[Fic KHR] Mirage Heart (XS)

ตอนที่ 6 : Chapter 5 ห่วงหรือเห็นใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    23 พ.ย. 63

"ซาวาดะ..."

สควอโล่ปิดประตูห้องของเจ้านายลง พลางคิดว่าตนควรอธิบายอย่างไรดี เรื่องสภาพที่เดินออกมาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำแบบนี้ ไหนจะเสื้อผ้าขาดวิ่นที่อยู่ในมือนี่อีก เป็นใครก็ต้องมองออกว่าไปทำกิจกรรมอะไรมาก่อนหน้า ถ้าไอ้เด็กนี่เห็นกันขนาดนี้แล้ว เขาก็หมดข้อแก้ตัว

สำหรับตัวเขาเองไม่เท่าไหร่ แต่บอสมันจะเป็นอะไรไหม...

ทว่าก่อนที่จะตัดสินใจพูดอะไรต่อ สควอโล่ก็ดันไปมองสบนัยน์ตาหมองเศร้าของอีกฝ่ายเข้าเสียก่อน มันดูบวมแดงเล็กน้อยคล้ายผ่านการร้องไห้มา อีกทั้งสีหน้าของสึนะยังดูหมองเศร้ากว่าปกติมากด้วย

หรือว่า...เด็กคนนี้จะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้ว

"เอ่อ...สควอโล่"

สึนะเอ่ยเสียงอ่อน แววตาคล้ายกำลังลังเลที่จะพูดอะไรบางอย่าง ทั้งคำพูดยังอึกอักและไม่ยอมกล่าวอะไรออกมาเสียที สควอโล่เหมือนจะคิดได้ว่าสาเหตุคงมาจากเรื่องเมื่อคืนก่อน ไอ้เด็กนี่เลยไม่กล้าพูดออกมาตามตรง

"หึ เมื่อคืนนี้แกได้ยินใช่ไหมล่ะ"

สุดท้ายสควอโล่จึงตัดสินใจถามออกไป ในเมื่อเดินออกมาในสภาพนี้แล้ว มันยังมีอะไรต้องปิดบังอีก สู้ปรับความเข้าใจกันไปเลยตามตรงดีกว่า เรื่องนี้มันจะได้จบไปเสียที เพราะเขาเองก็ไม่อยากเก็บมันเอาไว้ให้อัดอั้นเท่าไหร่นัก

"อืม...ฉันได้ยินหมดแล้วล่ะ" แววตาสึนะวูบไหวลงเล็กน้อย "ที่จริงซันซัสคงไม่ได้คิดอะไรกับฉันหรอก เป็นฉันที่คิดไปเองทั้งนั้นแหละ"

"เฮ้ย นี่แกอย่าเพิ่งคิดมากสิวะ เมื่อคืนบอสมันโกรธจนขาดสติ อีกอย่างมันก็ดื่มเยอะเกินจนเมาด้วย มันไม่ได้ตั้งใจจะทำฉันหรอกว่ะ"

สควอโล่ช่วยพูดให้กำลังใจอีกฝ่าย ทว่าไม่ใช่เพื่อเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่เพื่อผู้เป็นนายของตนต่างหาก เพราะเขารู้ว่าซันซัสคงจะชอบมันอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้มันตามมาอยู่ที่ปราสาทนี้ด้วย ทั้งยังเดินไปไหนด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง หากวันนี้เด็กนี่เข้าใจมันผิด ไม่แน่บอสมันอาจจะกระวนกระวายใจ เช่นนั้นเขาจึงยอมช่วยอธิบาย เพื่อไม่ให้พวกมันสองคนผิดใจกัน

"จริงเหรอ แล้วนายไม่เป็นอะไรใช่ไหม..เรื่องเมื่อคืนนี้น่ะ"

"ช่างมันเถอะว่ะ ฉันจะกลับห้องฉันแล้ว แกจะไปไหนก็ไปเลยไป"

สควอโล่รีบบอกปัด เขารู้สึกอ่อนเพลียมากจนอยากพักผ่อนเต็มทน เมื่อได้อธิบายให้ไอ้เด็กนี่ฟังแล้ว เขาก็รู้สึกโล่งใจเรื่องเมื่อคืนไปเยอะ คงเหลือเพียงเรื่องเดียวที่กังวล คือวันต่อไปเขาจะเข้าหน้าซันซัสติดหรือไม่ มันจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เขาคาดเดาไว้หรือเปล่า

เหลือแค่เรื่องของซันซัสเท่านั้นที่เขายังคิดมากอยู่ ทว่าเมื่อเดินมาถึงห้องแล้ว เขาก็ตัดสินใจโยนความคิดเหล่านั้นทิ้งไปก่อน เมื่อจุดหมายปลายทางยามนี้คือการไปแช่น้ำในอ่าง สควอโล่เดินไปหยิบเสื้อตัวใหม่มาจากตู้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปทันที สิ่งแรกที่ทำคือเปิดน้ำจากฝักบัว ล้างคราบบริเวณซอกขาออกไปให้หมด คราบที่ตอกย้ำถึงความผิดพลาดเรื่องเมื่อคืนไม่จบสิ้น จากนั้นก็พยายามขัดรอยริ้วที่โดนขบกัด ก่อนที่เขาจะพบว่ารอยบ้านี่มันขัดไม่ออก สุดท้ายจึงต้องยอมทนอยู่กับมันไป 

แท้จริงควรอาบน้ำจากฝักบัวอย่างเดียวด้วยซ้ำ เพื่อที่จะได้รีบอาบแล้วรีบไปเข้านอน ทว่าใจเขามันกลับเรียกร้องอยากแช่น้ำอุ่นในอ่างมากกว่า อย่างที่รู้ว่าเขาชอบแช่น้ำมากเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ดังนั้นเขาก็ไม่รอช้าที่จะเปิดน้ำในอ่างทันที เมื่อหาสิ่งที่ทำให้ใจผ่อนคลายลงได้แล้วจะรออะไร

เมื่อน้ำในอ่างเกือบเต็มแล้ว สควอโล่ก็ก้าวพาขาสั่นๆของตัวเองลงไปข้างหนึ่ง ก่อนจะกัดฟันเข้าหากันแน่นเพราะความเย็นเยียบของน้ำ เขาสะเพร่าเองที่รีบจนลืมปรับอุณหภูมิของน้ำไปเสียสนิท

"ไอ้เวรเอ๊ย!"

