Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 2 : please come closer ; johnjae (os)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    6 ต.ค. 62

มันค่อนข้างเลือนลางหากต้องนึกย้อนกลับไปว่าผมกับเขารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่


อาจจะเป็นช่วงมัธยมต้นหรือเร็วกว่านั้น ผมเองก็จำไม่ค่อยได้แล้ว


แต่สิ่งที่จำได้ขึ้นใจและถึงแม้จะพยายามปฏิเสธอย่างไรก็ไม่สามารถหนีความจริงไปได้


นั่นคือเส้นแบ่งความสัมพันธ์โง่ๆที่เขาเป็นคนขีดขึ้นมา






เวลาที่ล่วงเลยเข้าสู้เที่ยงวันทำให้ท้องของผมเริ่มร้องประท้วงหลังจากไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า ผมจำต้องขุดตัวเองออกมาจากห้องนอนเพื่อไปหาอะไรกินในครัว เมื่อเช้าผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้แต่เพราะนิสัยเสียที่ชอบตื่นมาปิดเสียงน่ารำคาญและนอนต่อเป็นสิ่งที่ผมแก้ไม่ได้สักที รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตอนเที่ยงแล้ว


ในขณะที่กำลังเดินลากขาผ่านห้องนั่งเล่นและคิดว่าจะกินอะไรดี ตาผมก็เหลือบไปเห็นร่างใหญ่โตของใครบางคนที่นอนอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์ ผมหรี่ตาและเดินเข้าไปใกล้ แต่กลิ่นเหล้าที่ลอยคลุ้งไปทั่วทำให้ผมถึงกับเบ้หน้า


ผมยืนมองคนที่นอนคว่ำหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง เส้นผมสีเข้มที่ชอบเซ็ตเปิดหน้าผากตอนนี้ยุ่งเหยิงจนผมแทบแยกไม่ออกว่านี่หัวคนหรือรังนก ร่างกายท่อนบนที่แข็งแรงไปด้วยกล้ามเนื้อเปลือยเปล่าซึ่งผมคิดว่าเขาคงจะร้อนแล้วถอดเสื้ออีกแล้ว แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เขาไม่ถอดกางเกงออกด้วย ไม่งั้นผมคงต้องไปล้างตา


เขาพลิกตัวมาเป็นนอนหงายแต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ เพราะตัวเขาใหญ่ถึงขนาดที่พลิกนิดเดียวแล้วตกโซฟา ผมถอนหายใจออกมาหนักๆอย่างเบื่อหน่าย ยกมือขึ้นกอดอกมองสภาพเพื่อนสนิทอย่างจอห์นที่เละยิ่งกว่าขยะที่ผมเอาไปทิ้งเมื่อวานเสียอีก ร่างใหญ่โตหล่นกระแทกพื้นแรงมากจนเขาลืมตาตื่นขึ้นมาโดยที่ผมแทบไม่ต้องเสียแรงปลุกแม้แต่นิด


ทั้งที่เขาเละเทะขนาดนี้แต่เขายังหล่อเหลาไม่ต่างจากปกติเท่าไหร่ทำให้ผมอดเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ไม่ได้ จอห์นยันตัวลุกขึ้นนั่งบนพื้นและหันมาสบตากับผมที่ยืนอยู่เยื้องกับโซฟา ผมกับเขามองตากันสักพักโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา และเป็นผมเองที่ตัดสินใจเบนหน้าหนีแล้วเดินเข้าไปในครัวตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก


เอื้อมมือไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบของสดที่ยังเหลืออยู่ออกมาทำกับข้าว แค่คิดว่าวันนี้ต้องออกไปซื้อของเข้าตู้เย็นก็ทำให้ผมเบื่อขึ้นมาทันที


มือที่กำลังคว้ากระทะมาวางไว้บนเตาถึงกับชะงักเมื่ออยู่ๆมีท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนค่อยๆสอดเข้ามาจากด้านหลังและรวบรัดเอวผมไว้ในอ้อมกอดนั้น แผ่นหลังของผมสัมผัสกับอกแข็งๆของเขาตามแรงดึง และถูกรุกรานด้วยใบหน้าคมที่โน้มลงมาเกยไว้บนไหล่


