[Fic KHR] Mirage Heart (XS)

ตอนที่ 17 : Chapter 16 ตัวตนที่เลือนหาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    15 ธ.ค. 63

วันหนี่งภายในห้องใต้ดินของปราสาทวองโกเล่เมื่อหลายเดือนก่อนหน้า ตามบริเวณพื้นปรากฏซากชิ้นส่วนผุพังมากมายราวกับเคยเกิดศึกใหญ่มา บรรยากาศโดยรอบสัมผัสได้เพียงความเหม็นอับเพราะแทบจะไร้อากาศรอดผ่าน อีกทั้งยังไม่ได้รับการทำความสะอาดใดมายาวนานนับปีจนทำให้ตามเสาและผนังพบละอองฝุ่นเกาะกลุ่มกันอย่างหนาแน่น

แต่ทว่า...ทั้งที่เป็นห้องอับและมีอากาศผ่านเข้ามาเพียงน้อยนิด แทนที่อากาศในห้องใต้ดินแห่งนี้จะพากายให้รู้สึกร้อนจนเหงื่อตก แต่กลับกลายเป็นว่าเพราะไอเย็นของอะไรบางอย่างที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณพื้นที่ห้องจึงพาให้กายหนาวสั่นอย่างที่ไม่ควรเป็น และยิ่งเข้าไปใกล้จุดกำเนิดของความเย็นนี้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งรู้สึกถึงความยะเยือกของมันมากเท่านั้น!

'ในนั้นมันเย็นมากใช่มั้ยวะบอส'

เสียงทุ้มของใครบางคนเอ่ยถามชายร่างสูงผู้เป็นเจ้าของวงหน้าดุดันแต่กลับไร้ใดเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งเสียงลมที่พ่นออกมาจากปากเป็นคำพูด ไร้ซึ่งเสียงการขยับไหวของร่างกาย และไร้แม้กระทั่งเสียงของลมหายใจ...

แต่ถ้ามันมีเสียงเร็ดรอดตอบกลับมาก็แย่แล้ว…

เหตุเพราะร่างของชายผู้นั้นกำลังถูกผนึกอยู่ในน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ น้ำแข็งที่ถูกสร้างจากไฟดับเครื่องชนเดือดทะลุจุดศูนย์ซึ่งเป็นฝีมือของวองโกเล่รุ่นที่เก้า เนื่องจากชายที่ถูกผนึกอยู่ภายในกำลังได้รับบทลงโทษจากการกระทำผิดอันร้ายแรงของตัวเอง

ทว่า...คนที่นั่งอยู่ภายนอกก็เหมือนกำลังได้รับโทษทัณฑ์ไม่ต่างกัน

เพราะต้องเฝ้ารอผู้ที่ถูกกักขังมาตลอดระยะเวลาแปดปีอย่างทรมาน

'มันคงจะเย็นมากแต่แกไม่ต้องกลัวไปนะโว้ย เพราะฉันสัญญาว่าจะพาแกออกมาให้ได้'

น้ำเสียงติดความโศกเศร้ากำลังหลุดรอดออกจากริมฝีปากของชายผู้มีเรือนผมสีเงินที่ยาวสยายมากขึ้นตามกาลเวลา ร่างสูงที่ถูกผนึกอยู่ภายในเฝ้าสังเกตเห็นตั้งแต่มันมีความยาวระต้นคอจนกระทั่งถึงช่วงสะโพก ทำให้เกิดคำถามหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกปีที่เจอหน้าอีกฝ่าย

...เพราะอะไรแกถึงต้องรักษาคำสาบานงี่เง่าพรรค์นั้น

'ฉันจะต้องพาแกออกมาให้ได้...ซันซัส'

เสียงของคนผู้นั้นยังคงดังต่อเนื่องเน้นย้ำคำมั่นลงไปในจิตใจของผู้ฟัง เสียงอันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ให้จิตใจของผู้ที่ถูกผนึกอยู่ภายในน้ำแข็งคลุ้มคลั่งไปเสียก่อน เพราะความเย็นเยียบที่พาร่างชาลึกไปถึงกระดูก และน้ำแข็งที่โอบล้อมทำให้ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนทว่าหัวใจกลับยังมีความรู้สึก...

ความอ้างว้าง ความหนาวเหน็บ

ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน

สี่ความรู้สึกนี้กำลังกัดกินหัวใจที่ดำมืดให้ค่อยๆ ตายลงอย่างช้าๆ

ผู้คนภายนอกกำลังไปไหนมาไหนกันได้อย่างอิสระแต่เขากลับถูกขังให้ยืนนิ่งอยู่รับความทรมานที่ไม่รู้ว่ามันจะมีจุดจบหรือไม่ แล้วต้องรออีกนานแค่ไหน รออีกนานเท่าใดถึงจะได้ออกไปก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

นับตั้งแต่วันที่ถูกผนึก เวลาก็ผันผ่านล่วงเลยยาวนานไปนับหลายปี นานจนเขาแปลกใจว่าคนไร้ความอดทนและใจร้อนเช่นเขาสามารถรับมือกับสิ่งที่เผชิญอยู่ได้อย่างไร คราแรกคิดว่าเป็นเพราะความแค้นเท่านั้นที่ทำให้ตนคงอยู่มาได้จนถึงจุดสิ้นสุด อยู่เพื่อรอวันที่จะได้ล้างแค้นและหัวเราะเยาะสมน้ำหน้าผู้กระทำและผู้ที่มันกล้าทรยศเขา ยิ่งความทรมานมีมากเท่าไหร่ความเคียดแค้นที่มีอยู่ก็ยิ่งมากเท่านั้น!

