Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 16 : แค่เธอเท่านั้น ; dojae (04/04)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 ต.ค. 62

ฉันต้องคู่กับเธอ


ต้องมีแต่เธอ คู่กันเสมอ


ตลอดจนนิรันดร์


ฉันเกิดมาเพื่อคู่เธอเท่านั้น


เพื่อรักแต่เธอเท่านั้น ไม่มีวันเปลี่ยน







หลายเดือนผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านผมและบ้านคุณสุกัญญาพัฒนาไปในทางที่ดียิ่งขึ้น แม่ของผมและแม่ของเจ้าเด็กตัวสูงบ้าขนมหวานมักจะไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง เมื่อวานนี้ผมกับครอบครัวก็เพิ่งไปทานข้าวทีบ้านคุณสุกัญญามา เธอจัดหนักจัดเต็มเสียยิ่งกว่าวันที่แม่ผมชวนเธอมาทานข้าวครั้งแรกที่บ้านเสียอีก


สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าเรื่องที่เจอคุณสุกัญญาที่โรงพยาบาลครั้งนั้นแล้วแม่กับเธอก็คุยกันจนดูสนิทสนมราวกับคนที่รู้จักกันมาเป็นสิบๆปี ก็คงเป็นเรื่องของพ่อผมและพ่อของโดมที่ดันพบว่าท่านทั้งสองเป็นทหารเกณฑ์รุ่นเดียวกันเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ด้วยความไม่สะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ยังไม่พัฒนาในสมัยนั้นทำให้ไม่รู้หนทางการติดต่อกันมากนัก ท่านทั้งสองเลยไม่ได้เจอกันมานานมาก เหล่าคุณพ่อเลยมักจะคุยถึงความหลังสมัยยังเป็นทหารเกณฑ์กันแทบทุกครั้งที่เจอกัน


ส่วนสองพี่น้องตัวแสบที่ตั้งแต่ได้รู้จักกันก็ติดผมแจราวกับว่าผมได้กลายเป็นพี่ชายของทั้งคู่ไปแล้ว เราได้แลกช่องทางติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆและคุยกันอยู่เสมอ


ดารินทร์มักจะชวนผมไปกินขนม ฟังเพลงไปตามประสา มีบ้างบางครั้งที่ผมช่วยสอนคณิตศาสตร์ให้ในส่วนที่ดารินทร์ไม่เข้าใจ และในทุกๆวันเด็กสาวก็มักจะเล่าเรื่องอะไรหลายๆอย่างที่เจอมาในแต่ละวันให้ผมฟังจนรู้สึกเอ็นดูเธอมากขึ้นไปอีก


ส่วนคนพี่ที่ตัวจริงกับในแชทดูต่างกันลิบลับ ทุกครั้งที่ผมเจอโดมเขามักจะชอบทำสายตาเป็นประกาย ไม่ก็ยิ้มอารมณ์ดีอยู่ตลอด โดมชอบมาแกล้งผมจนบางทีผมก็เผลอดุเขาไปบ้าง แต่สุดท้ายผมก็แพ้ทางหน้าหงอยๆของเขาจนใจอ่อนตามไปง้ออยู่ดี


แต่โดมในแชทเหมือนไม่ใช่โดมที่ผมรู้จัก เขาเงียบมาก เวลาที่ผมถามอะไรเขาก็จะตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ไม่ค่อยได้คุยเล่นเหมือนเจอหน้ากันจริงๆเท่าไรจนผมงงว่าเขาใช่คนที่ร่าเริงทุกครั้งที่เจอผมหรือเปล่า แต่ผมก็ไม่ได้อึดอัดอะไร


จากที่สังเกตมาหลายครั้ง โดมชอบมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆผมท่าทางเหมือนกลัวว่าผมจะหาย ชอบเข้ามาวอแวบ้าง มาอ้อนบ้างจนใจผมเต้นไม่เป็นส่ำ


และผมก็รู้สาเหตุของการกระทำเหล่านั้นเมื่อไม่นานมานี้


หลังจากที่โดมมาสารภาพรักกันด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ







"โดมชอบพี่จ้าวจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว"







