[Fic KHR] Mirage Heart (XS)

ตอนที่ 19 : Chapter 18 เหตุผลจากรุ่นที่เก้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    19 ธ.ค. 63

เมื่อสควอโล่เข้าสู่ห้วงหลับใหลไปแล้ว ตอนนี้ในช่วงเกือบเที่ยงของวันจึงมีเพียงบอสแห่งวาเรียผู้เดียวที่กำลังตื่นอยู่ ร่างสูงลุกขึ้นเพื่อที่จะไปชำระร่างกายของตนเองและจัดการแต่งตัวใหม่ให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเดินถือผ้าชุบน้ำแห้งหมาดออกมา เพื่อที่จะเช็ดเรือนกายบางที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำสีขุ่นให้กลับมาสะอาดดังเดิม

"หึ ก่อนหน้านี้คงเหนื่อยมากสินะ"

ร่างสูงเอ่ยก่อนจะนั่งลงเคียงข้างผู้ที่หมดสติไปกลางครันจากเหตุการณ์เร่าร้อนที่ผ่านมา ยามนี้สควอโล่เริ่มหายใจเป็นปกติหลังจากที่หอบหายใจอยู่พักใหญ่ ตามเรือนผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากมีเหงื่อผุดออกมามากมาย บ่งบอกว่าอุณหภูมิของเจ้าตัวกำลังร้อนรุ่มมากขึ้น เหตุเพราะผ่านศึกหนักมาทั้งที่ร่างกายยังไม่หายดี

ผู้กระทำมองอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย แท้จริงแล้วตั้งใจว่าจะรอให้สควอโล่กลับมาเป็นปกติก่อน แต่ว่าการหักห้ามใจช่างเป็นเรื่องยากนัก เมื่ออีกฝ่ายดันมีท่าทีเชิญชวนให้ทำแบบนี้!

“เป็นความผิดของแกทั้งนั้นไอ้ฉลามสวะ” ร่างสูงบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด ทั้งที่เพิ่งรู้สึกผิดได้ไม่นาน เหตุใดจึงกลายเป็นกล่าวโทษผู้ถูกกระทำเสียได้...

หลังจากโยนความผิดเสร็จ ผ้าชุบน้ำก็ถูกมือหนาจับเช็ดไปตามวงหน้างาม ไล่ลงมาตามลำคอและลาดไหล่ แล้วลากมายังเรียวแขนของผู้ที่นอนหลับ ซึ่งด้วยความที่ซันซัสไม่ได้ผ่อนแรงมือของตัวเอง ทำให้ความมือหนักนี้ไปรบกวนผู้ที่อยู่ในห้วงนิทราเข้า

"..อะ..ซะ..."

!!!

ซันซัสเบิกตาขึ้นเล็กน้อย เมื่อพยัญชนะชื่อขึ้นต้นของตนกำลังถูกเอ่ยออกมาจากปากของคนที่นอนไม่ได้สติ แอบหวังเสมอว่าคนตรงหน้าจะจดจำตนได้เร็วขึ้น ทว่าบางทีนี่อาจเป็นเพียงการละเมอเพ้อพกถึงสิ่งที่คุ้นเคยในอดีต ความจำอาจเพิ่งเริ่มปะติดปะต่อกันเท่านั้น คงต้องใช้เวลานานกว่านี้อีกหน่อย สควอโล่ถึงจะกลับมามีความจำเป็นคนปกติเช่นเดิม

"..ซั..ส.."

"มีอะไรไอ้สวะ จะเรียกฉันทำไม"

แม้เสียงที่เอ่ยออกมาจะขาดห้วง แต่ซันซัสก็รู้ว่าอีกฝ่ายเรียกชื่อตนแน่ เช่นนั้นจึงส่งคำถามกลับไป พร้อมกับมือหนาที่เลื่อนผ้าห่มลงมา ก่อนจะเอาผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามผิวกายส่วนที่เหลือ ซึ่งตอนนี้มีรอยสีกุหลาบจากฝีมือตนแต่งแต้มอยู่โดยทั่ว สควอโล่บิดกายเล็กน้อยยามที่ผ้านั้นวนเวียนอยู่ตามซอกขา พร้อมกับคิ้วเรียวที่เริ่มขมวดยุ่ง เมื่อรู้สึกถึงการถูกรบกวนขณะที่กำลังหลับ

"ไอ้สวะ นี่แกจะทำให้ฉันหมดความอดทนไปถึงเมื่อไหร่กัน"

ซันซัสรีบละสายตาออกจากร่างโปร่งทันทีเมื่อจัดการเช็ดทำความสะอาดกายให้อีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากมองนานเกินไปคงทำให้ความยับยั้งชั่งใจขาดผึงอีกรอบ เช่นนั้นจึงเดินออกมาหาเสื้อเชิ้ทแขนยาวและกางเกงมาสวมใส่ให้อีกฝ่าย ก่อนจะคลุมผ้าห่มกลับให้ดังเดิม และปล่อยให้สควอโล่ได้นอนพักต่อไปตามอำเภอใจ

เมื่อแต่งตัวให้สควอโล่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซันซัสก็ตั้งใจว่าจะจัดการกองเอกสารที่ค้างคาอยู่บนโต๊ะให้แล้วเสร็จ หลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้แตะมัน เพราะนอกจากจะใช้เวลาดูแลและแกล้งไอ้ฉลามนั่นแล้ว ก็ยังเสียเวลาไปกับการหาตัวคนร้ายในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดก่อนหน้าด้วย

ว่าแต่จนวันนี้แล้ว พวกลูกน้องสวะจับตัวไอ้อดีตคู่หมั้นจอมปลอมนั่นไปได้หรือยัง...

ด้วยความอยากรู้ ซันซัสจึงตัดสินใจวางกองเอกสารเอาไว้กับที่ก่อน โดยตั้งใจว่าจะมาจัดการหลังจากที่เดินออกไปซักถามเรื่องนี้จากลุซซูเรียเรียบร้อย

ทว่ายังไม่ทันที่จะเดินไปถึงประตูห้องนอน ซันซัสก็พลันได้ยินเสียงโทรศัพท์ของตัวเอง ซึ่งร้อยชาติถึงจะมีคนกล้าโทรมาสักครั้งหนึ่ง นอกจากสควอโล่แล้วก็แทบไม่มีใครกล้าโทรมารบกวนเขาทั้งนั้นแม้ว่าจะมีเรื่องด่วนมากแค่ไหนก็ตาม เหตุเพราะไม่อยากเสี่ยงตายโทรมาเจอยามที่เขาอารมณ์ไม่ดี

จากนั้นซันซัสก็หยิบโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาเพื่อที่จะดูรายชื่อของผู้โทรมาชัดๆ

‘รุ่นที่เก้า’

แล้วก็พบว่าชื่อที่แสดงบนจอคือพ่อบุญธรรมของตน...