แต่...มันมากเกินไป...มากเสียจนสติเกือบสูญสิ้น

เพราะไฟแค้นที่สุมอยู่ในอกไม่ได้รับการปลดปล่อยก่อให้เกิดความอัดอั้น เกือบกลายเป็นบ้าเพียงเพราะความแค้นที่พวยพุ่งจนเกินกว่าร่างจะรับไหว จนสุดท้ายแล้วเขาถึงคิดได้ว่าความแค้นเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้เขามีชีวิตรอดทนอยู่ในความเยียบเย็นนั้นได้

'แกจะไม่อยู่ในนั้นเพียงลำพัง เพราะฉันจะนั่งอยู่เป็นเพื่อนแกเองบอส'

เมื่อนึกย้อนไปอีกครั้งจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง คือมันต่างหาก

...สควอโล่...

ความโดดเดี่ยวอ้างว้างยามที่อยู่ในนี้เพียงลำพังนั้นเลือนหายไป เมื่อมีฉลามผู้ภักดีอยู่เคียงข้าง

ความหนาวเหน็บค่อยๆ ลดลง แทนที่ด้วยความอบอุ่นจากการมองภาพคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำแข็งสีใส

ความเจ็บปวดที่มีค่อยๆ ทุเลาลง ยามที่คนผู้นั้นเอื้อนเอ่ยคำสัญญา

ความทุกข์ทรมานบรรเทาเบาบางลง เมื่อรอยยิ้มนั้น...ช่างตราตรึงในหัวใจ

'ฉันไม่มีวันทิ้งแกไปไหนหรอกโว้ย'

คนพูดเผยรอยยิ้มอ่อนโยนซึ่งยากที่จะมีใครเห็นจากเจ้าตัวในยามนั้น สำหรับผู้อื่นฉลามคลั่งผู้นี้มีเพียงรอยยิ้มท้าทายพร้อมฆ่าฟันห้ำหั่นให้ตายลงด้วยเพลงดาบ ทว่าสำหรับผู้เป็นดั่งเจ้าชีวิตแล้วริมฝีปากนี้กล้าที่จะเผยรอยยิ้มนั้นออกมาอย่างจริงใจ

และความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริงนี้...ย้ำเตือนความสำคัญของลูกน้องคนนั้นเข้ามาในจิตใจมากกว่าเดิม

ทันใดนั้นเอง...

"ไอ้ฉลามสวะ!!! "

เมื่อหวนกลับเข้าสู่ความเป็นจริง ร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากมือที่ฟุบอยู่อย่างฉับพลันพร้อมตะโกนเรียกหาบุคคลที่อยู่ในความฝัน เรื่องราวในอดีตไหลผ่านเข้ามาในสมองขณะที่กำลังหลับ เป็นเรื่องราวที่เคยเป็นความหวาดกลัวที่สุดของชีวิตเพราะตอนนั้นคือคราที่เขาสิ้นท่าอย่างแท้จริง

ซันซัสยกมือขึ้นกุมใจที่เต้นระส่ำด้วยความเร็วราวกับว่าตนได้กลับไปอยู่ในน้ำแข็งอันแสนทรมานนั้นอีกครั้งหนึ่ง ทว่าในความหวาดกลัวนี้ก็เจือไปด้วยความอบอุ่นที่ได้รับจากใครอีกคนในความฝัน...

"...อะ.."

!!!!!

เสียงอันแผ่วเบาดังรอดออกมาจากริมฝีปากของคนใกล้ตัว ซึ่งมันส่งผลให้บอสแห่งวาเรียต้องรีบหันหน้าขวับไปยังทิศทางของต้นเสียงนั้นด้วยความตกใจ!

"....สควอโล่...แกฟื้นแล้ว...."

ซันซัสเอ่ยเสียงอ่อนกว่าที่เคยด้วยความโล่งใจพลางลุกขึ้นยืนหยัดเต็มความสูง ก่อนจะโน้มใบหน้าของตนลงไปแนบชิดกับใบหน้าของคนที่เพิ่งได้สติอยู่เนิ่นนานด้วยความดีใจที่ได้คนที่ต้องการกลับคืนมา

ฉันเชื่อแล้วว่าแกจะไม่ทิ้งฉันไป ในที่สุดแกก็กลับมาหาฉัน...

