Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 17 : ไอดิน ; taejae (01/??) -rainverse-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    28 ต.ค. 62

taejae - rainverse







ผมเกลียดฝน


มันทำให้ผมทุกข์ทรมานเหมือนจะตายให้ได้


แต่คุณเป็นสิ่งเดียวที่ผมชอบยามฝนโปรยปราย


คุณที่คอยปลอบโยนและตระกองกอดผมไว้








ช่วงบ่ายที่ควรร้อนระอุเพราะแสงแดด กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฝนที่ลอยฟุ้งไปทั่ว ฤดูฝนที่มาเยือนกำลังทำให้วันที่แสนธรรมดากลายเป็นวันที่เฉอะแฉะไปด้วยน้ำขังตามพื้นถนน


ผมหันหน้าไปมองที่หน้าต่างในขณะที่ฟังอาจารย์บรรยายเนื้อหาของวิชาประวัติศาสตร์ ก่อนเสียงจากปากกาไวท์บอร์ดจะดึงสติให้ผมกลับไปจดจ่อกับวิชาเรียนอีกครั้ง ดวงตาของผมร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ที่เริ่มเล่นงานหลังจากเผลอไปโดนละอองฝนเมื่อวาน


ผมเห็นเพื่อนสนิทอย่างมาร์คที่นั่งอยู่ข้างกายกำลังวาดอะไรสักอย่างลงในชีทเรียนของมัน แต่ให้เดาคงไม่พ้นการ์ตูนที่มันดูอยู่ช่วงนี้เพราะผมได้ยินมันโม้ไม่ต่ำกว่าสิบรอบว่าสนุกอย่างนั้นสนุกอย่างนี้


เนื้อหาการเรียนที่กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญถูกรบกวนด้วยเสียงฟ้าร้องที่ดังไม่ใกล้ไม่ไกล ขนในกายผมลุกซู่เมื่อรู้ว่าบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับตนเองในไม่ช้า


ไม่ทันได้ทำอะไร ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมา กระทบเข้าที่หน้าต่างในขณะที่เสียงจากโลกภายนอกถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง


ผมเม้มปากแน่นเมื่อเสียงปากกาไวท์บอร์ดกับเสียงบรรยายของอาจารย์หายไป แล้วเสียงแห่งความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ทุกสิ่ง


เพื่อนสนิทของผมยังคงนั่งวาดรูปอยู่อย่างนั้นผิดกับผมที่เริ่มอยู่ไม่สุข เหงื่อกาฬผุดขึ้นทั่วทั้งใบหน้าทั้งที่แอร์ในห้องเรียนเย็นเฉียบกว่าเก่าเพราะพายุฝน ในหัวเริ่มปวดตุบๆเหมือนโดนบีบรัด


ท้องฟ้าดำสนิทกับการเรียนการสอนที่ดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดจนกว่าจะจบคาบเรียน ทุกคนรวมถึงเพื่อนๆรอบกายเงยหน้ามองกระดานและคงมีแค่ผมที่นั่งก้มหน้าถูมืออันร้อนผ่าวของตัวเอง


ไม่ได้ยินอะไรเลย




ผมสะดุ้งเฮือกเมื่ออยู่ๆมาร์คก็เขย่าเข้าที่ไหล่จนผมตัวโยก เงยหน้าแล้วหันไปมองก็พบว่าเพื่อนทั้งห้องรวมถึงอาจารย์ที่ยืนถือไวท์บอร์ดค้างไว้ ต่างก็หันมามองผมเป็นตาเดียว


เลื่อนตาไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังทำหน้าตาเป็นห่วง คิ้วเข้มขมวดมุ่นและพูดอะไรสักอย่างที่ผมไม่ได้ยิน มันยกมือขึ้นมาทาบบนหน้าผากที่ชื้นเหงื่อของผม ก่อนจะหันไปหาอาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้อง


ผมเห็นอาจารย์พูดอะไรสักอย่างด้วยสีหน้าเป็นห่วงไม่แพ้กัน


มาร์คชะงักเมื่ออยู่ๆผมก็ลุกขึ้นยืน ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ผมเอ่ยเบาๆและคิดว่าทุกคนคงได้ยินอย่างชัดเจน


"ผมขอไปห้องพยาบาลนะครับ"


