[Fic KHR] Mirage Heart (XS)

ตอนที่ 20 : Chapter 19 มายาลวงอีกครา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    21 ธ.ค. 63

ยามบ่ายแก่เมฆครึ้มเริ่มก่อตัวหนา ท้องนภาแปรเปลี่ยนเป็นสีขมุกขมัว แสงแดดเริ่มอ่อนลง เสียงฟ้าร้องดังขึ้นเป็นระยะ บ่งบอกว่าภายในวันนี้ฝนอาจจะตกลงมา ด้วยบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกหม่นหมอง ร่างสูงที่เพิ่งก้าวออกมาจากปราสาทก็อดจะเป็นห่วงคนที่ตนทิ้งไว้ไม่ได้ แม้จะมีลุซซูเรียอยู่ด้วย แต่ทว่าก็ไม่แน่ใจว่าสควอโล่จะสามารถปรับตัวให้คุ้นชินได้หรือยัง

เท้าของบอสแห่งวาเรียกำลังเหยียบย่ำลงไปบนแผ่นหินที่ขนาบข้างด้วยผืนหญ้า ท่ามกลางสวนที่ติดริมประตูทางออกเล็กของปราสาท ถือเป็นจุดที่ซันซัสคุ้นชินกับมันมากที่สุด เพราะเมื่อกาลก่อนยามที่อยู่ในช่วงเยาว์วัย ซันซัสได้มาเดินบริเวณที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง ความปลอดโปร่งเป็นเสน่ห์ของมัน พันธุ์ไม้หลากหลายขึ้นอยู่โดยรอบ เสียงลมที่พัดพาดังรวมกับเสียงใบไม้ที่เสียดสีกันเป็นระยะ ช่วยให้ใจที่ร้อนรุ่มด้วยโทสะเย็นลงบ้างแม้เพียงเล็กน้อย

ทว่าไม่นานท่ามกลางเสียงแห่งธรรมชาตินี้ ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ร่างสูงที่เป็นคนก่อเสียงย่ำเท้าแทรกขึ้นมาเพียงฝ่ายเดียว เพราะขณะนี้มันกำลังมีเสียงฝีเท้าของใครอีกคนดังแทรกขึ้นมาเช่นกัน โดยคนผู้นั้นได้เดินออกมาจากประตูปราสาทบานเดียวกับซันซัส ทั้งยังมุ่งหน้ามายังทิศทางที่ซันซัสเดินอยู่ด้วย

"เดี๋ยว! "

เสียงตะโกนเรียกพาให้ฝีเท้าของร่างสูงหยุดชะงักลง ก่อนจะรีบหันหลังกลับไปหาต้นเสียงทันที ขณะที่ประสาทเริ่มรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร!

"หึ ไอ้เศษสวะ"

โทสะที่เย็นลงเริ่มกลับมาพอกพูนเพิ่มขึ้นอีกครั้งทันทีที่เห็นคนตรงหน้า ในคราแรกบอสแห่งวาเรียเตรียมจะร่ายเพลิงพิโรธเผาล้างคนผู้นั้นเสีย ทว่าเมื่อหันหลังกลับมามองแล้ว กลับพบว่าอีกฝ่ายแค่เอาเพียงภาพมายาของตัวเองมาเผชิญหน้าเท่านั้น...

"มาคุยกันตรงนี้หน่อยไหมล่ะ" ซามูเอลในชุดเสื้อเชิ้ทและกางสแล็คสีดำเอ่ยเชิญชวนอีกฝ่าย โดยขอให้มานั่งคุยกันบนเก้าอี้ริมต้นไม้ใหญ่ในสวน ขณะพูดสีหน้าของชายหนุ่มค่อนข้างเรียบเฉย ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว

แต่อย่างไรก็ตามซันซัสก็ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่นิด ทั้งยังมองตอบกลับไปด้วยแววตารำคาญปนสมเพชเต็มทน

"ขี้ขลาดอย่างแกคงไม่กล้าเอาตัวจริงมาคุยกับฉันสินะ หึ” เสียงทุ้มแค่นหัวเราะออกมาอย่างเยาะเย้ย “แต่ก็อย่าคิดล่ะว่าตัวจริงของแกจะหลบฉันได้พ้นตลอดไป”

"ฉันรู้หรอกน่าว่ายังไงก็หนีแกไม่พ้น” ผู้พูดเอ่ยเสียงอ่อนก่อนจะระเบิดเสียงออกมา "แต่วันนี้! ฉันขอมาหัวเราะเยาะแกก่อนจะส่งลาก็แล้วกัน! ฮ่าๆๆๆ "

ชายหนุ่มว่าจบก็หัวเราะเยาะหยันอีกฝ่ายกลับ ทั้งที่ก่อนหน้ายังตีสีหน้าเรียบนิ่ง คล้ายกับว่าจะกลายเป็นคนเสียสติไปแล้ว

"ส่งลาอะไรไม่ทราบ" บอสแห่งวาเรียถามเสียงเย็น แท้จริงแล้วรู้สึกรำคาญจนอยากจะใช้ปืนยิงภาพมายาตรงหน้าให้สลายไปเสีย แต่ทว่า..ก็ยังมีเรื่องบางอย่างที่คิดว่าตนน่าจะได้รู้จากภาพมายานี้

ซึ่งลางสังหรณ์บอกเขาว่ามันไม่ใช่เรื่องดีนัก ไม่อย่างนั้นไอ้สวะนี่ก็คงจะไม่ยอมโผล่ตัวมาโดยง่าย

"ก็ส่งลาแก ไม่ก็คนรักแก ไม่ก็...ทั้งคู่ล่ะมั้ง" ผู้พูดเอ่ยเสียงหยัน พร้อมจงใจยกยิ้มมุมปากกวนโทสะของซันซัสให้พลุ่งพล่านมากขึ้นกว่าเดิม

"คิดจะทำร้ายพวกฉันอีกมันไม่ง่ายหรอกว่ะ หึ" ร่างสูงแค่นหัวเราะเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ "เป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้จริงๆ ว่าคนอย่างแกมันไม่มีทางกลับใจ! "

"ฮ่าๆๆๆ " ซามูเอลหัวเราะออกมายกใหญ่อีกครั้ง "ฉันแสดงเก่งไหมล่ะ ทั้งแกและพวกของแกก็เคยเชื่อฉันมาแล้ว ทั้งตอนที่ฉันแสร้งใช้พลังมายาเลียนเสียงแกโทรไปหาไอ้ฉลามนั่น จนมันกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคิดฆ่าแกอย่างช่วยไม่ได้ ไหนจะตอนสร้างภาพมายาว่าแกตายแล้วเพื่อให้หัวใจของมันทนไม่ไหวยังไงล่ะ! "

"แกรู้เรื่องหัวใจของมันด้วยอย่างนั้นเหรอ..." ร่างสูงทนยืนฟังสิ่งที่อีกฝ่ายทำ พร้อมกำหมัดเข้าหากันอย่างโกรธจัด และเรื่องที่กำลังจะทำให้ซันซัสทนไม่ไหวก็คือเรื่องหัวใจของสควอโล่นี่เอง

"ภาพมายาที่บกพร่องน่ะฉันมองออกทั้งนั้นแหละ! น่าเสียดายแทนแกนะ ที่ไม่มีความสามารถนี้แม้จะมองภาพมายาฉันออก ฮ่าๆๆ " พูดจบก็หัวเราะออกมาอย่างได้ใจ คล้ายกับว่าตนได้ชัยชนะอย่างไรอย่างนั้น “สุดท้ายก็คงจะพลาด ทำไอ้ฉลามนั่นเกือบแย่เพราะเรื่องนี้ไปหลายครั้ง!”

