[Fic KHR] Mirage Heart (XS)

ตอนที่ 21 : Chapter 20 อุปสรรคที่ผ่านพ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    23 ธ.ค. 63

เพราะอะไรรอบตัวของเขาถึงมีแต่ความมืด...

สควอโล่ถามตัวเองภายในใจ หลังจากที่หลับไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่ทราบได้ ความรู้สึกยามนี้เต็มไปด้วยความแปลกใจ เมื่อไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่แห่งหนไหน กำลังทำอะไร ตกลงที่นี่เป็นความฝันหรือเป็นความจริงที่กำลังเผชิญอยู่

...เพราะอะไรถึงเดินไปไหนไม่ได้และมองไม่เห็นอะไรเลย

รอบข้างของเขาตอนนี้ไม่มีสิ่งอื่นใด ไม่มีแสงสว่างใด

ไม่มี...แม้แต่ตัวตนของตัวเอง

ความมืดมนเท่านั้นที่ครอบคลุมทุกอาณาเขตแห่งนี้ กายเนื้อของเขาอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ เพราะตอนนี้เขาสัมผัสได้เพียงแค่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง คล้ายกับว่านี่เป็นเพียงแค่จิตวิญญาณเท่านั้น เป็นดวงจิตที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ดั่งใจต้องการ ทำได้เพียงแค่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มองบรรยากาศรอบกายที่มีแต่ความว่างเปล่า...วังเวง

นี่มันหมายความว่าอะไรวะ

ก่อนหน้าเขาจำได้ดีว่าตัวเองลืมตาขึ้นมาเจอหน้าซันซัสอีกครั้งหนึ่ง อยู่ในสถานที่ที่โอบล้อมไปด้วยเพลิงไฟ ได้มีโอกาสพูดคุยกับมัน ทั้งยังได้นอนอยู่ในอ้อมแขนของมันด้วย ราวกับความฝัน...

เพราะสควอโล่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับสัมผัสทางกายนี้มานาน หลังจากที่ความตายได้มาพรากสติไปในครั้งนั้น ครั้งที่ซันซัสตายไปต่อหน้าต่อตา...

แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ทั้งที่เขาควรจะตื่นมาจากการหลับใหล และอยู่ในโลกใบใหม่กับซันซัสเพียงสองคนไม่ใช่หรือไง อีกอย่างมันรับปากแล้วว่าถ้าตื่นมาอีกครั้งแล้วเราจะเจอหนัากัน

แต่ว่านี่เขาก็รู้สึกว่าตัวเองตื่นแล้ว แล้วเพราะอะไรถึงไม่เจอมันเล่า!

ตอนนี้กายเนื้อหายไป...หรือแท้จริงแล้วเหตุการณ์และความรู้สึกก่อนหน้าเป็นเพียงความฝันจริงๆ วะ

ความฝันที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย...

อาจเป็นอย่างนั้นก็เป็นไปได้ เพราะมันจะเป็นไปได้หรือไงที่ซันซัสจะปฏิบัติกับเขาอย่างห่วงใยกันแบบนั้น ทั้งโอบกอดแนบชิด ทั้งยังลูบศีรษะเพื่อกล่อมให้นอนหลับไปอีก คนที่เอาแต่ลั่นวาจาผลักไสอย่างมันจะมาทำอะไรแบบนี้ทำไมกัน

บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าคงเป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากเบื้องลึกของจิตใจ คนๆ นั้นอาจไม่ใช่บอสตัวจริง แต่อาจเป็นบอสในแบบที่เขาต้องการให้เป็น เพราะมันคือสิ่งที่เขาคาดหวังจะได้รับจากมันมาตลอด...

แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสอยู่ในความฝันนั้นให้นานกว่านี้ เขาคงจะรีบหลับเกินไปหน่อย เลยไม่มีโอกาสได้อยู่กับหมอนั่นอีกแล้ว

สุดท้ายก็พลันคิดได้..ว่าเขาไม่น่าฟังคำสั่งที่มันบังคับให้ทำ!

ทำไมฉันต้องหลับไปตามที่แกบอกด้วยวะ!!

หากตอนนี้มีกายเนื้อ สควอโล่ก็คงจะยกมือขึ้นทุบหรือยกขาเตะอะไรบางอย่างด้วยความเจ็บใจ ทว่าตอนนี้มีเพียงดวงจิต มันจึงมีแต่ความอัดอั้นที่ปลดปล่อยออกไปไม่ได้

ในเมื่อมันไร้หนทางเลือกแล้วจะให้ทำอย่างไร สควอโล่ได้แต่พยายามคุมจิตใจให้เย็นลง พลางสอดส่องไปโดยรอบเท่าที่ตัวเองจะมองเห็นได้แม้มันจะมีแต่ความมืดก็ตาม และไม่นานก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจ...

