสธเสียงเบา


"หรอ นึกว่าอยากสูบ เห็นคุณเอาแต่มองมาที่ผม" โจเซฟอธิบายด้วยสำเนียงภาษาไทยแปร่งๆ


"แค่ไม่คิดว่าจะมีคนสูบบุหรี่ในนี้เฉยๆ" ผมยักไหล่ไม่ยี่หระตามเคย ที่จริงแล้วห้องน้ำหลังยิมเป็นที่ที่เด็กแอบมาสูบบุหรี่กันเยอะ ไม่ว่าใครก็มาสูบรวมถึงผมเองที่มีบ้างเป็นครั้งคราว แต่คราวนี้แค่แปลกใจนิดหน่อยที่เป็นเขา


"คุณอยู่มานานก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรอว่าที่นี่มีคนแอบมาสูบบุหรี่บ่อย" ผมโดนเขาสวนกลับด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เขาเท้าแขนลงกับขอบอ่างโดยที่คาบบุหรี่ไว้ในปาก ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กใหม่ที่มองผมอย่างท้าทาย เรามองตากันโดยที่ไม่มีใครยอมละสายตาออกไปราวกับว่านี่คือการแข่งขัน


ผมคว้าบุหรี่ในปากเขามาสูบอย่างถือวิสาสะ โจเซฟไม่ได้ตกใจ เขาเพียงแค่ส่งยิ้มมาให้ในขณะที่ผมพ่นควันสีขุ่นออกมา


บรรยากาศระหว่างเราถูกแทนที่ด้วยม่านควันสีขาวที่ลอยฟุ้งอย่างไร้ทิศทาง ผมพ่นควันบุหรี่ออกมาอีกครั้งแล้วส่งคืนให้เจ้าของ โจเซฟรับมันไปสูบก่อนโยนก้นกรองที่เหลือลงถังขยะ


ฝนยังตกอยู่ด้านนอก และระหว่างเราก็เต็มไปด้วยความเงียบ


"คุณมักจะมองใครด้วยสายตาแบบนี้เสมอเลยหรอ" โจเซฟเลียปากก่อนจะเอ่ยออกมา เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนผมเผลอขยับหนี


"สายตาแบบไหน" ผมสบตากับดวงตาคมภายใต้แว่นตา หัวใจที่เริ่มเต้นรัวอยู่ในอกทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ


"Ah, Forget about it" คนตัวสูงผละออกไปยืนดีๆแล้วส่งยิ้มให้ไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ ผมไม่ได้พูดอะไรกลับไปเพียงแค่มองโจเซฟที่กำลังเดินออกไปจากห้องน้ำ


แต่เด็กใหม่คนนั้นก็หันกลับมาสบตาอีกครั้งด้วยสายตาพราวระยับ


"ตอนแรกผมคิดว่าบุหรี่ไทยแรงไปหน่อย แต่ตอนนี้ผมว่ามันก็หวานดีนะ คุณว่ามั้ย"


โจเซฟพูดด้วยเสียงนุ่มทุ้มแต่ยังคงแปร่งๆเหมือนเคย ก่อนจะทิ้งผมไว้กับประโยคที่ทำให้ผมรู้สึกยิ่งกว่าเดิม


อ่า ให้ตายสิ






ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวผม แต่หลังจากที่เจอโจเซฟในห้องน้ำเมื่อคราวนั้น ผมก็ไม่สามารถละสายตาออกจากเขาได้เลย


โจเซฟยังคงเป็นคนเงียบๆและไม่ค่อยมีเพื่อนไม่ต่างจากช่วงที่เขาเข้ามาเรียนใหม่ๆ ยังคงเป็นเด็กเรียนที่ตั้งใจฟังที่ครูสอนและถามคำถามที่คนอื่นไม่ค่อยสงสัยอยู่เสมอ เขายังคงเป็นเด็กชมรมบาสที่ถ้าเลิกเรียนเมื่อไหร่ เจ้าตัวจะเปลี่ยนไปใส่ชุดบาสและขลุกตัวอยู่ในโรงยิมจนฟ้ามืด