ร่างสูงกัดฟันเข้าหากันแน่นยามที่โดนตอกย้ำความผิดเรื่องนี้ สุดท้ายจึงพยายามควบคุมสติไม่ให้ตกเป็นรอง ก่อนจะสวนกลับไปในเรื่องของรุ่นที่เก้าที่อีกฝ่ายให้ความเคารพ

"เหอะ! ไอ้แก่มันคงผิดหวังน่าดูที่เชื่อว่าแกกลับใจแล้ว อุตส่าห์เมตตาให้ความช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่แกยังเด็ก พอโตมาก็ยังหลงเอ็นดูแกอยู่ ท้ายที่สุดแล้วแกก็คือคนที่สร้างความวุ่นวายให้กับมัน น่าสมเพชเป็นบ้า! " เสียงตวาดดังขึ้น ก่อนที่รอยยิ้มหยันจะผุดขึ้นมาบนมุมปากได้รูป ซึ่งคำพูดที่กล่าวไปเหมือนจะจี้ใจดำอีกฝ่ายได้อยู่บ้าง

"ฉันไม่ได้ลืมบุญคุณรุ่นที่เก้า! ฉันไม่เคยเกลียดเขา ไม่ได้ตั้งใจทำให้เขาลำบากใจ ฉันรู้ว่าถ้าฉันฆ่าลูกบุญธรรมที่เขารักนักหนาแล้วเขาจะต้องเสียใจ! แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่คิดจะล้มเลิก เพราะว่าฉันน่ะเกลียดแกได้ยินไหม!! " ชายหนุ่มตวาดออกมาเสียงกร้าว "แกฆ่าพี่ชายฉัน! แกทำให้พี่ชายฉันต้องตาย!! แกไม่สมควรมีชีวิต!! "

"ไอ้สวะนั่นมันอยากทรยศฉันก่อนเองก็ช่วยไม่ได้!! ถ้ามันไม่ทำลายความเชื่อใจฉันแต่แรกก็คงไม่ต้องมีจุดจบแบบนี้หรอกว่ะ!! " ซันซัสเองก็ตวาดกลับไม่ยอมกัน บริเวณสวนจึงดังก้องไปด้วยเสียงของคนทั้งสอง

"ฉันไม่สนความเป็นมาอะไรทั้งนั้น! ยังไงตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่แกจะต้องชดใช้แล้วซันซัส! "

"ก็เข้ามาถ้าแกมีปัญญา เอาตัวจริงของแกออกมาสู้สิ" บอสแห่งวาเรียเอ่ยอย่างท้าทาย

"หึ...แกอยากเจอตัวจริงฉันนักใช่ไหมล่ะ" ผู้พูดเปลี่ยนมายิ้มชั่วร้ายกว่าที่เคย "แล้วแกอยากเจอคนที่มันอยู่กับตัวจริงของฉันด้วยรึเปล่า!! รับรองว่าแกต้องเซอไพรส์แน่ว่ะ!! "

"พูดบ้าอะไรของแก"

เมื่อเห็นรอยยิ้มคล้ายผู้ที่อยู่เหนือกว่าของอีกฝ่าย มันก็เริ่มทำให้ซันซัสรู้สึกระแวงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเอื้อมมือข้างขวาไปหยิบปืนคู่กายขึ้นมาถือ เพื่อหวังจะสังหารภาพลวงตานี้เสีย หากมีอะไรผิดแปลกไป

"อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆๆ” ชายหนุ่มหัวเราะคล้ายสะใจ “คนที่อยู่กับฉันน่ะ ก็คือไอ้ฉลามหน้าโง่ของแกไง!! "

"อย่ามาหลอกฉันซะให้ยาก! " เสียงทุ้มตวาดกร้าวทันทีที่ได้ยินชื่อคนที่ตนกำลังห่วง "สควอโล่อยู่กับฉัน!! "

ปืนคู่กายยื่นจ่อไปยังผู้พูดพร้อมกำจัดให้สิ้นซากแม้เป็นเพียงภาพมายา แต่ทว่าเหมือนจะมีบางอย่างฉุดรั้งเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยประโยคต่อไป

"มันไม่ได้อยู่ที่ปราสาทวาเรียอีกแล้ว มันอยู่ที่ปราสาทดิออตโต้ของฉันต่างหากเล่า"

"หุบปาก!! "

"มันคือเรื่องจริง!! เอาเป็นว่าถ้านายกลับปราสาทแล้วไม่เจอมัน ก็มาหาฉันได้เลยที่ปราสาท... "

ปัง!!!

เสียงไฟเพลิงพิโรธที่หลอมรวมกับกระสุนปืนถูกยิงออกไป ตามมาด้วยร่างของภาพลวงตาที่สูญสลาย ขณะเดียวกันบริเวณผนังของตัวปราสาทก็กลายเป็นโพรงขนาดยักษ์ ซึ่งคาดว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมคงราคาสูงน่าดู ทว่าหาใช่เรื่องที่ซันซัสต้องสนใจ เพราะตอนนี้ความสนใจได้ไปตกอยู่ที่สควอโล่แต่เพียงผู้เดียว!

ไอ้ฉลามสวะจะต้องอยู่ในวาเรีย!!

ร่างสูงภาวนากับตัวเองในใจ มือหนารีบล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา ก่อนจะกดโทรหาลุซซูเรียเพื่อซักถาม ขณะที่เสียงรอสายทุกวินาทีพาใจเต้นระส่ำด้วยความหวาดหวั่น และเพียงไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับสาย

[ว่าไงค้าบอสสส] แม่บ้านประจำวาเรียเอ่ยเสียงลากยาว ฟังจากเสียงแล้วคล้ายว่าเจ้าตัวดูมีความสุขดี ราวกับไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่...

"ไอ้ฉลามสวะยังอยู่ที่ปราสาทไหม!! " เสียงทุ้มตวาดถามอย่างร้อนรนเล่นเอาผู้ฟังตกอกตกใจ

[อะ..เอ๋ บอสถามถึงสควอโล่แบบนี้หมายความว่ายังไงกันฮ้าาา]

สิ่งที่ลุซซูเรียกล่าวมาทำเอาจิตใจที่คุกรุ่นไปด้วยโทสะเกิดความว้าวุ่นมากกว่าเดิม เพราะอะไรอีกฝ่ายถึงพูดเหมือนแปลกใจกับคำถามนี้ ทั้งที่มันก็ฟังดูเป็นเพียงคำถามทั่วไป!

"ฉันถามแกก็รีบตอบมาได้แล้วไอ้สวะ! มันยังนอนหลับอยู่ใช่รึเปล่าหา!! "

[บะ..บอสบ้ารึเปล่าคะเนี่ยยย] ลุซซูเรียเผลอว่าเจ้านายออกมาโดยไม่รู้ตัว [สควอโล่จะนอนหลับอยู่ได้ยังไงล่ะฮ้า ก็บอสเพิ่งอุ้มตัวสควอโล่ออกไปเองนี่นา...]

"ว่าไงนะ!! "

ซันซัสตะโกนขึ้นมาอย่างร้อนรน พาให้คนในสายสะดุ้งด้วยความตกใจ เหตุเพราะกำลังงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นว่าตนพูดอะไรผิดไปตรงไหน

[ก็..ก็บอสเดินอุ้มสควอโล่มาหาเจ้แล้วก็บอกว่า 'ฉันจะอุ้มตัวไอ้ฉลามนี่ไปสูดอากาศข้างนอก' ประมาณนี้เลยค่า]

ไอ้ระยำ!!!

ซันซัสสบถด่าในใจ เมื่อลุซซูเรียอธิบายสิ่งที่พบเจอมาก็พอจะคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อนำมันไปเชื่อมกับคำพูดซามูเอลก่อนหน้า ก็แปลว่าสควอโล่ถูกลักพาตัวไป

ไอ้สวะนั่นใช้ภาพมายาปลอมตัวเป็นเขาแล้วเข้าไปในปราสาทเพื่อไปลอบเอาตัวสควอโล่ออกมา โดยถือโอกาสหลอกล่อเขาให้ไปหาไอ้แก่เพื่อจะทำแบบนี้แน่!

ซันซัสยกมือทุบต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงอย่างเจ็บใจ มันวางแผนไว้หมดตั้งแต่แรกแล้ว สิ่งที่มันพูดกับไอ้แก่เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งหมด ไอ้คนที่บอกว่าอยากขอโทษและอยากขออิสระมันไม่มีอยู่จริง!

"แต่บอสยังไม่ได้มาจริงเหรอคะ หรือว่าที่เจ้เห็นคือ..."

"โถ่เว้ย!!!”

ติ๊ด!!

ไม่รอฟังอีกฝ่ายพูดจนจบ ซันซัสรีบยกโทรศัพท์ออกจากใบหูแล้วกดตัดสายอย่างรวดเร็วก่อนจะนำมันไปเก็บเข้ากระเป๋าดังเดิม ความคับแค้นใจทำให้มือแกร่งกำเข้าหากันอย่างแน่นหนา สิ่งที่จะปลดปล่อยความแค้นนี้ออกไปได้คือการฆ่าผู้กระทำให้ตายไปเสีย และที่สำคัญคือสควอโล่ต้องปลอดภัย!