แล้วตอนนี้บอสไปอยู่ที่ไหนของมันนะ

ในเมื่อซันซัสเองก็ไม่มีชีวิตรอดจากเหตุการณ์ถูกตามฆ่าในป่าเหมือนกับเขา ทั้งยังตายไปก่อนหน้าเขาเสียอีก แบบนี้แปลว่ามันก็กำลังรู้สึกเหมือนที่เขารู้สึกใช่ไหม นั่นคือทำได้เพียงคิดถึงสิ่งต่างๆ มากมายในหัว แต่ว่าไม่มีร่างกายให้จับต้อง ไม่มีสถานที่ให้ไปไหน บางทีนี่ดูเหมือนจะเป็นโลกแห่งความตายอย่างแท้จริง สุดท้ายแล้วคนเราคงเหลือเพียงแค่จิตวิญญาณ

แต่...แม้จะเหลือแค่ดวงจิต ถึงยังไงเขาก็ยังอยากเจอหน้ามันอีกอยู่ดี และไม่ได้อยากเจอแค่ครั้งเดียวด้วย แต่อยากเจอตลอดไป

อึ่กกกก!!

สิ้นสุดความคิดอันแสนโหยหานั้น ก็เหมือนว่าดวงวิญญาณจะถูกบางอย่างกระชากลงมาพาให้รู้สึกตกใจ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นฉับพลันจนพาให้การมองเห็นมึนเบลอไปชั่วขณะ อีกทั้งมันยังเจ็บหน่วงอย่างบอกไม่ถูก

แต่ทว่า..ไม่นานสควอโล่ก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ต่างออกไปจากความมืด มันอยู่ห่างไกลออกไป และมันก็ค่อยๆ เขยิบเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ เหมือนให้ความหวัง และในยามที่มันเข้ามาใกล้ขึ้น เขาถึงได้เห็นว่าสิ่งนั้นมีรูปร่าง มันคล้ายกับมนุษย์ผู้ชายที่มีรูปร่างกำยำและสูงโปร่ง...

!!!!

ดวงจิตของสควอโล่กำลังตื่นตระหนก เมื่อในที่สุดก็เพ่งเห็นว่าผู้ที่กำลังเดินเข้ามาเป็นใคร!

 

'บอส!! '

 

'ซันซัส!! '

 

ทว่าแม้สควอโล่จะพยายามเรียกหาอีกฝ่ายมากแค่ไหน พยายามตะเบ็งเสียงออกไปมากเท่าไหร่ ก็ทำได้เพียงแต่ตะโกนอยู่ในห้วงความคิด เสียงนั้นดังก้องแค่ภายในใจมิอาจมีใครได้ยิน เมื่อไร้ซึ่งกายาย่อมไม่อาจเอ่ยเสียงใดออกมาได้ ยามนี้มีเพียงดวงจิตเท่านั้นที่ตอบสนอง ดังนั้นจึงไม่อาจทำอะไรได้นอกจากคิดและคำนึงถึงผู้ที่กำลังเดินเข้ามาหา

'ฉันต้องทำยังไงวะบอส ต้องทำยังไงถึงจะได้พูดกับแก'

สควอโล่พยายามจะบอกอีกฝ่ายแม้ทำได้เพียงนึกอยู่ภายในใจ หากตอนนี้สามารถส่งสายตาออกไปได้ มันก็คงจะเต็มไปด้วยความโหยหา

"ไอ้ฉลามสวะ"

อะไรกัน...หมายความว่าอะไร

ทำไมซันซัสถึงมองเห็นเขาที่ไม่มีร่างกายได้ แต่ที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมาก คือซันซัสกลับมีร่างกายทั้งที่ตายไปแล้วเหมือนกับเขา แล้วเพราะอะไรจึงมีเพียงเขาคนเดียวที่หลงเหลือแต่ดวงจิตแบบนี้กัน!!

"แกมัวแต่ฝันบ้าอะไรอยู่ไม่ทราบ"

'พูดบ้าอะไรของแกวะบอส นี่จะเป็นความฝันไปได้ยังไง’

ฉลามหนุ่มตอบกลับเจ้านายตัวเองภายในใจ ตกลงแล้วนี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่ ในเมื่อเขารู้สึกได้ว่าความรู้สึกตอนนี้คล้ายว่าเกิดขึ้นจริง แต่หากนี่เป็นความฝัน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าล่ะเป็นความจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นความฝันทั้งคู่

ขณะนี้สควอโล่กำลังสับสนกับความคิดของตัวเองอย่างหนัก สรุปแล้วเหตุการณ์ตอนนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่ ตอนนี้สิ่งที่เขารู้มามันมีอะไรจริงบ้าง...