ใบหน้าของเพื่อนสนิทขยับเข้ามาใกล้จนแก้มของเขาแทบจะแนบกับแก้มผม กลิ่นเหล้าที่คละคลุ้งกับกลิ่นบุหรี่และน้ำหอมที่จอห์นใช้ประจำทำให้ผมเริ่มมึนหัว


“เหม็น” ผมเอียงหน้าหนีและเอ่ยออกมาอย่างนึกรำคาญ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ฟังคำพูดของผมสักนิด เขาขยับท่อนแขนให้รัดรึงเอวผมแน่นขึ้น พร้อมกับดึงเข้าหาตัวอีกจนผมแทบจะจมเข้าไปในแผ่นอกแข็งๆนั่น


“แต่มึงหอม” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนจะกดปลายจมูกบริเวณใบหูของผมราวกับจงใจแกล้ง ผมยืนนิ่งกับการกระทำเหล่านั้น ปล่อยให้เขาทำตามใจต้องการแต่มันกลับตรงข้ามกับหัวใจของผมที่เริ่มเจ็บแปลบขึ้นมา


เป็นความเจ็บปวดที่คุ้นเคย แต่ไม่เคยชิน


และไม่มีวันชิน


“ออกไป ก่อนทำกูจะเอากระทะมาทุบหัวมึง” ผมยกกระทะขึ้นมาถือไว้และหันมาสบตากับจอห์นอย่างจริงจัง ท่าทางที่ไม่ได้ล้อเล่นของผมทำให้มันหัวเราะหึในลำคอก่อนจะปล่อยให้ผมเป็นอิสระ


“ดุจริงตัวแค่นี้” จอห์นยิ้มและเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกจากครัวไป ผมได้ยินเสียงมันตะโกนไล่หลังมาว่าจะไปอาบน้ำและให้ทำกับข้าวเผื่อด้วย


ตอนแรกจะไม่ทำให้มันกินหรอก แต่ผมน่ะแทบไม่เคยใจแข็งกับมันได้เลย







ผมมองร่างสูงใหญ่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินข้าวไม่พูดจากับผมจนผมสงสัยว่าเขาไปหิวมาจากไหน ผมค่อยๆกินในส่วนของผมจนหมดแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับจอห์นที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว สายตาที่อ่านไม่ออกทำให้ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไร แต่อีกฝ่ายเพียงแค่ยักไหล่และยกน้ำขึ้นดื่ม


“เจ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาในขณะที่ผมกำลังเอื้อมมือไปหยิบจานของเขาเพื่อเอาไปล้าง ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับจอห์นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับทำหน้าจริงจังเสียจนผมแปลกใจทั้งที่เมื่อกี้ยังลอยหน้าลอยตาน่าหมั่นไส้อยู่เลย


“ว่า”


“เรื่องแยม”


“…”


“กูเลิกกับเขาแล้วนะ” อยู่ๆผมก็รู้สึกเหมือนหูอื้อขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น ชื่อของบุคคลที่สามที่เป็นแฟนของจอห์นทำให้ร่างกายของผมชะงักค้างไป


เลิกกันแล้ว?


“อ่อ หรอ” มีคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวแต่ผมกลับทำได้เพียงเอ่ยออกไปสั้นๆ ผมหยิบจานข้าวของเขามาถือไว้และลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยที่ยังสัมผัสได้ว่าจอห์นกำลังมองมาที่ผมอย่างไม่วางตา


“แค่นี้?”


“อะไรแค่นี้” ผมหันมามองหน้าอีกฝ่าย ซึ่งไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าแววตาของเขาเปลี่ยนไป


มันเหมือนกับจอห์นกำลังตัดพ้อ


“รีแอคชั่นมึงไง”


“แล้วจะให้กูทำยังไง เห้ยเพื่อนนนนนน ดีใจด้วยว่ะเลิกกับเขาสักที หรือจะให้กูมานั่งปลอบใจมึงดีอ่ะ ไม่เป็นไรนะจอห์น แค่นี้ไม่ตายหรอก”


“อย่าประชด”


“กูไม่ได้ประชด”


ผมและเขาสบตากันอย่างไม่ลดละ อีกฝ่ายยกมือขึ้นมาเสยผมตัวเองลวกๆเหมือนอารมณ์เสียอะไรสักอย่างซึ่งผมไม่เข้าใจมันสักนิด เขาเบนหน้าไปอีกทางก่อนจะลุกขึ้นและเดินเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น


ผมไม่เคยเข้าใจเขาเลย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร


ผมดีใจก็จริงแต่ผมจะทำอะไรได้ไปมากกว่ารับรู้ว่าเขาเลิกกัน?