ถัดจากนั้นริมฝีปากก็เคลื่อนขึ้นไปมอบจุมพิตหนักหน่วงบนพวงแก้มสีซีด จมูกโด่งรั้นฝังลงไปในผิวแก้มเนียนกดย้ำบอกกล่าวความห่วงหา พร้อมกับมือหนาที่เลื่อนขึ้นไปลูบศีรษะของอีกฝ่ายผ่านกลุ่มผมสีเงินอย่างอ่อนโยน

แต่ทว่า...แทนที่ร่างโปร่งจะตอบสนองต่อการกระทำนี้ที่รอคอยมาเนิ่นนาน กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวยังคงนอนนิ่งเฉยไม่ขยับไหวสร้างความแปลกใจให้กับผืนนภาที่ยืนอยู่เป็นอย่างยิ่ง

"ทำไมแกถึงเงียบแบบนี้วะไอ้สวะ" ด้วยความแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำพูดอันใดทำให้ซันซัสต้องผละริมฝีปากออกมาเพื่อพินิจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น

ขณะนี้สควอโล่ได้สติแล้วก็จริงแต่ทว่าดวงตาสีอ่อนกลับจ้องมองขึ้นไปด้านบนอย่างเลื่อนลอย วงหน้าไร้การขยับไหวอย่างที่ควรจะเป็น มีบ้างในบางคราที่ดวงตานั้นเหล่มาสบสายตาของร่างสูงเคียงข้าง ทว่ามันกลับไม่แสดงความรู้สึกอันใดทั้งยังเสเลื่อนมองไปทางอื่นราวกับคนไร้จิตวิญญาณ...

นี่มันหมายความว่ายังไงไอ้ฉลามสวะ!

ซันซัสเริ่มเกิดคำถามเมื่อเห็นเช่นนั้น ใจที่เริ่มเย็นลงก่อนหน้าเริ่มกลับร้อนสุมอีกครั้งราวกับถูกจุดไฟเพิ่มทั้งที่ไฟเก่ายังไม่ทันหาย มือหนาเอื้อมไปจับไหล่บางแล้วเขย่าเบาๆ เพื่อเรียกสติให้อีกฝ่ายหันมามองตน แต่ทว่า..สุดท้ายก็ต้องผิดหวังเมื่อมันไม่เป็นดังใจต้องการ สควอโล่ยังคงนอนนิ่งคล้ายกับตอนที่ไม่รู้สึกตัว

"ไม่จริง...ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้"

ใจของบอสแห่งวาเรียเริ่มกระวนวายหนักเมื่อเห็นสภาพไม่ปกตินี้ ดังนั้นจึงรีบกดปุ่มเรียกหมอให้เข้ามาโดยเร็ว เพื่อที่จะให้มาอธิบายอาการของฉลามหนุ่ม ระหว่างรอมือหนาก็เลื่อนลงมากุมมือของผู้เจ็บเอาไว้แน่นพลางโทษตัวเองในสิ่งที่มันกำลังเป็นไป

ฉันพลาดเองที่ขอให้แกตื่นมา...แทนที่จะขอให้แกคนเดิมกลับมา

ร่างสูงราวตอกย้ำความผิดของตัวเองลงในใจให้มากกว่าเดิม ขณะที่ดวงตาได้สะท้อนความหมองเศร้าออกมาชัดเจนอันยากที่จะมีใครได้เห็น ทว่าไม่นานมันก็แปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่ไม่แสดงความรู้สึกอย่างรวดเร็วยามที่หมอเดินเข้ามา ด้วยความที่ไม่อยากให้คนอื่นมาเห็นตนในด้านอ่อนแอเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงรีบถามคำถามที่คาอยู่ในใจ

"ไอ้ฉลามนี่ฟื้นแล้วแต่กลับเป็นแบบนี้ มันหมายความว่ายังไง! "

เสียงทุ้มตวาดใส่หมอด้วยความโกรธเคือง ที่โกรธเพราะส่วนหนึ่งกำลังไม่พอใจในโชคชะตาที่เล่นตลกร้าย ให้คนผู้เดียวที่ตนกำลังห่วงใยต้องมาพบเจอกับสภาพร่างกายเช่นนี้ เพราะอะไรไอ้สวะนี่ถึงไม่ตื่นมาในสภาพอย่างคนปกติ!

หมอที่เพิ่งเดินเข้ามาตกใจสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงดังอันน่าหวาดผวาส่งผลให้ขายืนชะงักกับที่อยู่ชั่วครู่ แต่ทว่าเมื่อได้รับสายตาที่ดุดันหนักกว่าเดิมส่งกลับมา จึงต้องตั้งสติแล้วรีบเดินเข้าไปตรวจสอบหาอาการผิดปกติของผู้เจ็บอย่างรวดเร็ว

และไม่นานซันซัสก็กำลังจะได้รับคำตอบจากหมอที่ยามนี้มีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด…

"อย่างที่หมอเคยบอกนะครับว่าเนื้อสมองของผู้เจ็บถูกทำลาย เลยอาจทำให้เกิดความผิดปกติในส่วนของสมอง การที่ผู้เจ็บสามารถฟื้นขึ้นมาได้ภายในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้ย่อมอยู่ในช่วงเวลาที่เนื้อสมองยังไม่ถูกซ่อมแซม ดังนั้นการที่ผู้เจ็บจะกลับมาใช้ชีวิตดังเช่นคนปกติได้...อาจต้องใช้เวลา"

