Peach J (Dojae Taejae Johnjae)

ตอนที่ 10 : Aphrodite ; taejae (01/??) -Greek Mythology-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 207
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    7 ต.ค. 62

Taejae ft. Greek Mythology






ผมรักเวลาที่ได้กักขังคุณไว้ใต้ร่างด้วยอ้อมกอดของผม


ใบหน้ายั่วเย้าที่เหมือนจงใจแกล้งให้คลุ้มคลั่ง


กลิ่นกายคุณมันหวานหอมยิ่งกว่าดอกไม้ทุกชนิดบนโลกเสียอีก


ที่รัก จะเป็นไปได้ไหมถ้าผมอยากได้มันทั้งหมด


เป็นแค่ของผมคนเดียว








ผมเจอเขาครั้งแรกที่ร้านกาแฟตอนเจ็ดโมงเช้า


เขาคนนั้นผู้ที่มีใบหน้าหวานจัด นั่งอยู่โต๊ะตัวที่สามฝั่งริมกระจกพร้อมกับแก้วกาแฟและนวนิยายเล่มหนาที่ปกเขียนไว้ว่า ปรัมปรากรีกโบราณ


จังหวะที่เข้ามาในร้าน เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระดิ่งตรงประตูทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมามอง และบังเอิญว่าจุดโฟกัสสายตาของผมคือเขาที่เป็นลูกค้าเพียงคนเดียวในร้านแห่งนั้น


วินาทีนั้นผมรู้สึกได้ว่าชีวิตเหมือนหนังรักสักเรื่อง ที่ผมเป็นพระเอกและตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกเจอ ทั้งที่เขาเพียงแค่ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้และตัดขาดจากโลกภายนอกโดยการก้มลงไปสนใจหนังสือในมือ


ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ร้านกาแฟเจ้าประจำติดกระดาษแผ่นใหญ่เท่าบ้านว่าปิดปรับปรุง จนทำให้ผมเลือกเดินเข้ามายังร้านกาแฟเล็กๆที่อยู่ถัดมาอีกสองช่วงตึกเพื่อซื้ออเมริกาโน่


ผมจดจ้องเขาอย่างเสียมารยาท จิตใจล่องลอยไปไกลเหมือนนกที่โบยบินอย่างอิสระ ก่อนจะโดนดึงสติทั้งหมดกลับมาเมื่อพนักงานเลื่อนแก้วอเมริกาโน่ร้อนมาเสิร์ฟตรงหน้า


ร่างกายที่เคยควบคุมได้กลับเงอะงะจนกลายเป็นไอ้เซ่อในสายตาของพนักงานรวมถึงคนหน้าหวานคนนั้น เพราะผมดันไปเตะขอบโต๊ะจนแก้วกาแฟแก้วนั้นที่ยังไม่ทันได้ดื่มเข้าไปสักอึกหล่นกระจายบนพื้นชนิดที่ว่าฝาไปทางแก้วไปทาง


ผมจำได้แม่นยำว่าเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งและมองอย่างสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มันก็แค่ชั่ววินาทีเดียวเท่านั้น


ภาพจำในครั้งแรกแย่เสียจนผมอยากหายตัวไปจากตรงนั้น ได้แต่เก็บเศษความอับอายและรีบพาตัวเองออกจากร้านทันทีหลังจากสั่งกาแฟมาอีกแก้วเพื่อทดแทนแก้วที่แล้ว




เช้าถัดมา ผมผลักประตูร้านกาแฟในเวลาเจ็ดโมงเช้าเช่นเดิม เสียงจากกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งอยู่สองสามครั้งและตัวผมที่หวังจะเจอกับเขาอีก


แล้วก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่เข้าข้างเมื่อผมเจอเขานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวที่สามฝั่งริมกระจก บนโต๊ะมีแก้วกาแฟและมือเรียวสวยที่ถือหนังสือปรัมปรากรีกโบราณเล่มเดียวกับเมื่อวาน


คราวนี้เขาหันมามองผมอย่างเปิดเผยพร้อมรอยยิ้มมีเสน่ห์ ผมที่เหมือนจะตาพร่าไปชั่วขณะเมื่อเห็นริมฝีปากอิ่มยกยิ้มให้กันน้อยๆ ผมส่งยิ้มตอบกลับไปและคิดว่ามันคงเป็นรอยยิ้มที่แปลกมากแน่ๆ เพราะผมพยายามกลั้นไม่ให้ยิ้มกว้างไปมากกว่านั้น เดี๋ยวเขาจะรู้เสียก่อนว่าผมคาดหวังและอยากเจอเขาขนาดไหน


มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปหน่อยสำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์ความรักอย่างผม


ผมไม่เคยอยากเจอใครขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกอยากเห็นหน้าจนทนไม่ไหวแทบนับเวลารอให้ถึงเช้าเหมือนที่เป็นอยู่ ไม่เคยมีรอยยิ้มของใครที่ตราตรึงเท่าเขาคนนั้นอีกแล้ว


มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนมีมวลผีเสื้อมหาศาลโบยบินอยู่ในท้องพร้อมทั้งหัวใจที่เต้นระส่ำ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกอบกำร่างและจิตวิญญาณเอาไว้แน่นจนต้องยอมจำนน


เหมือนตัวผมโดนมนตร์ที่เขาร่ายเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น





หลังจากนั้นชีวิตในยามเช้าของพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาอย่างผมถูกขับเคลื่อนด้วยกาแฟขมๆและการได้เจอกับเขาคนนั้นไปเสียแล้ว


ในที่สุดผมก็ได้รู้ชื่อเขาเสียทีเพราะทำใจกล้าไปถามพนักงานในร้านกาแฟว่าคนที่นั่งอยู่โต๊ะตัวที่สามฝั่งริมหน้าต่างชื่ออะไร


เจย์ คือชื่อของเขา


ผมดันเผลอถามออกไปว่าชื่อเจย์เฉยๆหรือเป็นแค่ชื่อย่อ หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววิผมกลับได้รับสายตาที่อ่านไม่ออกจากพนักงานก่อนมันจะกลายเป็นเป็นมิตรเหมือนเคย และยืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำว่าชื่อเจย์


ผมสงสัยในท่าทีเหล่านั้นแต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร เพราะความสนใจทั้งหมดของผมเทให้เจย์ที่นั่งอ่านปรัมปรากรีกเล่มใหม่





แต่เหมือนพระเจ้าจะไม่เข้าข้างผมอีกต่อไป เมื่อผมที่มาซื้อกาแฟเหมือนเช่นทุกวันต้องผิดหวังเพราะช่วงเช้าของวันจันทร์ในสัปดาห์หนึ่งไม่มีเจย์นั่งอยู่ตรงโต๊ะตัวที่สามฝั่งริมกระจก


อเมริกาโน่ถูกเสิร์ฟมาในระหว่างที่ผมกำลังคิดไม่ตกว่าเขาหายไปไหน ร้านกาแฟแห่งนี้เงียบสนิทลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ปกติก็เงียบอยู่แล้วแต่ครั้งนี้พอไม่มีเจย์นั่งอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างกลับดูตึงเครียดและอึดอัดกว่าเดิม และใบหน้าพนักงานหม่นหมองลงจนผมสงสัย


ผมเดินออกมาจากร้านแห่งนั้นเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปทำไม ก้าวขาไปตามทางเดินเพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ผมทำงานพร้อมยกอเมริกาโน่ที่เหมือนจะขมปี๋กว่าทุกวันขึ้นดื่ม


ในขณะที่ผมเดินผ่านซอกตึกซอกหนึ่ง เสียงทะเลาะเบาะแว้งดังลอดออกมาจนทำให้ผมเผลอหันไปมองอย่างไม่ได้ตั้งใจ


แล้วก็ต้องเบิกตาออกมาจนแทบจะถลนออกเบ้าเมื่อเจ้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นคือเจย์ คนที่ผมตั้งใจจะไปหาเมื่อเช้า


สถานการณ์ตรงหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักเพราะเรียวแขนเล็กของเขาถูกชายคนหนึ่งจับไว้แน่น ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตากับชายคนนั้นโดยที่เจย์ไม่ได้ตอบโต้อะไรอีกฝ่ายกลับไปแม้แต่น้อย ผิดกับคนตรงหน้าที่ดูโมโหจัด


มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมหรอก แต่รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เดินเข้าไปในซอกตึกนั้นแล้ว ผมเดินตรงไปยังทั้งคู่ มองชายคนนั้นที่เหมือนเจย์จะพูดอะไรด้วยเพราะเขาค่อยๆลงไปคุกเข่าแล้วกอดขาร่างเล็กเอาไว้อย่างอ้อนวอน