เสียงสบถดังออกมาด้วยความหัวเสีย สควอโล่ถอนหายใจให้กับความขี้ลืมของตัวเอง ก่อนจะยกมือขึ้นตบกำแพงอย่างเจ็บใจ อยากรู้นักว่าเรื่องผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมันยังไม่พออีกหรือไง แม้แต่อุณหภูมิของน้ำก็ยังผิดพลาดไม่ได้ดั่งใจอีก!

สควอโล่เริ่มโมโห แต่หากต้องเปิดน้ำในอ่างใหม่อีกรอบ เขาเองก็ไม่อยากรอแล้วด้วย เช่นนั้นจึงยอมลงไปแช่น้ำเย็นยะเยือกอย่างอดกลั้น

ทว่าพอแช่ไปสักพักหนึ่ง ร่างกายก็เหมือนจะเริ่มปรับตัวได้ เขาไม่รู้สึกเย็นอีกต่อไป ความรู้สึกผ่อนคลายเริ่มคืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้า ในเวลาที่มีเรื่องหนักใจแบบนี้ การแช่น้ำถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเสมอ แต่หากไม่มีอาการเจ็บหน้าอกก็คงจะดีกว่านี้

เขาเคยถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดเพื่อใครบางคน โดยที่ไม่รู้ว่าใครคนนั้นต้องการให้เราอยู่หรือไม่

ในตอนนั้นมีความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา ย้ำเตือนให้เขาต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้จะเจอเรื่องราวโหดร้ายสักแค่ไหน เขาต้องรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับหมอนั่น...

 

'หึ โดนเทพกระบี่ตัดมือไปข้างหนึ่งแล้ว ยังจะทำอะไรได้อีก'

 

'เฮ้ย! ไอ้คุณชาย...ฉันเสียมือข้างนี้ไปเพื่อเป็นการเดิมพัน...เดิมพันว่าฉันจะเดินร่วมทางไปกับนายยังไงล่ะ!' 

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อแปดปีที่แล้ว หลังจากที่เขาเจอซันซัสได้ไม่ถึงเดือน ครั้งนั้นเขาให้คำมั่นว่าตัวเองจะเดินร่วมทางและติดตามหมอนั่นตลอดไป

และนี่คือคำตอบของการทนมีชีวิตอยู่ของเขา...

สควอโล่แค่นหัวเราะออกมาเล็กน้อยให้กับความทรงจำ ไม่นานศีรษะก็เอนชิดกับขอบอ่าง ความอ่อนเพลียกำลังกัดกินร่างกายเขาทีละนิด จนในที่สุดเขาก็ผลอยหลับไป...ยาวนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้

 

 

**************

เข้าสู่ห้วงหลับลึกไปนานหลายชั่วโมง สควอโล่รู้สึกตัวอีกทีก็โดนความเมื่อยล้ากัดกินร่างกายเข้าเสียแล้ว การแช่น้ำเย็นทำให้ผ่อนคลายจิตใจได้ก็จริง ทว่ากลับไม่ผ่อนคลายร่างกายเลยแม้แต่นิด ส่วนหนึ่งเพราะแช่น้ำนานเกินไป มัวแต่นอนโง่อยู่จนทำให้ตัวเองป่วยเสียได้

สควอโล่นึกด่าตัวเองในใจ สาเหตุที่ไม่อยากป่วยวันนี้ เพราะตอนเย็นเขาดันมีประลองดาบกับบุคคลปริศนา...และเขาจะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด

คิดได้ดังนั้นสควอโล่จึงรีบลุกขึ้นมาเช็ดกายและเส้นผมให้แห้ง ก่อนจะแต่งกายในชุดเครื่องแบบให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจึงเดินออกจากห้องน้ำมาดูนาฬิกา เขาพบว่าตอนนี้มันบ่ายสามโมงแล้วเข้าไปแล้ว จำได้ว่าตัวเองเดินเข้าห้องน้ำไปตั้งแต่ช่วงรุ่งสาง ทว่ากลับเพิ่งออกมาในตอนนี้ เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองหลับหรือสลบไปกันแน่ โชคร้ายที่วันนี้ไม่มีพวกวาเรียมาเคาะประตูปลุกสักคน คงเพราะไม่มีภารกิจใดต้องทำกัน จึงไม่มีใครมาสนใจ

สควอโล่รีบติดดาบบนมือกล ก่อนจะออกจากห้องแล้วเดินลงบันไดไปด้านล่าง เตรียมพร้อมสำหรับการออกไปสถานที่นัดประลองดาบ มันอยู่ที่ในถ้ำบริเวณป่าไม่ไกลจากปราสาทวาเรีย สถานที่จัดว่าค่อนข้างลึกลับ แต่นั่นถือว่าท้าทายสำหรับเขา

รอยยิ้มผุดขึ้นบนมุมปากสีซีดของฉลามหนุ่ม ยามที่คิดว่าจะได้รับชัยชนะกลับมา เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างแล้ว เขาก็พบกับพวกวาเรียที่กำลังนั่งสุมหัวเล่นการพนันอะไรสักอย่าง ดูจากไพ่ที่กองอยู่เต็มโต๊ะไปหมด 

"สควอโล่! แกใส่ชุดเครื่องแบบจะไปไหนฮ้าา วันนี้ไม่มีงานนี่นาาา" 

คราแรกสควอโล่จะทำเป็นไม่สนใจกลุ่มเพื่อนร่วมงานตัวเอง เกือบจะเดินไปถึงประตูทางออกแล้ว ทว่าลุซซูเรียดันทักขึ้นมาเสียก่อน สุดท้ายจึงต้องหันกลับมาตอบ

"หึ มีคนมาท้าประลองดาบ วันนี้ให้จะไปสับไอ้พวกที่มันกล้าท้าฉันให้ยับ!"