"เรื่องนี้แกฝัน แต่เรื่องก่อนหน้าแกไม่ได้ฝัน เลิกเพ้อเจ้อได้แล้วไอ้สวะ!! "

ซันซัสตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด ราวกับอ่านความคิดทางจิตใจได้ ยิ่งเป็นเหตุให้สควอโล่เกิดความสับสน และพยายามขบคิดเชื่อมโยงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

แต่ทว่า..เหมือนผู้ที่ยืนมองอย่างกดดันอยู่จะไม่ปล่อยให้สควอโล่ได้คิดนาน!

"รีบตื่นขึ้นมาซะที ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน! "

ปัง!!!

'เฮ้ยยยยยยย!! '

สควอโล่สะดุ้งทันทีที่ซันซัสหยิบปืนคู่กายขึ้นมายิงดวงจิตของตน

แต่ทันใดนั้นเอง..แสงสว่างก็ค่อยๆ เล็ดรอดผ่านเข้ามายามที่เปลือกตาเปิดออก ทว่าขณะที่สควอโล่ยังไม่ทันหายจากอาการตกใจจากเสียงปืน ก็มีเรื่องให้ต้องแปลกใจเพิ่มขึ้นอีกแล้ว เพราะตอนนี้..เขารู้สึกได้ว่าตัวเองกลับมามีร่างกายอีกครั้ง ไม่ใช่แค่จิตวิญญาณเหมือนครั้งเก่า

"ไอ้ฉลามสวะ ตื่นขึ้นมาได้ซะทีนะ"

เสียงทุ้มคุ้นหูดังในโสตชัดเจนมากยิ่งขึ้น สร้างความประหลาดใจให้สควอโล่ไม่น้อย ภาพที่เขาเห็นตอนนี้ค่อนข้างพร่าเลือน อาจเป็นเพราะระยะเวลานอนหลับที่นานทำให้การมองเห็นค่อยๆ ปรับตัว และในที่สุดมันก็กลับมามองเห็นชัดเหมือนเดิม

สิ่งแรกที่อยู่ในสายตาคือเพดานห้องกว้างที่ประดับด้วยโคมไฟสุดหรู เขาคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี เพราะห้องที่เขาอยู่ตอนนี้คือห้องของซันซัส น่าแปลกที่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีก นึกว่าจะต้องอยู่ในสถานที่ที่ร้อนอย่างกับอยู่ในเปลวเพลิงเหมือนเมื่อก่อนหน้า หรือว่า...พอตายแล้วจะสามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจ

"มัวมองอะไรของแกอยู่! "

"บะ..บอส!! "

เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นว่าผู้ที่นอนตะแคงเอามือท้าวคางมองตนอยู่เป็นใคร สควอโล่ก็ส่งเสียงเรียกออกมาอย่างตกใจ พร้อมกับร่างกายที่พยายามเขยิบห่างโดยอัตโนมัติ ทว่าด้วยความที่ยังไม่หายจากอาการเจ็บป่วยดีเต็มร้อย จึงทำให้ขยับตัวได้อย่างเชื่องช้าและยากลำบาก อีกทั้งยังปวดบาดแผลตรงศีรษะที่เกิดจากการถูกของแข็งทุบลงมา ทำให้สควอโล่ต้องยกมือขึ้นกุมผ้าพันแผลที่พันรอบศีรษะตนไว้อย่างฉับพลัน

"จะไปไหนไอ้สวะ นอนอยู่นิ่งๆ ซะ"

ซันซัสว่าพร้อมนำมือไปกดร่างของสควอโล่ให้นอนอยู่กับที่ดังเดิม ทั้งยังเขยิบกายของตนเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น ราวกับรู้ว่ามีคนพยายามหลีกหนี สควอโล่ชะงักไปเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ยอมนอนนิ่งแต่โดยดี เหตุเพราะไม่เหลือเรี่ยวแรงมาต่อต้านมากนัก ก่อนเริ่มสอดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง แล้วจึงเอ่ยถามสิ่งที่คาใจ

"บอส...เรายังกลับมาปราสาทวาเรียในโลกหลังความตายได้อีกเหรอวะ"

สิ่งที่สควอโล่ได้ถามออกมาส่งผลให้ซันซัสขมวดคิ้วยุ่งทันที ทว่าก็เข้าใจอีกฝ่ายเพราะก่อนหน้าตนดันไปยอมรับว่าเราสองคนได้ตายไปแล้ว และยังยอมรับเรื่องโลกหน้าอะไรนั่นอีกด้วย