ผมมองอย่างไม่เข้าใจว่าท่าทางที่โมโหราวกับกินเลือดกินเนื้อนั้นหายไปได้อย่างไร


เจย์หันมาเมื่อรู้สึกตัวได้ว่าเขาทั้งคู่ไม่ได้อยู่กันแค่สองคน เราสบตากันท่ามกลางความเงียบโดยที่เจย์ยังมีชายปริศนากอดขาเขาเอาไว้


ร่างสะโอดสะองไม่แม้แต่จะยิ้มให้ผมเหมือนในร้านกาแฟ เขาชักขาออกจากการเกาะกุมแล้วหันหลังเดินหนีลึกเข้าไปในซอกตึก ผมเดินตามเจย์ไปอย่างไม่รู้ตัว หันไปมองชายคนนั้นที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดูไร้สติในขณะที่ผมเดินผ่านหน้าเขาไป


พอเงยหน้ามาอีกครั้งผมกลับต้องชะงักเมื่อเดินมาเจอทางตัน


ขนในร่างกายลุกซู่ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุเมื่ออยู่ๆเจย์ก็หายไป


มันไม่มีทางเลยที่เขาจะหายไปไหนได้เพราะตลอดทางที่เดินมาไม่มีแม้แต่ทางแยกหรือประตูที่เชื่อมกับตึก


ผมมองทางตันกับปากทางออกของตึกที่อยู่อีกฝั่งสลับไปมาอยู่อย่างนั้นก่อนจะเกาหัวตัวเอง


และไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าที่อยู่ๆผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มๆลอยมาตามลม





หัวใจของผมเหมือนมีเสียงหักดังเป๊าะ เมื่อสัปดาห์ถัดมาผมเปิดประตูร้านกาแฟที่กลายมาเป็นร้านประจำแทนร้านก่อนหน้านี้เพื่อมาสั่งอเมริกาโน่เหมือนทุกๆเช้า


แต่โต๊ะตัวที่สามฝั่งริมกระจกมีเจย์และผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่


ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนเดียวกันกับคนที่อยู่กับเจย์ในซอกตึกที่ผมไปเจอ ชายคนนั้นคุยอย่างออกรสโดยที่เจย์เพียงแค่นั่งยิ้ม และในมือของชายแปลกหน้ากำลังกางหนังสือปรัมปรากรีกที่ผมรู้ดีว่าเจ้าของคือใคร


คิ้วมันกระตุกยิกๆชอบกล


ผมเดาจากความรู้สึกปวดหน่วงในใจที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ามาทุกวินาทีที่หันไปมองทั้งคู่ว่าคงเป็นความรู้สึกอกหัก


เจย์ไม่หันมามองกันเหมือนเคย ก็แน่ล่ะเขาดูมีคนให้น่าสนใจมากกว่าผมจนถึงขนาดที่ใบหน้าหวานนั้นมองอีกฝ่ายตาแทบไม่กระพริบขนาดนั้น


ผมคว้าแก้วอเมริกาโน่จากพนักงานคนเดิม วางเงินและเดินออกมาจากเคาน์เตอร์โดยพยายามไม่สนใจเจย์อีก


แต่ไม่รู้ทำไม เหมือนมีอะไรดึงดูดให้ผมหันกลับไปมองเขาอีกครั้งในจังหวะที่ผมกำลังเดินออกจากร้าน



และเราก็ได้สบตากัน โดยที่เจย์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายแปลกหน้า แต่สายตามีเสน่ห์นั้นกำลังจับจ้องมาที่ผม






เย็นวันนั้นผมออกมาดื่มกับเพื่อนในบริษัทหลังเลิกงาน เราเลือกเป็นบาร์ขนาดไม่ใหญ่มากในการดื่มสังสรรค์ครั้งนี้ ผมและเพื่อนอีกสองคนนั่งอยู่ด้านในสุดของร้านโดยที่บนโต๊ะมีแก้วเครื่องดื่มมึนเมาตั้งไว้


"ทรอยมึงเป็นไรวะ" เพื่อนคนหนึ่งหันมาถามผมที่นั่งกุมแก้วไว้ในมือ ผมได้แต่ยักไหล่เป็นคำตอบเพราะไม่อยากมากความ แต่ในใจและความคิดของผมมันเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงทั้งสิ้น


ทั้งที่อกหักแต่ในใจยังโหยหาคนคนนั้นไม่หยุดจนผมหงุดหงิดตัวเอง ทั้งที่ทุกอย่างที่เห็นในซอกตึกหรือแม้แต่ในร้านกาแฟเมื่อเช้ามันก็ชัดเจนเสียจนผมกลายเป็นคนพ่ายแพ้