ไอ้แก่มันจะโทรมาหาเขาทำไมกัน

ซันซัสสงสัยเล็กน้อยก่อนที่จะนึกเรื่องเมื่อเช้าขึ้นได้ ลุซซูเรียบอกเอาไว้ว่าไอ้แก่นั่นมีเรื่องอยากคุย ดูแล้วท่าทางคงจะมีเรื่องด่วนถึงได้ตัดสินใจโทรมาด้วยตนเอง

และถึงแม้ว่าจะขี้เกียจคุยมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นซันซัสก็กดรับอยู่ดีเผื่อมีเรื่องสำคัญอะไรที่ตนควรรู้...

"แกจะโทรมาหาฉันทำไม"

ร่างสูงกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อย่างรำคาญ ซึ่งคาดว่าผู้ฟังก็น่าจะสัมผัสได้ว่าผู้พูดกำลังรู้สึกอย่างไร

[ซันซัส] คนในสายเอ่ยเสียงอ่อน [ฉันขอโทษด้วยที่โทรมารบกวน แต่ฉันอยากคุยกับเธอเรื่องซามูเอล]

"เหอะ! ที่แท้ก็จะโทรมากับไอ้เรื่องแค่นี้ ฉันไม่สนใจหรอกว่ะ! " เสียงทุ้มตวาดออกมาด้วยความไม่พอใจ ขณะนั้นบอสแห่งวาเรียกำลังจะกดวางสายแล้ว แต่ทว่า...

[อย่าเพิ่งวาง! มันยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอยังไม่รู้]

รุ่นที่เก้าตะโกนขึ้นมาก่อน ราวกับรู้ว่าลูกบุญธรรมของตนจะตัดสาย ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะซันซัสยินยอมที่จะฟังต่อ แต่ทว่าอาการหงุดหงิดก็ยังคงไม่จางหายไป

"มีอะไรก็รีบว่ามา ฉันมีเวลาไม่มาก! "

การตอบกลับยังคงเป็นเสียงตวาดอีกครั้ง ทว่าสักพักซันซัสก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองเผลอส่งเสียงดังไปหลายครา ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่นอนอยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาได้ คิดพลางหันไปมองร่างโปร่งที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มบนเตียงก็โล่งใจ เมื่อเสียงดังก่อนหน้าไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายตื่นมาแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมที่จะข่มอารมณ์และลดเสียงลงในครั้งถัดไป

[ฉันอยากเรียกเธอมาพบเพื่อฟังเหตุผลบางอย่าง ทั้งเรื่องที่ฉันเคยต้องการให้เธอหมั้นกับซามูเอล และก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งด้วย] น้ำเสียงของรุ่นที่เก้าฟังดูเคร่งเครียดพอตัว

แต่ว่าบอสแห่งวาเรียหาได้สนใจไม่...

"ฉันไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น ถ้าอยากพูดนักก็พูดมันในโทรศัพท์เลยสิไอ้แก่"

[เรื่องมันยาวน่ะ ฉันอยากให้เธอมา]

"งั้นก็แค่นี้แล้วกัน เพราะฉันไม่อยากปะ..."

[ซามูเอลอยู่กับฉัน!!]

!!!!

เมื่อซันซัสไม่ยอมฟัง รุ่นที่เก้าจึงจำเป็นต้องงัดไม้ตายออกมา เพราะรู้ว่าลูกบุญธรรมของตนกำลังตามหาตัวซามูเอลอยู่ อย่างไรก็ต้องมาหาตนที่ปราสาทแน่

"แกว่าอะไรนะ...แกเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน"

มือที่จับโทรศัพท์อยู่เริ่มสั่นด้วยความโกรธ ซันซัสอยากจะตะคอกถามคนในสายใจแทบขาด ถ้าไม่ติดว่ามันจะไปรบกวนคนที่นอนหลับอยู่ เช่นนั้นความโกรธเคืองรวมถึงความแค้นที่กำลังก่อตัวจึงต้องถูกระงับไว้ภายในอย่างอดกลั้น

เพราะอะไรไอ้แก่ถึงได้ยอมให้คนอย่างไอ้สวะนั่นไปอยู่ด้วย

คำถามนี้ผุดขึ้นมาภายในใจที่ร้อนรุ่มเป็นอันดับแรก อะไรคือสาเหตุที่ทำให้รุ่นที่เก้ายอมเก็บศัตรูผู้นั้นเอาไว้ ทั้งยังเป็นศัตรูที่ต้องการทำร้ายวาเรียให้ย่อยยับ!

มันสมควรแล้วหรือที่จะให้ความช่วยเหลือศัตรู

...หรือว่ามันจะมีอะไรแอบแฝงในเรื่องนี้อยู่

[ซามูเอลอยู่ในคฤหาสน์ของฉันเอง แต่เธอใจเย็นก่อนนะซันซัส ทุกอย่างที่ฉันทำไปมันมีเหตุผล]

"ฉันไม่สนเหตุผลอะไรทั้งนั้น ไอ้สวะที่มันกล้าทำร้ายคนของฉันต้องตายสถานเดียว! "

รุ่นที่เก้าพูดดักไว้ก่อน แต่มีหรือที่คนอารมณ์ร้อนเช่นบอสแห่งวาเรียจะทำใจให้เย็นลงได้ เมื่อศัตรูหนีไปหลบอยู่กับตน

ระหว่างนั้นซันซัสได้ปรายตาไปมองร่างบนเตียง ซึ่งกำลังไร้ความทรงจำและไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ ยิ่งเห็นสภาพของสควอโล่ที่ถูกกระทำให้เป็นแบบนั้น ไฟแห่งโทสะภายในใจก็ยิ่งลุกโชน และมันจะดับลงได้ก็ต่อเมื่อตัวการได้ตายลงแล้วอย่างทรมาน!

ในเมื่อรู้ที่อยู่ของมันเช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอช้าอีกต่อไป!

ไอ้ฉลามโง่...ฉันยังไม่ลืมที่จะล้างแค้นเรื่องนี้ให้แก ไอ้สวะนั่นมันจะต้องได้รับบทเรียนในครั้งนี้แน่!

[นี่ซันซั...]

สายถูกตัดทิ้งโดยที่คนในสายยังไม่ทันจะพูดจบ เนื่องจากบอสแห่งวาเรียไม่สนใจจะฟังคำพูดใดอีกต่อไป เมื่อสิ่งที่ตั้งใจจะทำในตอนนี้มีเพียงบุกไปยังปราสาทวองโกเล่ แล้วจัดการคนที่ตนต้องการฆ่าเสีย

ครั้งนี้เป็นโอกาสที่เขาจะได้ทำตามคำพูดที่เคยให้ไว้กับสควอโล่ ว่าจะล้างแค้นให้มันอย่างสาสม

ยืนจมอยู่กับความขุ่นเคืองอยู่พักหนึ่ง ซันซัสก็พาตัวเองไปแต่งตัวให้เหมาะกับการต่อสู้ เสื้อคลุมซึ่งเป็นชุดเครื่องแบบถูกนำมาคลุมไหล่หนา ปืนสองกระบอกถูกนำมาพกติดตัวเอาไว้ดังเช่นทุกครั้ง คราวนี้เพลิงพิโรธของเขาได้หวนคืนกลับมาแล้ว ดังนั้นก็อย่าหวังว่าไอ้สวะนั่นมันจะรอดพ้นเงื้อมมือของเขาไปได้ และต่อให้มีไอ้แก่นั่นคุ้มกันก็อย่างหวังว่าจะรอด!