เหตุที่ต้องยอมรับไปแบบนั้น เพราะไม่คิดมาก่อนว่าเขากับมันจะสามารถออกมาจากกองเพลิงนั้นได้ ตอนแรกคิดว่าสุดท้ายแล้ว..เขากับมันจะต้องตายสถานเดียว แต่ว่ามันก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง เพราะวันนั้นลุซซูเรียรีบจับสัญญาณตามรถเขามาทันทีที่รู้เรื่อง และยังบอกให้ลูกน้องที่เหลือตามมายังปราสาทดิอ๊อตโต้นั่นด้วย แต่พวกมันไม่คาดคิดว่ามาถึงแล้วจะเจอไฟไหม้ปราสาท จึงรีบโทรเรียกนักดับเพลิงจากหลายบริษัทมาทำการพ่นน้ำดับไฟได้ทันท่วงที รวมถึงฝนยังกระหน่ำเทลงมาห่าใหญ่ราวพายุซัด มันเลยทำให้เพลิงขนาดใหญ่สงบเร็วขึ้นได้

หลังจากนั้นเมื่อทุกอย่างกลับเข้ามาสู่สภาพปกติ เขาก็รีบอุ้มตัวสควอโล่ออกมาทันที ก่อนพามันไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล รวมถึงตรวจอาการเกี่ยวกับสมองก่อนหน้าก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ โชคดีที่การถูกของแข็งทุบไม่ได้ทำร้ายสมองมันไปมากกว่านี้ ทั้งยังได้ความจำกลับคืนมาอย่างน่าเหลือเชื่อ สุดท้ายเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงพามันกลับมานอนปราสาทวาเรีย

เห็นทีจะต้องบอกความจริงบางส่วนให้มันรู้ไว้ก่อน โดยจะพยายามไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ติดอยู่ในกองเพลิงเมื่อวาน เพราะเขาไม่อยากให้มันจดจำเรื่องเลวร้ายในวันนั้น เพราะถ้ามันรู้ว่าเขาไปเสี่ยงชีวิตช่วยมันออกมา ก็คงจะกระวนกระวายมากน่าดู

"ไม่มีโลกหลังความตายหรือโลกหน้าอะไรทั้งสิ้น ฉันก็แค่หลอกให้แกเชื่อไปอย่างนั้น"

"แกว่าไงนะ! " ผู้พูดเอ่ยด้วยความตกใจปนโมโห "แกจะมาหลอกฉันทำซากอะไรวะ ฉันก็คิดว่าเราสองคนตายไปแล้วๆ จริงซะอีก ก็วันนั้นแกนอนหมดลมหายใจคากองเลือดไปแล้วนี่ ฉันกะ..ก็น่าจะตาย...ตายตามแกไป"

ประโยคหลังฉลามหนุ่มพูดติดขัด เพราะมันดูขัดเขินเล็กน้อยกับการที่เห็นฝ่ายหนึ่งตายแล้วตัวเองดันตายตามไปด้วย มันคล้ายกับการแสดงความรักที่มากจนเกินไปหน่อย เป็นผลให้วงหน้าสีซีดเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย พร้อมกับมือที่กำผ้าห่มแน่น ซันซัสเห็นจึงนำมือไปเกลี่ยแก้มอีกฝ่ายไปมาเป็นการกลั่นแกล้ง ยิ่งเห็นมันขึ้นสีจัดกว่าเดิม รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนมุมปากอย่างชอบใจ สควอโล่ขมวดคิ้วเป็นการปราม ก่อนหลุบสายตาลงต่ำเพื่อหลบหน้าอีกฝ่ายทันที

"แกมันโง่" ซันซัสอดจะด่าไม่ได้ ถึงแม้จะรู้ว่าที่สควอโล่เกือบตายเป็นเพราะอาการทางใจก็ตาม "วันนั้นฉันยังไม่ตาย ที่แกเห็นน่ะมันเป็นภาพมายาทั้งนั้น รู้เอาไว้! "

"อะไรนะ!! " ดวงตาเบิกกว้างทันทีที่ได้ยิน "หมายความว่ายังไงวะ หรือว่า..."

เมื่อคิดไปถึงเรื่องภาพมายาที่ตนแยกกับของจริงไม่ได้ ก็มีคนผู้หนึ่งผุดเข้ามาในความคิด ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจากบอสดิออตโต้แฟมิลี่ผู้นั้น สควอโล่กัดฟันด้วยความเจ็บใจเมื่อพบตัวคนร้ายตัวจริง มือกลเริ่มกำเช้าหากันแน่นด้วยความเคียดแค้น ศักดิ์ศรีที่ทระนงไว้ได้ถูกมันเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาเสียรู้ให้กับมัน!

"ไอ้บ้านั่นมันอยู่ที่ไหน!! คู่หมั้นของแกน่ะ ฉันจะไปฆ่ามะ..อื้อ..อื้อ!! "

อะไรของไอ้คุณบอสวะ!!