ผมเห็นอาจารย์พยักหน้าอนุญาตเลยรีบเดินออกมาจากโต๊ะเรียน แต่ก่อนจะออกมาผมก็กระซิบบอกมาร์คว่าฝากของด้วยถ้ากลับมาไม่ทัน และปิดประตูห้องในขณะที่เห็นสายตาของเพื่อนๆมองมาอย่างสงสัย






ฤดูฝนเป็นฤดูที่ผมเกลียด


เพราะผมไม่ได้ยินอะไรเลยยกเว้นเสียงของตัวเอง







ผมยืนอยู่หน้าห้องพยาบาลในขณะที่ฝนเริ่มซาลง ชะเง้อหน้ามองผ่านกระจกเห็นแค่เพียงความว่างเปล่าไม่มีแม้แต่อาจารย์ที่อยู่ประจำห้องแห่งนี้


ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจผลักบานประตูเข้าไป แอร์ที่เย็นเฉียบไม่ต่างจากอากาศด้านนอกทำให้ผมตัวสั่น มองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่พบใคร ผมเลยทรุดตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ติดกับโต๊ะของอาจารย์ รอบกายยังคงเงียบสนิท


ผมถูมือร้อนๆของตัวเองอีกหนก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ๆอาจารย์ของห้องพยาบาลเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้อีกฝั่ง


ผมเงยหน้ามองเขาพร้อมอาการปวดหัวที่เริ่มทวีคูณ ชายที่นั่งอยู่อีกฝั่งไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรนอกจากมองมาที่ผมนิ่งๆ


ผมสบตากับดวงตาสีเข้มที่ทอดมองมา ทรงผมที่ถูกเซ็ตเปิดหน้าผากทำให้ผมเห็นใบหน้าคมคายของเขาได้อย่างชัดเจน





"เป็นอะไรมาเรา"





เสียงทุ้มดังขึ้นทำให้ผมเบิกตากว้างกว่าเดิมพร้อมหันไปมองหน้าต่างที่ชโลมไปด้วยหยาดฝนที่กระทบลงมาอย่างต่อเนื่องสลับกับมองหน้าของคนอายุมากกว่า ฟ้าแลบแปลบปลาบกับบรรยากาศอึมครึมจากพายุฝนยังคงอยู่


"ว่าไง"


เสียงของอาจารย์ย้ำถามอีกรอบ ผมเลยหันมาสบตาเขาอย่างทำตัวไม่ถูก




เสียงของเขาเป็นเสียงเดียวที่ผมได้ยินอยู่ตอนนี้




"เอ่อ ปวดหัวนิดหน่อยครับ" ผมตอบออกไปอย่างอ้ำๆอึ้งๆมองอาจารย์ที่กำลังเขียนอะไรสักอย่าง แต่ปากกาในมือใหญ่ชะงักค้างก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะเงยขึ้นมามองผมด้วยแววตาอ่านยาก


เราสบตากันท่ามกลางบรรยากาศแปลกๆที่เริ่มอบอวลไปทั่วห้องพยาบาล ผมเห็นดวงตาสีเข้มไหวระริกเล็กน้อย แต่เขาก็กระแอมไอออกมาแล้วพยักหน้ารับรู้


"เดี๋ยวขอวัดไข้หน่อยนะ" เขาเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม ผมพยักหน้าให้โดยที่ในหัวยังเต็มไปด้วยคำถามว่าผมได้ยินเสียงเขาได้ยังไง ก่อนจะอ้าปากเมื่อมือใหญ่ถือปรอทวัดไข้แล้วยื่นมาตรงหน้า


เขาขยับปรอทวัดไข้มาไว้ใต้ลิ้น และปลายนิ้วมือของเขาสัมผัสเบาๆที่ริมฝีปากของผมอย่างไม่ได้ตั้งใจ อาจารย์ชักมือกลับไปแล้วก้มหน้าเขียนต่อ



ทิ้งความรู้สึกอุ่นวาบที่ฉาบฉวยเอาไว้



ผมเหลือบตามองนั่นนี่ไปเรื่อยทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะทิ้งสายตาไว้ตรงชื่อของอาจารย์ห้องพยาบาลที่ติดไว้อยู่บนผนังไม่ใกล้ไม่ไกล


รูปและชื่อระบุไว้บนนั้นทำให้ผมเหลือบตามองหาคนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้