"ต้องใช้เวลางั้นเหรอ ต้องใช้เวลาแล้วมันนานแค่ไหนกัน ให้คำตอบฉันไม่ได้เลยรึไง!! "

ฟันคมขบเข้าหากันแน่นจนเกิดเสียงกรอด สุดท้ายโทสะที่สุมตัวอยู่ภายในจิตใจก็มิอาจเลือนหาย ความจริงตอกย้ำพาใจเจ็บร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็น เพราะมันไม่เคยมีสักครั้งที่การรอสำหรับคนอย่างเขามันจะมีจุดหมาย วันสิ้นสุดแห่งการรอนั้นไม่เคยมีใครสามารถให้คำตอบได้

ไม่ว่าจะเป็นการรอวันที่จะได้รับการปล่อยตัวจากน้ำแข็งเดือดทะลุจุดศูนย์

การรอวันที่จะหาตัวคนร้ายตัวจริงเจอในเหตุการณ์ก่อนหน้า

รวมถึงครั้งนี้...การรอให้สควอโล่คนเดิมกลับมา

"หมอให้คำตอบเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ ครับ" หมอเอ่ยเสียงอ่อนอย่างรู้สึกผิด "เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้เจ็บเองว่าจะฟื้นตัวให้มีสภาพปกติได้เร็วแค่ไหน"

"หึ" เมื่อทำอะไรไม่ได้ร่างสูงจึงได้แต่แค่นหัวเราะออกมา เยาะเย้ยความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างขมขื่น

"แต่ไม่แน่นะครับ หากผู้เจ็บได้รับการดูแลที่ดีอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็วขึ้นก็ได้" หมอให้คำแนะนำโดยสังเกตจากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมา เพื่อหวังว่าอีกฝ่ายจะมีกำลังใจมากขึ้น

ถ้าฉันดูแลแกให้ดี แกจะรีบกลับมาใช่ไหมไอ้สวะ

ซันซัสถามผู้ที่กำลังนอนเหม่อลอยในใจอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมากล่าวบางอย่างกับหมอ

"วันนี้ฉันจะพามันกลับแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีก ในเมื่ออยู่ไปก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่ามันจะหาย"

หากอยู่โรงพยาบาลไปแล้วอาการไม่หายขาด เช่นนั้นแล้วเขาก็จะพาตัวมันกลับไปดูแลด้วยตัวเองที่ปราสาท เผื่อว่าบรรยากาศที่นั่นจะทำให้มันรู้สึกคุ้นเคยมากกว่าอยู่โรงพยาบาลอันแสนน่าเบื่อนี่

"อะ..เอาอย่างนั้นเหรอครับ แต่ผู้เจ็บเพิ่งฟื้นน่าจะอยู่ดูอาการอีกสักหน่อ..."

"ถ้ามันมีอะไรผิดปกติเดี๋ยวฉันก็โทรเรียกหมอให้มาเองแหละวะ! " เสียงทุ้มตวาดตอบกลับอย่างหัวเสีย เมื่ออาการไม่สาหัสแล้วสำหรับเขาก็ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลอีกต่อไป เพราะที่วาเรียก็สามารถเรียกแพทย์เคลื่อนที่ให้มาทำการรักษาที่ปราสาทได้อยู่ดี

"งะ..งั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวหมอจะไปจัดการทำเรื่องให้เดี๋ยวนี้เลย"

ว่าจบหมอก็รีบเดินออกไปดำเนินงานตามคำสั่งที่ได้รับมาโดยเร็ว ภายในห้องผู้ป่วยจึงกลับมาเหลือเพียงแค่ผืนนภากับสายฝนที่บัดนี้กำลังนั่งเหม่อลอยเพียงสองคนอีกครั้ง ดวงตาสีโลหิตกำลังสะท้อนภาพของผู้อยู่บนเตียงอย่างสั่นไหวพร้อมกับแขนแกร่งที่ขยับไปรวบตัวร่างบางให้เข้ามาในอ้อมกอด

"ไอ้ฉลามสวะ ฉันจะรอวันที่แกกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง...และฉันจะไม่ทิ้งแกไปไหน" ประโยคท้ายร่างสูงจงใจเอ่ยเหมือนกับที่คนในอ้อมกอดเคยเอ่ยกับตนในวันวาน ดั่งเหตุการณ์ที่ตนฝันถึงเมื่อคืนก่อนหน้า

ในเมื่อมันรอเขามานานถึงแปดปี เฝ้าอยู่เคียงข้างจนแทบไม่เคยห่างหากไม่ติดภารกิจใด ดังนั้นเขาเองก็ควรจะรอมันเช่นกัน แต่อย่างไรเสียก็ขออย่าให้มันนานถึงขนาดนั้นก็จะดี เพราะใจไม่อยากรออีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว

"ฉันไม่ใช่คนที่มีความอดทนมากแบบแก แกก็น่าจะรู้นะไอ้ฉลามสวะ ดังนั้นถ้าแกไม่รีบกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็เตรียมรับโทษหนักเอาไว้ให้ดีแล้วกัน! "

 

...หลายชั่วโมงต่อมา...