แต่ทำไมยังคงนึกถึงใบหน้าหวานจัดนั้นอยู่ได้


ผมหลุดออกจากภวังค์เมื่อเพื่อนข้างกายสะกิดแขนยิกๆ มันชี้ไปที่ทางเข้าของบาร์ราวกับเจอใครเข้า แล้วเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อคนที่ว่านั่นคือ เจย์


ผมเห็นเขาเดินเข้ามาคนเดียวไร้วี่แววของชายแปลกหน้าที่เขาอยู่ด้วยเมื่อเช้า และสัมผัสได้ว่าไม่ได้มีแค่ผมและเพื่อนที่กำลังมองไปที่เขา แต่กลับเป็นทั้งบาร์ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือลูกค้าก็มองเจย์อย่างไม่วางตา


ผมไม่อยากเข้าข้างตัวเองเมื่อรู้สึกได้ว่าเจย์กำลังมองมาทางนี้ ผมพยายามคิดว่าเขาคงมองโต๊ะข้างหน้าหรือเพื่อนของผมอะไรทำนองนั้น พยายามคิดไปต่างๆนานา


ผมมองเขาที่หย่อนตัวนั่งลงหน้าเคอน์เตอร์ พูดอะไรสักอย่างสองสามคำกับพนักงานซึ่งไม่น่าพ้นสั่งอะไรมาดื่ม และผมก็เลิกสนใจเขาในวินาทีถัดมา





เพื่อนของผมกลับไปแล้ว มันพากันพยุงออกไปจากร้านเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา ผมอาสาจะไปส่งแต่ก็โดนปฏิเสธเพราะมันบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ผมมองพวกเขาที่ออกจากร้านไปอย่างทุลักทุเลพร้อมกับลูกค้าในร้านที่ทยอยกันกลับ


ผมเบื่อเลยตั้งใจว่าจะนั่งเรื่อยๆจนกว่าร้านจะปิด ในบาร์ยังเหลือคนอยู่สองสามคนและเพลงจังหวะช้ารื่นหูคลอไปกับบรรยากาศที่เงียบลงอย่างถนัดตา


เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้ผมหันกลับไปมองเคาน์เตอร์ที่คนคนนั้นเดินไปนั่งตั้งแต่เข้าร้านมา ผมไม่ได้สนใจเขาเลยเพราะรู้สึกเจ็บปวดที่ใจจนทนไม่ไหว และก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าเจย์เองก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน


ร่างเล็กฟุบหน้าลงกับเคาน์เตอร์ดูเมามายเสียจนผมสงสัยว่าเขาดื่มไปเยอะเท่าไร ผมมองเขาจากตรงโต๊ะด้านในอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปหาเมื่อพนักงานในร้านทำท่าเหมือนจะปลุก ผมตรงปรี่เข้าไปก่อนที่พนักงานจะได้แตะต้องเจย์ ถือวิสาสะแตะไหล่บางและเขย่าเบาๆ


เสียงครางอื้ออึงในลำคอดังขึ้นเหมือนโดนขัดใจ เขาเงยหน้ามองด้วยสายตาฉ่ำและปรือปรอย ผมก้มมองใบหน้าหวานที่มีริ้วแดงๆพาดอยู่บนแก้มนั้นแล้วเหมือนเวลาได้หยุดไป เป็นครั้งแรกที่ผมได้อยู่ใกล้เขาขนาดนี้ ใกล้จนผมสามารถเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆบนใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน


ดวงตากลมโตที่มักจะมองเวลาผมเข้ามาซื้อกาแฟในร้าน หลับลงอีกครั้งจนเห็นแพขนตายาว ทรงผมเปิดหน้าผากที่ค่อนข้างแตกต่างจากครั้งก่อนๆทำให้ผมเผลอมองเขาอย่างหลงใหล แก้มนวลเนียนชวนให้สัมผัส ไหนจะปลายจมูกเชิดรั้นรับกับริมฝีปากอิ่มที่เผยอออกมาเล็กน้อยนั่นอีก ทุกอย่างดูลงตัวเมื่ออยู่บนโครงหน้าที่สวยราวเทพเจ้าสรรค์สร้าง


เจย์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เป็นผมที่สะดุ้งเฮือกเมื่อใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันเกินไป


ใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างกายอีกฝ่ายที่มันหอมยิ่งกว่าดอกไม้ทุกชนิดบนโลกใบนี้เสียอีก