สควอโล่ไม่สามารถเปิดปากพูดสิ่งที่ต้องการต่อได้ เมื่อมือหนาได้เปลี่ยนมาบีบแก้มของตนไว้อย่างแน่นหนา จนร้องออกไปได้เพียงเสียงอู้อี้ แม้จะพยายามใช้มือของตนแงะออกแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อผู้กระทำยังไม่พอใจที่จะนำมันออกไปเองก็อย่าหวังจะได้ทำอะไรตามต้องการ

"ไอ้สวะนั่นไม่ใช่คู่หมั้นฉัน ขืนแกยังพูดอีกล่ะก็..เราจะได้เห็นดีกัน! "

"อ๋า...อ่อยยยยย..โว้ยยยยย" ในที่สุดสควอโล่ก็พยายามขอร้องให้อีกฝ่ายปล่อยได้สำเร็จ พร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นอีกครา เมื่อนึกถึงสิ่งที่เจ้านายของตนพูดก่อนหน้า "แกรู้แล้วเรอะ ว่าไอ้เวรนั่นมันเป็นคนร้าย! "

"หึ ฉันรู้ก่อนแกนานแล้วไอ้สวะ นี่แกไม่รู้ตัวเลยสินะว่าตัวเองมีสภาพเป็นยังไงน่ะหา! หลังจากที่แกหมดสติไปวันนั้น! " น้ำเสียงของผู้พูดเริ่มเจือความกรุ่นโกรธขณะที่เอ่ยประโยคนั้น เป็นเหตุให้ฉลามหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

"ฉันเป็นยังไงล่ะ ไม่ใช่ว่าแค่สลบไปรึไง"

บอสแห่งวาเรียเริ่มมองผู้พูดอย่างหงุดหงิด หากเป็นแบบนี้ก็แปลว่าสควอโล่จำเรื่องราวขณะที่เขาดูแลมันไม่ได้เลย จำไม่ได้ด้วยว่าทำเขาทำอะไรเพื่อมัน

ไปมากแค่ไหน...

คงต้องทำใจเพียงอย่างเดียว ในเมื่อไปแหกสมองมันออกมาดูก็คงไม่ช่วยอะไร ต่อจากนั้นซันซัสจึงเล่าเหตุการณ์หลังจากที่อีกฝ่ายหมดสติไปให้ฟัง ทั้งเรื่องเกือบกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ทั้งเรื่องฟื้นตื่นขึ้นมาแต่สติไม่สมประกอบ และยังเล่าเรื่องที่ตนได้จัดการฆ่าผู้ร้ายตัวจริงไปแล้วเรียบร้อย

"อะไรวะ! มันทำกับเราขนาดนั้น นี่ฉันยังไม่ได้เชือดมันให้หายแค้นเลยนะว้อยยยย" พูดพลางทำท่าจะลุกออกจากเตียงเพราะความโมโห ทว่ากลับถูกท่อนแขนแกร่งลงน้ำหนักมาทับไว้แน่นกว่าเดิม

"หึ จะไปไหน" ซันซัสแค่นหัวเราะเมื่อคิดแล้วว่าอีกฝ่ายต้องโมโหเรื่องนี้ แต่เรื่องนั้นเขาได้จัดการให้มันเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนั้น "อยู่ตรงนี้แหละ แกทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วไอ้สวะ"

เมื่อสควอโล่ได้ยินประโยคนั้นจึงพ่นลมหายใจพร้อมยกขาถีบเตียงอย่างหงุดหงิด เป็นจริงอย่างที่มันว่า เพราะอย่างไรเขาก็ไม่มีทางได้ไปเชือดมันสมใจ ในเมื่อคนร้ายมันได้ตายจากไปแล้ว

"เออ นี่บอส" สควอโล่พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน "งั้นถ้าเจอคนร้ายตัวจริง ก็แปลว่าฉันกลับมาอยู่วาเรียได้แล้วสิวะ และแกก็จะกลับมาเชื่อใจฉันเหมือนเดิมใช่มะ..โว้ยยยย!! "

สควอโล่ร้องลั่นทันทีที่รู้สึกถึงกำปั้นที่ทุบลงมาบนหน้าผากอย่างหนัก มือเรียวยกขึ้นลูบบริเวณนั้นอย่างแผ่วเบา พร้อมกับมองผู้กระทำอย่างคาดโทษ ทั้งที่ในใจอยากสวนกลับแทบตาย แต่อย่างไรก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

"แกจะทุบหาอะไรวะ! " ฉลามหนุ่มตะโกนเสียงดังด้วยความไม่พอใจ

"ฉันไม่เคยไม่เชื่อใจแก...ไอ้สวะ"

ทว่า..เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเสียงอ่อนลง ก็ทำให้สควอโล่ลดอารมณ์ขุ่นเคืองที่เกิดจากการกระทำก่อนหน้าโดยฉับพลัน แต่ถึงแม้ซันซัสจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้นราวกับไม่ได้โกหก เขาก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อก่อนหน้านั้นมันเป็นคนตวาดไล่เขาออกมา โดยไม่สนใจคำขอร้องของเขาเลยสักนิด...