เมื่อไม่นานมานี้ ผมเพิ่งรู้ว่าอยู่คอนโดเดียวกับเด็กใหม่คนนั้น เพราะตอนนั้นผมลงไปซื้อขนมที่เซเว่นใกล้คอนโดและเจอเขากำลังยืนจ่ายเงินอยู่หน้าเคาน์เตอร์พอดี


เป็นการเจอกันตอนตีหนึ่งกว่าที่โจเซฟหันมาถามว่ามีเศษสิบบาทมั้ย ขอยืมหน่อยเดี๋ยวคืน


ผมมองกระดานด้วยสายตาเหม่อลอย ก่อนจะได้สติเมื่อไอ้วินที่นั่งอยู่ข้างๆหันมาสะกิด มันบุ้ยปากไปหาครูสอนประวัติศาตร์ที่ยืนอยู่หน้าห้องพร้อมกับถือปึกกระดาษไว้ในมือ


"เอาล่ะ ครูอธิบายงานไปแล้วนะคะ ส่วนเรื่องจับคู่ ครูจับให้เรียบร้อยแล้ว หัวข้อเดียวกันอยู่ด้วยกัน ตามนี้ค่ะ" เธอพูดอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นใบงานมาให้นักเรียนแจกกันเอง ก่อนชื่อนักเรียนทุกคนจะปรากฏบนจอโปรเจกเตอร์


เสียงโอดครวญดังขึ้นทันทีเมื่อแต่ละคนเห็นหัวข้องานของตนเอง ผมกวาดตาหาชื่อตัวเองแล้วถอนหายใจยาวเหยียดอย่างเบื่อหน่าย


"มึงคู่ใครวะวิน" ผมหันไปหาเพื่อนสนิทที่ชะเง้อคอหาชื่อตัวเอง


"ใครวะ อ่อ ไอ้ภูมิๆ" มันยิ้มแหยเพราะต้องคู่กับคนที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้า แต่ก็นะทำไงได้


"ไอ้ห่า ไอ้ภูมิกุมหัวแล้ว" ผมหัวเราะลั่นแล้วก็โดนมันต่อยแขนเบาๆอย่างคาดโทษ


"ว่าแต่กู มึงก็ด้วย" มันหันมาหัวเราะดังกว่าจนเหมือนประชด


"เออ ยังไม่ได้ดูเลยใครคู่กู" ผมเกาหัวแล้วมองหาคนที่ได้หัวข้อเดียวกัน


"ไม่ต้องหา นู่น พ่อมึงเดินมานู่นแล้ว" ยังไม่ทันได้หาไอ้วินก็จับหน้าผมให้หันไปอีกทาง


เดี๋ยว


แล้วก็เป็นโจเซฟที่เดินเขามาหาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ


"ไง" คนตัวสูงเอ่ยเพียงเท่านั้น โดยที่มีเสียงหัวเราะสนั่นห้องของไอ้เหี้ยวินเป็นแบ็คกราวน์ ผมหันไปตบเกรียนมันดังแป๊ะก่อนจะหันมายิ้มแหยให้เจ้าเด็กเนิร์ดที่ยืนมองพวกผมอยู่ก่อนแล้ว


พร้อมหัวใจที่เต้นรัว





"ไง"









ผมนั่งตัวลีบทำอะไรไม่ถูกอยู่บนโซฟาในห้องของโจเซฟ หลังจากที่ตกลงกันว่าจะรีบเคลียร์งานคู่ให้เสร็จ เพราะคนตัวสูงบอกว่าหลังจากนี้เขาต้องซ้อมบาสทุกวันและกลัวว่าจะไม่มีเวลามาทำงานด้วยกัน ซึ่งผมก็เห็นด้วยไม่ได้ขัดอะไร


แต่การที่ต้องมานั่งทำงานด้วยกันสองต่อสองเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบเลย


ไม่ดีเลย


ผมมองห้องของเขาที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากห้องผม เฟอร์นิเจอร์รูปแบบต่างกันบวกกับการตกแต่งด้วยสีโทนเย็นทำให้ผมรู้สึกแปลกตา ข้าวของของใช้ที่มีไม่ค่อยมากนัก แต่ก็ไม่ได้น้อยจนโล่งเกินไป


โจเซฟเดินหายเข้าไปในครัว ก่อนจะออกมาพร้อมน้ำเปล่าสองแก้วในมือ ผมยื่นมือไปรับพร้อมเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายเบาๆ


เขายิ้มให้ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพรมฝั่งตรงข้ามทำให้ผมรีบย้ายตัวเองลงมานั่งบนพรมบ้างเพราะเกรงใจเจ้าของห้อง


"เจอร์นั่งข้างบนก็ได้นะ ผมโอเค" เขาเงยหน้ามาสบตากัน


"ตรงนี้ก็ได้ จะได้เหยียดขาได้ด้วย" ผมส่ายหน้าปฏิเสธ


"งั้นเอาเบาะรองมั้ย" อีกฝ่ายทำท่าจะลุกขึ้นยืน


"ไม่เป็นไรๆๆ ทำงานกันเถอะ" ผมยกมือปฏิเสธพัลวัน


ผมหยิบคอมตัวเองขึ้นมาเปิดไว้บนโต๊ะทรงเตี้ยตรงหน้าในขณะที่เหลือบมองอีกฝ่ายที่ก้มอ่านกระดาษในมือ ผมเห็นเขาขมวดคิ้วนิดหน่อย


บรรยากาศระหว่างเราเต็มไปด้วยความเงียบ เพราะโจทย์มันยาวมากเราเลยตกลงกันว่าอ่านโจทย์และทำความเข้าใจกับมันก่อน แล้วค่อยเริ่มลงมือ


ต่างคนต่างอ่านอย่างใช้สมาธิ เป็นผมที่อ่านโจทย์และทำความเข้าใจกับมันเสร็จเรียบร้อย เหลือเพียงคนตัวสูงที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดพลางควงดินสอไปมา


"ไม่เข้าใจตรงไหนมั้ย" ผมเท้าแขนลงกับโต๊ะทรงเตี้ย ก่อนจะโน้มตัวไปหาอีกฝ่ายที่ยังคงอ่านโจทย์อยู่


"อันนี้อ่านว่าอะไรนะ" เขายืดหลังตรงก่อนจะหันมาถาม ผมเอี้ยวตัวมองเส้นใต้ที่เขาขีดเอาไว้


"อ่านว่า สม บู ระ นา ยา สิด ทิ ราด" ผมค่อยๆอ่านทีละตัวโดยที่โจเซฟคอยออกเสียงตาม


"ที่ King เป็นคนปกครองแล้วมีสิทธิ์ในการบริหารประเทศใช่มั้ย" คนตัวสูงย้ำความเข้าใจของตัวเองอีกครั้ง ผมพยักหน้าให้เขาเป็นคำตอบ


"อ่านโจทย์เข้าใจแล้วใช่มั้ย"


"เข้าใจแล้วครับ" เขาเงยหน้าพร้อมรอยยิ้มจางๆ ผมมองใบหน้าเขานิ่งก่อนจะกระแอมสองสามครั้งแล้วขยับมานั่งที่เดิม เพิ่งรู้สึกได้ว่าเมื่อกี้ดันเข้าใกล้อีกฝ่ายอย่างลืมตัว


เราพูดคุยเรื่องงานกันต่อและเริ่มแบ่งกันหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย ผลัดกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามที่งานกำหนดมา บางทีผมก็ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีเพราะโจเซฟใช้ภาษาไทยไม่ค่อยคล่องนัก อะไรที่ผิดพลาดคนตัวสูงจดไว้ในสมุดของตัวเองทุกอย่าง เขาดูตั้งใจทำงานเสียจนผมแทบไม่กล้ากระดุกกระดิกไปไหน


ผมแกะขนมมาวางไว้บนโต๊ะเพราะนิสัยชอบทำงานไปกินขนมไปทำให้ผมต้องหาเยลลี่ไม่ก็ขนมอะไรเล็กๆน้อยๆมากินด้วยเสมอ ซึ่งคราวนี้เป็นเยลลี่รสโค้กที่ซื้อมาจากเซเว่น


โจเซฟเงยหน้าขึ้นมามองอย่างสนใจ แต่พอผมบอกเขาว่ากินได้ เจ้าตัวตอบกลับมาเพียงแค่รอยยิ้มก่อนจะก้มลงหาข้อมูลต่อ