เมื่อซันซัสจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว จึงก้าวขาเพื่อเตรียมออกจากห้องไปจากห้องนอน

"..บะ..บอ..บอ..ส..."

แต่ทว่า...ในจังหวะที่กำลังจะเดินไปเปิดประตูนั้น ก็พลันได้ยินเสียงเรียกจากผู้ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลเข้าเสียก่อน

ร่างสูงหันขวับไปทันทีที่อีกฝ่ายเริ่มส่งเสียง ยิ่งได้ยินคำเรียกขานตนได้อย่างถูกต้อง จึงทำให้ต้องเปลี่ยนทิศทางเดินไปหาคนบนเตียงเสียก่อน

"...บะ.." ขณะนี้มือเรียวค่อยๆ เอื้อมไปข้างหน้าเพื่อหวังที่จะดึงรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้ห่างกายตนไปไหนเช่นที่ผ่านมา สายตาเหม่อมองเพียงร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาหาตนทีละก้าว จนในที่สุดก็มานั่งลงบนเตียงเคียงข้าง

"ไอ้สวะ นี่แก..."

ร่างสูงเรียกอีกฝ่ายเสียงเบา เมื่อสควอโล่ค่อยๆ เลื่อนมือที่มีแรงอยู่น้อยนิดมาลูบตามวงหน้าของตน เมื่อเริ่มมีความหวังว่าไอ้สวะนี่จะกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ทว่าสุดท้ายความหวังนั้นก็ดับลง เพราะมันยังคงไม่ตอบสนองอะไรกลับมาเมื่อเขาส่งเสียงเรียก อีกทั้งสายตาที่มองมาก็ยังคงเลื่อนลอยไม่เหมือนคนปกติ

แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างนัอยมันก็คุ้นชินกับเขามากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

"..อะ....บะ.."

ฉลามหนุ่มยังคงนำมือไปลูบตามวงหน้าคมอย่างแผ่วเบาก่อนจะไล้ไปตามรอยแผลเป็นบนนั้นอย่างสนอกสนใจ แต่ว่าไม่นานเหมือนรอยแผลนี้จะสร้างความเศร้าใจให้กับผู้สัมผัส เพราะแววตาของสควอโล่เริ่มหมองลงชัดเจน เมื่อมองรอยแผลนั้นนานขึ้น

"ทำไม มีอะไรกับไอ้รอยนี่นักรึไง"

แท้จริงแล้วรอยแผลเป็นทั้งบนใบหน้าและตามร่างกายนี้ ซันซัสไม่ชอบและไม่เคยให้ใครมาสัมผัส

สำหรับเขาแล้วระยะแรกมันเป็นเหมือนรอยแผลที่แสดงถึงความแพ้พ่ายในครั้งที่ถูกแช่อยู่ในน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ เขาจึงนึกเกลียดมันอยู่ตลอดเวลาในช่วงนั้น แต่ว่าในระยะหลังเขาเปลี่ยนมุมมองกับมันใหม่ โดยเปลี่ยนไปคิดว่ามันคือตัวแทนแห่งความโกรธบนร่างของเขาแทน ยามใดที่เขาโกรธจัดรอยแผลนี้ก็จะขยายขึ้นตามร่างกาย สร้างความหวาดกลัวและตกใจให้กับผู้มอง ซึ่งมันก็ทำให้เขาชอบเสียด้วย

และเมื่อมันเป็นสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบในคราวเดียวกัน จึงไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนมาโดนทั้งนั้น...ยกเว้นมันเป็นคนเดียวที่เขาให้สิทธิ์ทำแบบนี้

“..อะ..ฮะ..” สควอโล่ไม่ตอบอะไรนอกจากส่งสายตาเว้าวอนให้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่ดังเดิม ซึ่งเหมือนซันซัสจะมองออก แต่ถึงอย่างไรเขาก็ทำตามที่มันต้องการไม่ได้

"เดี๋ยวฉันก็กลับมาหาแกแล้ว พอฆ่าไอ้สวะนั่นเสร็จ ฉันก็จะรีบกลับมาทันที ระหว่างนี้ฉันจะให้ลุซซูเรียมาอยู่เป็นเพื่อนแกก่อน แล้วแกก็นอนหลับไปซะ ไม่ต้องตื่นมาทำตัววุ่นวายช่วงที่ฉันไม่อยู่"

ร่างสูงว่าพร้อมกับดึงตัวคนที่นอนอยู่บนเตียงขึ้นมากอด วงแขนแกร่งรัดแน่นขึ้นตามความโกรธที่มีต่ออดีตคู่หมั้นของตน แม้รู้ว่าสควอโล่ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ตนสื่อออกไปได้ แต่ว่าเขาจำเป็นต้องบอกมันเอาไว้ในสิ่งที่กำลังจะไปทำ เพราะมันจะต้องได้ยินในสิ่งที่เขากำลังจะไปทำเพื่อมัน!

"วันนี้คนที่ทำร้ายแกมันจะต้องชดใช้ แกรอฟังข่าวดีจากฉันอยู่ที่นี่ก็อย่าหาเรื่องใส่ตัว สั่งให้หลับก็หลับ แค่นี้แหละที่ฉันจะบอกแก"

ซันซัสกล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจะจับร่างของอีกฝ่ายให้เอนตัวนอนลงบนเตียงนุ่มดังเดิม จากนั้นก็จัดการห่มผ้าห่มผืนหนาให้เสร็จสรรพ

สควอโล่ยังคงพยายามดึงดันเอามือออกมา แต่ทว่ากลับถูกมือหนากดมันไว้ผ่านผ้าห่ม สุดท้ายซันซัสก็โน้มใบหน้าลงไปประทับจูบลงบนกลีบปากนุ่มทีหนึ่งก่อนจะลุกออกมา โดยไม่หันกลับไปสนใจอีกฝ่ายให้ใจว้าวุ่นอีกต่อไป...

ปัง!!