นภาเริ่มครึ้มแสงเพราะอรุณใกล้ลาลับก่อนจะถูกแทนที่ด้วยดวงจันทรา สายลมเย็นพัดโชยมาพาใบไม้ใบหญ้าปลิวสะไหวไปตามทิศทางของแรง ทั้งยังนำพาความเย็นสบายเข้ามาในบริเวณปราสาทราวกับต้อนรับสายพิรุณที่หวนคืน

กว่าจะจัดการเรื่องที่โรงพยาบาลเสร็จก็ใกล้เข้าเวลามืดค่ำ ยามนี้สควอโล่ได้กลับคืนสู่วาเรียอีกครั้งโดยมีซันซัสเป็นคนพาร่างนั่งรถเข็นกลับมา ตอนแรกเขาวางแผนว่าจะอุ้มมันมาเลยเพราะรถเข็นชวนให้ความรู้สึกเกะกะ แต่ว่าหากมีวันไหนที่เขาไม่ว่างดูแลมันขึ้นมา ก็จำเป็นจะต้องให้ลูกน้องคนอื่นมาใช้รถเข็นนี้ในการพามันไปยังที่ต่างๆ อยู่ดี

และสุดท้ายก็ต้องเก็บไอ้รถเข็นบ้านี่ไว้อย่างช่วยไม่ได้

"สควอโล่! ฟื้นแล้วเหรอฮ้าาา"

ลุซซูเรียซึ่งเป็นลูกน้องระดับสูงเพียงคนเดียวที่อยู่ในปราสาทขณะนี้รีบวิ่งปรี่เข้ามาหาเพื่อนด้วยความดีใจ เมื่อเห็นเพื่อนฟื้นตัวเร็วกว่าปกติมากก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

แต่ทว่า...ไม่นานก็พลันต้องชะงักเมื่อเพื่อนไม่แม้แต่จะมองตอบกลับมา ร่างที่นั่งอยู่บนรถเข็นกำลังมองตรงไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ขนาดโบกมือผ่านหน้าอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังคงไร้การตอบสนองใด จนแม่บ้านของวาเรียเริ่มรู้สึกหวั่นกลัวกับอาการนี้ของเพื่อน

"จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนคะบอส" คนถามราวกับรู้ถึงความผิดปกติ ยิ่งตอนที่ได้ฟังเรื่องราวจากมาม่อนยิ่งเป็นห่วงร่างตรงหน้าขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าทวี ก่อนหน้านี้ได้แต่หวังให้อีกฝ่ายจะฟื้นกลับคืนและไม่ต้องมาเจอเรื่องร้ายอะไรอีก ทว่าสุดท้ายก็ต้องมาลำบากกับสภาพที่เป็นนี้อยู่ดี

"ฉันไม่รู้ มีอะไรอีกรึเปล่า" ร่างสูงขมวดคิ้วยุ่งเมื่ออีกฝ่ายทักเรื่องที่ตนกำลังกังวลไม่ต่างกัน "ถ้าไม่มีอะไรฉันจะได้พาไอ้สวะนี่ขึ้นไปบนห้องซะที"

ผู้มองได้ยินประโยคหลังก็แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยคล้ายกับพยายามฝืนกลั้น เมื่อเห็นได้ถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้านายที่มีต่อฉลามหนุ่ม จากสมัยก่อนที่มักทำเป็นไม่ใส่ใจแต่ตอนนี้กลับแสดงออกเปิดเผยชัดเจน ลุซซูเรียอดจะรู้สึกดีใจแทนเพื่อนของตนไม่ได้ หากสควอโล่รู้ว่าซันซัสกำลังเอาใจใส่ดูแลอยู่เช่นตอนนี้คงจะดีใจไม่น้อยเลยทีเดียว

...แต่กว่าจะถึงตอนนั้นนี่มันเมื่อไหร่กันนะ

แววตาของแม่บ้านแห่งวาเรียค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองเมื่อความคิดนี้ผุดเข้ามาในหัว ทว่าไม่นานก็รีบตั้งสติเอ่ยตอบคำถามที่ถูกส่งมาก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบร้อนพาร่างของฉลามหนุ่มขึ้นห้องนอนไปเสียก่อน

"คือเจ้มีเรื่องจะมารายงานค่าา เป็นเรื่องที่บอสให้พวกเจ้ไปจัดการ"

เรื่องที่ว่าก็คือการกำจัดพวกของดิออตโต้แฟมิลี่ให้หมดสิ้นไป ซึ่งบัดนี้พวกลูกน้องวาเรียทั้งระดับบนและระดับล่างก็ได้กระจายกำลังไปตามฆ่าพวกดิออตโต้จนสิ้นชีวิตกันเกือบหมดแล้ว เหลือก็เพียงแต่...