ซันซัสคิดได้ดังนั้นจึงรีบสาวเท้าไปยังรถยนต์ที่ขับมา แต่ละย่างก้าวรุนแรงและฉับไวตามระดับความโกรธเคืองที่มีอยู่ และเมื่อเข้ามาในรถแล้วก็รีบเร่งเครื่องยนต์ออกตัวไปยังปราสาทดิออตโต้ทันที

ไอ้ฉลามสวะ แกต้องอดทนเอาไว้ก่อนและห้ามเป็นอะไร

ประโยคคำสั่งที่มอบให้แก่ลูกน้องผู้อยู่ห่างไกลภายในใจ เมื่ออารมณ์ของซันซัสกำลังร้อนรุ่มและกระวนกระวายถึงขีดสุด ครั้งนี้เขาโกรธตัวเองที่ไม่ทันนึกว่าจะมีใครตามไปหาสควอโล่ถึงปราสาท และไม่ทันได้คิดว่าฝีมือระดับลุซซูเรียจะไม่สามารถปกป้องมันได้ ด้วยเพราะครั้งนี้เจอศัตรูที่เก่งกว่าอย่างไอ้สวะนั่น

ครั้งนี้เขาตกเป็นรองมันเพราะความประมาทของตัวเอง

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่น่าโมโหที่สุดก็ไม่ใช่การตกเป็นรอง ทว่ามันคือการปล่อยให้สควอโล่ไปเผชิญอันตรายเพียงลำพังต่างหาก ไม่รู้ว่าป่านนี้อาการของมันจะตอบสนองต่อไอ้สวะนั่นยังไงบ้าง หากไปอยู่ต่างที่แล้วไม่เจอเขา มันจะกลัวจนตัวสั่นเทาอีกหรือเปล่า จะสามารถบังคับใจตัวเองให้เข้มแข็งดังเช่นเมื่อก่อนได้หรือไม่

และอีกหลายคำถามในหัวของบอสแห่งวาเรียที่ยังหาคำตอบไม่ได้...

ปราสาทดิออตโต้ตั้งอยู่บนทิวเขาโดโลไมท์ที่อยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี เช่นเดียวกับปราสาทวาเรียที่ตั้งอยู่ในเมืองกอร์ตินาซึ่งเป็นทางเชื่อมไปสู่ทิวเขาดังกล่าว ทว่าแม้สองสถานที่นี้จะเชื่อมโยงกันแต่การขับรถก็กินเวลาเป็นชั่วโมงอยู่ดี ซึ่งมันพาใจของซันซัสให้ยิ่งร้อนรนมากขึ้นทุกชั่วขณะ ยามใดที่รถเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณที่มีการจราจรติดขัดก็พลันเกิดเสียงบีบแตรรถดังขึ้นทุกที โดยผู้กระทำการในครั้งนี้ก็เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากบอสแห่งวาเรียผู้ไม่อาจทำใจให้เย็นลงได้อีกต่อไป!

ปี๊นนนนนน!!!

"ขับออกไปซะที!! " เสียงทุ้มตวาดดังลั่น เมื่อมีรถผู้อื่นมาขวางทิศทางที่ตนกำลังไป มันเป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนคาดว่าผู้ที่ถูกบีบแตรใส่น่าจะทำการสาปแช่งซันซัสไปเรียบร้อย

ผ่านไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง รถก็เลาะเข้าสู่เส้นทางบริเวณทางเข้าป่า ยามนี้รถกำลังมุ่งหน้าไปยังปราสาทดิอ๊อตโต้ที่ตั้งอยู่ในมุมลับของเมืองนี้ ยิ่งขับเข้าไปในระยะใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ ใจของซันซัสก็ยิ่งหวาดหวั่นด้วยกลัวว่าตนจะไม่สามารถช่วยสควอโล่ได้...ที่แย่ที่สุดคือช่วยได้แต่อาจไม่ทันการ

ต้นไม้ตามเส้นทางได้ปกปิดปราสาทไว้จนมิด ความเขียวชอุ่มได้โอบล้อมสถานที่ๆ ร่างสูงหาเอาไว้ ทำให้มิอาจมองเห็นปราสาทได้ในช่วงแรก ด้วยเหตุที่ไม่เคยมาเยือนปราสาทแห่งนี้ ทำให้ไม่คุ้นชินเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศหรือเส้นทาง

ทว่าเมื่อเริ่มขับมาจนถึงจุดที่กลุ่มต้นไม้เริ่มเบาบางลง ยอดโค้งแหลมของปราสาทก็เผยให้เห็น ซึ่งเป็นจุดเด่นให้คนสนใจมองจากระยะไกล ยามที่ขับรถเข้าไปใกล้มากขึ้น ก็จะเห็นถึงความงดงามใหญ่โตของปราสาท แต่ถึงแม้ปราสาทจะสร้างความตระการตาให้แก่ผู้มาเยือนหลายคนมากแค่ไหน แต่นั่นไม่ใช่สำหรับซันซัสที่บัดนี้กำลังเป็นห่วงใครบางคนอย่างเหลือแสน เกินกว่าที่จะมาสนใจเรื่องอื่น

และไม่นานก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น!!

เพราะขณะที่ซันซัสได้ขับไปถึงจุดหมาย แล้วเตรียมจอดรถเทียบประตูทางเข้านั้น ภาพของปราสาทเบื้องหน้าก็พลันสร้างความตกใจแก่ผู้มองเป็นอย่างยิ่ง!

พรึ่บบบ!!!

สถาปัตยกรรมอันงดงามกำลังถูกย้อมด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงขนาดมหึมา โดยผู้กระทำคล้ายไม่รู้สึกเสียดายต่อสิ่งก่อสร้างนี้เลยแม้แต่นิด

เพราะความงามนี้หาได้เป็นสิ่งที่ผู้กระทำต้องการมาโดยตลอดไม่...

สิ่งที่คนผู้นั้นปราถนาที่แท้จริง มีเพียงชีวิตของผืนนภาที่ต้องชดใช้ให้กับพี่ชายของตนเท่านั้น!

แต่ทว่าหากก่อเพลิงเช่นนี้แล้ว ชายผู้กระทำหายตัวไม่อยู่แห่งหนไหนกัน ไม่ใช่ว่ากำลังรอการแก้แค้นอยู่ในปราสาท พร้อมกับบุคคลที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันหรอกหรือ...

ซันซัสรีบลงมาจากรถทันทีที่เห็นเหตุการณ์ สายตาเฉียบคมไล่สอดส่องไปรอบจุดที่ตนอยู่ โดยลางสังหรณ์ได้รู้สึกถึงความผิดปกติตลอดเวลา ตามพื้นทางเดินปรากฏตัวก่อเชื้อเพลิงให้เห็นทั่วบริเวณซึ่งก็คือน้ำมันที่ถูกใครบางคนราดเอาไว้ หวังเผาปราสาทนี้ให้สลายหายไปเหลือเพียงซาก!

แล้วมันจะเผาปราสาทไปเพื่ออะไร

นี่คือคำถามที่บอสแห่งวาเรียสงสัย แต่ยังสิ่งที่สงสัยมากกว่า คือไอ้คนที่มันนัดเขาหายหัวไปอยู่ที่ไหนกัน!