“น่ากลัวจัง ชิชิชิ”

พวกวาเรียละความสนใจจากไพ่ไปชั่วขณะ เมื่อเห็นรอยแดงตามลำคอที่โผล่พ้นคอจากเสื้อของอีกฝ่าย ทุกคนรู้สึกแปลกใจเพราะรู้ดีว่ามันเกิดจากอะไร ที่สงสัยคือใครเป็นคนทำมากกว่า แต่ตัวเลือกก็มีไม่เยอะ ซึ่งเดาได้ไม่ยากนัก ทุกคนล้วนอยากรู้จากปากของสควอโล่เอง ทว่ามันจะมีใครกล้าถาม นอกจากเจ้าตัวจะไม่ยอมบอกแล้ว อาจได้รับแรงจากฝ่าเท้าเป็นของแถมกลับมาด้วย สุดท้ายจึงต้องปัดความสนใจเรื่องนั้นออกไปก่อน เมื่อมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสงสัยไม่แพ้กัน

"หน้าแกซีดเหมือนไก่ต้มอีกแล้วนะยะ ไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย ถ้าป่วยแล้วยังฝืนไปเดี๋ยวก็ตายเอาหรอกน้าา" ลุซซูเรียเตือนด้วยความหวังดี

"ฉันไม่อยากเสียเงินค่าทำศพให้แกหรอกนะ เปลืองชะมัด" มาม่อนพูดเสริมอีกคนขณะที่เริ่มดูไพ่ในมือ

"ไอ้พวกเวร!! มาแช่งฉันทำไมวะ" สควอโล่แผดเสียงร้องลั่นด้วยความไม่พอใจ "ฉันไม่มีวันแพ้ให้พวกกระจอกหรอกโว้ยยย จำใส่กระโหลกพวกแกเอาไว้ซะ!!"

ตะโกนใส่พวกพ้องเสร็จ ฉลามหนุ่มก็รีบปลีกตัวออกมานอกประตูทันที เขาจำเป็นต้องไปตามนัดของบุคคลปริศนาผู้นั้น ถึงแม้ว่าร่างกายจะป่วยและอ่อนเพลียแค่ไหนก็ตาม สาเหตุที่ต้องไปไม่ใช่แค่การรักษาศักดิ์ศรีของนักดาบ แต่เขายังต้องการรู้จักบุคคลปริศนาในจดหมายนั้นด้วย เป็นจดหมายที่ลูกน้องระดับล่างนำจากคนผู้นั้นมาส่งมอบให้เขา ข้อความในจดหมายมันเขียนเอาไว้ว่า....

 

 

มาเจอฉันในถ้ำตรงป่าฝั่งตะวันตกใกล้ปราสาทวาเรียของแก

ในวันที่ X เดือน XX เวลาห้าโมงเย็น

มาประลองดาบให้ตายกันไปข้าง

ฉันอยากรู้นักว่าแกจะเก่งสมชื่อเทพแห่งดาบจริงหรือไม่

ถ้าแกไม่ยอมมาฉันจะถือว่าแกกลัวฉัน...และไร้ความสามารถ

 

        จาก

        อนาคตของวาเรีย

 

 

สควอโล่ไม่ได้กลัวว่าคนผู้นั้นจะคิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ มีหลายคนใช้เหตุผลนี้มาท้าประลองดาบกับเขา ด้วยกลัวว่าเขาจะไม่ยอมมาตามนัด แท้จริงแล้วหากเขาว่างก็จะยอมไปตามที่พวกมันร้องขอ แต่หากไม่ก็จะทำเป็นเมินเฉยไม่สนใจ ครั้งนี้เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ควรออกไป ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยนัก แต่ทว่าที่เขาตัดสินใจไปนั้น เพราะเขาต้องการเจอไอ้คนที่มันเขียนจดหมายนี้ขึ้นมา...

ใครคืออนาคตของวาเรีย?

นี่คือสิ่งที่สควอโล่อยากรู้ที่สุด คนเขียนต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ มันดูมีอะไรบางอย่างแอบแฝง

"กล้าท้าฉันมา ฉันก็จะสนองให้แกได้ตายสมใจ" ฉลามหนุ่มเอ่ยเสียงเบาให้มีเพียงตนที่ได้ยิน

ให้มันรู้กันไปว่าตำแหน่งเทพดาบนี้ไม่ได้รับมาเพราะโชคเข้าข้างหรือสุ่มได้มา แล้วมันจะต้องเสียใจที่เขียนจดหมายท้าทายฉลามคลั่งคนนี้!

สควอโล่แสยะยิ้มขณะที่กำลังเดินไปยังประตูใหญ่ของปราสาท แต่ทว่าก่อนที่จะเดินไปถึงก็มีเรื่องให้ต้องแปลกใจ รอยยิ้มแสยะหุบลงกะทันหัน เมื่อสายตาของเขาดันเหลือบไปเห็นซาวาดะกำลังเดินถือกระเป๋าเดินทาง ก่อนจะขึ้นรถตู้ของทางวาเรียไป คล้ายกำลังจะออกไปอยู่ที่อื่น ทว่าในตอนนี้เขายังไม่มีเวลามาถามข้อสงสัยกับใคร ไว้กลับจากการประลองค่อยมาถามพวกวาเรียก็แล้วกัน...

“จะไปไหนของแกไอ้สวะ”

“บะ..บอส”

เมื่อได้ยินเสียงทุ้มอันแสนคุ้นเคยจากด้านหลัง สควอโล่สะดุ้งตกใจเล็กน้อย เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวกกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง เขาจึงต้องพยายามสลัดไล่ความคิดนั้นออกไป

ท่องไว้ว่าต้องทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงทำใจกล้าหันไปเผชิญหน้ากับร่างสูงโดยตรง ทว่าพอได้สบนัยน์ตาสีแดงที่จ้องมาอย่างกดดัน เขาก็ต้องหลุบสายตาของตัวเองลงโดยพลัน

"ฉันจะไปประลองดาบ แกมีอะไร" น้ำเสียงที่เอ่ยพยายามปรับให้เรียบนิ่งที่สุด ตรงข้ามกับใจที่เริ่มสั่นรัวเพราะเรื่องคืนก่อนยังตามหลอกหลอน สควอโล่อยากรู้นักว่าอีกฝ่ายยังคงตีหน้าพูดคุยเป็นปกติอยู่ได้อย่างไร ทำราวกับว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ประลองกับใคร" คิ้วของบอสแห่งวาเรียขมวดเข้าหากันทันที ร่างสูงเหมือนกำลังไม่พอใจกับท่าทีที่ผิดแปลกไปของอีกฝ่าย วันนี้สควอโล่พูดเสียงเบากว่าปกติ อีกทั้งยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา ท่าทางแบบนี้มันชวนให้ซันซัสเริ่มอารมณ์เสีย

"ฉันไม่รู้จักว่ะ" สควอโล่ตอบตามตรงแล้วจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาดูเวลา "เฮ้ย!! นี่มันก็ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ฉันไปก่อนนะโว้ยบอส"

ฉลามหนุ่มรีบวิ่งผลุนผลันออกไปทันที เมื่อเห็นว่าเวลาในโทรศัพท์ปาเข้าไปสี่โมงครึ่งแล้ว เขายังต้องเผื่อเวลาเดินทางอีก หากว่าเขาไปช้าแล้ว อนาคตของวาเรียผู้นั้นอาจไม่อยู่รอ อีกทั้งคงจะหาว่าเขาขี้ขลาดหรือกลัวมันอีก