"...อ๊ะ" สควอโล่ร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อร่างสูงพลิกกายลงมาทาบทับ ทั้งยังโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่รดลงบนใบหน้า เป็นเหตุให้รู้สึกประหม่าเล็กน้อย

"ไอ้ฉลามสวะ แกมันไม่เคยรู้อะไร สิ่งที่ฉันทำไปทุกอย่างก็เพื่อแกทั้งนั้น ไล่แกออกไปก็เพราะต้องการให้แกออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ฉันไม่ต้องการให้แกรับโทษ! เมินแกก็เพื่อที่จะไม่ให้แกไล่ตามฉันยามที่มันมีแต่อันตรายรอบตัวแบบนั้น ที่ตวาดเสียงดังใส่ก็เพื่อจะให้แกเชื่อในสิ่งที่ฉันทำไง!”

"แก..แกเชื่อมาตั้งแต่แรกว่าฉันไม่ได้ทำเหรอวะ"

เมื่อซันซัสอธิบายความในใจออกมามากมายขนาดนั้น ความกังวลที่มีอยู่ในใจมาตลอดได้คลายลงไปแล้ว ราวกับยกภูเขาหนักอึ่งออกไปจากอก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรความรู้สึกโล่งนี้ถึงได้พาน้ำตาให้ไหลซึมออกมาตรงหางตา อาจเป็นเพราะได้รับแล้วซึ่งสิ่งที่ใจคาดหวังมาตลอดหรือเปล่า...

"ใช่...ฉันเชื่อแกไอ้สวะ”

"...ขอบใจแกมาก”

เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว..ซันซัส

ด้วยความดีใจทำให้สควอโล่ยกแขนขึ้นโอบกอดร่างสูงที่นอนทับตนอยู่ ใจที่เคยหมองหม่นกำลังถูกเติมเต็มด้วยความเชื่อใจ เมื่อมันก็ยังคงเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายยืนยันว่ามอบให้มาโดยตลอด เช่นนี้จะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีก แม้ที่ผ่านมาซันซัสจะไม่บอกเรื่องแผนการก็หาได้โกรธเคืองไม่

เพราะยังไงมันก็หวังให้เขาปลอดภัยก็เท่านั้น...ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

"แต่ยังมีอีกเรื่องที่แกต้องเคลียร์กับฉัน” ซันซัสว่าพร้อมส่งสายตากดดันมาจนสควอโล่เริ่มหวั่น "พูดมา! ว่าแกยังปิดบังอะไรเอาไว้อีก! "

"ปิดบังเหรอ ฉันไปปิดบังอะไรแกตอนไหน" ถามพร้อมสีหน้างุนงง

"ต้องให้ฉันบอกอีกงั้นเหรอ" ผู้พูดถามเสียงเย็น ก่อนจะซุกใบหน้าลงไปคลอเคลียซอกคอของอีกฝ่ายเพื่อเร่งเร้าเอาคำตอบ

"อะ..บอส..ฉันไม่รู้นี่"

"เรื่องหัวใจของแกน่ะ มีอะไรจะพูดไหม!”

!!!!

ดวงตาเบิกตากว้างขึ้นทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ในขณะที่ซันซัสผละใบหน้าไม่สบอารมณ์ของตัวเองออกมา สควอโล่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ในสิ่งที่ตนจงใจเก็บให้เป็นความลับตลอดชีวิต ด้วยยังเกรงว่าหากอีกฝ่ายรู้แล้วจะไม่พอใจและสมเพชตน เพราะใจยังกลัวเรื่องที่ลูกน้องอ่อนแอจะต้องถูกขับไล่ เมื่อมันเป็นกฎของวาเรีย

"กะ..แกรู้ รู้ได้ยังไงวะบอส” สควอโล่เริ่มกระวนกระวาย “มะ..ไม่ ถึงฉันจะเป็นแบบนี้แต่แกอย่าไล่ฉันออกนะโว้ยยยย"

"หึ...ไล่ออกงั้นเหรอ" ว่าพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปมหนา "นี่แกจะบ้ารึไง!! "

เสียงทุ้มตวาดลั่นออกมาด้วยความโกรธ เพราะใบหน้าใกล้ชิดที่อยู่ใกล้กันเพียงลมหายใจทำให้ฉลามหนุ่มนอนตัวเกร็ง ด้วยเสียงที่ได้ยินและสีหน้าของอีกฝ่ายที่สามารถเห็นได้ชัดเจน สควอโล่หลุบตาลงต่ำอย่างรู้สึกผิด เพราะไม่คิดว่าการที่ตนปิดบังเรื่องนี้จะทำให้ซันซัสไม่พอใจ คิดมาตลอดว่าถ้ามันรู้จะไล่คนอ่อนแออย่างเขาออก หรือหากไม่ไล่ออกก็คงจะไม่แยแส..เพราะเขาคงไม่สำคัญขนาดนั้น

ซันซัสเห็นสควอโล่นอนนิ่งไปก็พยายามข่มอารมณ์ให้ใจเย็น อีกทั้งเพราะนึกถึงเหตุที่มาม่อนเคยบอกเอาไว้ จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วสควอโล่รู้สึกเช่นไร เขาเข้าใจเหตุผลของมัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเข้าใจเลยสักนิด...