"หาฉันอยู่สินะ...ซันซัส ฮ่าๆๆ”

เมื่อสิ้นสุดความคิด ร่างภาพมายาของซามูเอลก็โผล่ขึ้นมาตรงหน้าซันซัสพอดี ชายหนุ่มต้อนรับด้วยรอยยิ้มทว่าเป็นยิ้มอันแสนจอมปลอม หากมองจากภายนอกแล้ว ชายหนุ่มคล้ายกับคนมีอาการทางจิตอย่างไรชอบกล ด้วยความที่อีกฝ่ายยิ้มสลับหัวเราะไปมาไม่หยุดหย่อน กระตุ้นแรงโทสะในใจของบอสแห่งวาเรียเป็นอย่างยิ่ง มือหนาหยิบปืนคู่กายทั้งสองออกมาถือโดยพลัน พร้อมหลอมเพลิงพิโรธลงในปืนเตรียมสังหารอีกฝ่ายในพริบตา

"แกใจเย็นก่อนสิ ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะ ว่าไอ้ฉลามของแกกับตัวจริงของฉันอยู่ที่ไหน” ผู้พูดยักคิ้วยั่วโทสะอีกฝ่ายให้เพิ่มขึ้น ด้วยรู้ว่าซันซัสอยากยิงภาพมายาตนเต็มแก่ ทว่ายังทำไม่ได้ดั่งใจหวัง เพราะยังไม่รู้ในสิ่งที่ต้องการ

"บอกมาว่าสควอโล่อยู่ที่ไหน!!” เสียงทุ้มรีบตะโกนถามหาคนที่ตนกำลังเป็นห่วง ซึ่งดูท่าแล้วขณะนี้ต้องเกิดเรื่องร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย สังเกตจากอาการและท่าทางของอีกฝ่ายดูก็รู้

"จะบอกดีไหมนะ"

ปัง!!!

"บอกมา!!! " เสียงพูดยียวนของอีกฝ่ายทำให้ซันซัสทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงลั่นไกปืนเฉียดหน้าอีกฝ่ายเข้าไปยังประตูปราสาทจนเป็นโพรง

"ฮ่าๆๆ " ซามูเอลหัวเราะชอบใจ "ก็ได้...แต่ฉันขอพูดอะไรกับแกก่อนแล้วกัน"

หัวเราะอย่างคนมีความสุขอยู่ได้ไม่นาน ชายหนุ่มก็มีท่าทีแปรเปลี่ยนไปเป็นนิ่งงันอย่างรวดเร็ว อีกทั้งน้ำเสียงที่เอ่ยคำพูดออกมายังเยียบเย็นกว่าเดิม ดวงตาที่มองสบซันซัสเริ่มเลื่อนลอย ขณะที่มือของซามูเอลเริ่มกำเข้าหากันแน่นด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะเอ่ยปากบอกเรื่องที่ต้องการกับร่างสูงตรงหน้าอย่างฝืนกลั้น

"แกรู้ไหมว่ามันทรมานแค่ไหนตอนที่เห็นพี่ชายตาย แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย..." เสียงผู้พูดเริ่มเศร้าลงเมื่อพูดถึงพี่ชายที่รัก น้ำสีใสเริ่มคลอในหน่วยตาและมันคงจะไหลลงมาในไม่ช้า

แต่ทว่า...มันหาได้สร้างความเห็นใจให้กับบอสแห่งวาเรียไม่!

"ช่วยไม่ได้ที่คนอย่างแกมันอ่อนแอเอง และถ้าพี่ชายแกไม่ทรยศฉัน มันก็ไม่ต้องมาพบจุดจบแบบนี้! " ซันซัสตวาดเสียงกร้าว พาใจที่กำลังเศร้าหมองของอีกฝ่ายดิ่งลงเหวลึก

"ฮะ ฮะ ฮะ" ซามูเอลหัวเราะออกมาอย่างฝืดเฝื่อน "ใช่ ฉันมันอ่อนแอตั้งแต่ตอนนั้น จนกระทั่งถึงตอนนี้..."

ผู้พูดเริ่มมองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง ดวงตากลอกไปมาอย่างหวาดกลัว คล้ายว่าเจ้าของร่างตัวจริงจะส่งต่อความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเข้ามายังร่างภาพมายานี้ มือของชายหนุ่มค่อยๆ ยกขึ้นมากุมศีรษะคล้ายกำลังคลุ้มคลั่ง ซันซัสยังไม่โต้ตอบอะไรเพื่อรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ทว่ามือยังคงกระชับปืนที่ถืออยู่แน่น พร้อมต่อสู้ในทุกเมื่อหากมีอันตรายมาถึงตน

"แกรู้บ้างไหม...รู้ไหมว่าฉันไม่ได้อยากอยู่บนโลกโสมมใบนี้นักหรอก!! " ชายหนุ่มเริ่มพูดเสียงสั่นเครือ "ฉันอยากตาย...ตายไปให้พร้อมกับพี่ชายของฉัน!! "

สำหรับซามูเอลแล้ว อ๊อตโตเบียคือบุคคลที่สำคัญที่สุดในชีวิต ตั้งแต่ที่พ่อและแม่เลี้ยงได้ด่วนจากไปก่อนวัยอันควร เขามีพี่ชายคนนี้คนเดียวเป็นที่พึ่งในทุกเรื่อง ทั้งการเรียน การใช้ชีวิต แม้ไม่ใช่พี่น้องสายเลือดเดียวกันก็ตามที แต่เพราะพวกเราโตมาด้วยกัน จึงมีความผูกพันไม่ต่างจากนั้น หากครั้งนั้นพี่ชายไม่อยู่เป็นเสาหลัก ไม่อยู่ให้น้องเล็กอย่างเขาได้พึ่งพิง ตอนนี้เขาก็คงจะตายตกตามผู้ที่ล่วงลับไป...

ทว่าใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเสาหลักคนนั้นจะสูญสลาย...สลายจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก

"ตอนฉันเดินไปเห็นพี่ถูกแกใช้เพลิงพิโรธเผา ใจหนึ่งฉันแทบอยากวิ่งเข้าไปหาพวกแก และขอร้องให้ฆ่าฉันตามไปด้วย” ผู้พูดหัวเราะออกมาเล็กน้อยอย่างขมขื่น “แต่เมื่อฉันเหลือบไปเห็นใบหน้าสะใจของแก รวมถึงพวกของแกทุกคน เป็นวินาทีแรกของชีวิตที่ฉันรู้สึกถึงความโกรธแค้นมากมายขนาดนั้น ตอนนั้นฉันปฏิญาณเอาไว้ในใจว่าจะต้องฆ่าแกให้ได้เป็นอันดับแรก แล้วตามด้วยลูกน้องวาเรียที่เหลือทุกคน!”

ครานั้นซามูเอลเลือกที่จะหลบหนีออกไปจากบริเวณนั้นอย่างเงียบเชียบ โดยใช้ภาพมายาเข้าช่วยอีกทอดหนึ่ง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็กลับไปฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน พลังภาพมายาแข็งกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความแค้นที่มีอยู่ทำให้ร่างกายยิ่งตรากตรำมากกว่าเดิม ใฝ่หาวิชาต่อสู้เข้าตัวมากขึ้นอีก หลังจากนั้นก็รวบรวมลูกน้องที่แข็งแกร่งเพื่อก่อตั้งแฟมิลี่ เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ไปล้างแค้นกลุ่มคนพวกนั้นอย่างสมใจ

สิ่งแรกที่ทำเริ่มจากไปขอวอนรุ่นที่เก้า เรื่องความต้องการแต่งงานกับซันซัส โดยขอหมั้นไว้ก่อน เพื่อที่จะหาโอกาสเข้าใกล้พวกวาเรียมากขึ้น ชายหนุ่มเชื่อว่าชายชราต้องยอมและเห็นใจตนในเรื่องนี้ เพราะได้ยกเหตุผลเรื่องพี่ชายที่เสียไปเข้ามาประกอบด้วย รุ่นที่เก้าผู้ที่รู้สึกผิดในเรื่องนี้อยู่มากเป็นทุนเดิม จึงยอมให้ซามูเอลหมั้นกับลูกบุญธรรมของตนอย่างไม่มีข้อแม้

ถัดไปคือใช้พลังมายาของตนแปลงเสียงเป็นบอสแห่งวาเรีย รวมถึงสร้างโทรศัพท์มายาที่เชื่อมกับเบอร์ของซันซัส เพื่อโทรไปหาสควอโล่แล้วหลอกให้มาวางระเบิด ซามูเอลรู้ทุกอย่างว่าซันซัสจะไปห้องไหนเวลาไหนบ้าง เพราะได้ตกลงแผนการกันเอาไว้แล้ว โดยชายหนุ่มรู้ดีว่าซันซัสจะต้องกระโดดออกมาทันเวลาแน่ ทว่าอย่างไรเสียระเบิดในวันนั้นก็จะต้องทำปฏิกิริยากับเพลิงพิโรธอยู่ดี ทำให้พลังไฟนั้นหายไปชั่วคราว เรื่องนี้ซามูเอลก็ศึกษามาดีแล้วเช่นกัน

ต่อจากนั้นความผิดจากเรื่องดังกล่าวตกเป็นของฉลามคลั่งอย่างช่วยไม่ได้ ซามูเอลคาดหวังว่าสควอโล่จะถูกลงโทษทัณฑ์จนตาย เพื่อกำจัดลูกน้องมากความสามารถที่คอยช่วยเหลือซันซัสอยู่ตลอดเวลา ทว่าพอรู้ว่ามันไม่อาจเป็นดังใจหวัง จึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ วันนั้นซันซัสดึงตัวสควอโล่ไปลงโทษด้วยตัวเอง คราแรกชายหนุ่มคิดว่าโทษนี้จะได้รับการละเว้น ทว่าสุดท้ายแล้วสควอโล่ก็ถูกไล่ออกไปจากวาเรียในที่สุด เมื่อรู้ดังนั้นชายหนุ่มก็ยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่สควอโล่ไม่ตายอย่างที่เคยต้องการ แต่อย่างไรหลังจากนั้นก็จะไม่มีใครเก่งพอจะมาดูแลซันซัสได้อีกแล้ว...