ดวงตามีเสน่ห์สบกับดวงตาของผมในระยะประชิด เหมือนมีประกายสีทองสว่างในดวงตาของเขา ซึ่งผมไม่รู้ว่าผมตาฝาดไปหรืออย่างไร เพราะจังหวะที่เขากระพริบตาอีกครั้ง ประกายสีทองที่เห็นเมื่อกี้ก็หายไป


"คุณไหวมั้ยครับ" ผมทำใจกล้าถามออกไปด้วยความเป็นห่วงแล้วค่อยๆขยับตัวออกมายืนข้างเขา ผมไม่ได้รับคำตอบรับใดๆนอกจากริมฝีปากอิ่มที่ค่อยๆคลี่ยิ้มหวานจัดออกมาและใบหน้าสวยที่พยักหน้าให้กันเบาๆ


ร่างเล็กขยับอย่างทุลักทุเลจนผมต้องเข้าไปประคองไหล่บางไว้ด้วยสองมือ เจย์ยังคงเงียบแต่ก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มเหมือนจะขอบคุณกัน ผมผละมือออกให้เขาได้ขยับด้วยตัวเอง แต่เมื่อเขาขยับลงมาจากเก้าอี้ทรงสูงก็เซจนแทบล้ม ผมเลยถือวิสาสะรวบเอวเล็กมาไว้ในวงแขน


น้ำหนักของเจย์โถมมาที่ผมแทบทั้งตัวแต่ผมไม่ได้รู้สึกหนักอะไร กลับกันเขาตัวเบาจนเหมือนปุยนุ่นด้วยซ้ำไป ใบหน้าสวยหวานเอียงซบที่ลาดไหล่ก่อนมือเรียวนั้นจะเกาะเกี่ยวเสื้อผมเอาไว้


หัวใจเต้นกระหน่ำจนทำให้ผมประหม่ากลัวว่าเขาจะได้ยิน กลิ่นหอมที่เคยได้กลิ่นก่อนหน้านี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเขาเบียดตัวเข้ามา เป็นกลิ่นหวานหอมที่ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันคือกลิ่นอะไร แต่มันหอมยิ่งกว่าน้ำหอมใดๆที่ผมรู้จัก


เขายืนนิ่งๆพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอ ผมค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นเพราะทำอะไรไม่ถูก ตอนแรกที่ตั้งใจว่าจะไปส่งที่บ้านเป็นอันต้องพับเก็บไปเมื่อเจ้าตัวเข้าสู่นิทราไปแล้ว





ผมยกมือแตะคีการ์ดอย่างทุลักทุเลเมื่อถึงห้องของตัวเอง ไม่ใช่เพราะผมเมา แต่เป็นเพราะเจย์ที่ผมกำลังอุ้มเขาในท่าเจ้าสาวทำให้ผมเปิดประตูไม่ถนัดเอาเสียเลย


เจย์ยังคงหลับไหลไม่รู้เรื่องรู้ราวจนผมต้องพาเขามาค้างที่ห้องของตัวเอง เพราะผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย นอกจากเขาเป็นลูกค้าร้านกาแฟเจ้าประจำร้านนั้นที่ผมไปทุกเช้าเพราะใจปรารถนา เขานั่งที่โต๊ะตัวที่สามฝั่งริมกระจกและชอบอ่านปรัมปรากรีกโบราณ


ผมค่อยๆวางเจย์ไว้บนเตียงเพราะกลัวจะรบกวนคนที่กำลังฝันดี จัดท่าทางให้เขานอนดีๆก่อนจะเอื้อมมือไปดึงผ้ามาคลุมร่างกายเล็ก ตอนแรกจะเปลี่ยนชุดให้เพราะกลัวเจย์จะนอนไม่สบายตัว แต่กลัวหัวใจวายตายเสียก่อน ผมเลยทิ้งความคิดนั้นไปแล้วเดินไปอาบน้ำเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดี


ออกมาอีกครั้งก็เห็นร่างเล็กพลิกตัวเป็นนอนตะแคงและยังคงหลับสนิท ผมหยุดยืนที่ปลายเตียงอย่างชั่งใจว่าจะเอายังไงดี


และสุดท้ายโซฟาในห้องนั่งเล่นก็กลายเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผมในค่ำคืนนี้