"พี่จ้าวววว" เสียงทุ้มคุ้นเคยลากยาวเสียจนผมต้องนิ่วหน้า ก่อนจะหันไปมองตามต้นเสียงที่เดินลิ่วๆเข้ามาหาผมในห้องนั่งเล่น


ผมวางจอยเกมลงในจังหวะที่เขาทรุดตัวลงมานั่งข้างกันบนพื้นพรม คนตัวสูงกว่าขยับเข้ามาชิดจนไหล่เราแตะกัน ผมมองเขาที่หันหน้าไปจดจ่อกับเกมที่ผมเล่นค้างไว้อยู่อย่างสนอกสนใจ


"ไหนผลไม้" ผมถามเขาเมื่อเจ้าตัวเอ่ยปากบอกกับผมก่อนหน้านี้ว่าจะไปหยิบผลไม้มาให้กินระหว่างเล่นเกม แต่โดมเดินกลับมาตัวเปล่าซะนี่


"แม่บ้านยังปอกไม่เสร็จอ่ะ" คนตัวสูงหันมายู่ปากใส่ ผมหมั่นไส้เลยบีบปากนั่นแรงๆครั้งหนึ่งจนโดมร้องออกมา


"ให้พี่ปอกเองตั้งแต่แรกก็จบ" ผมดันใบหน้าคมคายที่ถือวิสาสะวางเกยไว้บนไหล่ของผมออก โดมทำเสียงจิ๊จ๊ะแต่เขาก็ยอมแต่โดยดี


วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ผมคิดไว้ว่าจะพักผ่อนอยู่บ้านแต่กลับกลายเป็นว่าโดนไอ้เด็กตัวสูงวอแวชวนมาเล่นเกมจนต้องยอมใจอ่อนเพราะอีกฝ่ายงอแงไม่หยุด


ผมยังจำดวงตาเป็นประกายตอนโดมขี่จักรยานมารับที่บ้านได้อยู่เลย เหมือนเห็นหูกับหางงอกออกมาจากตัวไอ้เด็กแสบอย่างไรอย่างนั้น แถมก่อนออกมาก็ตะโกนบอกแม่ผมซะลั่นเลยว่าขอยืมตัวลูกชายวันหนึ่งนะครับเดี๋ยวพามาคืน


มันแสบใช่เล่นที่ไหนไอ้เด็กบ้าคนนี้น่ะ


ก็นั่นแหละ ผมยอมซ้อนจักรยานเขามาจนถึงหน้าบ้านของอีกฝ่าย จะขี่ของตัวเองมาน้องมันก็งอแงอีก บอกว่าเดี๋ยวพี่จ้าวขี่หนีบ้างล่ะ เดี๋ยวล้มบ้างล่ะ


ก็ยอมให้ตลอดยังจะงอแงอีกไอ้เด็กนี่




สุดท้ายเราก็จบด้วยการนั่งๆนอนๆเล่นเกมกันสองคนในห้องนั่งเล่น


"ไม่ดุสิค้าบ" พยายามหนีอีกฝ่ายเท่าไร เขาก็จะตามมาวอแวผมมากขึ้นเท่านั้น โดมวางแก้มไว้บนไหล่ผมอีกครั้งแล้วพูดเสียงยานคาง


"หิวแล้วเนี่ย"


"ฟู้ดไฟเตอร์งอแงแล้วหรอครับ" เขาเงยหน้าทะเล้นๆขึ้นมามองกัน


"เดี๋ยวเถอะ" ผมเคาะหน้าผากนั่นอย่างหมั่นไส้


"ทำร้ายร่างกายตลอด"


"ไม่ต้องมาทำหน้าบู้"


"พี่จ้าวไม่อ่อนโยนเลยอ่ะ"


ผมดึงแก้มเขาจนมันยืดออกมาก่อนจะหันไปสนใจเกมตรงหน้าที่เล่นค้างไว้ โดมบ่นเบาๆแต่ก็ให้ความร่วมมืออย่างดีด้วยการนั่งนิ่งๆมองผมเล่นเกม