เพราะมันไม่ควรปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้...เรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของมัน!

"จำเอาไว้..ว่าวันหลังแกเป็นอะไรก็ต้องบอกฉัน ถ้าเจ็บหัวใจอีกก็ต้องบอก" ซันซัสว่าพลางซุกใบหน้าลงบนไหล่บาง "อย่าเก็บมันไว้คนเดียวอีก...เพราะฉันเป็นห่วงแกมาก"

สควอโล่ชะงักไปทันทีกับการรุกรานฉบับนี้ ทั้งน้ำเสียงของอีกฝ่ายยังอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน รวมถึงคำพูดที่บอกกล่าวว่าเป็นห่วงกันอีก ด้วยความแปลกใจจึงรีบใช้มือดันไหล่หนาให้ออกห่างทันที

"ยะ..อย่างแกน่ะเรอะจะมาห่วงฉัน..อะ...อือ"

ส่งเสียงพูดอย่างตะกุกตะกัก ก่อนริมฝีปากจะถูกบดขยี้ลงมาโดยคนคนด้านบนอย่างแรง แม้จะดันไหล่ออกไปแล้ว ทว่าอีกฝ่ายก็ยังคงโถมตัวลงมาใหม่อยู่ดี ทั้งยังเบียดทาบลงมาแนบชิดขึ้นจนหายใจลำบาก สควอโล่นำมือไปกำคอเสื้อเชิ้ทของซันซัสโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ลิ้นร้อนดุนดันเข้ามาในโพรงปากและกวาดต้อนลิ้นของตนไม่หยุดยั้ง ถูกจูบจนน้ำลายไหลออกมาตรงมุมปากพร้อมกับการหอบหายใจที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ

"อื้อ..อื้อ..พะ..พอ..อือ"

เมื่อซันซัสพอใจแล้วจึงยอมถอนริมฝีปากออกมา ก่อนจะมองสบคนใต้ร่างอย่างกรุ่นโกรธเมื่อนึกถึงคำถามก่อนหน้า

"แกคงไม่รู้ว่าก่อนหน้าที่แกเป็นคนไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่มีสติ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ใครเป็นคนดูแลแก! "

สายตาที่มองมาอย่างคาดคั้นทำให้สควอโล่เริ่มขบคิด

"แกดูแลฉันเหรอวะ... "

"คิดว่ายังไงล่ะ ไอ้สวะ"

สายตาที่ส่งมาไม่มีความโกหกใด ความจริงข้อนี้ทำให้สควอโล่ตกใจไม่น้อย เมื่อไม่คิดมาก่อนว่าซันซัสจะมาทำเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ให้ หากเหนือความตกใจก็คือความดีใจอันมากล้น เพราะมันคือการแสดงความห่วงใยที่คนสำคัญมอบให้...

"วันนี้ฉันเห็นว่าแกยังไม่หายดีหรอกนะ แต่ถ้าแกหายดีเมื่อไหร่ล่ะก็..แกก็ต้องมาตอบแทนฉันตามคำสั่ง! "

ซันซัสกล่าวเสียงดัง ทวงคำพูดที่ตนเคยบอกไว้ยามที่อีกฝ่ายไม่มีสติ พร้อมส่งสายตาดุดันจ้องมองอย่างบังคับขู่เข็ญให้ทำสิ่งที่ตนต้องการ ไม่นานรอยยิ้มเยาะหยันก็ผุดขึ้นบนมุมปาก สร้างความหวาดระแวงให้กับฉลามหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง

"ตะ..ตอบแทนอะไรเล่า"

น้ำเสียงถามออกไปอย่างตะกุกตะกัก ซันซัสได้ยินแล้วก็อดจะยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะไม่ได้ ก่อนจะก้มใบหน้าลงไปยังใบหูบาง สควอโล่รู้สึกได้จึงตะแคงหน้าหลีกหนี แต่หารู้ไม่ว่ามันยิ่งเป็นการเปิดทางให้ร่างสูงได้ทำตามใจมากกว่าเดิมเสียอีก!