ซันซัสเห็นอีกฝ่ายวิ่งออกไปก็ไม่ได้ร้องห้ามแต่อย่างใด เขาเดินกลับเข้าไปในตัวปราสาทโดยไม่หันกลับไปสนใจสควอโล่อีก ไม่ใช่ว่าดูไม่ออกว่ามันกำลังป่วย แต่เมื่อมันตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็ไม่รู้จะห้ามไปทำไม อยากดึงดันออกไปนักก็ช่วยเหลือตัวเอง ชีวิตของมันไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว ก็แค่เรื่องของลูกน้องสวะคนหนึ่ง...ไม่มีความจำเป็นต้องไปสนใจ

 

***************

ใกล้เขตแดนของปราสาทวาเรียมีป่าขนาดใหญ่อยู่ อาณาเขตของมันช่างกว้างขวาง หากไม่บอกตำแหน่งแน่ชัดก็คงจะหากันไม่เจอในเร็ววัน ทว่าสถานที่ในจดหมายของสควอโล่นั้นระบุเอาไว้ชัดเจน เมื่อถ้ำในป่าแห่งนี้มีเพียงหนึ่ง เช่นนั้นฉลามหนุ่มจึงสามารถมุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายได้อย่างรวดเร็ว 

ภายในถ้ำอันมืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากกองไฟที่ถูกจุดเอาไว้ตรงมุมหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ก่อกองไฟนี้ขึ้นมา จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่มันนัดเขามาที่นี่ เมื่อสองขาก้าวมาถึงบริเวณกองไฟนี้ เขาก็สอดสายตามองไปรอบถ้ำ ไม่นานประสาทสัมผัสที่หูก็เริ่มรับรู้ได้ถึงเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบา มันก้าวออกมาทางฝั่งขวาจากจุดที่เขายืน

ทันใดนั้นเองก็มีชายปริศนาชุดดำเดินออกมา ใบหน้าของอีกฝ่ายถูกปิดไว้ด้วยหน้ากากสีเดียวกันกับชุด มีเพียงดวงตาที่โผล่พ้นออกมาเพื่อใช้ในการมองเห็น รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนมุมปากของฉลามหนุ่มทันที เมื่อนึกได้ว่าชุดเครื่องแบบสีดำของชายผู้นี้เป็นของดิออตโต้แฟมิลี่ ถือว่ามันมาจากแฟมิลี่ที่ยิ่งใหญ่พอตัว

ทว่าแล้วอนาคตแห่งวาเรียที่เขียนในจดหมายนี่เกี่ยวอะไร

...หรือมันจงใจสร้างเรื่องหลอกเขา?

สควอโล่ยังคงสงสัยไม่หาย แต่ทว่าก็ยังจดจ่อกับการต่อสู้มากกว่าอยู่ดี เห็นทีว่าครั้งนี้คงสนุกขึ้นมาหน่อย เขาไม่ได้เจอคนกระจอกไร้ความสามารถอย่างที่คิด หากมันกล้าสร้างเรื่องหลอกเขาแบบนี้ก็อย่าหวังจะได้ตายดี เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างท้าทาย ต่อให้มีฝีมือมาจากแฟมิลี่ใหญ่แค่ไหน อย่างไรก็ไม่มีทางที่จะมาล้มเทพดาบอย่างเขาได้!

"โว้ยยย!! เข้ามาเลย!! มัวรออะไรอยู่วะ ฉันจะเชือดแกให้ขาดเป็นสามท่อนเลยจำเอาไว้!!"

ตะโกนออกไปพร้อมกระชับดาบมั่น สควอโล่ตั้งท่าเตรียมใช้กระกระบวนท่าสุดยอดของตัวเองเพื่อสังหารอีกฝ่าย

ไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด คนผู้นั้นเลือกที่จะวิ่งเข้าหาสควอโล่เมื่อได้รับคำท้า ต่างฝ่ายต่างฟาดฟันตอบโต้กันอย่างบ้าคลั่ง ท่วงท่าการฟันดาบของชายปริศนาผู้นั้น ดูคล้ายว่าจะเป็นผู้ชำนาญเพลงดาบสูงพอตัว ทั้งยังใช้กระบวนท่าของตัวเองเหมือนสควอโล่เสียด้วย ดังนั้นจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าคนผู้นั้นจะมาด้วยท่าไม้ตายไหน

การต่อสู้กินเวลาไปประมาณสี่ชั่วโมง สควอโล่ที่วิ่งอยู่นานก็เริ่มอ่อนเพลียลง ด้วยความที่พิษไข้เริ่มแสดงอาการ รวมถึงขาที่อ่อนแรงกว่าปกติจากเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน เช่นนั้นจึงมีครั้งหนึ่งที่พลาดท่าโดนฟันเข้าที่หน้าท้อง โลหิตหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย ทว่าสควอโล่ก็ยังคงไม่หมดแรง บาดแผลนี้เจ็บก็จริง...แต่มันยิ่งเป็นการจุดไฟให้ฉลามร้ายอย่างเขาบ้าคลั่งหนักกว่าเดิม!

เสียงดาบกระทบกันดังอยู่อีกพักใหญ่ สุดท้ายบุคคลปริศนาผู้นั้นก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับสควอโล่อยู่ดี ด้วยกระบวนท่าการฟันดาบที่ใช้ล้มเทพกระบี่คนเก่า ผสมไปกับกระบวนท่าใหม่ที่สควอโล่เพิ่งคิดค้นได้

"หึ ยังไงแกก็ไม่มีทางสู้ฉันได้หรอกว่ะ พวกเรามันคนละชั้นกันว้อยยย!!" ฉลามหนุ่มตะโกนออกไปอย่างสะใจพร้อมกับหอบหายใจถี่รัว เนื่องด้วยบาดแผลที่หน้าท้องเป็นเหตุ จึงทำให้เป็นเช่นนั้น

สควอโล่เอามือกุมแผลที่หน้าท้องของตัวเอง ก่อนจะเดินไปหาร่างที่ตนใช้ดาบฟันเข้าที่ขั้วหัวใจจนเสียชีวิต เขารีบร้อนพลั้งมือฆ่ามันเร็วไปหน่อย ลืมคิดไปว่ายังไม่ทันได้จับตัวมันมาถามไถ่เรื่องราว แต่อย่างน้อยเขาจะต้องเปิดดูหน้ามันก่อน เผื่อว่าจะเป็นคนที่เคยเห็น

แต่ทว่า...ในจังหวะที่ฉลามหนุ่มเตรียมจะถอดหน้ากากของอีกฝ่ายออกนั้น สิ่งแปลกประหลาดก็พลันเกิดขึ้นชั่วพริบตา ร่างที่นอนอนาถอยู่บนพื้นนั้น อยู่ดีๆก็จางหายไปต่อหน้าต่อตาราวกับเป็นภาพลวงตา!