"ตอนนี้เหลือแค่อดีตคู่หมั้นของบอสน่ะค่ะ คือ...มันหายไปไหนไม่รู้"

"เพราะอะไรถึงหามันไม่เจอ!!! "

"ฮะ..อะ"

เสียงตวาดลั่นดังขึ้นด้วยความโกรธเหมือนเช่นปกตินำพามาซึ่งความตกใจของฉลามหนุ่ม เพราะจิตใจยังไม่ฟื้นคืนเลยยังไม่ชินกับเสียงตะคอกรุนแรงเช่นนี้ สังเกตความกลัวได้จากมือเรียวที่กำลังกำแขนรถเข็นที่นั่งอยู่แน่นพร้อมร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อย เป็นผลให้ซันซัสต้องพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ใจเย็นลงอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายจึงตัดสินใจรวบตัวคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ขึ้นมากอดเพื่อหวังให้อีกฝ่ายหายขาดจากอาการสั่น

"เอ่อ..." ลุซซูเรียมองภาพนั้นแล้วแทบอยากยกมือขึ้นมาขยี้ตาแรงๆ เพราะไม่คาดคิดว่าบอสของตัวเองจะมีมุมแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ชักอยากจะได้กล้องถ่ายรูปขึ้นมาแล้วสิ!

"อธิบายเรื่องนั้นมา" ซันซัสถามเสียงเย็นเรียกสติอีกฝ่ายกลับคืน ครั้งนี้พยายามกดเสียงตัวเองไม่ให้เผลอตวาดออกมาเหมือนครั้งก่อนหน้า เพื่อไม่ให้คนในอ้อมกอดตกใจกลัวจนตัวสั่นมากกว่าที่เป็นอยู่

"คะ..ค่ะ" แม้บ้านแห่งวาเรียรีบรับคำอย่างตะกุกตะกัก "คือว่าไอคนนั้นมันไหวตัวทันเลยหนีออกไปก่อนที่เราจะตามเจอน่ะฮ้า ทั้งปราสาทวาเรียและดิออตโต้ไม่มีสักที่ ตอนนี้กำลังตามหาตัวที่อื่นอยู่ค่า"

ผู้ใช้พลังมายาอย่างซามูเอลสามารถพรางตัวได้จึงยากต่อการจับ ลูกน้องวาเรียส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกภาพมายาออกได้เว้นก็แต่มาม่อนเพียงคนเดียว เช่นนั้นคงต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะเจอเพราะลูกน้องที่ใช้งานได้ก็มีแค่หนึ่งคนเท่านั้น คนอื่นก็ทำได้แค่เพียงรอเสริมทัพยามที่เจอตัวแล้ว

"รีบตามตัวมันมาฆ่าให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน เจอเมื่อไหร่ก็อย่าลืมมาบอกฉัน"

บอสแห่งวาเรียรีบตัดบทเพราะคนในอ้อมแขนกำลังยืนขาสั่นเทาด้วยความที่ยังไม่เข้าใจการยืนหรือเดินด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นผู้ฟังก็สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงกดดันที่ส่งมาเพื่อเร่งให้ไปหาตัวคนร้ายให้เจอในเร็ววัน

"รับทราบค่าบอสสส"

ลุซซูเรียก็เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายเผชิญอยู่จึงไม่ถามคำถามอะไรอีก ก่อนจะรีบปลีกตัวเดินออกมาเพราะไม่อยากเป็นส่วนเกินของคนทั้งคู่อีกต่อไป!

ท้ายที่สุดร่างโปร่งก็ถูกวงแขนหนาตวัดขึ้นอุ้มแล้วพาตัวขึ้นบันไดไปยังห้องนอนใหญ่ ส่วนรถเข็นถูกจอดไว้อยู่กับที่เพื่อให้ลุซซูเรียทำหน้าที่เลื่อนไปเก็บไว้ในที่เหมาะสม หากซันซัสยังอยู่ที่ปราสาทรถเข็นผู้ป่วยนั้นก็คงไม่ได้ใช้งานง่ายๆ

เพราะการอุ้มต้วขึ้นมาแบบนี้ดูจะสะดวกและรวดเร็วกว่า...

เมื่อร่างสูงเข้ามาในห้องนอนแล้วก็ตรงไปยังเตียงเพื่อนำร่างของสควอโล่ไปวางลงทันที ยามนี้รอบห้องยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่สควอโล่ออกไปจากปราสาทวาเรียเลยแม้แต่น้อย

"เป็นไงไอ้สวะ ได้กลับมาสมใจรึยัง" เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยถามร่างบนเตียงที่ยามนี้กำลังสอดสายตามองไปรอบห้องอย่างเชื่องช้าคล้ายกำลังสงสัย

"...." และต่อให้ถามอะไรมา สควอโล่ก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ไหวติงต่อคำพูดใดเช่นเดิม

"ฉันอุตส่าห์ไม่ไล่แกไปแล้ว ทำไมแกถึงไม่พูดอะไรหน่อยวะ"