ตอนแรกก็ว่าจะไม่จริงจังเท่าไร แต่ยิ่งเล่นไปเรื่อยๆยิ่งมีอารมณ์ร่วมจนผมสบถออกมาเมื่อเล่นไม่ได้ดั่งใจ ภาพบนจอกลายเป็นสีเทาเมื่อตัวละครหลักที่ผมเล่นโดนยิงไปหลายนัด เสียงปืนเป็นเสียงเดียวที่ได้ยินในห้องนั่งเล่นแห่งนี้


"พี่ต้องค่อยๆเก็บทีละคนดิ พุ่งเข้าไปแบบนี้ตายอย่างเดียวนะ" โดมขยับเข้ามาใกล้จนแผ่นอกเขาทาบทับลงมาที่ไหล่ แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนักนอกจากกดจอยในมือจนนิ้วแทบพัน


"เห้ยๆๆๆ เดี๋ยวอย่าเพิ่งยิง โอ้ยจะตายแล้วววว" ผมโวยวายเมื่อหลบมาแล้วก็ยังโดนยิงอีกอยู่ดี โดมหัวเราะลั่นกับความพังพินาศที่ฉายชัดขึ้นมาบนจอ


"มา เดี๋ยวช่วย" ร่างกายใหญ่โตที่ไม่รู้มาซ้อนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ท่อนแขนแข็งแรงสอดเข้ามาที่ช่วงเอวทั้งสองฝั่ง แล้ววางมืออุ่นๆทับลงบนมือของผมและโน้มตัวแนบแผ่นอกแข็งๆของเขาลงมาที่แผ่นหลัง


ผมชักมือกลับมาแล้วนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดของเขาเพราะทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองมือใหญ่ที่กดจอยอย่างชำนิชำนาญ


เสียงปืนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่เสียงลมหายใจที่เป่ารินรดใบหูของผมดึงความสนใจไปเสียหมด ผมก้มลงมองท่อนแขนแข็งแรงที่ทาบทับเอวผมไว้จนเหมือนเขากำลังกอดผมอยู่ หัวใจผมเต้นแรงขึ้นจนกลัวว่ามันจะกระเด็นออกมาจากอก


ผมได้ยินเสียงเขาจิ๊ปากขัดใจอยู่ข้างหู เลยเงยหน้ามองจอที่ตอนนี้ตัวละครหลักกำลังฆ่าตัวละครฝั่งตัวร้ายที่ใส่เกราะหนากว่าคนอื่น


"หมดแล้วมั้ง" โดมพูดออกมาเบาๆ


"ยังๆ ทางซ้าย" ผมพูดเมื่อเห็นกระสุนปืนยิงมาจากทางซ้าย โดมเอ่ยขอบคุณชิดใบหูก่อนจะกดจอยให้ตัวละครหลักจัดการตัวที่เหลือให้ครบ


แล้วผมก็นั่งนิ่งๆดูเขาจัดการกับความวินาศสันตะโรที่ผมก่อไว้ก่อนหน้านี้จนจบ


ผมนั่งตัวลีบกว่าเดิมเมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ โดมถอนหายใจก่อนจะละมือข้างหนึ่งออกจากจอยแล้วโอบรัดเอวผมเอาไว้อยู่อย่างนั้นและไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยให้ผมเป็นอิสระ


ลมหายใจอุ่นๆเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าเราอยู่ใกล้กันแค่ไหน ผมหลับตาลงพยายามตั้งสติกับความใกล้ชิดระหว่างเรา แต่เมื่อลืมตาขึ้นมากลับเห็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นมาสักพักใหญ่ๆ


ด้ายสีแดงเข้มปลิวไสวอยู่ในอากาศโดยที่ปลายเชือกด้ายหนึ่งยังคงผูกติดไว้อยู่ที่โคนนิ้วมือของผมเหมือนวันแรกที่ได้เห็น


"พี่จ้าว" โดมเอ่ยเรียกชิดใบหูอย่างแผ่วเบาจนผมขนลุกซู่ไปทั้งร่างกาย เขากระชับท่อนแขนที่โอบรัดเอวผมไว้แน่นจนผมแทบจะจมลงไปในอกเขาอยู่แล้ว เด็กตัวสูงวางจอยลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะใช้แขนอีกข้างโอบรัดเอวอีกฝั่งจนเขากอดผมไว้เต็มอ้อมแขน