เหตุการณ์คล้ายจะเป็นไปตามแผนที่ชายหนุ่มเตรียมเอาไว้

แต่ทว่า...สุดท้ายแล้วมันก็ไม่เป็นไปตามที่คิดทั้งหมด

เมื่อชายหนุ่มประเมินฝีมือบอสแห่งวาเรียต่ำเกินไป รวมถึงประเมินความคิดของสควอโล่ต่ำเกินไปเช่นกัน ในวันที่วางแผนจ้างคนจากหน่วยงานอิสระมาตามฆ่าซันซัสที่ออกมาทำภารกิจ ขณะที่เจ้าตัวไร้เพลิงพิโรธ ไม่คาดคิดว่าสควอโล่จะยังแอบตามมาช่วยเหลือ ทั้งซันซัสยังมีฝีมือมากพอแม้จะไม่มีเพลิงไฟประจำกายนั้น ทว่าก็มีอยู่คราหนึ่งที่ซันซัสเกือบเสียท่าตอนที่รถเกือบพุ่งลงเหว จึงเกือบใช้ระเบิดสังหารได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่ซันซัสสามารถกระโดดหลบลงเหวลึกได้ทันไปพร้อมกับสควอโล่

ท้ายที่สุดซามูเอลจึงตัดสินใจยกพวกของตนเองทั้งหมดลงไปตามฆ่าสองคนนั้น โดยมั่นใจพอตัวว่าจะต้องกำจัดซันซัสยามที่ไร้เพลิงพิโรธได้ และได้วางแผนจัดการสควอโล่ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องทนไม่ได้หากเห็นบอสของตัวเองตายไป และมันก็เป็นไปตามคาดเพราะสควอโล่ดูทรมานอย่างหนักคล้ายชีวิตจะดับสิ้นลง แท้จริงซามูเอลไม่ได้ต้องการให้ซันซัสมาเห็นภาพมายานี้นัก เพราะกลัวว่าเรื่องจะสืบมาถึงตน แต่เมื่อสควอโล่ยังไม่หมดสติจึงไม่สามารถลบภาพมายาได้ เนื่องจากกลัวอีกฝ่ายจะรู้เสียก่อนว่าตนหลอก และในที่สุดซันซัสก็ดันวิ่งมาเห็นได้ทันเวลาพอดี...

ตอนนั้นไม่คาดคิดว่าทุกอย่างจะผิดแผนไป บอสแห่งวาเรียโกรธจนไฟเพลิงพิโรธที่หายไปกลับมา พรรคพวกของชายหนุ่มถูกกวาดล้างจนแทบหมดไป แผนการที่วางไว้พังทลายลง ซันซัสไม่ถูกสังหารตามที่ใจหวัง ทั้งยังสูญเสียลูกน้องเกือบทั้งหมดของตัวเองไป ชายหนุ่มไม่เหลืออะไรอีกต่อไป ชีวิตของตัวเองในอนาคตก็อาจจะไม่เหลือด้วยเช่นกัน เมื่อบอสแห่งวาเรียรู้เรื่องคนทรยศที่แท้จริงเข้าแล้ว

ซามูเอลเริ่มปลงว่าตนอาจไม่รอด แต่ทว่าไม่เคยกลัวเรื่องความตาย เพราะชายหนุ่มคาดหวังเรื่องความตายมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ตอนนี้การล้างแค้นให้พี่ชายยังไม่จบสิ้น เลยยังมิอาจตามพี่ชายตนไปได้

ไม่นานชายหนุ่มก็คิดได้...ว่าตัวเองยังมีโอกาสชำระแค้นในครั้งนี้อยู่

เพียงแค่ไปอ้อนวอนต่อรุ่นที่เก้า สารภาพผิด และขอที่พึ่งพิงชั่วคราวเพื่อหลบหนีจากพวกของซันซัส จากนั้นก็วางแผนการใหม่ ให้รุ่นที่เก้าเรียกตัวซันซัสมาหาที่ปราสาท ส่วนตัวชายหนุ่มเองก็ใช้พลังมายาแปลงกายเป็นอีกฝ่าย แล้วจึงไปนำตัวสควอโล่ออกมาจากวาเรียได้โดยไม่มีใครสงสัย

ทำอย่างนั้นเพื่อที่จะล่อตัวซันซัสออกมาที่นี่...

"ถึงแผนการที่ผ่านมาของฉันมันจะล้มเหลวไปแล้ว...” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะออกมา พร้อมยกมือที่กุมศีรษะลง “แต่ครั้งนี้มันจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะวันนี้แกจะต้องตายซันซัส!”

"หึ แกเอาอะไรมามั่นใจขนาดนั้น”

"ตอนนี้แกอาจจะคิดว่าฉันจับไอ้ฉลามนั่นมาเป็นตัวประกัน...เพื่อฆ่าแก”

ซันซัสเลิกคิ้วสงสัยเล็กน้อย เหตุเพราะคิดว่าเป็นเช่นนั้นมาตลอด

"แท้จริงแล้วน่ะ ฉันจับมันมาเพื่อที่จะล่อให้แกเข้าไปตายพร้อมกับมันต่างหาก!! ฮ่าๆๆๆ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธอย่างไร “แต่แกไม่ต้องห่วงนะว่าจะไม่ได้แก้แค้นฉัน เพราะฉันเองน่ะก็อยู่รอแกบนนั้นเหมือนกัน!!”

ซามูเอลตะโกนพร้อมชี้นิ้วขึ้นไปบนหน้าต่างบานใหญ่ชั้นสองของตึก เพลิงไหม้เริ่มบดบังการมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ทว่ามันก็ยังพอมองเห็นอยู่อย่างเลือนลาง ซันซัสรีบหันไปทางทิศที่อีกฝ่ายชี้ทันควัน ดวงตาคู่ดุดันค่อยๆ เพ่งเข้าไปภายในก่อนที่มันจะเบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นคนที่อยู่ภายใน...

ไอ้ฉลามสวะ!!

เป็นสควอโล่ที่นั่งหมดสติอยู่ในนั้น พร้อมกับซามูเอลตัวจริงที่ยืนยกยิ้มอย่างผู้ชนะอยู่เคียงข้าง

"แก!!! อย่าอยู่เลย!! "

ขณะนั้นซันซัสตั้งท่าเตรียมจะยิงไปยังด้านบน แต่ทว่า...

"ไม่กลัวว่าไอ้ฉลามนี่จะโดนลูกหลงรึไง! "

ซามูเอลว่าพร้อมดึงคอเสื้อของชายที่หมดสติข้างกายมาบังตนเอาไว้ ขณะนั้นภาพมายาของชายหนุ่มด้านล่างก็ค่อยๆ จางหายไป เป็นเหตุให้ซันซัสต้องชะงักและค่อยๆ ลดปืนลงด้วยความเจ็บใจ ยิ่งเห็นกองเพลิงเริ่มก่อตัวขึ้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลัวว่าสควอโล่จะเป็นอันตราย

"ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่าคนเห็นแก่ตัวอย่างแกจะยอมขึ้นมาตายบนนี้กับมันหรือไม่! " ชายหนุ่มว่าพลางเหลือบไปมองคนที่ตนกำลังหิ้วคอเสื้ออยู่ "แต่ถ้าแกอยากแก้แค้นฉันนัก แกก็ต้องขึ้นมาบนนี้เท่านั้น!! "

"ถ้าอย่างนั้นแกก็ยืนรอความตายอยู่ตรงนั้นซะ แล้วฉันจะจัดให้แกสมใจแน่"

บอสแห่งวาเรียตอบรับอย่างไม่ลังเล ก่อนจะรีบวิ่งฝ่ากองเพลิงผ่านประตูทางเข้าใหญ่เข้าไปในตัวปราสาท สาเหตุที่เลือกฝ่าเข้ามาในนี้โดยที่ไม่รู้ว่าจะได้ออกไปหรือไม่ หนึ่งคือต้องการแก้แค้น และอีกหนึ่งที่สำคัญกว่าก็คือต้องการปกป้องสควอโล่เท่าที่จะทำได้!

