Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 13 : แค่เธอเท่านั้น ; dojae (01/??)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    7 ต.ค. 62

จะมีคนสักกี่คนที่เชื่อเรื่องคู่แท้


ที่ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันสุดหล้าฟ้าเขียวเพียงใด โชคชะตาจะเหวี่ยงคนที่เป็นคู่กลับมาอยู่ดี


ผมไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นหรอก


จนวันหนึ่งที่ผมตื่นมาแล้วเห็นด้ายแดงผูกอยู่ตรงโคนนิ้วของตัวเอง





ผมมองเห็นด้ายแดง


สิ่งที่หลายคนว่ากันว่ามันคือด้ายแห่งโชคชะตา เหมือนในหนังสือคำคมความรักที่อธิบายไว้ว่าปลายด้ายข้างหนึ่งจะผูกไว้ที่นิ้วเรา ส่วนปลายอีกข้างจะผูกไว้กับผู้ที่เป็นคู่แท้


ตอนแรกผมไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะมีจริง จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมตื่นขึ้นมาหลังจากไปกินเหล้ากับเพื่อนสนิทจนเมาเละสภาพยิ่งกว่าหมา จำได้ว่าตื่นมาแล้วก็เอาแต่มองนอนเพดานห้องตัวเองอย่างหมดแรง แต่คลื่นบางอย่างที่ไหลขึ้นมาตามลำคอทำให้ผมจำต้องวิ่งลงจากเตียงแล้วกอดโถส้วมอ้วกอย่างหมดสภาพ


ในขณะที่มองเศษซากที่อ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุงและนึกถึงค่าเหล้าเมื่อคืน ตาผมก็เหลือบไปเห็นเส้นสีแดงบางอย่างที่มัดอยู่ตรงโคนนิ้วก้อยข้างขวาของตัวเอง


ผมกระพริบตาถี่ๆแล้วสะบัดหน้าสองสามที พยายามคิดกับตัวเองว่าแฮงก์หนักจนเบลอไปแล้วหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรหรือจะตบหน้าเรียกสติอีกกี่รอบ ด้ายแดงนั้นก็ยังคงอยู่ โดยที่ปลายอีกข้างของเส้นด้ายนั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน


ผมใช้มืออีกข้างดึงเส้นด้ายนั้นออก แต่เมื่อขยับมือเข้าไปใกล้ เส้นด้ายที่ดูมีรูปร่างชัดเจนกลับกระเพื่อมไหวเหมือนผิวน้ำที่กำลังขยับ สีมันจางลงและทะลุผ่านนิ้วผมไปยิ่งกว่าหนังผี


ผมสบถคำหยาบลั่นห้องน้ำ อาการแฮงก์ก่อนหน้านี้แทบหายเป็นปลิดทิ้ง รู้ตัวอีกทีก็ตอนรีบเดินเข้าไปในครัวด้วยท่าทางกระวนกระวาย ปากที่กำลังเรียกหาแม่ชะงักเมื่อเห็นคนที่ตามหากำลังยืนหันหลังล้างจานอยู่ในครัว


ท่านหันมาทั้งๆที่มือยังเต็มไปด้วยฟอง ผมมองใบหน้าของผู้ให้กำเนิดก่อนขนในกายจะลุกซู่เมื่ออยู่ๆก็เหลือบไปเห็นด้ายสีแดงที่โยงออกมาจากนิ้วเรียวที่กำลังขยับจานไปล้างน้ำสะอาด ผมมองตามเส้นด้ายที่ลากยาวออกไปอีกทางในขณะที่ความคิดในหัวตีกันให้วุ่น


"อะไรจ้าว ทำหน้าเหมือนเจอผี" เสียงทุ้มของผู้เป็นพ่อดังขึ้นจากทางด้านหลัง เรียกให้ผมกับแม่หันไปมอง ท่านเดินเข้ามาพร้อมหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเส้นด้ายสีแดงที่ล่องลอยในอากาศและใบหน้าฉงน


"นั่นสิ แม่ก็ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว" พ่อวางหนังสือพิมพ์ไว้บนโต๊ะกินข้าวก่อนจะเดินเข้าไปหาแม่ที่กำลังเช็ดมือกับผ้าสะอาดหลังจากล้างจานเสร็จ ผมมองตามแผ่นหลังกว้างของพ่อที่หยุดยืนอยู่ข้างแม่ มองท่านก้มลงหอมแก้มภรรยาตัวเองจนได้ยินเสียงดังฟอด และเสียงหัวเราะที่ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นมาถนัดตา