อาจารย์ธีรัช



"หันมาหน่อยครับ" เสียงนุ่มทำให้ผมสะดุ้งอีกครั้งเพราะความไม่ชินที่ได้ยินเสียงเขาท่ามกลางความเงียบสงัด ผมหันหน้าตามที่เขาบอก มือหนาเลยเอื้อมมาดึงปรอทออกไป


"มีไข้นะ ทานยาแล้วนอนพักหน่อยแล้วกัน หน้าเราดูซีดๆด้วย เดี๋ยวจะเป็นลมเอา" อาจารย์ธีรัชร่ายยาวในขณะที่ผมมองเขาตาปริบๆ อีกฝ่ายเพียงแค่ส่งยิ้มมาให้พร้อมกับสายตาที่อ่านยากเพียงเท่านั้น


"โอเคครับ" ผมตอบรับเขาเสียงเบา ก่อนบรรยากาศระหว่างเราจะกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง ผมมองเขาเขียนบันทึกอาการลงในกระดาษ


"ชื่ออะไรน่ะเรา" แล้วอาจารย์ธีรัชก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาผมที่มองเขาอยู่ ผมสะดุ้งไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ จนครั้งนี้เขาหัวเราะออกมาเบาๆ


โอย


"เจน...เจนวิทย์ครับ" ผมตอบเขาอ้อมแอ้ม อีกฝ่ายพยักหน้าแล้วเขียนชื่อผม คนอายุมากกว่าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พาไปกินยา ก่อนจะเดินนำไปที่เตียง ผมเดินตามเขาต้อยๆ แล้วเขาก็หยุดที่เตียงในสุดของห้องพยาบาล


"นอนพักนะ" เขายืนยิ้มอยู่ปลายเตียงในขณะที่มองผมย้ายตัวไปอยู่บนนั้น ผมเอ่ยขอบคุณพร้อมกับอาจารย์ธีรัชที่เดินออกไป



เหลือเพียงแค่ผม ความเงียบและเสียงนุ่มทุ้มของเขาที่ก้องอยู่ในหัว








ผมได้เจออาจารย์ธีรัชแทบทุกวัน ไม่ใช่ในห้องพยาบาลแต่เป็นป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนที่ผมมักจะรอรถกลับบ้านทุกๆเย็น


ผมกับเขาขึ้นรถเมล์สายเดียวกัน แต่ผมลงก่อนเขาทุกครั้งเลยไม่รู้ว่าบ้านอาจารย์อยู่ไหน เราได้คุยกันตลอดตอนอยู่บนรถเมล์ ทั้งวันที่ท้องฟ้าสดใสและวันที่ฝนตก


ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเขาในวันที่ท้องฟ้าโปรยปรายไปด้วยเม็ดฝน


พักหลังมานี้ผมเอาแต่แอบมองเขา และการกระทำนั้นติดจนเป็นนิสัย คอยมองหาเวลาที่เขาไม่อยู่


ส่วนเรื่องที่ผมได้ยินเสียงเขาได้อย่างไร ผมไม่รู้จะหาคำตอบจากไหน รวมถึงเรื่องที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงของอาจารย์ธีรัชในวันที่ฝนตก เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย เพราะกลัวโดนหาว่าเป็นบ้า


ทุกครั้งที่ฝนตกผมเลยทำตัวว่าทุกอย่างปกติดี ผมพยายามหาโอกาสบอกเพื่อนสนิทอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง





วันนี้ฝนตกตั้งแต่ช่วงพักกลางวันที่ผ่านมา โชคดีที่วิชาหลังพักกินข้าวมีเพียงวิชาเลือกที่ไม่มีจดเลคเชอร์ ไม่อย่างนั้นผมคงเรียนไม่รู้เรื่องอีกแน่


ผมกับมาร์คเดินขึ้นไปบนตึกเพื่อรอเรียนวิชาต่อไป ผมตัดปัญหาด้วยหูฟังในวันที่ฝนตกแบบนี้ แกล้งทำเป็นฟังเพลงแล้วเดินตามอีกคนไป มาร์คที่เห็นผมฟังเพลงก็ไม่ค่อยเข้ามาวอแวผมมากนัก