ผมเม้มปากเมื่อการกระทำของเขาชัดเจนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ใบหน้าหล่อเหลาเกยคางไว้บนไหล่


ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้นบอกชอบผม ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาเข้ามาใกล้กันมากเสียจนแทบไม่มีระยะห่างขนาดนี้


ใกล้เกินไปแล้ว


"อะ อะไร" ผมตอบเขาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักก่อนจะหันไปมองคนข้างหลัง


แต่ก่อนจะได้หันไป อยู่ๆโดมก็จับมือข้างที่มีด้ายสีแดงผูกติดไว้ขึ้นมาแล้วเหยียดแขนของเราไปข้างหน้าจนผมสะดุ้งสุดตัวอย่างตกใจ ฝ่ามือใหญ่กอบกุมมือผมไว้หลวมๆ


"พี่จะว่าผมบ้ามั้ย" เขาพูดออกมาอย่างไม่แน่ใจ ปลายนิ้วมือของเขาเกลี่ยเบาๆที่โคนนิ้วก้อยผมอย่างทะนุถนอม


เดี๋ยวนะ


ดวงตาคมทอดมองไปที่มือของเราที่ชูขึ้นมาด้านหน้า ผมเม้มปากแน่นเมื่อความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว


ไม่ใช่หรอก


ไม่ใช่ๆ




ผมนั่งนิ่งรอฟังว่าโดมจะพูดอะไร ระหว่างเราเริ่มเต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกๆ โดมเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะผละมือออกจากมือผม แล้วเลื่อนแขนลงมากอดผมไว้อีกครั้ง


"มีอะไรหรือเปล่า" ผมทำใจกล้าถามเขาออกไป โดมไม่ตอบเอาแต่ซุกหน้าลงกับไหล่ของผมอยู่อย่างนั้น



"ผม..." เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงลังเล



"..."



"ผม...แม่งเอ๊ย..."



"..."



"พี่จ้าว"



"สักทีโดม..."




"พี่ว่าผมบ้ามั้ย ถ้าผมบอกว่าผมเห็นด้ายสีแดง"




"ห้ะ"



เดี๋ยว




"พี่เชื่อผมมั้ยอ่ะ"



เดี๋ยววววว


ผมผละตัวออกมาจากอ้อมกอดของโดมแล้วหันไปมองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเมื่อกี้ไม่ได้หูฝาด แต่เด็กตัวสูงที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังมองหน้าผมด้วยสายตาที่จริงจังเสียจนใจผมกระตุกวูบ


"เมื่อกี้ว่าไงนะ" ผมพยายามเค้นเสียงออกมา โดมมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือข้างที่มีเส้นด้ายสีแดงเอาไว้อีกครั้ง แล้วยกมันขึ้นมาในระดับสายตา จนด้ายนั้นพลิ้วในอากาศไปตามแรงเคลื่อนไหว


"ด้ายที่อยู่บนนิ้วพี่"


ทำไมถึง..


"ผมเห็นมันตั้งแต่วันที่เราเจอกันที่โรงพยาบาล" โดมเอ่ยออกมาแผ่วเบาก่อนจะก้มหน้าลงไม่ยอมสบตาผม เขาขยับตัวออกไปเล็กน้อยเว้นช่องว่างให้ได้หายใจบ้าง แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือที่กอบกุมผมไว้


"อ่า..."


"ว่าจะบอกพี่หลายรอบแล้ว แต่กลัวพี่บอกว่าผมบ้าอ่ะ" เด็กน้อยเหลือบตาที่เต็มไปด้วยความลังเลขึ้นมาสบกัน


"เห็นตลอดเลยหรอ" ผมถามเขาเบาๆ


"เปล่า เห็นแค่ตอนอยู่ใกล้พี่มากๆอ่ะ มันจาง" โดมส่ายหน้าก่อนปลายนิ้วโป้งสากจะเกลี่ยวนหลังมือผมเบาๆ


"อ่า..."