ดวงตาสีแดงทอดมองคนตรงหน้าอย่างคาดคั้นเอาคำตอบทว่ามันหาได้ทำให้คนผู้นั้นสนใจไม่ ฉลามหนุ่มยังคงมองไปรอบห้องอย่างเนิบช้าเช่นเดิม ทว่าน่าแปลกที่สุดท้ายสายตาคู่นั้นกลับหยุดลงที่ท้องนภามืดมิดภายนอกระเบียง

"...อะ..อะ..." มือเรียวค่อยๆ ยกขึ้นเพื่อเอื้อมออกไปหานภาด้านนอก ราวกับว่าสควอโล่อยากจะเข้าไปใกล้มันให้มากกว่านี้...หรืออาจจะอยากสัมผัสมันก็เป็นได้

"แกอยากเอาอะไรไม่ทราบ" ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะตอบกลับมา แต่ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเผื่อว่าความสนใจของสควอโล่จะเบี่ยงเบนมาทางนี้บ้าง แม้มันอาจจะยังไม่ใช่ในตอนนี้ก็ตาม

รออยู่ประมาณห้านาทีจนบัดนี้ร่างสูงก็ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเกิดอยากได้อะไรขึ้นมา ทว่าเมื่อสังเกตจากดวงตาที่เอาแต่มองไปด้านนอกทุกนาที ก็ทำให้ซันซัสต้องตัดสินใจอุ้มตัวอีกฝ่ายขึ้นมาอีกครั้งเพื่อพาเดินออกไปยังระเบียงด้านนอกตามต้องการ เพื่อหวังว่าการยอมทำตามใจอาจทำให้อีกฝ่ายกลับมาเป็นปกติเร็วกว่าเดิม

"ไง ฉันพาแกออกมาแล้ว ตกลงแกจะเอาอะไรกันแน่"

ร่างโปร่งไม่เอ่ยเสียงใดออกมาเป็นคำตอบ ไม่ทำสิ่งใดนอกจากเงยหน้าขึ้นไปมองผืนฟ้ายามค่ำคืนที่มีดาวประดับ และไม่คาดคิดว่ามันจะสามารถเรียกรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นมาบนริมฝีปากสีซีด มือเรียวที่เคยเอื้อมไปไขว่คว้าท้องนภาบัดนี้สงบลงเพราะได้เข้ามาใกล้มันตามที่ใจหวัง ดวงเนตรสีอ่อนเฝ้าจดจ้องเพียงผืนฟ้าที่อยู่ห่างไกลราวกับชื่นชอบมันมากนักหนา

นภารัตติกาลที่เคยตรึงดวงตาคู่นี้ไว้ในยามปกติ

...มาในยามนี้มันก็ยังคงตรึงดวงตาคู่เดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

บอสแห่งวาเรียราวกับตกอยู่ในภวังค์เช่นกันเมื่อมองไปยังวงหน้างามที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม รอยยิ้มเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของอีกฝ่ายจุดรอยยิ้มอ่อนโยนอันหาได้ยากบนใบหน้าคมคร้ามเช่นกัน เป็นรอยยิ้มที่ไม่เคยมอบให้แก่ใครมาก่อนนอกจากผู้ที่กำลังเหม่อมองไปยังภาพเบื้องบน

คนหนึ่งจ้องมองเพียงผืนฟ้า

คนหนึ่งจ้องมองเพียงคนที่มองผืนฟ้านั้นอยู่

ฉันจะทำให้ดวงตาของแกกลับมาสะท้อนแค่ภาพของฉันอีกครั้ง!

นี่คือคำปฏิญาณที่เกิดขึ้นภายในใจของผู้ที่เปรียบเสมือนนภามืดมิดเบื้องบน เพราะตอนนี้ดวงตาคู่ที่เคยทอดมองเพียงแค่ตนกำลังถูกสิ่งอื่นแย่งความสนใจไป ซึ่งไม่มีทางที่ชายผู้เคยถูกทอดมองจะยอมให้มันเป็นแบบนั้น สักวันหนึ่งมันจะต้องกลับมาทอดมองเพียงชายคนเดิม และมันจะต้องกลับมาเป็นแบบนั้นให้เร็วที่สุด!

อย่างที่ว่า...ชายคนนั้นไม่ใช่ผู้ที่มีความอดทนพอจะรออะไรได้นานนัก

"แกคงไม่อยากเห็นฉันเป็นบ้าไปก่อนใช่มั้ย ไอ้ฉลามหน้าโง่"

"...."

"ถ้าไม่อยากก็รีบกลับมาหาฉันได้แล้ว"

เสียงทุ้มเอ่ยสั่งอย่างเว้าวอน เป็นเหตุให้ดวงตาที่ทอดมองผืนฟ้าเคลื่อนตัวลงต่ำราวกับรับรู้อะไรบางอย่าง ซึ่งการกระทำนี้สร้างความหวังเป็นอย่างยิ่งให้กับชายร่างสูงที่กำล้งมองวงหน้างามอยู่ไม่ห่าง ทว่าดวงตาสีอ่อนเพียงแค่เคลื่อนตัวลงหลุบต่ำอยู่ชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆ ปิดลงไปพร้อมกับศีรษะที่เอนซบลงบนไหล่กว้างของผู้ที่กำลังโอบอุ้มตนเอาไว้อยู่ เป็นสัญญาณให้บอสแห่งวาเรียรู้ว่าร่างในอ้อมแขนกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว...