อยากให้ผมทำหน้าดีใจที่เขาเลิกกับแฟน หรืออยากให้ผมเข้าไปกอดเขาอย่างมีความสุขอย่างนั้นหรอ?


เส้นแบ่งความสัมพันธ์โง่ๆระหว่างเราสองคนที่เขาเป็นคนขีดขึ้นมาเองแท้ๆ


ผมก็พยายามยืนในส่วนที่เขากั้นไว้ ผมพยายามแทบตาย ผมเจ็บปวดแค่ไหนเขาไม่เห็นจะแยแส


แล้วยังต้องการอะไรจากผมอีก








ผมออกมายืนตรงระเบียงและมองพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า แสงสีส้มอบอุ่นดูสงบเงียบไม่ได้ทำให้จิตใจของผมสงบลงแม้แต่น้อย ผมพิงสะโพกกับขอบระเบียงก่อนจะล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ เสียงแชะแชะจากไฟแช็กและเสียงจราจรยามเย็นเป็นเสียงที่ผมได้ยินอยู่ตอนนี้ ผมดูดอัดควันเข้าปอดทันทีที่จุดบุหรี่เสร็จ แล้วค่อยๆพ่นมันออกมาจนควันสีขุ่นฟุ้งไปในอากาศ ยอดตึกที่อยู่ไกลออกไปกลายเป็นจุดพักสายตาของผมไปเสียแล้ว


จอห์นออกจากห้องไปเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ ผมไม่รู้ว่าเขาไปไหน อีกฝ่ายไม่ได้บอกไว้เหมือนที่เคยทำ ผมเองก็ไม่ได้ถามอะไรทั้งนั้น ทำเพียงแค่มองแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆลับหายไปกับประตูห้องที่ปิดลง


ถ้าเขาอยากกลับมาเมื่อไหร่ก็คงกลับมาเองนั่นแหละ


ผมยกบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้งพลางนึกย้อนไปยังวันเก่าๆของเราทั้งคู่


ผมกับจอห์นเป็นเพื่อนกันมานานจนผมแทบจำไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน รู้อีกทีก็ตอนที่กลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ไปไหนก็ไปด้วยกัน หารคอนโดกันอยู่จนถึงตอนนี้ และอยู่ข้างกันตลอดจนโดนแซวอยู่บ่อยครั้งว่าคบกัน


แต่จอห์นเป็นคนยืนยันความสัมพันธ์ว่ามันไม่มีทางเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นนอกจากเพื่อนสนิท ในขณะที่ใจผมมันเปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว


ไม่มีสัญญาณเตือนว่าความรักที่ล้ำเส้นของผมเริ่มขึ้นตอนไหน


และผมมองไม่เห็นว่าความรู้สึกนี้จะสิ้นสุดได้อย่างไร


ผมเคยทนไม่ไหวและสารภาพกับอีกฝ่ายไปว่าความรู้สึกของผมมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เราทะเลาะกันใหญ่โต เรียกได้ว่าห้องแทบแตก เขาด่าผมสารพัดเหมือนผมทำผิดมหันต์กับแค่การตกหลุมรักเขา


ผมเลือกที่จะถอยออกมา พยายามแสดงว่าการที่ไม่มีเขาอยู่ข้างๆมันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผมเท่าไหร่ทั้งๆที่ในใจผมโหยหาเขาและเจ็บปวดไปพร้อมกัน


และสุดท้ายผมก็ยังคงยืนอยู่ในความสัมพันธ์โง่ๆนี้เพียงเพราะเขาอ้อนวอนให้ผมอยู่


โง่ดี


ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมทำเป็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไรยามที่เขาพาแฟนมาเจอ พยายามไม่ให้เขาเห็นว่าตัวผมเองเจ็บปวดแค่ไหน ทำเพียงแค่ฝืนยิ้มให้เขาเมื่อเขาพูดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่ผม