เสียงปิดประตูห้องดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวออกมานอกห้องแล้ว บังเอิญที่ระหว่างที่เดินออกมาเจอกับลุซซูเรียพอดี อีกฝ่ายกำลังเดินมาทางที่เขาอยู่พร้อมกับอาหารมื้อเที่ยง แต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีเวลากินมันอีกต่อไป ดังนั้นก็ได้แต่หวังว่ามันจะเอาทั้งหมดนี่ไปป้อนเข้าปากไอ้ฉลามสวะที่น่าจะกำลังนอนหงอยอยู่ในห้อง

"นี่บอสจะไปไหนคะเนี่ยยย ไม่อยู่กินข้าวกับสควอโล่หรอค้าา"

ลุซซูเรียเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อนเมื่อเห็นผู้เป็นนาย ซึ่งไม่คาดคิดว่าจะออกมาจากห้องของตนเองในเร็ววันหากยังหาศัตรูไม่ได้ โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้ซันซัสได้เจอศัตรูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"ฉันเจอไอ้สวะนั่นแล้ว มันอยู่กับไอ้แก่และฉันก็กำลังจะไปฆ่ามัน แกเอาเรื่องนี้ไปรายงานพวกลูกน้องคนอื่นด้วย"

"หาา!! " ลุซซูเรียร้องอย่างตกใจ "ถ้าอย่างนั้นให้ส่งคนไปช่วยไหมคะบอส"

"ไม่จำเป็น เพราะฝีมือของมันไม่ได้เก่งขนาดนั้น" ภาพมายาของมันเขาก็มองออกมาตลอด เพลิงพิโรธเขาก็ใช้ได้แล้ว แบบนี้มันก็ทำอะไรเขาไม่ได้อีก นอกจากนอนรอรับความตายอย่างเดียว

"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเจ้ไปอยู่เป็นเพื่อนสควอโล่ให้น้าา" ลุซซูเรียเอ่ยอย่างรู้หน้าที่โดยไม่รอซันซัสบอก

"เออ และจำเอาไว้ว่าแกต้องดูแลมันให้ดี ไม่อย่างนั้นแกเตรียมตัวตาย! "

จบคำขู่นั้นร่างสูงก็มุ่งหน้าลงบันไดพร้อมออกไปจากปราสาททันที ทิ้งลุซซูเรียให้มองตามหลังด้วยสายตาเป็นห่วง แม้จะอยากตามไปสมทบมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ยังมีสิ่งสำคัญกว่าต้องทำ มิเช่นนั้นอีกฝ่ายอาจฆ่าตัวเองให้ตายได้หากไม่ดูแลสควอโล่ให้ดีตามคำสั่ง คิดได้ดังนั้นลุซซูเรียก็ได้แต่อวยพรให้บอสได้แก้แค้นสมใจ แล้วจึงเดินต่อไปยังห้องนอนใหญ่ เพื่อนำอาหารและน้ำเข้าไปบริการผู้ป่วยถึงเตียง...

 

..เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง..

รถของบอสแห่งวาเรียได้เคลื่อนตัวเข้ามายังปราสาทวองโกเล่ ผู้คุมประตูรีบเปิดประตูต้อนรับโดยเร็ว ไม่นานรถก็ได้จอดลงเทียบหน้าประตูทางเข้าตัวปราสาท ก่อนที่ร่างของบุรุษผู้น่าเกรงขามจะลงมาจากรถ พาลูกน้องที่ยืนอยู่โดยรอบตกใจกลัวกันเป็นพัลวัน เพราะใบหน้าของลูกชายรุ่นที่เก้าบัดนี้ไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก

ซันซัสทอดขาเดินเข้าไปในตัวปราสาทโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น เป้าหมายแรกที่จะไปคือห้องทำงานชั้นบน เพราะพ่อบุญธรรมของตนมักจะอยู่ในนั้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสิ่งที่ซันซัสคาดไว้ก็ถูกต้องเพราะเมื่อเตะประตูเข้าไปในห้องนั้น ภาพแรกที่เห็นก็คือชายชราที่กำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างข้างโต๊ะทำงาน

"ไอ้สวะนั่นอยู่ไหนกันแน่! ถ้าแกไม่บอก ฉันจะทำลายปราสาทนี่ซะ!! "

ร่างสูงตวาดลั่นพร้อมกับจุดเพลิงพิโรธบนมือขึ้นมาเป็นเชิงขู่ เพื่อเร่งให้รุ่นที่เก้ารีบตอบคำถามที่ตนต้องการ ผู้ที่กำลังยืนเหม่อหลุดจากภวังค์ตั้งแต่ได้ยินเสียงเตะประตู เมื่อหันไปพบว่าลูกชายตนมาจึงเดินเข้าไปหา ทุกอย่างเป็นอย่างที่รุ่นที่เก้าคาด ซันซัสต้องถามหาซามูเอลเป็นอันดับแรก

"ตอนนี้เขาไม่อยู่รอเธอแล้วล่ะ พอรู้ว่าเธอโกรธมากก็เลยไม่กล้าอยู่อีกต่อไป"

"แกว่าไงนะ..." ซันซัสทวนถามเสียงต่ำ ความโกรธที่คุกรุ่นเริ่มแผ่ขยายออกมาเป็นรอยแผลตามใบหน้า

"แต่ยังไงเดี๋ยวเขาก็จะกลับมาที่นี่ใหม่ รอขอโทษเธอยามที่เธอใจเย็นกว่านี้"

"ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากมัน! สิ่งที่ฉันต้องการคือความตายของมันเท่านั้น!! "

ร่างสูงยังคงยืนกรานคำเดิมดังเช่นที่เคยเอ่ยไว้ในโทรศัพท์ รุ่นที่เก้ามีสีหน้าหมองลงเล็กน้อยกับท่าทีของอีกฝ่าย ทว่าก็เข้าใจถึงสาเหตุที่ซันซัสเป็นเช่นนี้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดเพราะอีกฝ่ายได้รับความเสียหายมาอย่างหนัก ทั้งเรื่องเหตุระเบิดวันนั้นที่สร้างบาดแผลฉกรรจ์พอตัว และเรื่องที่ถูกตามไล่ฆ่าจนเกือบตาย

"ฉันเข้าใจเธอนะซันซัส แต่ฉันขอโอกาสอธิบายเรื่องบางอย่างก่อนได้ไหม"

เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซามูเอล ดังที่รุ่นที่เก้าได้กล่าวไว้กับอีกฝ่ายขณะที่คุยโทรศัพท์กัน

"...มีอะไรก็ว่ามา" ซันซัสกัดฟันกรอดด้วยความแค้นที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย แม้ใจหนึ่งจะอยากพุ่งตัวออกไปจากห้องเพื่อหาตัวคนร้ายมาสังหารเพียงไร ทว่าเรื่องที่รุ่นที่เก้ากำลังจะบอกก็สมควรรู้เอาไว้

...เหตุผลที่มันรับไอ้เด็กสวะนั่นมาเป็นคู่หมั้น รวมถึงยังให้ที่พักพิงเพื่อหลบหนีจากพวกเขา

"ฉันจะบอกเรื่องที่ฉันเคยต้องการให้ซามูเอลมาเป็นคู่หมั้นของเธอก่อน แล้วค่อยบอกเหตุผลที่ฉันให้ซามูเอลมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่ หวังว่าเธอจะเข้าใจฉันนะ"

"เหอะ! เข้าใจเหรอ ฉันไม่ฆ่าแกไปด้วยก็ดีเท่าไหร่แล้ว! "

ปล่อยให้ศัตรูที่เกือบฆ่าพวกของตนเองมาลอยหน้าลอยตาอยู่ที่นี่ หากเป็นเมื่อก่อนที่เขาใจร้อนกว่านี้ ก็คงจะสังหารชีวิตมันไปพร้อมกับไอ้ศัตรูคนนั้นแล้ว!