ร่างสูงกำลังวิ่งหาบันไดเพื่อขึ้นไปยังชั้นสองที่เป้าหมายอยู่ ทว่าด้วยความที่ด้านล่างเต็มไปด้วยเพลิงสีส้มลุกโชน ทำให้บดบังการมองเห็น การมองหาสิ่งต่างๆ อาจจะช้าไปบ้าง แต่ในที่สุดแล้วก็ค่อยๆ หามันจนเจอ ซันซัสรีบก้าวขึ้นบันไดไปทีละหลายขั้นอย่างเร่งรีบ ระหว่างทางมีอาการสำลักและหายใจลำบากอยู่บ้างเล็กน้อย เหตุจากควันไฟที่กระจายตัวอยู่โดยรอบ

"..แฮ่ก.." เสียงหอบหายใจเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปาก เมื่อใช้พลังงานมากทำให้ต้องหอบเอาอากาศเข้าปอด ด้วยควันไฟที่มากทำให้ออกซิเจนลดต่ำลง ซันซัสจึงเหนื่อยง่ายกว่าที่เคยเป็นมา

แต่ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ไอ้สวะนั่นมันก็ต้องตาย!

บอสแห่งวาเรียให้คำมั่นกับตัวเอง ขณะนี้ได้วิ่งมาถึงชั้นสองเป็นที่เรียบร้อย ขาทั้งสองกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางที่สควอโล่และชายผู้นั้นอยู่ ขณะเดียวกันกองเพลิงก็ยังคงส่งเสียงเผาไหม้ ดังออกมาให้ได้ยินตลอดเวลา ย้ำเตือนว่าผู้มาเยือนกำลังจะก้าวขาเข้ามาสู่ความตาย...

"มาแล้วสินะ...อั่กกก!! "

ซามูเอลส่งเสียงร้องทักทันทีที่เห็นร่างของซันซัสเดินเข้ามา ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไรมากมายก็ถูกมือหนาตรงเข้ามาบีบลำคอเอาไว้เสียก่อน ทำให้การหายใจสามารถทำได้ยากลำบากกว่าเดิม เพราะแค่ควันจากเพลิงไหม้ก็เป็นอุปสรรคมากพอแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น...ชายหนุ่มก็ยังฝืนเหยียดยิ้ม เมื่อเห็นอีกฝ่ายหันมองไปยังร่างที่นอนหมดสติอยู่กับพื้นด้วยความตกใจ ดวงตาสีแดงที่เบิกกว้างขึ้นทำให้ซามูเอลอยากหัวเราะเยาะออกมา เหตุที่อีกฝ่ายเป็นเช่นนั้นก็เพราะเห็นว่าบริเวณหลังศีรษะของสควอโล่กำลังมีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย และบริเวณใกล้เคียงก็ปรากฏท่อนไม้ท่อนหนึ่งอยู่ บ่งบอกว่าศีรษะได้ถูกฟาดด้วยของแข็งชิ้นนั้น!

"ไอ้เศษสวะ!! แกกล้าดียังไงมาทำร้ายมันแบบนี้!! "

แรงจากมือหนาที่บีบคอเริ่มแน่นกว่าเดิมจนซามูเอลเริ่มตาเหลือกลอย เล็บที่จิกครูดเข้าไปทะลุผิวหนังทำให้น้ำตาเริ่มไหลซึมออกมา ทว่าชายหนุ่มกลับไม่พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากการจับกุม ทั้งยังคงพยายามยกยิ้มออกมาอย่างพอใจ ที่ทำไปอย่างนั้นเพราะไม่ต้องการให้สควอโล่คิดหนี

"..ยะ..ยังไง..ฉัน..ก็..หนะ..หนี..พวก..แก..ไม่..พ้..น.." น้ำเสียงผู้พูดเริ่มขาดห้วงเพราะแรงจากมือของอีกฝ่ายที่ไม่ได้ลดลงจากเดิม "..เพราะ..ฉะนั้น...ฉัน..เลย..ยอ..ม..ปล่อ..ย..ให้..แก..ฆ่า"

ซามูเอลรู้ดีว่าหากตนมีชีวิตต่อไปก็ต้องถูกพรรคพวกของซันซัสตามไล่ล่าไม่มีวันจบสิ้น ชีวิตที่มีอิสระนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เสียดายมากนัก เมื่อคิดถึงหน้าพี่ชายที่ตนกำลังจะตามไปหา เขาเลือกมาตายที่ปราสาทนี่เพราะมันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่หลงเหลือ จะได้เผามันไปพร้อมกันกับตัวเอง...

"เหอะ! เสนอตัวมาตายเองเพราะจนตรอก น่าสมเพช! "

"..ฮะ..ฮะ.." ชายหนุ่มพยายามหัวเราะแม้ทำได้อย่างลำบาก "..แต่..ยัง..ไง..แก..ก็..ต้อง..ตาย..ด้วย"

ดูจากกองเพลิงที่โอบล้อมรอบห้องแห่งนี้จนมิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง ประตู หรือรอบกำแพง ไม่มีหนทางไหนให้ผู้ที่ติดอยู่ภายในวิ่งฝ่ามันออกไปได้อีกต่อไป อย่างไรก็ต้องรอความตายอยู่ในนี้ ถือเป็นชะตากรรมที่ต้องยอมรับ

"..แก..จะ..ต้อง..ถูก..เผ..า..ทั้..ง..เป็..น..เหมือ..น..พี่..ฉั..น.."

พรึ่บบบ!!!

"อ๊ากกกกกกกกกก!! " เสียงร้องของซามูเอลดังขึ้นต่อจากนั้นอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย เมื่อซันซัสใช้เพลิงพิโรธที่มีความร้อนสูงเกินไฟธรรมดาแผดเผาร่างอย่างทารุณ!

"แกคงอยากรู้สินะว่าพี่แกตายอย่างทรมานแค่ไหน มันก็เป็นแบบนี้ไงล่ะไอ้สวะ!! จุดจบของไอ้พวกคนทรยศมันก็จะต้องเจอแบบนี้ทุกราย!! ดีใจไหมล่ะที่โดนเป็นเพื่อนไอ้สวะอ๊อตโตเบียนั่น!! "

ซันซัสตะโกนถามเสียงดังกร้าวและเหยียดยิ้มแสยะขึ้นอย่างพอใจในผลงาน โดยไม่สนว่าอนาคตข้างหน้าตัวเองจะตายไปด้วยหรือไม่อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คนตรงหน้าต้องทรมานกับความตายมากกว่าเขาเป็นร้อยเท่า!!

จากนั้นร่างของซามูเอลก็ถูกมือหนาผลักให้ลงไปนอนกับพื้นห่างตัว ปล่อยให้ไฟจากเพลิงพิโรธค่อยๆ กัดกินผิวเนื้อของอีกฝ่ายให้มอดไหม้ย่อยยับ และในไม่ช้ามันก็จะต้องตายลง ไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้ไปฝังลงผืนดิน!

"สควอโล่" เสียงของร่างสูงอ่อนลงทันทีเมื่อเรียกผู้ที่กำลังหมดสติ ซันซัสนั่งลงตรงพื้นเคียงข้างแล้วรวบตัวอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในอ้อมกอด มือหนาลูบศีรษะผ่านกลุ่มผมสีเงินที่ชุ่มด้วยโลหิต พร้อมใจที่ทั้งกังวลและเจ็บแค้น

ความทรมานที่สควอโล่ได้รับจากซามูเอลมันมากเกินไป สำหรับซันซัสแล้วสิ่งที่ซามูเอลโดนมันยังไม่สาสม เขาต้องการให้มันทรมานมากกว่านี้ แต่ว่าในตอนนี้ไม่สามารถเลือกวิธีได้มากนัก เพราะเขากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ไม่อย่างนั้นมันจะต้องถูกจับตัวให้ไปทรมานในคุกของวาเรียก่อน แล้วค่อยจับฆ่าทั้งเป็น!