"..."


"..."




"พี่อย่าเงียบดิ" คนตัวสูงกว่าเริ่มเบะปากงอแงในขณะที่ความคิดในหัวของผมมันตีกันวุ่นไปหมด ด้ายแดงที่ผมคิดว่าคงมีเพียงแค่ผมคนเดียวที่มองเห็น ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีเจ้าเด็กแสบคนนี้อีกคนที่มองเห็นเหมือนกัน


อะไรวะเนี่ย


"เห็นแบบไหน" ผมถามเขาเพื่อความมั่นใจ ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นเหมือนที่ผมเห็นมั้ย




ว่าเส้นด้ายของเรามันเชื่อมกันอยู่





"ก็ เห็นว่าเส้นด้ายของพี่ เป็นเส้นเดียวกันกับที่มัดอยู่บนนิ้วผม"




"หรอ"



"อืออ" คนเด็กกว่ายกมือของผมขึ้นไปแนบใบหน้าตัวเองอย่างถือวิสาสะ ผมมองการกระทำเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวไม่ต่างจากครั้งแรกที่เจอเขา



ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าเรื่องบังเอิญนั้นมีจริง



เพราะพระเจ้าได้นำพาหุ่นเชิดทั้งสองตัวให้เดินมาสู่จุดหมายปลายทางที่บรรจบกันด้วยด้ายสีแดงแห่งพรหมลิขิตแล้ว






"ที่จริง พี่ก็มีอะไรจะบอกโดม" ผมมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่หนึ่งในนั้นก็คือความรู้สึกที่ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้เจอเขาหรือแม้แต่ตอนนี้ ความรู้สึกนั้นไม่เคยหายไปเลย


มันยังคงอยู่ในใจตลอดมา


และผมมั่นใจกับตัวเองแล้วว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน



"หือ ว่า"





"พี่ก็เห็นมันเหมือนกัน ด้ายสีแดงที่ว่า" ผมเลื่อนมือไปกุมใบหน้าเขาพร้อมหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก โน้มหน้าเข้าไปประทับจูบที่รอยแผลเป็นบนมุมปากของโดมก่อนจะผละออกมาสอดประสานสายตากันท่ามกลางความเงียบ มองลึกเข้าไปในดวงตาที่มักจะทอประกายแห่งความสุขออกมาทุกครั้งที่มองผม




ดวงตาที่สะท้อนเป็นเงาของผมแค่คนเดียวมาตั้งแต่ที่เราได้พบกัน






+



ผมผงกหัวขึ้นมาจากหมอนที่ไม่ค่อยนิ่มเหมือนบ้านตัวเองด้วยสภาพร่างกายที่ยับเยิน แอร์เย็นฉ่ำลามเลียไปทั่วแผ่นหลังเปลือยเปล่าและอาการปวดแล่นจี๊ดเข้ามาเมื่อขยับตัวทำให้ผมหงุดหงิด


ตั้งใจจะลุกไปอาบน้ำเพราะทนความเหนอะหนะตัวไม่ไหว แต่ความปวดร้าวที่เล่นงานตั้งแต่สะโพกลามไปถึงต้นขาทำให้ผมได้แต่นั่งอยู่ที่เดิมและเสยผมลวกๆอย่างไม่สบอารมณ์


ผมสูดหายใจแล้วเม้มปากแน่น พยายามกลั้นใจลุกขึ้นยืนแล้วพาตัวเองไปอาบน้ำถึงแม้ว่าจะเจ็บขนาดไหนก็ตาม ไม่อย่างนั้นวันนี้ทั้งวันคงได้แต่นอนเน่าเป็นผักอยู่บนเตียงอย่างเดียวแน่ๆ


แต่ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์มักไม่เป็นไปดั่งใจ ผมเซทันทีเมื่อก้าวได้แค่สามก้าว ตัวผมหล่นไปกองบนพื้นตามแรงโน้มถ่วง แต่ถึงกระนั้นผมกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความแข็งแกร่งที่โอบรัดเอวและแผ่นหลัง ประคองร่างกายเปลือยเปล่าผมไว้ได้ทันเวลาเหมือนจับวาง