ผมทิ้งตัวลงนอนทั้งที่ในหัวยังคงคิดไปต่างๆนานาเกี่ยวกับคนที่หลับสนิทในห้องนอนอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว มีหลายอย่างในตัวเจย์ที่ผมสงสัย แต่ไม่กล้าถามออกไปเพราะเราไม่ได้รู้จักกันมากไปกว่าชื่อ


จะว่าไป ชื่อผมเขาจะรู้จักมั้ยนะ


คงมีแค่ผมฝ่ายเดียวที่สนใจเขามากขนาดนี้


แค่คิดใจก็ปวดหน่วงขึ้นมาอีกแล้ว





ผมลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืดหลังจากหลับไปได้ไม่นาน พยายามกระพริบตาปรับโฟกัสแต่ก็เห็นเพียงแค่เงาสิ่งของรอบกาย ภายในห้องเงียบสนิทเหมือนทุกวัน


ผมพยุงตัวขึ้นนั่งบนโซฟา ตั้งใจจะลุกไปเปิดสวิตช์ไฟแต่ก็ต้องชะงักค้างเมื่อสายตาของผมดันไปปะทะเข้ากับร่างของใครบางคนที่ยืนนิ่งอยู่ปลายโซฟา


ขนในกายผมลุกซู่อีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับวันที่ผมตามเจย์เข้าไปในซอกตึก แต่เจย์ก็หายไปอย่างไร้สาเหตุ และกลิ่นหอมหวานที่ได้กลิ่นเป็นครั้งที่สามของวันก็ลอยมาแตะจมูกอย่างรุนแรงจนผมต้องขมวดคิ้ว พยายามตั้งสติกับตัวเองก่อนลุกไปเปิดไฟ


ไฟในห้องสว่างขึ้น และเงาที่เห็นอยู่ปลายโซฟาก็คือเจย์จริงๆ เขายืนกอดอกนิ่งๆสบตากับผมที่ชะงักค้างอยู่ตรงสวิตช์ไฟ


"คุณ..." ผมเอ่ยได้เพียงเท่านั้นเมื่อเจย์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะปากตัวเองก่อนจะอมยิ้มหวาน รอยยิ้มมีเสน่ห์นั้นทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนเร่าต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ผมมองเขาอย่างไม่เข้าใจขัดกับร่างกายที่เหมือนกำลังโดนไฟแผดเผาจนแทบแหลกเป็นจุณ


"นั่งก่อนสิทรอย" เสียงหวานล้ำที่ผมได้ยินเป็นครั้งแรกเพราะทุกครั้งที่เราเจอกันเขาทำเพียงแค่ส่งยิ้มมา มันทำให้ร่างกายผมเกร็งขึ้นมา เหงื่อเม็ดเล็กค่อยๆผุดตามไรผมและขาของผมก้าวมานั่งลงที่โซฟาตามที่เขาบอกโดยที่ผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้


ผ่านไปเพียงชั่ววินาที เจย์เดินเข้ามาประชิดตัวด้วยท่าทางที่ยั่วเย้า เขานั่งลงบนขาข้างหนึ่งของผมก่อนจะยกมือขึ้นมาคล้องคอกันพร้อมรอยยิ้มหวานและดวงตาสวยที่มีประกายสีทอง ร่างกายผมแข็งเกร็งไปทั้งร่างรวมถึงอะไรๆที่มันเคยหลับใหลด้วย


เขาจ้องมองกันด้วยดวงตาสีทองประหลาดคู่นั้น ก่อนจะก้มลงมากระซิบแผ่วที่ข้างหูพร้อมเสียงหัวเราะหวานล้ำที่ผมมั่นใจว่าผมเคยได้ยิน


แล้วสติของผมก็ขาดผึงทันทีหลังจากที่เขากระซิบกระซาบชิดใบหู เอื้อมมือไปคว้าแขนเล็กมาไว้ในครอบครองก่อนจะเหวี่ยงเขาลงมาอยู่ใต้ร่าง


ไร้ซึ่งเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด มีเพียงรอยยิ้มหวานจัดเต็มแก้มและสติของผมที่ลอยออกไปไกลเต็มที


ผมควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป


เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมผมเอาไว้ ให้ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ



มือที่มองไม่เห็นกับดวงตาสีทองประหลาด













tbc

#Peach_Jay

พี่ทรอยโดนของหรือเปล่านิ ????





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #27 zyn_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 23:16
    เราชอบการบรรยายของไรท์มากๆเลยค่ะ T^T เป็นกำลังใจให้นะค้า
    #27
    0