ภาพลวงตาอย่างนั้นเหรอ?!!

สควอโล่เกิดข้อสงสัยในเหตุประหลาดนี้ เพราะอะไรเขาถึงมองไม่ออกตั้งแต่แรก ใครคือผู้ที่ใช้พลังมายาระดับสูงขนาดหลอกเขาได้กัน!

"ฝีมือแกสุดยอดจริงด้วยนี่...สควอโล่"

มีชายร่างโปร่งเดินออกมาจากทางด้านหลังของสควอโล่ ชายผู้มีเรือนผมสีเทา วงหน้าหวานในแบบผู้ชาย มีดวงตาสีดำมืด สันจมูกโด่ง ริมฝีปากของคนผู้นี้กำลังแย้มยิ้ม...แต่ไม่ใช่ยิ้มอย่างเป็นมิตรนัก

สควอโล่หันหลังไปมองผู้มาใหม่พร้อมอาการหัวเสีย เหตุเพราะก่อนหน้าเพิ่งพลาดท่าโดนหลอกมา มือเรียวกำเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บใจ ซึ่งหารู้ไม่ว่าท่าทางแบบนี้ ยิ่งทำให้ชายที่มองอยู่แค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช

"แกเป็นใครวะ!!"

บัดนี้สควอโล่เริ่มเชื่อมโยงความจริงบางอย่าง มีความเป็นไปได้สูงที่คนตรงหน้าคือผู้ที่ใช้ภาพลวงตาหลอกเขา แล้วมันเป็นใครถึงมีความสามารถถึงขั้นหลอกเขาได้เช่นนี้

คมดาบของฉลามคลั่งกำลังจ่อเข้าหาใบหน้าของผู้มาใหม่ สควอโล่ส่งสายตาอาฆาตพร้อมฆ่าฟันอีกฝ่ายให้ตายคาที่ ด้วยความแค้นเรื่องก่อนหน้าอันเต็มเปี่ยม แม้สภาพร่างกายในตอนนี้จะดูไม่ได้ สควอโล่ก็ยังยืนหยัดที่จะสู้ต่อไปเพื่อล้างแค้นอยู่ดี!

"ใจเย็นก่อนสิ ฉันแค่อยากดูฝีมือที่แท้จริงของรองบอสแห่งวาเรียก็เท่านั้น" คนพูดยิ้มเยือกเย็น สร้างความรำคาญใจให้แก่สควอโล่เป็นอย่างยิ่ง

"งั้นก็ดูไว้ซะว่าฉันเก่งแค่ไหนและแกไม่มีทางสู้ฉันได้ รีบเข้ามาจะได้รีบจบ!!"

"หึ ฉันไม่ได้จะมาฆ่านายสักหน่อย บอกแล้วว่าแค่อยากดูฝีมือ" 

"แล้วจะมาดูฝีมือฉันไปเพื่ออะไรวะ!! มัวแต่พล่ามอยู่นั่น น่ารำคาญ...อึก" การพูดมากเหมือนจะทำให้บาดแผลที่ท้องเจ็บหนักขึ้น สควอโล่จึงส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แม้จะพยายามกลั้นไว้ก็ตาม

"เดี๋ยวแกก็รู้เองนั่นแหละ" ชายหนุ่มไล่มองมองสภาพของอีกฝ่ายพลางยิ้มออกมาอย่างเห็นใจ "...ขอโทษที่เล่นแรงไปหน่อยจนแกได้แผลก็แล้วกัน"

"นี่แก..." ฉลามหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคียดแค้น ความรู้สึกอยากฆ่าคนยังคงพลุกพล่านอยู่เต็มอก ทว่าสภาพร่างกายในตอนนี้ก็ยากที่จะสู้อย่างบ้าคลั่งเช่นเดิม

"สภาพแบบนี้รีบกลับไปรักษาเถอะ ไว้เจอกันใหม่เร็วๆนี้แล้วกัน ฉันไปล่ะ"

"พูดอะไรของแกวะ!!" 

สควอโล่เริ่มทนไม่ไหวจึงฝืนวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่าย หวังฟาดฟันให้ตายคาที่ ทว่าเมื่อฟันเข้าไปยังร่างกายของคนผู้นั้น ดาบกลับฟันเข้าหาความว่างเปล่าแทน เพราะเจ้าของร่างได้จางหายไปทันทีเหลือเพียงอากาศ คล้ายว่าที่เห็นก่อนหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา!

"ไอ้เวร..อึก..ฝากไว้ก่อนเถอะว่ะ" สควอโล่อยากจะตะโกนออกมาดังๆ ถ้าหากไม่ติดว่าเจ็บแผลอยู่ เขาเสียเวลาออกมาแล้วแต่กลับกำจัดมันไม่ได้ ทั้งยังได้บาดแผลกลับไปอีก

บ้าชะมัด!!!

ฉลามหนุ่มนึกโทษตัวเองในใจ ก่อนจะเดินฝ่าดงป่ากลับปราสาทอย่างเชื่องช้า เขายกมือกุมบาดแผลที่เลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุดเสียที ทว่าเดินไปได้ไม่นาน เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสายฝนเริ่มตกระห่ำลงมาจากท้องฟ้าอันมืดมิด ราวกับต้องการกลั่นแกล้งให้เขาอดทนกับอาการเจ็บแผลที่เป็นอยู่นี้ ซึ่งมันจะยิ่งเจ็บและแสบมากขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อโดนน้ำ

รอยยิ้มผุดขึ้นมาที่มุมปากของฉลามหนุ่มอีกครา เยาะเย้ยให้กับสภาพที่ตนกำลังเผชิญ เมื่อท้องนภามืดมิดชอบกลั่นแกล้งเขาเสมอ...