ผ่านไปพักใหญ่ จากที่มีไฟทำงานตอนนี้กลับเริ่มดับมอด เราหยุดพักกันประมาณสิบนาที และโจเซฟขอตัวไปสูบบุหรี่ในขณะที่ผมเอาขนมอย่างอื่นขึ้นมากินไปพลางเล่นโทรศัพท์ไปพลาง


ผมมองนั่นนี่ไปเรื่อยเมื่อเบื่อจะเล่นโทรศัพท์ พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับกล่องแดงสดที่วางแอบอยู่ข้างโทรทัศน์


มองมันอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินออกไปหาอีกฝ่ายที่ระเบียงเมื่ออยู่ๆก็อยากสูบบุหรี่ขึ้นมาบ้าง โจเซฟเลิกคิ้วมองอย่างสงสัยทันทีที่ผมเปิดบานกระจกออกมายังระเบียง


เขาเคาะบุหรี่ออกมาจากกล่องแล้วยื่นมาให้ ผมเอ่ยขอบคุณเบาๆขณะรับมา แต่ยังไม่ทันจะถามหาไฟแช็ก ร่างสูงข้างกายก็ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะก้มลงมาจนปลายบุหรี่ที่เขากำลังสูบแตะกับปลายบุหรี่ของที่ผมคาบเอาไว้ในปากจนเกิดการเผาไหม้


ผมสูดควันเข้าปอดแล้วพ่นมันออกมาขณะที่มองออกไปยังขอบฟ้าที่พระอาทิตย์ค่อยๆจางหายไปกับกลุ่มเมฆ ทิ้งไว้เป็นแสงสีส้มที่เจือจางไปกับท้องฟ้ากว้าง


เรายืนอยู่ข้างกันท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งขึ้นไปบนฟ้า ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าของเขาอย่างตั้งใจต่างจากครั้งอื่นที่พยายามแอบมองไม่ให้เขาเห็น


"ทำไมถึงมาเรียนที่ไทย" ผมถามคำถามที่คาใจมานานด้วยเสียงที่แผ่วเบา โจเซฟหันมาเลิกคิ้วให้ผมพลางพ่นควันออกมา


"แด๊ดกับมัมหย่ากัน ก็เลยต้องกลับมาอยู่ไทยกับมัม" เขาเอ่ยออกมาราบเรียบราวกับว่ากำลังเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ


"ขอโทษ"


"ไม่เป็นไร" เขาหันมายิ้มให้ผมเหมือนอย่างเคย ฝ่ามือใหญ่ถือวิสาสะวางไว้บนศีรษะของผมก่อนจะลูบไปมาเบาๆ ผมทำได้แค่เม้มปากแน่น ยืนนิ่งรับสัมผัสเขาด้วยใจที่เต้นรัวกว่าเก่า


"ตอนแรกมันทรมานนะ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับมันเพราะแก้ไขอะไรไม่ได้"


"..."


"ตอนนี้มันกลายเป็นแค่เรื่องโชคร้ายเรื่องหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว มัมบอกว่าความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่พอหมดรักแล้วมันกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด" โจเซฟอธิบายในขณะที่เขายังคงมองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้า ฝ่ามือใหญ่ที่เคยลูบผมก่อนหน้านี้หยุดค้างและวางไว้เฉยๆ


"แล้วนายกลัวมั้ย" ผมเผลอถามออกไปอย่างลืมตัว อีกฝ่ายค่อยๆละสายตามามองกัน


"กลัว?"


"การมีความรักน่ะ" ผมหลุบตามองบุหรี่ในมือชั่วครู่ แล้วยกขึ้นสูบอีกเฮือกใหญ่


"No"


"..."


"เพราะถ้าผมกลัว ผมคงไม่รู้สึกหรอก" เขาพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม


"รู้สึกอะไ...." ผมหันไปมองเขาท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งและเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ฝ่ามือใหญ่ที่เคยวางบนศีรษะก็เลื่อนลงมาวางไว้ที่ท้ายทอยแล้วดึงให้ผมเข้าไปใกล้ มืออีกฝั่งขยี้บุหรี่ทิ้งตรงกระถางต้นไม้ข้างๆกันนั้น ก่อนเขาจะตวัดแขนมาโอบรัดเอวผมไว้อย่างรวดเร็ว


ใบหน้าหล่อเหลาที่มีแว่นตาหนาเตอะโน้มลงมาประชิดจนลมหายใจของเขารินรดที่ปลายจมูก ผมมองหน้าเขาพร้อมหัวใจที่เต้นแรงในอกอย่างหักห้ามไม่ไหว มือไม้เกะกะไปหมดเลยทำได้เพียงวางทาบไว้บนบ่ากว้าง





"I'm falling for you" เขาโน้มหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูพร้อมกับกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น โจเซฟกดจูบลงบนหน้าผากทิ้งความอบอุ่นเอาไว้


"..."