เมื่อรุ่นที่เก้าได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนั้นก็หลุบตาลงต่ำด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากเล่า

"ที่ฉันต้องการให้พวกเธอสองคนหมั้นกัน เพราะว่าฉันเคยติดค้างซามูเอลเอาไว้ในอดีต..."

ชายชราเริ่มย้อนเล่าไปถึงเหตุเมื่อกาลก่อน

"ฉันเคยเจอกับซามูเอลก่อนที่จะเก็บเธอมาเลี้ยงเสียอีกซันซัส เขาเป็นเด็กน่าสงสารเพราะพ่อแม่ได้จากไปก่อนเวลาอันควร แต่ถึงอย่างนั้นซามูเอลก็ยังเคยเป็นคนที่น่ารักและอ่อนโยน เพราะวัยเด็กเธอโตมาพร้อมกับความรักจากพี่ชายแม้จะต่างแม่กันก็ตาม ซึ่งเป็นคนเดียวที่ซามูเอลเหลืออยู่ในชีวิต"

"แล้วมันจะทำไมไม่ทราบ" ซันซัสถามเมื่ออีกฝ่ายหยุดเล่าไป

"พี่ชายของซามูเอล...คืออ๊อตโตเบีย"

!!!!

"ไอ้เศษสวะนั่นเองน่ะเรอะ!! "

บอสแห่งวาเรียตวาดเสียงกร้าวทันทีที่ได้ยินชื่อของ 'อ๊อตโตเบีย' ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยทรยศต่อวาเรียมาก่อน อดีตมือขวาที่ทำลายล้างความเชื่อใจของเขาย่อยยับไม่มีชิ้นดี สุดท้ายเขาก็ตอบแทนมันอย่างสาสมด้วยการเผามันให้ตายทั้งเป็น!

"หึ ไอ้สวะซามูเอลนั่นคงจะแค้นมากที่ฉันไปฆ่าพี่มัน แต่มันก็สมแล้วนี่กับที่พี่มันทำ!! "

"แต่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรต่อวองโกเล่เลย..."

ใช่สิ ไอ้แก่นี่ไม่ได้โดนทรยศเสียหน่อย ทั้งยังได้ประโยชน์จากข้อมูลของไอ้สวะนั่นด้วย ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับแผนการก่อกบฎของเขาในวัยสิบหกปี ตอนนั้นเขาอาจจะทำสำเร็จก็ได้ หากไอ้สวะนั่นไม่มาหักหลังเขาแบบนี้ ความเชื่อใจที่เคยมีให้มันในตอนนั้น แค่คิดก็อยากจะอาเจียนออกมา!

"แกมันมีแต่ได้ไงไอ้แก่ เลยกล้าบอกว่าไอ้สวะนั่นไม่ผิด! ถ้าแกไม่ได้โดนอย่างฉันก็ไม่มีวันเข้าใจ! "

"ฉันรู้" ชายชราก้มหน้าเอ่ยเสียงอ่อน "แต่ยังไงเรื่องอ๊อตโตเบียก็เป็นเรื่องเดียวที่ฉันติดค้างกับซามูเอล เพราะฉันไม่สามารถทำตามคำพูดที่เคยรับปากเอาไว้..."

 

...ย้อนไปในอดีตเมื่อสิบสี่ปีก่อน...

ณ ตอนนั้นรุ่นที่เก้ามีโอกาสได้รู้จักเด็กสองคนซึ่งเป็นพี่น้องต่างสายเลือดกัน คนพี่ชื่อ 'อ๊อตโตเบีย' มีเรือนผมสีทองและสวมใส่แว่นตา ส่วนคนน้องชื่อ 'ซามูเอล' มีเรือนผมสีเทาและวงหน้าหวานเป็นเอกลักษณ์ ทั้งสองมีดวงตาสีดำน่าค้นหา ในวัยนั้นทั้งคู่ยังคงวิ่งเล่นซุกซน ไม่มีเรื่องอันใดให้คิดมากดังเช่นผู้ใหญ่

เหตุที่รุ่นที่เก้ารู้จักเด็กทั้งสอง เพราะได้รู้จักกับผู้ปกครองของเด็กมาก่อน พ่อแม่ของทั้งสองทำงานให้กับวองโกเล่มานาน เมื่อบุตรเติบโตขึ้นก็ได้พามาให้รุ่นที่เก้ารู้จัก ถือเป็นการฝากตัวเอาไว้ เผื่อเด็กทั้งคู่อยากมาทำงานที่นี่ในอนาคตด้วยส่วนหนึ่ง

รุ่นที่เก้าเอ็นดูเด็กทั้งสองมาโดยตลอดและหวังจะได้เจอครอบครัวนั้นพร้อมหน้าอีกครั้ง ทว่าโชคร้ายที่ไม่นานผู้ปกครองของเด็กทั้งสองได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และเสียชีวิตลง ลูกทั้งสองต้องไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เหตุเพราะแวดวงเครือญาติไม่มีใครรับเลี้ยงดู เช่นนั้นชีวิตของเด็กน้อยทั้งสองจึงน่าสงสารนัก เพราะผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่พึ่งพิงได้ด่วนจากไป อีกทั้งญาติคนอื่นก็ยังไม่สนใจ

ฟังดูคล้ายกับว่าพี่น้องสองคนจะต้องจมอยู่กับความทุกข์เศร้า

แต่ทว่า...เพราะทั้งสองยังมีกันและกัน จึงทำให้ต่างคนต่างยังมีความสุขอยู่บนโลกอันโหดร้ายนี้ได้

เมื่อวองโกเล่รุ่นที่เก้ารู้ข่าวเรื่องนี้จึงคอยให้เงินอุปถัมภ์ช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ ด้วยความที่เด็กทั้งสองเป็นผู้มีทักษะเรื่องการต่อสู้ ทั้งยังมีความคิดเฉียบแหลม จึงได้รับทุนไปฝึกงานในองค์กรมาเฟียแห่งหนึ่งที่อังกฤษเพื่อขัดเกลาให้ทั้งสองกลายเป็นมาเฟียมากความสามารถเมื่อโตขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองไม่มีโอกาสได้พบกับซันซัสในวัยเด็ก เพราะทั้งสองได้จากไปก่อนที่รุ่นที่เก้าจะรับซันซัสมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม

หลังจากนั้นผ่านไปอีกหกปี ทั้งสองก็กลับมาอิตาลีอีกครั้งพร้อมความสามารถที่เต็มเปี่ยมสำหรับวงการมาเฟีย อ๊อตโตเบียต้องการตอบแทนรุ่นที่เก้าที่ให้เงินอุปถัมภ์เลี้ยงดูจึงขอมาทำงานให้วองโกเล่แฟมิลี่เป็นการตอบแทน ซึ่งรุ่นที่เก้าก็ยินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง ช่วงนั้นมีข่าวลือว่าซันซัสคิดต่อต้านวองโกเล่รุ่นที่เก้าพอดี อ๊อตโตเบียจึงอาสาเข้าไปทำงานให้กับวาเรีย เผื่อมีอะไรแอบแฝงจะได้รีบมาแจ้งให้ชายชราที่ตนเคารพได้รับรู้