"ไอ้ฉลามสวะ แกก็อยากแก้แค้นมันเหมือนกันใช่ไหมล่ะ" ซันซัสก้มหน้าลงไปพูดกับคนในอ้อมแขน และไม่นานก็มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้

สควอโล่ยังไม่ได้แก้แค้นไอ้สวะนั่นด้วยตัวเองเลยสักครั้ง เขารู้ว่ามันเองก็อยากจับคนร้ายมาสังหารให้ถึงแก่ความตายไม่ต่างกัน ดังนั้นเขาจะสนองให้มันเองแม้ว่าตอนนี้มันจะไม่มีสติก็ตาม!!

คิดได้ดังนั้น ซันซัสจึงกุมมือของสควอโล่ให้จับปืนคู่กายของตนไว้อีกทอดหนึ่ง ก่อนจะเล็งไปยังตำแหน่งกลางกาย ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผู้รับกระสุนต้องร้องออกมาอย่างทรมานก่อนตาย

ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!

"อั่ก!!! " ซามูเอลร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัส เพราะขณะที่ไฟจากเพลิงพิโรธกำลังแผดเผาผิวหนัง ก็พลันถูกกระสุนยิงใส่ร่างเป็นจำนวนมาก ผ่านไประยะหนึ่งร่างของชายหนุ่มก็ค่อยๆ สลายหายไป เหลือเพียงขี้เถ้าไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งสำหรับบอสแห่งวาเรียแล้วมันช่างน่าขยะแขยง...

"ครั้งนี้ฉันถือว่าแกได้ฆ่ามันแล้วไอ้สวะ" เสียงทุ้มเอ่ยให้ผู้ที่ยังคงไม่ได้สติฟัง มือของสควอโล่ยังคงจับปืนไว้เพราะถูกมือหนาบังคับให้จับ ไม่นานซันซัสก็ดึงปืนออกไป แล้วเก็บไว้กับตัวเองดังเดิมเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลง

แต่มันจะเรียกว่าเสร็จสิ้นลงได้แล้วอย่างนั้นหรือ...เมื่อยังมองไม่เห็นหนทางรอดออกไปเช่นนี้

ยามนี้กองเพลิงได้ลุกโหม จนพาการมองเห็นโดยมีเพียงสีส้มจากเปลวไฟ ซันซัสเริ่มหอบหายใจหนักกว่าปกติ รวมถึงสควอโล่ที่หมดสติอยู่ก็เช่นกัน เช่นนั้นวงแขนแกร่งจึงต้องคลายอ้อมกอดลง เพื่อไม่ให้มันรัดอีกฝ่ายแน่นจนเกินไปจนหายใจลำบาก ระหว่างนั้นซันซัสก็ค่อยๆ หาทางขบคิดว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไป เพราะอีกไม่กี่นาที...ก็คงจะต้องตายด้วยเพลิงไหม้ที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาใกล้ตัวทีละนิด

แต่คิดเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีทางออกใด...แม้แต่ทางเดียวก็ไม่มี

ต่อให้ต่อสายหาพวกลูกน้องวาเรียคนอื่นก็ไม่ทันอยู่ดี เพราะระยะทางจากปราสาทวาเรียมาที่แห่งนี้ก็ไม่น้อยเลย เวลาในการขับรถมาอย่างเร็วก็ชั่วโมงหนึ่ง ซึ่งหากรอนานขนาดนั้นทั้งเขาและสควอโล่ก็คงตายไปก่อนแล้ว หรือแม้แต่การวิ่งฝ่ากองเพลิงลงไปด้านล่าง รวมถึงการกระโดดออกทางหน้าต่างก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเพลิงไหม้ได้ลุกโหมปิดทางหน้าต่างและประตูไว้จนสิ้น

จนตอนนี้...เปลวไฟภายในห้องก็เริ่มรุกรานเข้ามาใกล้ตัวทั้งสองมากขึ้น อากาศหายใจก็เริ่มจะน้อยลงทุกที น้อยลงไปตามความหวังการเอาตัวรอดที่มีอยู่...จนในที่สุดมันก็จะไม่เหลือ

หรือว่าสุดท้ายแล้ว เขาจะต้องทำใจยอมรับความตายที่กำลังวิ่งเข้ามา เพราะมันทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป

นี่เขากำลังกลัวหรือไม่...

ซันซัสเริ่มถามคำถามตัวเองในใจ ทว่าเมื่อมองไปยังร่างที่กำลังหลับใหล ก็เหมือนว่าจะได้คำตอบจากคำถามนั้น

ในเมื่อการตายครั้งนี้ไม่ได้ตายอย่างโดดเดี่ยว เขากับไอ้ฉลามนี่ตายไปด้วยกัน ไม่มีเหตุให้ต้องพะว้าพะวงหลังอีกต่อไป วองโกเล่ยังมีไอ้แก่และเด็กรุ่นที่สิบนั่นดูแล สิ่งที่เขาห่วงทั้งสองสิ่งไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป ถึงแม้จะเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้อยู่กับสควอโล่ตอนมันหายเป็นปกติดี...ก็ไม่เป็นไร

เพราะเขากับมันอาจจะได้เจอกันใหม่ในโลกหลังความตายก็ได้

ไม่ว่าหายไปที่ไหน แกก็ไม่ทางหนีไปจากฉันพ้นอยู่แล้ว!

ซันซัสบอกคนในอ้อมแขนภายในใจขณะที่เปลวไฟเริ่มขยับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลงตามอีกฝ่ายไปราวกับปลงในเรื่องราวที่จะเกิด

...เพราะอีกไม่กี่สิบเมตรเปลวไฟก็มาถึงตัวพวกเขาสองคนแล้ว

มันไม่มีทางหลีกหนี ไม่มีทางรอดพ้น อย่างไรก็ต้องยอมรับมัน

ยอมรับความตายที่คืบใกล้เข้ามา...

"..ซัน..ซั..ส.."

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยทำให้เปลือกตาของร่างสูงเปิดขึ้นอีกครั้งโดยฉับพลัน เมื่อก้มหน้าลงไปก็พบว่าบัดนี้คนในอ้อมแขนได้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาเล็กๆ บนใบหน้า ทั้งที่ควรดีใจที่คนสำคัญได้สติ

แต่ทว่า..มันกลับเป็นเหตุให้ซันซัสโกรธจัดขึ้นมาเสียอย่างนั้น!

"ทำไมแกต้องฟื้นขึ้นมาตอนนี้!! "

นี่เป็นประโยคแรกที่บอสแห่งวาเรียตวาดถามผู้ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา โดยไม่กลัวอีกต่อไปว่ามันจะทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวต่อเสียงดังเช่นที่ผ่านมาหรือไม่

มันเป็นครั้งแรกที่ฉันไม่อยากให้แกตื่นขึ้นมาไอ้ฉลามสวะ แกจะตื่นขึ้นมารับรู้ความทรมานจากความตายทำไมกัน...

"นี่..ฉันยังไม่ตายอีก..อย่างนั้นเหรอ..ทำไมมันถึง...ปวดหัวจังวะ"

!!!!

ดวงตาสีโลหิตเบิกกว้างทันทีที่อีกฝ่ายถามประโยคนั้นออกมา เพราะมันแปลว่าความจำของสควอโล่ได้ฟื้นกลับคืนมาแล้ว ไม่ใช่คนที่ไร้สติและไม่เข้าใจสิ่งรอบตัวอีกต่อไป

แต่มาหายดีเอาตอนนี้น่ะหรือ...ตอนที่ความตายกำลังก้าวเข้ามา

"หึ ไม่สายเกินไปหน่อยรึไง" ซันซัสเอ่ยตัดพ้อเสียงแผ่วเบาซึ่งอีกฝ่ายไม่มีทางได้ยินมัน เพราะเจ้าของคำพูดจงใจให้เป็นอย่างนั้น

เขาไม่ต้องการให้มันรู้ว่าตอนนี้มันกำลังจะตาย...ตายอย่างทรมานในกองไฟ

"แกว่าอะไร..บอส พูดใหม่อีกทีสิวะ"

สควอโล่ที่นอนอยู่ในวงแขนแกร่งเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างคาดคั้น แม้จะเจ็บแผลที่ศีรษะหรือนอนอยู่ท่ามกลางกองเพลิงก็หาได้สนใจ ไม่นานคิ้วเรียวก็เริ่มขมวดเข้าหากันเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ แต่กลับค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาแทน สควอโล่มองอย่างแปลกใจ ทว่าไม่นานดวงตาสีวารีก็เบิกโพลงขึ้น เมื่ออีกฝ่ายประทับริมฝีปากลงมาแผ่วเบา...