สควอโล่ใช้เล็บจิกเข้าไปในผิวหนังบริเวณที่ไร้บาดแผลเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บ การมองเห็นของเขาเริ่มพร่าเลือน ไม่รุ้ว่าเพราะอาการเจ็บป่วยหรือเพราะสายฝนบดบังทิศทาง แต่ยังมีโชคดีอยู่บ้างที่ตอนนี้เขาเดินเข้ามายังประตูใหญ่ของปราสาทแล้ว ผู้คุมประตูคงจะตกตะลึงกับสภาพของเขากันน่าดู แต่ถึงอย่างนั้นก็คงไม่มีใครกล้าเปิดปากพูดอะไร เพราะคงไม่อยากโดนเสียงแปดหลอดของเขาตะโกนด่า

"อึก"

ทว่ายังไม่ทันเดินเข้าไปในตัวปราสาท สควอโล่ก็เหมือนจะฝืนตัวเองต่อไปไม่ไหวเสียแล้ว ทั้งร่างกายที่อ่อนเรี่ยวแรงเพราะพิษไข้ มันยิ่งกำเริบหนักมากขึ้นจากการตากฝน ไหนจะบาดแผลที่ชุ่มเลือดจนมือที่กุมอยู่มีสีแดงฉาน สุดท้ายฉลามหนุ่มจึงหลบมาทรุดตัวลงนั่งพิงต้นใหญ่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเข้าตัวปราสาท

ขอนอนหลับตรงนี้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวตื่นมาก็คงมีแรงเดินเข้าไปเองแหละวะ

นี่คือสิ่งที่สควอโล่คิดก่อนที่สติจะดับวูบไป วงหน้างามบัดนี้ซีดเซียว ริมฝีปากแทบไร้สีของเลือด ร่างกายสั่นเทสเล็กน้อยเพราะความหนาวเย็นของน้ำ ขณะนี้สายฝนก็ยังคงตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะเบาลงกว่าเดิมบ้างก็ตามที อย่างไรก็ยังไม่ปรานีผู้เจ็บเท่าใดนัก...

ทว่าไม่นานประตูทางเข้าตัวปราสาทก็ถูกเปิดออก...

ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ เมื่อผู้ที่เดินออกมาในเวลานี้คือบอสแห่งวาเรียจอมหยิ่งผยอง ชายหนุ่มมุ่งหน้าเดินฝ่าฝนออกมาหาร่างบางที่กำลังนั่งหมดสติข้างต้นไม้ใหญ่ สายตาที่ทอดมองอีกฝ่ายช่างเรียบนิ่ง ยากที่จะบอกว่ามันเจือความรู้สึกอื่นไว้ด้วยหรือไม่...

"กระจอกจริงๆ แค่นี้แกก็เสียท่าแล้วรึไง"

คำพูดเหน็บแนมถูกกล่าวออกมาจากปากของร่างสูงผู้กำลังมีท่าทีหงุดหงิด ยิ่งมองไปยังบาดแผลชุ่มโลหิตของอีกฝ่ายที่พาให้มือที่กุมอยู่มีสีแดงฉาน มันก็ยิ่งพาให้ซันซัสรู้สึกหัวเสียมากขึ้น ยามที่อุ้มร่างของสควอโล่ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนนั้น ใบหน้างามค่อยๆเอนซบเข้ามาหาลำคอแกร่ง ซันซัสสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่ออกมาจากผิวหน้าและลมหายใจที่เป่ารด แม้แต่น้ำจากสายฝนที่เย็นฉ่ำยังกลบความร้อนนี้ไม่ได้ เป็นผลให้ร่างสูงต้องขมวดคิ้วยุ่งด้วยความรำคาญใจ

"หึ ป่วยแล้วยังแส่หาเรื่องออกไป เกือบตายกลับมาแบบนี้มันก็สมควรแล้ว!" เสียงทุ้มตะโกนใส่คนในอ้อมแขนอย่างโกรธจัด เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีลูกน้องที่โง่เง่าอย่างมัน!

บอสแห่งวาเรียเดินมาจนถึงหน้าห้องนอนของตัวเอง เขาลังเลเล็กน้อยว่าควรพาสควอโล่ไปนอนห้องของใครดี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพาเข้ามาในห้องของตัวเองในที่สุด โดยที่ยังหาเหตุผลไม่ได้เหมือนกันว่าจะพามันมาเพิ่มภาระให้ตัวเองทำไม...

เมื่อนำตัวของคนเจ็บมาวางลงบนเตียงกว้างแล้ว ซันซัสมองเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร ดังนั้นจึงต้องโทรเรียกลุซซูเรียให้ออกมาจัดการ เพราะคนผู้นั้นเป็นคนเดียวที่ช่วยเหลือเรื่องยิบย่อยพวกนี้ได้

เวลาผ่านไปไม่นาน ลุซซูเรียก็รีบวิ่งมายังห้องของเจ้านายพร้อมกับอุปกรณ์ทำแผล ด้วยความที่วิ่งมาอย่างเร็วจึงเหนื่อยหอบ เหตุเพราะกลัวว่าถ้ามาช้าแล้วบอสจะอาละวาดเอา ทว่าเมื่อลุซซูเรียเดินเข้ามาเห็นสภาพของสควอโล่ อาการเหนื่อยหอยก็แทบหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อความตกใจถาโถมเข้ามาแทนที่

"ตายแล้วววว!! สควอโล่ทำไมสภาพดูไม่ได้เลยล่ะเนี้ยยย" แม่บ้านแห่งวาเรียอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว เมื่อเห็นเสื้อที่ชุ่มไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงฉาน อีกทั้งผู้เจ็บยังนอนหมดสติไม่รู้เรื่องรู้ราว

ลุซซูเรียรีบเดินเข้ามาดูอาการสควอโล่ที่หมดสติอย่างใกล้ชิดทันที เมื่อมองในระยะใกล้สภาพของสควอโล่ก็ยิ่งดูน่าเป็นห่วง พลางคิดในใจคนเดียวว่าบอสก็คงเป็นห่วงเช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่เดินฝ่าฝนออกไปรับด้านนอก ทั้งยังอุ้มขึ้นมานอนห้องตัวเอง รวมถึงยังรู้เวลากลับปราสาทของสควอโล่อีกด้วย ราวกับว่าแอบมองอยู่อย่างไรอย่างนั้น...