"And I wish you felt the same way" ผมเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาที่สั่นระริก คำบอกรักที่อยู่ๆเขาก็มอบให้ ทำให้ผมสั่นเทิ้มไปทั้งตัว อีกฝ่ายมองด้วยสายตาที่มีความหมายและรอคอยคำตอบ เขาไม่ยอมละสายตาไปไหน คอยเกลี่ยเส้นผมที่ปลิวไสวเมื่อลมเย็นๆพัดผ่าน


ผมเม้มปากแน่นทำตัวไม่ถูก กลัวหัวใจในอกจะกระดอนออกมา เงยหน้าประสานสายตากับคนตัวสูงอีกครั้งก่อนจะค่อยๆกดจูบที่ปลายคางของเขาและส่งยิ้มให้เสียเต็มแก้ม


ไร้คำพูดใดๆระหว่างเรา โจเซฟยิ้มกว้างกว่าทุกครั้ง ราวกับว่ามีประกายของดวงดาวนับล้านในดวงตาของเขา ร่างสูงกอดผมไว้ทั้งตัว กดจูบลงที่กลางศีรษะและลูบแผ่นหลังของผมอย่างแผ่วเบา ผมเอื้อมแขนไปคล้องคอแล้วซุกหน้ากับต้นคออุ่นๆของเขา


กอดกันอยู่สักพักเขาก็ยกตัวของผมขึ้นมา ก่อนจะอุ้มกลับเข้ามาในห้อง เขาวางผมไว้บนโซฟาตัวกว้างแล้วตามมาทาบทับ


ร่างกายของเขายิ่งใหญ่โตเมื่อมองจากมุมนี้ เขากดจูบลงมาที่หน้าผากอีกครั้ง ไล่จูบไล่หอมจนมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาผละออกและมองอย่างไม่มั่นใจ ผมเลยส่งยิ้มให้ก่อนจะโน้มใบหน้าของเขาลงมา


แลกจูบหวานที่มีรสบุหรี่จางๆติดที่ปลายลิ้น ความช่ำชองของเขาทำให้ผมตามไม่ทัน ไม่ว่าจะจูบที่ดูดพลัง ริมฝีปากร้ายกาจที่ช่วงชิงไปทุกหนแห่งหรือฝ่ามือร้อนที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามาในเสื้อ




อ่า




ผมจะทำเป็นมองไม่เห็น okamoto 0.01 ตรงข้างทีวีแล้วกันนะ




เจ้าเนิร์ดของผม









the end






ชอบไม่ชอบอะไรสามารถบอกกันได้น้าา ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ เลิ้บบบบ


เจอกันเรื่องหน้าค้าบ 


#Peach_Jay 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #28 zyn_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 23:22
    แม๊๊๊๊๊๊๊ ฮอตเนิร์ดที่ดือ
    #28
    0
  2. #24 fahanacy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 09:12
    hot nerdd ไอเริ้บ
    #24
    0
  3. #22 Delp (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 07:37
    อมก ฮอตเนิร์ดจริงๆ ฮื่อ แต่โจเซฟทั้งแสนดีทั้งอบอุ่นจังเลย
    #22
    0
  4. #21 julietandromeo (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 22:39
    ฮือ เนิ้ดไม่จิง เจ้อค้าบบ ????????
    #21
    0
  5. #20 Meemie40 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 14:36
    hot damn nerdy Joseph and his Jer 😳
    #20
    0
  6. #19 fullls (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 21:11
    ฮอตเนิร์ดที่แท้ทรู
    #19
    0
  7. #18 trift. (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 18:52
    เนิร์ดไม่จิง!
    #18
    0