ควรบอกมันวันนี้เลยมั้ยนะ





ผมหลุดเข้าไปในภวังค์




และโดนกระชากสติกลับมาเมื่อโดนคนที่เดินสวนลงมาชนไหล่เข้าเต็มแรง


เหมือนทุกอย่างกลายเป็นภาพช้า แขนผมลอยคว้างอยู่ในอากาศในขณะที่ลำตัวค่อยๆโดนฉุดรั้งลงไปตามแรงโน้มถ่วง ผมมองเพื่อนสนิทที่หันมาด้วยความตื่นตระหนก มองมือของมาร์คที่พยายามไขว่คว้าแขนของผมเอาไว้


แต่ผมและเขาคว้ากันไว้ไม่ทัน


รู้ตัวอีกทีตอนที่ตัวเองลงมาอยู่บันไดขั้นสุดท้าย ความปวดร้าวแล่นเข้ามาทั่วทุกอณูของร่างกาย อาการปวดหน่วงที่หัวเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนผมต้องยกมือขึ้นมากุม


มาร์ควิ่งลงมาทรุดนั่งอยู่ข้างกาย ภาพทุกอย่างพร่าเลือนยากที่จะโฟกัส รอบกายเงียบสนิท ผมได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองที่มันแผ่วลงทุกที


เลือดสีแดงฉานปรากฏเมื่อผมเลื่อนมือออกมาจากหัว


ผมพยายามมองเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ไม่ห่าง หน้าของมันเต็มไปด้วยน้ำตาและพยายามเรียกผมที่สติเริ่มหลุดลอยออกไปเต็มที




แต่ผมไม่ได้ยินมันสักนิด



ไม่เคยได้ยิน




ผมร้องไห้อย่างเจ็บปวด ในขณะที่รอบตัวเราสองคนเริ่มเต็มไปด้วยความวุ่นวาย


แค่จะหายใจยังยากขนาดนี้ ผมจะตายมั้ยนะ


หางตาเหลือบไปเห็นอาจารย์ธีรัชที่แหวกฝูงเด็กนักเรียนเข้ามา ใบหน้าเขาตื่นตระหนกไม่ต่างจากทุกคนที่ยืนอยู่ คนอายุมากกว่าทรุดตัวนั่งข้างมาร์คแล้วรีบทำปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผม ข้างกันเป็นอาจารย์ที่ผมไม่รู้จักกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยความร้อนรน


"เจนวิทย์!!!"




เสียงของเขา




"เจน!! อย่าเพิ่งหลับตานะครับ รถพยาบาลกำลังมาแล้ว!!!"




เสียงเดียวที่ผมได้ยิน






"เจน เจน!!!"










ผมตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดร้าวไปทั้งร่างกาย ที่หนักหน่อยน่าจะเป็นบริเวณหัว


เพดานสีขาวกลายเป็นจุดพักสายตาในยามที่ผมตื่น พยายามหันมองว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้รู้ตัวว่าตอนนี้กำลังอยู่โรงพยาบาล


เสียงรอบกายที่หายไปทำให้เดาได้ไม่ยากว่าฝนคงตกอีกแล้ว ผมถอนหายใจอย่างเวทนาความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง


"ตื่นแล้วหรอ" ในขณะที่ผมกำลังนอนนิ่งๆก็มีเสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นข้างกาย รู้สึกได้ว่าฟูกตรงขอบเตียงยวบเล็กน้อย แล้วใบหน้าหล่อเหลาของอาจารย์ธีรัชก็โน้มเข้ามาในกรอบสายตา


"ครับ" ผมขยับเพื่อมองเขาได้ถนัดขึ้น แต่ก็โดนอีกฝ่ายดุเบาๆ


"อย่าขยับมากสิ"


"ขอโทษครับ" ผมเอ่ยขอโทษเสียงเบา


"แม่เรากับมาร์คลงไปทานข้าวข้างล่าง อีกแปปน่าจะขึ้นมาแล้ว"


"ครับ" ผมตอบเขาเสียงเบาก่อนที่ห้องจะกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง อาจารย์หายไปจากกรอบสายตา ผมเลยกลับไปมองเพดาน หลังจากนั้นไม่นานหมอกับพยาบาลก็เข้ามาตรวจอาการ และสุดท้ายผมต้องนอนโรงพยาบาลต่ออีกระยะ


หลังจากที่หมอและพยาบาลออกไป อาจารย์ธีรัชก็คอยช่วยดูแลผมที่นอนเปื่อยเป็นผักอยู่บนเตียง ช่วยประคองแก้วกับหลอดน้ำตอนที่ผมกินน้ำอย่างยากลำบาก และคอยถามไถ่อาการว่าปวดตรงไหนอีกบ้าง หัวใจผมเต้นแรงเมื่อเขาหยิบยื่นความใจดีให้กัน