ลุซซูเรียคิดแล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มคนเดียว แม้ขณะนี้บอสจะทำเป็นไม่สนใจและเดินเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แต่ก็ใช่ว่าจะดูไม่ออกว่าเป็นห่วง ทว่าผ่านไปชั่วครู่ลุซซูเรียก็ต้องรีบหุบยิ้ม เมื่อเห็นว่าบอสของตนได้ออกมาจากห้องน้ำแล้ว 

"บอสค้า เอ่อ...เจ้ขอถอดเสื้อสควอโล่น้า" ตอนแรกจะถอดเลยแต่ก็เกรงว่าบอสจะว่าเอา 

"...จะทำอะไรก็ทำ"

ซันซัสลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนให้คำตอบ น่าแปลกที่ไม่สามารถโพล่งคำตอบออกไปได้ในทันที เขาพยายามปัดความคิดที่เหมือนจะเรียกว่าอาการหวงทิ้งไป มันแปลกเกินไปที่เขาคิดแบบนี้กับไอ้ฉลามนี่ ดังนั้นเขาควรพาตัวเองไปนั่งรอตรงเก้าอี้แล้วงีบหลับคงจะดีกว่า

ยามที่ถอดเสื้อของสควอโล่ออก ลุซซูเรียพบรอยริ้วสีแดงจำนวนมาก แม้ใจจะอยากหวีดร้องเพียงใดแต่ก็ต้องเก็บอาการ ไม่นานเจ้าตัวก็ปัดความคิดอกุศลนั้นทิ้งไป เมื่อควรให้ความสนใจกับการรักษาตัวอีกฝ่ายก่อน ลุซซูเรียเริ่มรักษาแผลลึกตรงหน้าท้องเป็นอันดับแรก พร้อมความรู้สึกประหลาดใจที่ก่อตัวขึ้น ปกติเพื่อนของตนจะไม่เสียท่าศัตรูจนบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ แต่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะร่างกายที่กำลังเจ็บป่วย ดูจากใบหน้าที่ซีดเซียวตั้งแต่เมื่อเย็นจนกระทั่งตอนนี้ ไหนจะฝนที่ดันมาตกไม่รู้จักเวล่ำเวลาคงทำให้อีกฝ่ายยิ่งอาการทรุดหนัก

ไม่นานลุซซูเรียก็จัดการทำความสะอาดและพันแผลให้สควอโล่จนเรียบร้อยดี จากนั้นก็เดินไปนำผ้าชุบน้ำจากข้างนอกห้องมาเช็ดตามลำตัวของสควอโล่ รวมถึงเช็ดเส้นผมสีเงินยาวที่ชุ่มน้ำให้กลับมาแห้งเป็นปกติอีกครั้ง

"เอ แล้วตรงกางเกงนี่ทำไงดีน้า"

ลุซซูเรียพูดอย่างขำขันไม่ได้จริงจัง แต่คนที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลับคิดมากและรีบลุกพรวดเดินเข้ามาหาตนอย่างรวดเร็ว จนลุซซูเรียที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงถึงกับผวา ร่างเสียหลักร่วงลงไปนั่งกองกับพื้นโดยฉับพลัน

"ไอ้สวะ แกออกไปได้แล้ว"

"บอสคือ...เหลือป้อนยาสควอโล่อีก...เอ่อไป...ไปเลยก็ได้ค่าา"

ลุซซูเรียพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก เมื่อสายตาของร่างสูงที่จ้องมองมาแผ่แรงกดดันอย่างมหาศาล เขาจึงต้องรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องรีบเก็บอุปกรณ์ทำแผลด้วยเช่นกัน ไม่นานลุซซูเรียก็วิ่งแจ้นออกไป โดยไม่ลืมที่จะทิ้งยาและน้ำดื่มไว้ตรงโต๊ะข้างเตียง...

เมื่อห้องเหลือกันเพียงแค่สองคน ร่างสูงจึงเดินมาหย่อนตัวลงนอนข้างคนเจ็บ สควอโล่อยู่ในสภาพที่ท่อนบนมีเพียงผ้าพันแผล ซันซัสพลิกตัวนอนตะแคงเพื่อมองคนข้างกาย ก่อนจะยิ้มร้ายออกมาเมื่อไล่มองไปตามรอยแดงที่ตนเป็นคนสร้าง ใจคิดไปถึงความสัมพันธ์ร้อนแรงเมื่อคืนก่อน ยากจะยอมรับว่าซันซัสเกิดติดใจร่างกายนี้เข้าไปแล้ว...ทั้งที่ตั้งใจแค่จะทำตามแผนการ

"บอส...หนาว"

น่าแปลกที่ฉลามหนุ่มไม่มีสติแต่ยังคงเรียกหาเจ้านายของตนได้อีก ราวกับสัมผัสได้ว่าซันซัสกำลังอยู่ใกล้ตัว ขณะที่มือเรียวค่อยๆเอื้อมมาจับชายเสื้อของซันซัสเอาไว้ พร้อมทั้งดึงเบาๆอย่างเรียกร้อง

ซันซัสขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดกับแรงดึงของอีกฝ่ายที่เบายิ่งกว่าแมว ทว่าร่างสูงยังใจดีเดินไปหยิบเสื้อเชิ้ทสีขาวของตัวเองมาจัดการสวมใส่ให้คนที่นอนอยู่ ด้วยความที่สควอโล่ตัวบางกว่าเจ้าของเสื้อ ทำให้เสื้อที่ใส่อยู่นั้นดูเป็นเสื้อตัวโคร่งกว่าปกติ

ตอนแรกซันซัสตั้งใจว่าจะนอนทันทีหลังจากจัดการสวมเสื้อให้อีกฝ่ายเสร็จ ทว่าเมื่อมือจับไปโดนกางเกงที่เปียกชื้นก็คิดว่าควรทำอย่างไรกับมันดี สุดท้ายจึงตัดสินใจดึงอาภรณ์ด้านล่างทุกชิ้นออกมาแล้วโยนทิ้งไว้ข้างเตียง ยังดีที่เสื้อยาวพอที่จะปิดส่วนนั้นไว้ได้บ้าง ดังนั้นซันซัสจึงไม่หากางเกงมาใส่ให้ด้วยความเกียจคร้านส่วนตัว ทำเพียงดึงผ้าห่มมาปิดช่วงขาไว้เท่านั้น

"ขอน้ำ" สควอโล่เอ่ยปากขออีกครั้งเพราะครั้งที่แล้วขอแล้วได้ดั่งใจ

ซันซัสถอยหายใจอย่างเบื่อหน่าย เมื่อตัวเองเริ่มตัดสินใจทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างไม่ปฏิเสธ แม้ใจจะเริ่มตั้งคำถามว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ถึงอย่างนั้นร่างสูงก็ยอมหย่อนกายลงนั่งเคียงข้างผู้ที่นอนหมดสติอยู่ พร้อมเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำที่ลุซซูเรียตั้งเอาไว้ขึ้นมาถือ เมื่อเหลือบไปเห็นเม็ดยาที่วางทิ้งไว้ข้างกันก็ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาด้วย โดยคิดเพียงแค่ว่าทำให้มันครบทุกอย่างจะได้จบไป

"ไอ้สวะ ลุกขึ้นมากินยา" 

บอสแห่งวาเรียสั่งพร้อมจ้องอย่างกดดันเร่งเร้าให้อีกฝ่ายรีบลุกขึ้นมา ทว่าสควอโล่กลับนอนไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีแม้แต่การตอบสนองใด

"อย่าชักช้าสิวะ เร็ว!!"