ลมหายใจร้อนเป่ารดแก้มกระชั้นถี่ทำให้ผมเงยหน้ามองเด็กที่อยู่ด้วยกันมาทั้งคืน ใบหน้าคมคายก้มลงมามองผมอยู่ก่อนแล้วเลยทำให้สายตาของเราสอดประสานกัน เขามองผมด้วยสายตาตกอกตกใจผิดกับผมที่เบ้หน้าเพราะปวดตัว


"เกือบไป" เขาถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาแผ่วเบา รอยยิ้มกว้างเต็มแก้มและตาหยีๆของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าที่ดูเหมือนกระต่ายยิ่งเหมือนกระต่ายมากกว่าเดิม


"ขอบใจ" ผมพูดเบาๆในขณะที่เขาพยุงให้ผมยืนดีๆ แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเจ้าเด็กนี่โน้มหน้าลงมาฉกฉวยแก้มผมจนดังฟอด แต่มือผมก็ไวพอๆกับคนฉวยโอกาส ฟาดต้นแขนแข็งแรงดังเพี๊ยะจนอีกฝ่ายร้องออกมาเสียงดังอย่างสำออย


รำคาญจริงๆ


"พี่จ้าว ตีโดมทำไมเนี่ย!" โดมจีบปากจีบคอทำหน้ามุ่ยแล้วโวยวาย ผมเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ยกมือจะตีหน้าผากไอ้คนกะล่อนแต่ก็โดนฝ่ามือใหญ่รวบข้อมือเอาไว้ได้ทัน เขายิ้มเผล่อย่างผู้ชนะ ก่อนจะยื่นใบหน้าหล่อเหลามาจูบมือผมเบาๆ


ความร้อนวาบที่โดมมอบให้ ทำเอาผมเผลอเบนหน้าหนีไปทางอื่นไม่กล้าสบดวงตาที่มีประกายแห่งความสุขของเขา แต่นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้โดมอีกครั้งเพราะจมูกโด่งขยับมาคลอเคลียแก้มผมอย่างถือวิสาสะทันที


ฝ่ามือใหญ่จับปลายคางเพื่อดึงให้ผมหันหน้าไปหาเขา ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยแก้มผมอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวจะช้ำ เราสบตากันในขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆโน้มลงมาประทับจูบที่ริมฝีปากผมเบาๆไร้ซึ่งการรุกราน


ท่อนแขนแข็งแรงขยับโอบรัดเอวเปลือยเปล่าผมให้แนบชิดกว่าเดิมจนผิวร้อนๆของเขาแนบชิดไปกับผิวของผม


"โดมรักพี่จ้าว" คนเด็กกว่าผละออกมาบอกรักกันดื้อๆพร้อมกับขยับใบหน้าให้ปลายจมูกของเขาถูไถกับปลายจมูกของผมอย่างช่างอ้อน ผมยิ้มให้เขาหลังจากที่เอาแต่หน้าบึ้ง จูบแผลเป็นที่มุมปากแล้วกระซิบบอกเขาว่าผมก็รักเขาไม่ต่างกัน ยกมือขึ้นประสานกับมือใหญ่โดยปลายนิ้วก้อยของเรามีด้ายแดงเส้นหนึ่งผูกเชื่อมกันเอาไว้


ผมจ้องมองด้ายแดงที่มีเพียงแค่ผมและเขาที่มองเห็น แต่ตอนนี้โดมคงไม่สนใจมันนักเพราะใบหน้าหล่อเหล่าโน้มลงมาใกล้อีกครั้ง ก่อนผมจะเงยหน้ารับจูบหวานๆที่เด็กเจ้าเล่ห์มอบให้อย่างเต็มใจ








the end







#Peach_jay

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #33 x01meg (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 02:26
    ไม่มีอะไรมากกว่าเห็นเขารักกันหัวอกคนเป็นแม่ก็สบายใจ เด็กมันร้ายนะคะหัวหน้า ชอบใจจริงๆเลยฮืออออออออ
    #33
    0
  2. #8 fullls (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 14:46
    ชอบจังดูน่ารักดี555
    #8
    0