แล้วเส้นด้ายสีแดงที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆมีสีสันและรูปร่างอย่างชัดเจนเมื่อท่านทั้งคู่ยืนอยู่ข้างกัน ปลายด้านหนึ่งที่ผูกอยู่ที่โคนนิ้วของแม่เป็นเส้นเดียวกันกับด้ายที่ผูกนิ้วมือของพ่อไว้


เหมือนเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าความรักที่หวานชื่นของทั้งคู่ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเหมือนเดิม


ผมมองด้ายสีแดงสลับกับท่านทั้งสอง โดยที่ความสงสัยถูกเก็บไว้หลังจากที่แม่เอ่ยปากชวนกินข้าวเช้า


ผมยังคงมองเห็นด้ายแดงของใครต่อใครรวมถึงตัวของผมเอง มันเป็นเส้นจางๆที่ลอยปลิวอยู่ในอากาศ ไม่ได้ชัดเจนจนน่าตกใจแต่ผมก็ยังปรับตัวให้เข้ากับความแปลกประหลาดนี้ไม่ได้อยู่ดี บางวันผมก็เห็นเส้นด้ายสีแดงที่ลอยวุ่นวายในอากาศ แต่ก็แปลกที่บางวันไม่เห็นแม้แต่เส้นเดียวจนผมคิดว่าก่อนหน้านี้ผมอาจจะเบลอหรือเมาค้างจริงๆ


ผมก้มลงมองเส้นด้ายของตัวเองที่ผูกอยู่ตรงนิ้วก้อยข้างขวา โดยที่ด้ายนั้นลากยาวไปอีกทางจนสุดลูกหูลูกตา ผมเอาแต่คิดว่าอีกฝั่งของเส้นด้ายนั้นจะอยู่ที่ไหน


ตอนแรกผมพยายามเดินตามด้ายของตัวเองไป และคิดกับตัวเองว่าถ้ามีใครคนไหนที่เห็นด้ายแดงเหมือนที่ผมเห็น เขาคนนั้นก็คงเดินย้อนไปตามเส้นด้ายด้วยความสงสัยใคร่รู้ไม่ต่างจากผม


แต่เหมือนเรื่องตลกร้าย เมื่อผมพยายามเดินย้อนกลับไป เส้นด้ายที่ผูกนิ้วเอาไว้กลับจางหายไปในอากาศราวกับว่าไม่ต้องการให้ผมทำตามหาว่าปลายอีกฝั่งอยู่ที่ใด


ผมลังเลเพราะความอยากรู้มีมากกว่า


แต่สุดท้ายผมก็เลิกสนใจเรื่องพวกนี้ไปโดยปริยายเพราะถ้ามันคือเรื่องจริงตามหนังสือคำคมที่ว่าไว้ล่ะก็ สุดท้ายโลกก็จะเหวี่ยงคนที่ใช่มาหาเราเองโดยที่เราไม่ต้องพยายาม






แต่เหมือนว่าโชคชะตาจะเหวี่ยงคนคนนั้นมาเร็วเกินไป เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ผมก็เจอคนที่มีเส้นด้ายเส้นเดียวกับผม


เจ้าของปลายเส้นด้ายอีกฝั่งที่ผมเคยตามหาเพราะความอยากรู้อยากเห็น


ผมเจอเขานอนเละเทะอยู่ข้างกองขยะแถวร้านกาแฟที่ผมจอดรถแวะซื้อ ไม่ใช่เละเทะในความหมายเมามายจนไร้สติ แต่เป็นเละเทะในความหมายที่โดนทำร้ายจนสภาพดูไม่ได้ เนื้อตัวเขาเลอะเทอะไปด้วยคราบฝุ่นและรอยรองเท้า ใบหน้าขาวเป็นรอยช้ำที่ตา มุมปาก โหนกแก้มและคิ้วสีเข้มนั้นก็แตกจนเลือดเปรอะเปื้อนไปทั้งซีกหน้า


ร่างสูงกึ่งนั่งกึ่งนอนด้วยสภาพหายใจรวยรินในขณะที่ผมยืนมองเขาอย่างทำตัวไม่ถูก เขาปรือตามองผมด้วยท่าทางที่ดูอ่อนล้าก่อนจะหลับตาลง สุดท้ายผมก็ค่อยๆนั่งลงตรงหน้าเขาและแตะแขนอีกฝ่ายที่มีคราบเปื้อนเต็มไปหมด