ทว่ารุ่นที่เก้าค่อนข้างเสียดายที่บุคคลผู้น้องไม่มาด้วย วันหนึ่งจึงตัดสินใจออกไปหาอีกฝ่ายที่บ้านพัก เพื่อชักชวนให้อีกฝ่ายมาทำงานกับพี่ชาย ทั้งยังมีอีกเหตุผลหนึ่งด้วย

'เธอไม่อยากมาทำงานในวาเรียเหมือนพี่เธอบ้างเหรอซามูเอล'

รุ่นที่เก้าเอ่ยถามชายหนุ่มผมเทา ซึ่งขณะนั้นยังดูเป็นเด็กสดใส ต่างไปจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง

'ฉันได้ข่าวจากพี่เธอว่า...เธอชอบลูกชายฉันนี่'

'ฮ่าๆๆ ไม่ดีกว่าครับ หมอนั่นคงไม่ต้องการผมเท่าไหร่ เพราะผู้ใช้พลังมายาในสังกัดก็มีแล้ว’ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเสียดาย 'พี่ชายผมโชคดีที่เป็นคนเก่งเรื่องวางแผนการ จึงดูเป็นที่จำเป็นสำหรับวาเรียมากกว่าผม'

ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สำหรับซามูเอลแล้วความชอบที่มีให้กับชายที่ชื่อซันซัสไม่ถึงขั้นรักใคร่ เพียงแค่ชื่นชมความสามารถในตัวอีกฝ่ายมากจนอยากมีโอกาสได้อยู่ใกล้ก็เท่านั้น ทว่าหากไม่ได้รับโอกาสนั้นก็ไม่เสียใจเพราะเข้าใจว่าตัวเองไม่เหมาะสมพอ

'ผมน่ะขอแค่คอยมองเขาอยู่ห่างๆ ก็พอแล้ว'

'ฉันตามใจเธอก็แล้วกัน ถ้าต้องการอะไรก็บอกฉันได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เผื่อฉันจะพอช่วยเหลือเธอได้'

'ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่คอยช่วยเหลือผมกับพี่ชายมาโดยตลอด'

'ฉันยินดี เพราะพ่อแม่ของเธอก็เคยช่วยเหลือฉันเอาไว้มากเหมือนกัน ดังนั้นฉันก็ต้องตอบแทนเป็นธรรมดา'

'ถ้าอย่างนั้นผมขออะไรคุณสักอย่างแล้วกันนะครับ แค่อย่างเดียวเท่านั้น' ชายหนุ่มทำหน้าคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง

'ว่ามาเลยสิ' ชายชราตอบพร้อมส่งยิ้มเอ็นดู

'ผมขอให้คุณช่วยดูแลพี่ผมให้มีชีวิตรอดปลอดภัย เท่านั้นก็พอแล้วล่ะครับ'

ท่ามกลางความโหดร้ายของวงการมาเฟียที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ สิ่งที่ชายหนุ่มห่วงมีเพียงชีวิตของผู้เป็นพี่ชาย ผู้เป็นที่พึ่งทางใจเดียวของตนที่เหลืออยู่

'ได้อยู่แล้ว ฉันจะช่วยคุ้มครองพี่ของเธออย่างสุดความสามารถ'

คำมั่นจากชายชราสร้างความสบายใจให้ชายหนุ่มในตอนนั้นมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังมีวองโกเล่ผู้มีฝีมือในการต่อสู้ช่วยปกป้องพี่ชายของตนเอาไว้อีกแรง

แต่ทว่า...เมื่อเวลาผ่านไป รุ่นที่เก้ากลับไม่สามารถรักษาคำมั่นนั้นไว้ได้

ในขณะที่สั่งให้อ๊อตโตเบียส่งรายงานความเคลื่อนไหวการก่อกบฏของพวกวาเรียให้กับทางวองโกเล่ สุดท้ายซันซัสรู้เข้าจึงโกรธแค้นเป็นอย่างมาก และทันทีที่ถูกปล่อยตัวออกมาจากผนึกน้ำแข็ง สิ่งที่ตามมาคือการเสียชีวิตของอ๊อตโตเบียในเวลาต่อมา...

ทว่าซันซัสไม่มีโอกาสได้รู้ว่าใครเป็นน้องชายของอ๊อตโตเบียจึงไม่ได้ตามสังหาร เพราะในประวัติไม่ได้มีช่องระบุชื่อน้องชายต่างสายเลือดไว้ รวมถึงตอนทำงานกับอ๊อตโตเบียก็ไม่มีโอกาสได้เจอหรือรู้จัก

ทันทีที่รุ่นที่เก้ารู้เรื่องการจากไปของชายผู้นั้นก็มีอาการโศกเศร้าไปหลายวัน และได้แต่โทษตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อต่อต้านซันซัสในยามนั้นได้ และแม้รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำแต่กลับไม่กล้าบอกกับซามูว่าเอลว่าเป็นฝีมือของใคร เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหวังหรือโกรธเคืองลูกบุญธรรมของตนเอง ซึ่งเป็นคนที่อีกฝ่ายเคยชอบและอยากเข้าหามาโดยตลอด

'พี่ของเธอโดนศัตรูลอบสังหาร...ขอโทษที่ฉันช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย'

นี่คือคำให้การที่รุ่นที่เก้ามอบให้กับซามูเอลในยามที่เรียกอีกฝ่ายเข้าพบเพื่อที่จะชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องการตายที่แท้จริงของอ๊อตโตเบียนั้น มีเพียงแค่สมาชิกของวองโกเล่ที่ทราบ และถูกสั่งให้ปกปิดไว้ไม่ให้บอกคนนอกเด็ดขาด

'...ไม่เป็นไรหรอก' ผู้พูดเอ่ยเสียงเศร้า 'คุณไม่ได้อยู่กับพี่ผมตลอดเวลานี่'

ดวงตาของอีกฝ่ายวูบไหวชัดเจนยิ่งย้ำความผิดลงไปในใจของวองโกเล่รุ่นที่เก้า ความผิดที่ไม่สามารถรักษาพี่ชายเพียงคนเดียวของเด็กที่ตนเอ็นดูเอาไว้ได้ รวมถึงยังเป็นบุตรของคนสนิทอีกด้วย

'มันคงถึงวันของพี่ผมแล้ว'

น้ำเสียงของชายหนุ่มเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น วงหน้าที่เคยอ่อนโยนและร่าเริง บัดนี้ฉายเพียงความนิ่งงันราวกับคนไร้ความรู้สึก

'ฉันพอจะทำอะไรชดใช้ให้เธอได้บ้างไหม'

'ตอนนี้ผมยังไม่มีใจมาอยากได้อะไรหรอก เพราะเรื่องพี่...ผมยังทำใจไม่ได้เลย' ผู้พูดว่าพลางกำมือของตัวเองแน่นเพื่อข่มอารมณ์มากมายที่อยู่ภายใน