แต่ครั้งนี้มันพังลงอีกแล้ว





ปัง


ผมที่สูบบุหรี่จนเกือบจะหมดมวนถึงกับสะดุ้งออกมาสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องที่ดังสนั่น ละสายตาออกจากยอดตึกไกลๆหันกลับเข้ามามองภายในห้องอย่างสงสัย ก็เจอกับร่างกายใหญ่โตของอีกฝ่ายที่กำลังเดินดุ่มเข้ามาหา


จอห์นกลับมาแล้ว แต่เขากลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ผมอ่านไม่ออก บรรยากาศที่ดูน่ากลัวของเขาทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกนอกจากสบตากับดวงตาคมกริบและยืนถือบุหรี่ที่ใกล้จะหมดค้างไว้อยู่อย่างนั้น


เราทำเพียงแค่สบตากันโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา ระยะห่างของผมและเขาลดลงเมื่ออีกฝ่ายเดินมาหยุดตรงหน้า เขาขยับเข้ามาใกล้จนปลายเท้าแทบชิดกันในขณะที่ผมสับสนกับการกระทำเหล่านั้น ผมเบี่ยงตัวหนีเมื่อรู้สึกว่ามันใกล้กันเกินไป แต่จอห์นกลับเอื้อมมือไปจับขอบระเบียงข้างตัวผม แล้วขังผมไว้ในอ้อมแขนของเขา


เขาแย่งบุหรี่ไปต่อหน้าต่อตาก่อนจะขยี้กับผนังใกล้ๆอย่างนิสัยเสีย แล้วมือนั้นก็เปลี่ยนมาจับใบหน้าของผมไว้ ตรึงให้ผมสบตากับเขาโดยไม่สามารถหนีไปไหนได้ แววตาของเขาสั่นระริก คงไม่ต่างจากผมที่กำลังมองเขาด้วยความกลัว


ต้องการอะไรอีก


“ปล่อย” ผมเอ่ยออกมาเสียงเบาทั้งที่เขายังจับหน้าผมไว้อยู่อย่างนั้น ผมพยายามหันใบหน้าหนี แต่ยิ่งพยายามทำอย่างนั้นมากเท่าไหร่ เขาก็จะโน้มหน้าเข้ามาหามากขึ้นเท่านั้น


“เจ”


“อะไรของมึง ปล่อยกูมันอึดอัด” มือที่พยายามดันเขาออกดูเป็นการกระทำที่เสียเวลาเปล่าเพราะจอห์นไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เขาปล่อยใบหน้าของผมให้เป็นอิสระและขยับตัวเข้ามากอดผมไว้แทน ผมชะงักค้างไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้น


อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดคือการที่เขาชอบล้อเล่นกับความรู้สึกของผม




ตอนนี้ก็เหมือนกัน




“เจ”


“ไอ้สัสปล่อยกู มึงจะกอดกูทำไม”


“เจครับ” เขาไม่ยอมปล่อย กลับกันจอห์นกอดผมแน่นขึ้นอีก เขาเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง


“เป็นบ้าไปแล้วหรอ ปล่อยกู!” ผมดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของคนตัวยักษ์ ทั้งที่เขาก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไงแท้ๆ เขายังจะกอดผมไว้ ยังล้อเล่นกับความรู้สึกของผมไม่เลิกอย่างนี้


แม่ง


จอห์นผละออกไปเล็กน้อยแต่ยังไม่ทันที่ผมจะหนีออกมา เขากลับกดริมฝีปากลงมาที่ปากของผมอย่างเอาแต่ใจ สมองของผมว่างเปล่าในวินาทีแรก


ผมหยุดดิ้นและร้องไห้ออกมา ผมไม่ได้ส่งเสียงสะอึกสะอื้นเพียงปล่อยน้ำตาให้มันไหลเอื่อยไปตามแก้ม ปากที่เคยด่าผมสารพัดตอนที่ผมบอกรักตอนนี้กลับบดคลึงลงมาอย่างปลอบประโลม ฝ่ามืออุ่นเลื่อนมาประคองศีรษะก่อนจะดึงให้ผมเข้าไปใกล้จนร่างกายเราแนบกันแทบทุกส่วน