"...อืม..พ..อ..."

ซันซัสตักตวงความหวานจากริมฝีปากคู่นี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผละออกมา เพราะอากาศที่เริ่มน้อยลงทำให้ต้องทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ใจต้องการอย่างยินยอม

"แกตายไปแล้วไอ้สวะ ฉันก็ตายไปแล้วเหมือนกัน แกความจำสั้นรึไง"

"หา งั้นเหรอวะ”

สควอโล่ได้ค่อยๆ นึกตามก่อนจะจำได้ว่าตนเห็นอีกฝ่ายถูกยิงในป่าวันนั้น จากนั้นหัวใจของเขาก็บีบตัวจนหายใจแทบไม่ออก สักพักก็รู้สึกได้ว่าเลือดได้กระอักออกมาจากปาก ทั้งยังไหลออกทางจมูกจนรับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวของมัน และไม่นานก็ไม่รับรู้ถึงสติของตนอีกต่อไป

เช่นนั้นก็แสดงว่า...เขาตายไปแล้วจริงๆ

วันนั้นเขาตายไปพร้อมกับบอสเลยงั้นสินะ...

"บอส" สควอโล่เอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงอ่อน พร้อมกับใช้แรงอันน้อยนิดของตัวเองเพื่อเลื่อนแขนไปโอบรอบกายอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะเอนใบหน้าลงไปซบแผ่นอกหนา "แกรู้ไหมว่าก่อนตายน่ะ ฉันอยากได้อะไร"

"ฉันจะไปรู้รึไง ไม่ได้ไปนั่งอยู่ในความคิดแก"

"หึ ก็จริง" ฉลามหนุ่มแค่นหัวเราะออกมาอย่างขำขัน "ตอนนั้นฉันอยากเจอแกอีกครั้งในโลกหน้า ดูเหมือนว่ามันจะเป็นจริงแล้วว่ะ เพราะตอนนี้ฉันตายแล้วได้มาเจอแกอีกครั้ง"

น่าแปลกเหมือนกันที่โลกนี้...

ซันซัสไม่ได้ผลักไสเขาออกไปเหมือนในโลกก่อน

สควอโล่คิดอยู่ภายในใจ ซึ่งมันเป็นความคิดที่เจ็บปวดอยู่บ้าง แต่หัวใจของเขากลับไม่เจ็บอีกต่อไป ไม่มีอาการบีบรัด ไม่มีความรู้สึกเสียดแน่น เช่นนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่ยืนยันว่าเขาหลุดพ้นจากโลกก่อนแล้วอย่างแท้จริง

"โลกนี้ก็ไม่แย่ แต่เสียอยู่เรื่องคือทำไมมันร้อนจังวะ หายใจก็ลำบาก" ผู้พูดบ่นอย่างหงุดหงิด ทว่าแม้จะร้อนจนเหงื่อตกอย่างไร ก็คงยังไม่ผละกายออกจากร่างที่ตนใช้แขนโอบกอด

ซันซัสเห็นดังนั้นก็โอบกระชับร่างของอีกฝ่ายให้แนบแน่นขึ้นเช่นกัน ไม่สนเรื่องอากาศหายใจอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว สควอโล่รู้สึกได้จึงเงยหน้าขึ้นมองสบเจ้านายของตนอย่างแปลกใจ เพราะอีกฝ่ายไม่มีทางทำแบบนี้กับตนในโลกก่อนที่เอาแต่ขับไล่

"เลิกพูดมากแล้วนอนซะ ฉันรำคาญเสียงแก"

"แต่มันร้อนนี่หว่า หลับไม่ลงหรอกโว้ยยย" สควอโล่บ่นทันที "ทำไมมาโลกนี้แล้วเรื่องบ้าๆ ยังไม่หมดไปอีกวะ"

"อีกไม่นาน..."

เสียงพูดที่อ่อนลงเป็นผลให้สควอโล่เริ่มรู้สึกกังวลใจพิกล ยิ่งมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาก็เห็นความเจ็บปวดที่เจืออยู่ในนั้น

"อีกไม่นานอะไร แล้วแกเป็นอะไรของแกวะบอส" สควอโล่ถามกลับเสียงอ่อนเช่นกัน ขณะที่มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับวงหน้าของอีกฝ่ายไว้ให้มองสบตอบกลับมาอย่างไม่กลัว เนื่องจากฉลามหนุ่มคิดว่าตนไม่ได้อยู่ในโลกเก่า จึงกล้าที่จะทำอะไรตามใจตัวเองมากขึ้น

"มันอาจจะทรมานอยู่บ้าง แต่มันจะไม่นาน เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปไอ้สวะ เพราะฉะนั้นก็นอนซะ"

"แกพูดอะไรของกะ.."

"ฉันสั่งให้แกนอน ไม่ได้ยินรึไง เลิกขัดคำสั่งฉันได้แล้ว"

สควอโล่มีสีหน้าแปลกใจอยู่ชั่วครู่ แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ย แต่สุดท้ายก็ยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดีเพราะไม่อยากขัดใจอีกฝ่ายนัก ขณะเดียวกันฝ่ามืออุ่นก็กำลังลูบอยู่บนศีรษะของเขา ค่อยๆ ขับกล่อมให้ร่างกายที่อ่อนเพลียหลับลงไปอีกครา ทว่าก่อนจะนอนหลับ สควอโล่ก็ไม่ลืมที่จะย้ำเตือนบางอย่าง

"บอส...ถ้าฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แกจะต้องอยู่ข้างฉันแบบนี้ รับปากได้รึเปล่า"

"ฉันก็จะไปพร้อมกับแกนั่นแหละ...ไม่ต้องเป็นห่วง"

สิ่งที่ซันซัสพูดออกมาทำให้สควอโล่แปลกใจอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมหลับตาลงอีกรอบ แม้จะไม่รู้ว่าไปพร้อมกันคือไปที่ไหน ทว่าก็ยังเชื่อว่าอีกฝ่ายจะพาตนไปด้วยอย่างแน่นอน หากมีซันซัสอยู่ด้วยแล้ว เช่นนั้นยังต้องกังวลใจอะไรอีก...

"แกอย่าผิดคำพูดล่ะ” ผู้พูดเอ่ยทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเข้าสู่การหลับใหล

"อืม รีบนอนเถอะ”

หลังจากที่ซันซัสตอบรับเป็นครั้งสุดท้าย เวลาล่วงเลยผ่านไปประมาณสามนาที ทั้งคู่ยังคงกอดกันอยู่เช่นเดิม สควอโล่หลับไปแล้ว แต่ทว่าใครอีกผู้หนึ่งยังคงมีสติครบถ้วนทุกประการ รับรู้ความร้อนแห่งเปลวเพลิงที่อยู่ไม่ห่างกายนัก และรับรู้ความหวาดกลัวที่ยังไม่หมดไปจากใจ

เมื่อความตายเข้ามาถึงอย่างแท้จริง ฉันหวังว่าแกจะไม่รู้สึกถึงมัน...สควอโล่

นี่อาจเป็นสิ่งเดียวที่บอสแห่งวาเรียยังคงห่วงอยู่ในยามนี้...คือไม่อยากให้คนในอ้อมแขนรับรู้ถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #38 คนสวยขา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 23:49
    เจ่บปวดที่สุด ฮืออออ
    #38
    0
  2. #37 namzbongz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 21:19
    (;´༎ຶٹ༎ຶ`)มันจะบ่จบแบบทั้งสองคนตายใช่มั้ยใครก็ได้บอกฉันที!!!
    #37
    0