'ฉันขอโทษนะซามูเอล...ขอโทษจากใจจริง'

'ครับ...ผมเข้าใจ'

นับตั้งแต่วันนั้นรุ่นที่เก้าก็ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตาชายผู้นี้อีก จนเวลาผ่านไปแล้วเกือบปีถึงได้รู้ว่าซามูเอลได้หายไปก่อตั้งแฟมิลี่ของตัวเอง โดยชายหนุ่มได้ตั้งชื่อแฟมิลี่ว่า 'ดิอ๊อตโต้' เพื่อให้หวนนึกถึงพี่ชายตัวเองยามที่ได้ยิน ซึ่งแฟมิลี่นี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยลอบสังหารคล้ายวาเรีย จัดการกวาดล้างผู้คนในวงการมาเฟียเก่ามานับไม่ถ้วน จนกลายเป็นแฟมิลี่ใหม่ที่ผู้คนต่างให้ความยอมรับ

วันหนึ่งชายหนุ่มตัดสินใจมาหารุ่นที่เก้าเพราะต้องการร่วมงานด้วยกัน ซึ่งชายชราก็รีบตอบตกลงทันทีเพราะเอ็นดูเด็กคนนี้มากเป็นทุนเดิม ทว่าสุดท้ายแล้วหารู้ไม่ว่าชายหนุ่มไม่ได้ตั้งใจแค่มาขอร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง...

'ถ้าผมอยากจะขออะไรคุณ คุณจะให้ผมได้ไหมครับ'

'ได้สิ ฉันจำได้ว่ายังไม่ได้ชดใช้ให้เธอเรื่องนั้นเลย' รุ่นที่เก้าตอบตกลงทันทีโดยไม่คิด เพราะเรื่องที่ตนยังติดค้างอีกฝ่ายนั้นไม่มีทางลืมเลือนไปจากใจ

'ผมอยากแต่งงานกับซันซัส'

!!!

ทว่าเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายขอก็ชะงักไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายแต่งงานกับลูกของตน แต่เพราะกลัวว่าซันซัสจะไม่ตอบรับเสียมากกว่า และอาจจะตอกกลับมาด้วยความรุนแรงด้วย

'ผมชอบเขามานานแล้วคุณก็รู้ ตอนนี้ผมก็แค่ต้องการใครสักคนมาเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะผมไม่มีพี่ชายอีกแล้ว... '

'... ' แต่เมื่อรุ่นที่เก้าได้ยินเหตุผลนั้นก็ใจอ่อนลงทันที ยิ่งนึกไปถึงความผิดครั้งนั้นของตนก็ยิ่งทำให้ต้องตัดสินใจ

'ไม่ได้รึเปล่าครับ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นระ... '

'ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ' ชายชรารีบเอ่ยแทรกทันที 'ฉันจะพยายามเกลี้ยกล่อมซันซัสให้แล้วกันนะ'

สุดท้ายก็ยอมตอบตกลงแต่โดยดี หลังจากวันนั้นก็พาซามูเอลไปขอร้องลูกบุญธรรมของตน เมื่อซันซัสให้คำยินยอมก็ทำให้รุ่นที่เก้าโล่งใจเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะอ้างเรื่องพันธมิตรไปด้วย ซันซัสเห็นว่าเป็นการทำเพื่อวองโกเล่จึงตกลงตอบปากรับคำ

จนเวลาล่วงเลยผ่านไป มีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นในวาเรียมากมาย ทั้งการวางระเบิดลอบสังหารบอสแห่งวาเรีย เจ้านายและลูกน้องผู้ภักดีแยกห่าง เกิดเหตุไล่ฆ่าหมายเอาชีวิตซันซัสเมื่อไม่นานที่ผ่านมา คราแรกรุ่นที่เก้าไม่เคยคิดว่าเป็นฝีมือของชายหนุ่มที่ตนเอ็นดูตลอดมา

จนกระทั่งวันหนึ่ง...ที่ชายคนนั้นยอมมาสารภาพ

'ที่ผ่านมา...ผมเป็นคนทำร้ายลูกชายของคุณเอง'

!!!!!

ชายชราเบิกตาโพลงอย่างตกใจเพราะไม่คาดคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเป็นฝีมือของคนที่ตนเชื่อใจมาโดยตลอด ทว่าจะให้เข่นฆ่าก็ทำไม่ลงเพราะตนได้เคยผิดคำพูดกับอีกฝ่ายเอาไว้จนเป็นผลให้เป็นเช่นนี้

'ทำไม...ทำไมเธอถึงได้...'

'ผิดหวังสินะครับที่ผมหลอกคุณ แต่คุณเองก็หลอกผมเหมือนกัน!! ' น้ำเสียงที่ตวาดลั่นที่เจือไปด้วยความโกรธและความเจ็บปวด 'คุณหลอกว่าพี่ผมถูกศัตรูลอบฆ่า ทั้งที่จริงแล้วคนที่ฆ่าพี่ผมก็คือไอ้หมอนั่น!!! '

ในวันที่พี่ชายถูกฆ่าจนเสียชีวิตนั้น ซามูเอลได้มีโอกาสแอบลอบเข้าไปเห็นพอดี จากความรู้สึกดีต่อชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง ทว่าแม้อยากเข้าไปขัดขวางมากแค่ไหนแต่ก็ไปไม่ทัน เพราะได้มาถึงตอนที่พี่ชายถูกไฟแห่งเพลิงพิโรธครอกตายพอดี สิ่งที่เห็นคือร่างของพี่ที่แหลกละเอียดดำไหม้เป็นเถ้าถ่าน ขาที่ก้าวเดินในวันนั้นชาจนแทบจะขยับไม่ได้ ความรู้สึกแห่งโทสะที่มากจนเนื้อตัวสั่นเทาเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส แม้ใจจะอยากล้างแค้นแทนพี่ในตอนนั้นมากแค่ไหน แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถเอาชนะซันซัสได้ เช่นนั้นจึงต้องรอเวลาไปสร้างเนื้อสร้างตัว ให้มีอำนาจพอจะจัดการอีกฝ่ายได้เสียก่อน

'เพราะฉัน...ฉันกลัวว่าเธอจะเกลียดลูกชายฉัน' รุ่นที่เก้ารู้สึกผิดเต็มประดา

'คุณไม่กล้าบอกความจริงกับผมเพราะกลัวผมจะเกลียดลูกของคุณเนี่ยนะ!! น่าตลกสิ้นดี!! '

ซามูเอลเริ่มโกรธจนหอบหายใจตัวโยนทว่าไม่นานก็พยายามข่มอารมณ์ไว้ เพราะวันนี้มีเรื่องที่จะมาขอร้องอีกฝ่าย...ในวันที่ชายหนุ่มสิ้นท่าอย่างแท้จริง

'ผมขอโทษแล้วกันที่ตะคอก แต่คุณรู้ใช่ไหมว่าความรู้สึกตอนเสียพี่ชายมันเจ็บแค่ไหน'

'ฉันรู้สิ ฉันรู้ดี'

'ผมเกือบฆ่าตัวตายไปแล้วถ้าไม่ติดว่า...ไอคนที่มันฆ่าพี่ผมมันยังใช้ชีวิตสุขสบายอยู่เลย' เสียงของผู้พูดเปลี่ยนเป็นโศกเศร้าทันทีที่พูดถึงพี่ชายที่รัก

รุ่นที่เก้าได้ยินดังนั้นก็เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังแบกรับ ทั้งความแค้นและความเสียใจได้พรากชายหนุ่มผู้ที่เคยมีรอยยิ้มสดใสคนเดิมไปตลอดกาล...