เมื่อออกคำสั่งเสียงกร้าวแล้วแต่สควอโล่ก็ยังคงนอนนิ่งเช่นเดิม ร่างสูงถอนหายใจอีกครั้งอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่สามารถลุกขึ้นมานั่งด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงต้องวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะก่อน จากนั้นก็ดึงตัวอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมานั่งพิงไหล่ตน เม็ดยาถูกดันเข้าไปในปากของสควอโล่เป็นลำดับต่อมา ก่อนที่ซันซัสยกแก้วน้ำขึ้นมาให้ดื่มเป็นอันปิดท้าย

"อยู่ๆฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ครั้งแรก จำเอาไว้ว่าแกมันตัวสร้างปัญหาให้ฉัน!" ซันซัสตวาดใส่คนเจ็บด้วยความไม่พอใจ เมื่อนี่คือครั้งแรกของชีวิตที่ต้องมาลำบากทำอะไรเพื่อใครแบบนี้

"แค่กๆๆ" สควอโล่หอบไอจนตัวโยนเพราะสำลักน้ำที่ดื่ม เนื่องเพราะน้ำถูกกรอกเข้าปากแบบไม่เว้นระยะให้ได้พัก เมื่อกลืนไม่ทันจึงทำให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้ ไม่นานก็เหมือนจะเริ่มได้สติขึ้นมาบ้าง...แม้เพียงแค่เล็กน้อยจนแทบจะไม่มีเลยก็ตามที

"แค่ดื่มน้ำยังสำลักอีกนะไอ้สวะ แกมันโง่!!"

ซันซัสกระแทกแก้วน้ำลงกับโต๊ะพร้อมจ้องอีกฝ่ายอย่างคาดโทษ เมื่อสควอโล่ไอจนหายเป็นปกติแล้วจึงหงายตัวลงไปนอนกับเตียงด้วยความเหน็ดเหนื่อย เปลือกตาของฉลามหนุ่มปรือขึ้นเล็กน้อย ทำให้เห็นภาพตรงหน้าอย่างเลือนราง คล้ายกับว่าเขากำลังเห็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต...ซันซัส

"ใช่บอสรึเปล่าวะ..."

ฉลามหนุ่มเอ่ยถามเสียงแผ่วเบาเพราะไม่แน่ใจว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่ ทว่าเมื่อก่อนหน้าเขานั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ด้านล่าง เช่นนั้นแล้วจะมาเจอกับอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน

คงจะฝันไป...ซึ่งเป็นฝันที่ดีไม่น้อย

คิดได้ดังนั้นเปลือกตาของฉลามหนุ่มก็ปิดลงอีกครั้ง ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะมาพรากสติไปอีกครา สควอโล่ไม่รอฟังคำตอบจากร่างสูงแต่อย่างใด รู้เพียงว่าตอนนี้ตัวเองกำล้งมีความสุขกับความฝันนี้ จึงไม่อยากคิดหรือพูดคุยอะไรกับใครอีกต่อไปแล้ว

"หึ ถามแล้วแกก็นอนหลับต่อเลยงั้นสิ"

บอสแห่งวาเรียตอบกลับอย่างหงุดหงิด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปนอนบนเตียงอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปซันซัสก็เริ่มถูกความง่วงเข้าครอบงำ เปลือกตาค่อยๆปิดลง ทว่ายังไม่ทันที่จะได้หลับลึก คนที่นอนอยู่ด้านข้างก็พลันขยับกายขึ้นมาขึ้นมาเสียก่อน เป็นผลให้ซันซัสต้องลืมตาตื่นแล้วหันข้างไปมอง เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรเป็นลำดับต่อมา

อาจเพราะความป่วยเลยทำให้เผลอตัว สควอโล่ค่อยๆตะแคงตัวไปทางฝั่งที่ซันซัสนอนอยู่ ก่อนจะคว้าแขนของอีกฝ่ายมากอดเอาไว้ เพราะกลิ่นกายอันคุ้นเคยบนแขนเสื้อทำให้สควอโล่เลือกซุกใบหน้าลงไปหา คล้ายว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยอย่างประหลาด

ร่างสูงเหล่มองคนข้างกายด้วยความรู้สึกที่สับสน เหตุใดตัวเองถึงไม่ผลักใบหน้านี้ให้ห่างออกไป ทั้งที่การกระทำนี้ควรจะทำให้ตนรำคาญใจ แต่น่าแปลกที่ขณะนี้มันไม่มีความรู้สึกนั้นเลยแม้แต่นิด ยามมองใบหน้าที่อยู่ห่างกันเพียงเอื้อม มองกลุ่มผมสีเงินที่ปรกหน้าผากมน รับรู้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดอยู่บนต้นแขน ใจมันก็เริ่มเต้นด้วยจังหวะที่แปลกไป

คำถามบางอย่างผุดเข้ามาในความคิด แท้จริงแล้วเขากำลังรู้สึกดีที่มันเป็นแบบนี้หรือไม่...

ผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง ยามที่สควอโล่พยายามซุกไซร้ใบหน้าเข้าหามากขึ้น คนที่ยังคงมองอยู่ก็ลอบยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไม่ทันรู้ตัว พลางนึกขำขันกับท่าทีของอีกฝ่ายที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน ใครจะไปคิดว่าฉลามร้ายแห่งวาเรียที่ใช้ดาบฟาดฟันศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ในตอนนี้จะกลายร่างเป็นเพียงฉลามน้อยที่เฝ้าหาความอบอุ่นจากนายของมัน...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #8 เซอร์ อัลบิโน่ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 22:55
    ยอดมาก J จะบ้าตาย อบอุ่นชะมัดเลยบอส!!
    #8
    0
  2. #7 namzbongz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 18:20

    ป๋าอบอุ่นเป็นเหมือนกันนะเนี่ย🥺
    ดูแลน้อนหลามแบบนี้ทุกตอนจะดีมาก
    #7
    0