ผมรู้สึกได้ว่าตัวเองลอยขึ้นในอากาศและสัมผัสได้ว่าท่อนแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายกำลังโอบอุ้มผมไว้ในอ้อมแขน จอห์นอุ้มผมขึ้นมาทั้งที่ริมฝีปากของเรากำลังสัมผัสกันอยู่ เขาพาผมกลับเข้ามาในห้องในขณะที่เรายังจูบกันอยู่อย่างนั้น ผมคล้องแขนกับลำคอของเขา ไม่รู้ทำไม่ผมถึงเลือกทิ้งความผิดชอบชั่วดีที่เคยขีดคั่นระหว่างเราทิ้งเอาไว้ข้างหลังและจูบเขาตอบอย่างโหยหา


เขาวางผมไว้บนโต๊ะก่อนจะผละริมฝีปากออกมา ใบหน้าหล่อเหลานั้นจ้องมองมาด้วยแววตาที่ผมยังคงอ่านมันไม่ออกเช่ยเคย


“พอใจหรือยัง” ผมหอบหายใจพร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ใช้มือดันแผ่นอกแข็งๆของอีกฝ่ายให้ออกห่างแต่เขาก็กักขังผมไว้ด้วยอ้อมแขนอีกครั้ง


“อยากจูบอีก”


“เพื่อนไม่ทำแบบนี้”


“แล้วถ้าไม่ใช่เพื่อนอ่ะ ทำได้ใช่มั้ย” คำถามของอีกฝ่ายทำให้ใจผมกระตุก ผมมองตาเขาด้วยความไม่เข้าใจ


“หมายความว่าไง” จอห์นเผยยิ้มออกมาทั้งที่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ควรจะยิ้ม เขาไม่ได้ตอบอะไรผมนอกจากเกลี่ยหยดน้ำตาตรงแก้มออกพร้อมกับโน้มหน้าลงมาจูบเบาๆที่หน้าผาก ไล่ลงมาที่ดวงตา แก้ม และวกกลับมาดูดดึงริมฝีปากของผมอีกครั้ง เขาจู่โจมผมอย่างร้อนแรงจนผมได้แต่เงยหน้ารับสัมผัสนั้นพร้อมกับตัวที่สั่นเทาเหมือนลูกนก


เราจูบกันนานโดยที่ไม่มีใครแทบได้พักหายใจ จอห์นผละออกไปแล้วโน้มหน้าลงมาช่วงชิงริมฝีปากของผมอีกครั้งราวกับว่าเขาต้องการมันหนักหนา เขาโอบแผ่นหลังที่สั่นเทาของผมไว้ด้วยท่อนแขนที่แข็งแรง


“กูรักมึง”


เหมือนมีเสียงวิ้งลอยเข้ามาในหัวหลังจากที่ฟังประโยคนั้นจบ ผมมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจแต่เขาก็ทำเพียงแค่กดจูบลงมาแรงๆอีกครั้ง


“กูเองก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับมึงมาตั้งนานแล้วเจ”


และอีกครั้ง


“ได้ยินมั้ยเจ กูรักมึงจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”


และยืนยันคำพูดด้วยความอบอุ่นที่ตรึงผมไว้ในอ้อมกอดของเขา ริมฝีปากเราแนบชิดกันไม่รู้เท่าไหร่ และผมก็ไม่ได้สนใจว่ามันจะบวมช้ำถ้าเราจูบกันไปมากกว่านี้ จอห์นยังคงโอบกอดร่างกายผมไว้ พร่ำบอกว่ารักผมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งซึ่งผมเองก็หยุดหลีกหนีและเผชิญหน้า รับฟังคำพูดของเขาไว้ทั้งหมด






ทุกอย่างเหมือนฝันไป









#Peach_Jay

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #4 lover pc (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 01:22
    ใจกระตุกเลยค่ะตอนแรก เข้าใจความรู้สึกรักเพื่อนดี;-;
    #4
    0
  2. #1 min27543865 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 16:55
    นายจอห์นไม่อ่อนโยน ฮุกTT
    #1
    0