มือหนาจับเรือนผมที่ปรกใบหูออกไปทัดไว้ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา พาให้คนใต้ร่างรู้สึกขนลุกซู่

"แกน่ะต้องมาตอบแทนฉันบนเตียง จนกว่าฉันจะพอใจ! "

"ไอ้บอสบ้า!! ไอ้คนหื่นกาม!! " สควอโล่ตะโกนด่าอีกฝ่ายทันทีพร้อมหน้าที่ขึ้นสี ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรืออายกันแน่!

ซันซัสแสยะยิ้มร้าย ก่อนจะพลิกตัวกลับไปนอนดังเดิมแล้วรวบตัวสควอโล่มากอดไว้แน่น ตามด้วยเอื้อมมือข้างหนึ่งไปปิดไฟห้องตรงหัวเตียง จากนั้นห้องที่สว่างก็ผันเปลี่ยนเข้าสู่ความมืด มีเพียงแสงสว่างจากพระจันทร์ยามค่ำคืนที่เล็ดรอดผ่านม่านเข้ามาเพียงเล็กน้อย

"ตอนนี้ก็นอนได้แล้ว ไอ้หมอสวะบอกว่าแกต้องพักผ่อนเยอะๆ " ซันซัสว่าพลางเงยหน้าขึ้นไปเกยคางไว้บนศีรษะอีกฝ่าย

จนสควอโล่รู้สึกว่าใจของตนเองสั่นเป็นจังหวะเร็วแรงกว่าเดิม เมื่อใบหน้าของตนซุกเข้าหาลำคอของอีกฝ่ายจนได้กลิ่นกายอันอบอุ่นชัดเจน ความใกล้ชิดที่อีกฝ่ายเต็มใจมอบให้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายนัก

"บอส...แกเป็นห่วงฉันนี่เรื่องจริงเหรอวะ" ฉลามหนุ่มถามขึ้นมาอีกทีเพราะความไม่แน่ใจ

"ยังต้องให้พูดซ้ำอีกรึไง นอนได้แล้วไอ้สวะ"

แม้ซันซัสจะตอบคำถามแบบนี้แต่มันก็ชัดเจนแล้วสำหรับสควอโล่ เช่นนั้นรอยยิ้มเล็กๆ จึงผุดขึ้นมาประดับวงหน้างามในความความมืดมิด...และในอ้อมกอดที่ให้ความอบอุ่นมากกว่าสิ่งอื่นใดบนโลก

ถ้าความรู้สึกและการกระทำของแกมันแน่ชัดแล้ว ฉันก็กล้าที่จะพูดความในใจออกไป...

 

"ฉันรักแก..ซันซัส"

 

ไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่ายบอกรักตอบ ไม่ได้ต้องการให้เอ่ยคำหวานใด

ขอให้เรามีกันและกันแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว...

สควอโล่คิดพลางกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนแน่นเช่นกัน ก่อนจะปิดเปลือกตาลงเพื่อเข้าสู่การหลับใหล ซันซัสเองก็กอดตอบกลับมาด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่า พร้อมกับมือหนาที่ลูบกลุ่มผมสีเงินไปมาอย่างเพลิดเพลิน

บอสแห่งวาเรียไม่ได้พูดอะไรออกมาอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ความรู้สึกที่ก่อตัวภายในใจมันชัดเจน ทว่าการจะเอ่ยคำๆ นั้นโดยไม่เกร็งจำเป็นต้องใช้เวลา ซันซัสกำลังสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้า และไม่นานก็เหมือนว่าทุกอย่างจะลงตัว

"ไอ้สวะ" เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบข้างใบหูบาง เรียกให้ผู้ที่อยู่ในอ้อมกอดรู้ตัวเพื่อที่ตนจะได้เอ่ยคำนั้นให้อีกฝ่ายฟังเสียที

"..อือ..."

แต่ทว่า...ดูเหมือนสควอโล่จะหลับไปเสียแล้ว จึงทำเพียงตอบสนองโดยครางออกมาอย่างแผ่วเบา อาจเป็นเพราะความอบอุ่นที่ได้รับด้วยส่วนหนึ่ง พร้อมกับร่างกายที่อ่อนเพลียทำให้ผล็อยหลับไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้มองแค่นหัวเราะออกมาอย่างขำขัน

บอสแห่งวาเรียรู้สึกเสียดายไม่นัอยที่อีกฝ่ายไม่อยู่ฟัง เช่นนั้นจึงตัดสินใจไม่เอ่ยคำสารภาพนั้นออกไปตามตรงในยามนี้

 

"สควอโล่...ฉันก็รู้สึกไม่ต่างจากแก"

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #39 namzbongz (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 07:08
    °///° เขิลไปหมดแล้วป๋าอ่อนโยนก็เป็นomg! ต่อไปนี้ทูลหัวของๅบ่าวอย่าได้เจอเรื่องร้ายๆอีกเลยนะคะ;_;
    #39
    0