แม่กับมาร์คยังไม่ขึ้นมาเสียที บทสนทนาระหว่างเราเลยหยุดลงไปตามระยะเวลาเพราะไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาคุยกันอีก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราสองคนต่างก็เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่หลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระหรือเรื่องจริงจัง


ผมพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะหลับตาลง ข้างนอกฝนยังไม่ยอมหยุดตกเสียทีจนผมรู้สึกอึดอัด




"ทำไมไม่ระวังตัวเลยครับ" เสียงอาจารย์ดังอยู่ใกล้ๆเริ่มบทสนทนาที่เคยขาดห้วง ผมลืมตาขึ้น เห็นเขายืนอยู่ข้างเตียงมองผมด้วยสายตาเป็นห่วง


"ผม...ไม่เห็นครับ" ผมตอบเขาไปตามความจริง


"เพราะมัวแต่ฟังเพลงหรือเปล่า หือ" เขาถามต่อ แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้จริงจังมากนัก มือใหญ่แตะลงบนหน้าผากของผมแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก เหมือนเขากลัวว่าผมจะเจ็บไปมากกว่านี้


สัมผัสอบอุ่นทำให้ผมเม้มปากแน่น หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก


"ที่จริงผมไม่ได้ฟังหรอก"


แต่ไม่รู้อะไรที่ทำให้ผมเลือกตอบเขาไปแบบนั้น อาจารย์ธีรัชมองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ สายตาคมจับจ้องมาเต็มไปด้วยคำถาม


"แต่เห็นมาร์คบอกเราเดินฟังเพลง" เขายังคงยืนยัน สบตากันด้วยดวงตาที่ผมอ่านมันไม่ออก ผมไม่ได้ตอบอีกฝ่ายกลับไป เพียงส่ายหน้าและเอาแต่นิ่งเงียบจนเขายอมแพ้



อาจารย์ธีรัชลูบหน้าผากผมอยู่ครั้งสองครั้งก่อนจะผละออกไปนั่งโซฟาที่อยู่เยื้องกัน เขาหายไปจากกรอบสายตา ในขณะที่ผมขมวดคิ้วมุ่นกับความคิดที่ยุ่งเหยิงในหัว




ฝนที่ยังคงเทลงมาท่ามกลางความเงียบ ผมได้ยินเพียงเสียงหายใจของตัวเอง ความอึดอัดทรมานค่อยๆกัดกินหัวใจของผมช้าๆ




ผมมองไม่เห็นหนทาง เหมือนยืนอยู่ในอุโมงค์มืดที่ไร้แสงไฟ ไม่รู้ว่ามันจะมีทางออกหรือไม่ ผมไม่อาจคาดเดาได้เลย




ความทรมานที่พบเจอจะมีใครบ้างที่เข้าใจ แม้แต่ตัวผมเองยังไม่อาจเข้าใจ อยากโทษโชคชะตาที่เล่นตลกกับผมไม่รู้กี่ครั้ง




อาจารย์ธีรัชรีบรุดเข้ามาหาเมื่อผมเริ่มสะอึกสะอื้น ใบหน้าตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผล แต่กลับเป็นหัวใจที่กำลังปวดร้าว


สัมผัสอบอุ่นจากปลายนิ้วคอยเกลี่ยน้ำตาตามแก้มออกอย่างไม่รังเกียจ ผมเบนหน้าหนีมือใหญ่นั้น แต่เขาก็ตามมาลูบไหล่ปลอบประโลม คงหวังว่าจะทำให้ผมเย็นลง


"ไม่ร้องนะเจน ไม่ร้องนะครับ" เขาเอ่ยแผ่วเบาแต่ผมได้ยินมันอย่างชัดเจนเพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงคนเดียวที่ผมสามารถรับรู้ได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวในฤดูฝนที่แสนโหดร้าย






ความอบอุ่นที่เขามอบให้ยิ่งทำให้น้ำตาไหลท่วมไปทั้งหน้า







ผมเกลียดฝน










tbc

#peach_jay

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #16 fullls (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 13:05

    น้องเจนไม่เป็นไรนะลูกกก
    #16
    0