แต่แล้วผมก็ต้องชะงักเมื่ออยู่ๆเส้นดายสีแดงที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก กลับปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ผมเห็นมันเกี่ยวอยู่ที่โคนนิ้วก้อยข้างซ้ายของเขาและด้ายนั้นก็เชื่อมอยู่กับเส้นด้ายที่ผมมีอยู่

ผมเบิกตาโพลงและไม่ว่าจะขยับไปทางไหนเส้นด้ายนั้นก็ยังคงเชื่อมต่อกันและปลิวไสวอยู่ในอากาศ ผมที่เผลอกลั้นหายใจนั่งเหงื่อแตกอยู่ข้างเขาที่ยังคงหายใจอย่างยากลำบาก


กระพริบตาถี่ๆอีกสองสามครั้ง ด้ายที่เคยเห็นก็หายไป ผมไล่ความคิดไร้สาระในหัวก่อนค่อยๆพยุงร่างไร้สติขึ้นมาเพื่อพาเขาขึ้นรถไปโรงพยาบาล





แม่ผมโทรหาช่วงหัวค่ำเพราะผมไม่กลับบ้านสักที ปกติที่บ้านไม่ค่อยตามผมเท่าไรแต่วันนี้ผมสัญญากับพ่อแม่ไว้ว่าจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากันหลังจากที่ผมทำงานจนเบี้ยวท่านมาหลายครั้งแล้ว

แม่ตกใจจนแทบเหาะมาหาเมื่อรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมบอกให้ท่านใจเย็นไว้เพราะผมสบายดี สุดท้ายท่านก็รออยู่ที่บ้านกับพ่อตามเดิม


และเป็นผมที่นั่งทำหน้าเด๋อด๋าอยู่ในห้องพักผู้ป่วยทั้งที่ไม่ได้รู้จักหรือเป็นญาติคนไข้แม้แต่น้อย


ร่างสูงนอนหายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยสภาพอิดโรย หลังจากที่เอาแต่ตกใจกับสภาพของเขาและร้อนรนกับเส้นด้ายสีแดงที่อยู่ๆก็ปรากฏให้เห็น ผมก็เพิ่งรู้ว่าคนคนนี้เป็นเด็กมัธยมปลายที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งใกล้บ้านผม ชุดนักเรียนที่เปื้อนฝุ่นและคราบสกปรกอะไรต่อมิอะไรนั่นเป็นเครื่องยืนยันอย่างดี


แต่คนที่หลับไม่ได้สติดูโตเกินกว่าจะเป็นเด็กมัธยมปลายเสียอีก หรือว่าเด็กๆเดี๋ยวนี้โตไวกันนะ? ถ้าลองคำนวณอายุดูแล้ว เขากับผมคงอายุห่างกันราวๆเกือบสิบปีได้แหละมั้ง


ผมนั่งอยู่ตรงโซฟามองเขานิ่งๆเพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ชั่งใจว่าจะกลับบ้านหรือจะอยู่ต่ออีกนิดเพื่อให้ญาติของเด็กคนนี้มาก่อนแล้วค่อยกลับดี ตบตีกับตัวเองอยู่นานในขณะที่มองคนบนเตียง


สุดท้ายผมก็เลือกอย่างหลัง


และหลังจากนั้นสักพัก ผู้หญิงที่คาดว่าเป็นแม่ของเด็กคนนั้นกระวีกระวาดเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ทำเอาผมที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ถึงกับสะดุ้ง เธอหันมามองผมอย่างสงสัย อ่านจากสีหน้าแล้วเหมือนมีคำถามแปะอยู่บนนั้นว่าผมเป็นใคร


แต่เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดเธอก็เข้ามาขอบคุณผมยกใหญ่ ผมทำเพียงแค่ส่งยิ้มให้เธอจางๆแล้วขอตัวกลับก่อน ในขณะที่กำลังก้าวออกมาจากห้องนั้น ผมมองกลับไปที่เขาที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง


และไม่รู้ทำไม ผมไม่เห็นเส้นด้ายสีแดงนั้นอีกเลย





ผมเดินวนหานวนิยายเล่มต่อเรื่องหนึ่งที่อ่านค้างไว้หลังจากที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือเป็นปีแล้วแต่เพิ่งได้ฤกษ์อ่านเมื่อวันสองวันก่อน เสียงเพลงในร้านที่คลอเบาๆทำให้บรรยากาศดีจนผมเผลอดูนั่นดูนี่จนดึก


รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ในร้านเหลือลูกค้าเพียงไม่กี่คน โซนนิยายแฟนตาซีมีเพียงแค่ผมคนเดียวที่ยังยืนเลือกหนังสืออยู่ หนังสือเล่มที่สนใจมานานแต่ไม่มีโอกาสซื้อสักทีวันนี้ผมเลยกวาดมาถือแทบหมด


จังหวะที่ผมหันหลังกลับมาเพื่อไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ หัวใจของผมก็กระตุกวูบขึ้นมา


ผมเจอเขาอีกครั้งในร้านหนังสือที่ใกล้จะปิดแห่งนี้


ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องบังเอิญหรืออะไรที่ทำให้เราโคจรมาเจอกันอีก


แต่คราวนี้เขาไม่ได้ดูสภาพเละเทะเหมือนครั้งแรกที่ผมเจอ ร่างสูงยังอยู่ในชุดนักเรียนที่ขาวสะอาดกว่าวันนั้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น รอยเท้าและคราบสกปรก เขากำลังยืนเลือกหนังสืออยู่ตรงโซนประวัติศาสตร์ที่เยื้องอยู่กับประตูทางออก ใบหน้าขาวที่ถึงแม้จะเห็นแค่ด้านข้างแต่กลับไม่พบร่องรอยฟกช้ำใดๆให้เห็นแตกต่างจากวันนั้นอย่างสิ้นเชิง ถือว่าเป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่าเขาน่าจะหายดีแล้ว


ผมชะงักค้างมองเขาอยู่อย่างนั้นในสภาพที่ตัวเองกำลังหอบหนังสือสามสี่เล่มไว้ที่อก ลืมไปชั่วขณะว่าต้องไปจ่ายเงินเพื่อจะได้กลับบ้านเสียที


และชั่ววินาทีถัดมาผมก็โดนดึงออกจากภวังค์เมื่ออยู่ๆมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาคล้องแขนกับเด็กหนุ่มคนนั้น มองจากโซนแฟนตาซีที่อยู่ห่างไม่ไกลนักทำให้ผมเห็นความสนิทสนมนั้นอย่างชัดเจน เด็กคนนั้นยกมือลูบเส้นผมยาวสลวยของเด็กผู้หญิงข้างกายพร้อมสายตาที่เอ็นดู


ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่แล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงิน ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆของเด็กผู้หญิงคนนั้น และเสียงพูดคุยอะไรสักอย่างที่ผมได้ยินไม่ชัดเจนนัก


พยายามไม่ใส่ใจกับสองชีวิตที่เหมือนจะเลิกสนใจหนังสือประวัติศาตร์ไปแล้ว ผมส่งยิ้มให้พนักงานเมื่อเขายื่นมือมาหยิบหนังสือไปสแกนบาร์โค้ด เสียงติ๊ดดังอยู่ไม่กี่ครั้งก่อนจะขึ้นเป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่าย


ผมล้วงกระเป๋าตังขึ้นมาในขณะที่หางตาเหลือบไปเห็นเด็กคนนั้นเดินมาที่เคาน์เตอร์ที่อยู่ข้างๆกัน เขายื่นหนังสือบางอย่างให้พนักงานซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร


สายตาของผมโดนตรึงด้วยดวงตาคมของเขาที่คงเผลอหันมาสบตากัน สอดประสานกันท่ามกลางบรรยากาศที่มีเพลงคลอเบาๆและเสียงห่อหนังสือด้วยปกพลาสติก


เป็นเขาที่ละสายตาออกไปเพื่อจ่ายเงินเมื่อพนักงานเอ่ยราคาหนังสือ ผมเองก็หันกลับมาแต่สภาพเหมือนคนที่สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก ก่อนจะยื่นมือไปจ่ายเงินและรับหนังสือของตัวเองที่บรรจุอยู่ในถุงมาถือเอาไว้


ผมเดินออกมาจากเคาน์เตอร์โดยที่ไม่ได้สนใจเด็กคนนั้นอีก


แต่ก็บังเอิญอีกแล้วที่หูดันไปได้ยินเสียงของเด็กผู้หญิงที่เรียกชื่อของเขาออกมา





โดม


คือชื่อของเด็กที่ผมเคยช่วยไว้








tbc

#Peach_Jay ????

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น