ดังนั้นจึงเลือกที่จะยื่นข้อเสนอเพื่อไถ่โทษเรื่องอ๊อตโตเบียอีกครั้งหนึ่ง

'แล้วมีอะไรที่ฉันพอจะทดแทนเธอได้ไหม ขอแค่ไม่ทำร้ายคนในแฟมิลี่ของฉันก็เพียงพอ'

'ตอนนี้ผมคงแก้แค้นอะไรไม่ได้แล้ว ลูกน้องของผมตายหมด เหลือแค่ผมคนเดียว'

ชายหนุ่มเคยหวังว่าจะฆ่าซันซัสและทำลายวาเรียให้สิ้นซากเพื่อล้างแค้นให้พี่ชาย จากนั้นก็ให้แฟมิลี่ตัวเองขึ้นเป็นหน่วยลอบสังหารให้กับวองโกเล่แทน แต่ทว่าตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

'ดังนั้นผมขอแค่ที่พักพิงที่ซันซัสจะไม่มีทางตามตัวเจอ ผมอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ หากเป็นไปได้ก็อยากให้เราสองคนมาปรับความเข้าใจกันดูสักครา...ตอนนี้ผมเหนื่อย ไม่อยากทำอะไรอีกต่อไปแล้ว ผมหวังว่าวันหนึ่งเขาจะยอมปล่อยผมไปและให้ผมได้ไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกับวงการมาเฟียนี้อีก'

เมื่อได้ฟังเหตุผลของชายหนุ่มในวันนั้น รุ่นที่เก้าก็ตัดสินใจให้ที่หลบซ่อนกับอีกฝ่าย โดยสัญญาว่าจะไม่บอกซันซัสหากอีกฝ่ายยังไม่พร้อม เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ที่ชายหนุ่มต้องการให้เรียกซันซัสมาเพื่อจะปรับความเข้าใจ

ทว่าเมื่อรุ่นที่เก้าบอกว่าน้ำเสียงของลูกชายที่ฟังในโทรศัพท์แลดูโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ซามูเอลจึงต้องตัดใจไปก่อน

และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่รุ่นที่เก้าได้อธิบายให้บอสแห่งวาเรียฟัง...

"หึ" ร่างสูงที่ได้รับฟังเรื่องในอดีตแค่นหัวเราะ "เหตุผลของแกน่ะ มันก็มีแต่เรื่องของแกทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับฉันเลยสักนิด!! ดังนั้นฉันก็ไม่จำเป็นต้องเว้นชีวิตไอ้สวะนั่นเพื่อแกหรอกว่ะ"

สำหรับซันซัสแล้ว สิ่งที่ชายคนนั้นได้ทำมาก่อนหน้ายากต่อการให้อภัยได้โดยง่าย ตั้งแต่ที่พี่ชายของมันทรยศเขา ต่อด้วยมันที่ทำร้ายเขาเกือบถึงชีวิต แล้วยังทำร้ายให้คนของเขาต้องมีสภาพเจียนตาย พอฟื้นคืนแล้วร่างกายและจิตใจก็ไม่กลับมาเป็นคนปกติในเร็ววัน แล้วแบบนี้จะให้เขาให้อภัยมันได้ยังไงกัน!!

"ฉันไม่ได้ให้เธอให้อภัยซามูเอลนะซันซัส แค่อยากให้เธอเข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ และปล่อยซามูเอลไปตามทางของเขา ตอนนี้เขาบอกว่าจะหยุดแล้ว"

"หยุดงั้นเหรอวะ แกเชื่อมันเรอะไอ้แก่!! "

"...." รุ่นที่เก้าเริ่มนึกกลัวในใจเช่นกัน แต่ก็ยังอยากให้โอกาสให้คนผู้นั้นอยู่ดี

"ในเมื่อความเห็นเราไม่ตรงกันก็ไม่ต้องมายุ่งว่าใครจะทำอะไร! ยังไงฉันก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะต้องฆ่ามันให้ตายชดใช้สิ่งที่มันทำกับฉันและไอ้ฉลามสวะ! "

ร่างสูงไม่ทนยืนเสวนาเรื่องนี้กับพ่อบุญธรรมของตัวเองอีกต่อไป ในเมื่อคนร้ายไม่อยู่ที่นี่ก็ไม่มีความจำเป็นที่ตนต้องอยู่อีกต่อไป

ไม่นานประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกและปิดลงด้วยความแรงจนกำแพงห้องสั่นสะเทือน รุ่นที่เก้าไม่คิดขอร้องอะไรเพิ่มเติมแต่อย่างใด เขาคือผู้เป็นกลางอยากเห็นทั้งสองฝ่ายมีความสุขกับชีวิต

ทว่าสุดท้ายแล้ว...ความแค้นในจิตใจก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปล่อยวางมัน

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #42 Mynun9412 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มกราคม 2564 / 13:43
    รุ่นที่เก้าเรื่องนี้ปนะสาทแดกดี คนเขียนแต่งให้ประสาทมาก จริงๆนางเป็นมาเฟียป่ะไม่ใช่พระ แต่งอะไรช่วยทำให้สมเหตุสมผลทีดิ
    #42
    1
    • #42-1 minttobe339(จากตอนที่ 19)
      20 มกราคม 2564 / 16:22
      รุ่นที่เก้าเป็นมาเฟียที่มีจุดอ่อนคือความใจอ่อนค่ะ อันนี้มีในตัวเรื่องของรีบอร์นก็เคยบอกไว้ ตั้งแต่ที่แกรับลูกของผู้หญิงที่ไม่รู้จักมาเลี้ยงแล้วค่ะ เรื่องนี้ของเราก็คือความใจอ่อนเหมือนกัน แต่ถ้ามันยังมีความไม่สมเหตุสมผลไปบ้างยังไงก็ขออภัยแล้วกันค่ะ
      #42-1
  2. #36 namzbongz (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 20:56
    คนที่โง่เง่าที่สุดในเรื่องก็รุ่นที่เก้านี่ละยอมเลยจริงๆ._.
    #36
    0
  3. #35 คนสวยขา (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 20:49
    แอบหงุดหงิดรุ่นที่เก้าอ่ะ ฮือ แต่ก็สงสารซามูเอลนะ จะอภัยก็อภัยให้ไม่ได้แต่จะเกลียดก็เกลียดได้ไม่เต็มร้อย โอ้ย เจ็บปวดกันทุกคนเลยพ่อ
    #35
    0