"หึ" ภาพที่เห็นทำให้ร่างสูงอดแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้

และเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ต้องการดูท้องฟ้าภายนอกอีกแล้วจึงตัดสินใจเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนดังเดิมก่อนจะวางร่างบางลงบนเตียงอย่างเบามือ ทั้งยังจัดแจงคลุมผ้าห่มหนาทับเรือนกายของอีกฝ่ายหวังให้ความอบอุ่น

เมื่อเสร็จสิ้นแล้วซันซัสจึงเดินลงมานอนบนเตียงเคียงข้างผู้ที่กำลังหลับใหล ทั้งยังตะแคงกายเพื่อมองอีกฝ่ายอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะมองไล่ลงมาตั้งแต่เรือนผมหน้าม้าที่ยาวปรกหน้าผากมน จมูกที่โด่งรั้งรับกับวงหน้า เปลือกตาที่ปิดสนิทเผยแพขนตาให้เห็น จนมาถึงริมฝีปากอิ่มที่ซีดเซียวลงกว่าเมื่อก่อนอยู่บ้าง ทว่ากลับไม่ได้ทำให้ความงามเกินชายบนใบหน้าของอีกฝ่ายลดลงเลยแม้แต่นิด

ซันซัสเอื้อมมือไปเกลี่ยพวงแก้มเนียนเล่นซ้ำไปมาราวกับต้องการกลั่นแกล้ง ผู้ที่นอนหลับคล้ายกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสเลยเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ทั้งยังเอนใบหน้าเข้าหามือหนาที่สัมผัสแก้มตนอยู่ จึงเป็นเหตุให้ดวงตาคู่ดุดันจ้องมองผู้ที่อยู่ในห้วงหลับลึกอย่างเอ็นดูกว่าที่เคย

คล้ายกับห้ามใจตัวเองไม่ได้ ร่างสูงได้พลิกกายลงไปนอนทาบทับผู้ที่หลับใหลก่อนจะประทับจูบลงไปบนริมฝีปากนุ่มของอีกฝ่าย ลิ้นร้อนได้ทำหน้าที่ไล้เลียไปรอบบริเวณกลีบปากก่อนที่มันจะสอดเข้าไปภายในเพื่อควานหาความหวาน สควอโล่คล้ายรู้สึกถึงการรบกวนบริเวณนั้นจึงเผยออ้าริมฝีปากออกเล็กน้อย หารู้ไม่ว่ามันเป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ทำตามอำเภอใจมากกว่าเดิม

มือหนาเลื่อนมาสอดใต้ศีรษะของฉลามหนุ่มให้เอนขึ้นรับสัมผัสร้อนแรงที่มากกว่าเดิมและเพื่อให้ตัวเองได้รุกล้ำอย่างดุดันมากขึ้น แม้อีกฝ่ายจะไม่จูบตอบกลับเช่นครั้งเก่าแต่ผู้กระทำก็หาได้สนใจ จนในที่สุดผู้ที่กำลังนอนหลับก็ทนการปลุกปั่นไม่ไหวจนเป็นเหตุให้ตื่นขึ้นมาอีกครา

"ฮะ..." ฉลามหนุ่มร้องประท้วงเมื่อได้รับสัมผัสที่ทำให้รู้สึกแปลก เปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้นมองใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นประดับที่อยู่ใกล้ชิดเกินบรรยาย ด้วยเหตุนี้จึงพาให้สควอโล่เกิดความรู้สึกตกใจกลัว ขณะที่เรือนกายเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยพร้อมกับศีรษะที่พยายามขยับหนีทว่ากลับถูกมือหนาจับกดเอาไว้ ด้วยแรงอันน้อยนิดจึงหลีกเลี่ยงไปไหนไม่ได้

สุดท้ายเมื่อร่างสูงเห็นอีกฝ่ายเริ่มต่อต้านจึงยอมผละริมฝีปากออกมาอย่างเสียดาย เพราะผู้ที่เคยรับสัมผัสอย่างเต็มใจในวันวานยังไม่คืนกลับมาในยามนี้ ทว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะยังไม่มีสติรับรู้แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งแหย่ฉลามตัวดีที่บัดนี้กำลังสิ้นฤทธิ์โดยสมบูรณ์ กลายเป็นเพียงฉลามที่ไร้ซึ่งพิษภัยอันตรายใด...

"เลิกกลัวได้แล้ว ปกติเห็นกล้ามาตลอดนี่ รีบกลับมาเป็นไอ้ฉลามสวะปากดีเหมือนเดิมได้แล้ว"

บอสแห่งวาเรียเอ่ยพลางจ้องเข้าไปในดวงตาสีอ่อนที่ยังคงไหวระริกเล็กน้อยด้วยความกลัวจากเหตุการณ์รุกรานก่อนหน้า มือหนาจึงเลื่อนขึ้นไปลูบบนศีรษะของอีกฝ่ายเพื่อปลอบประโลมจากการกระทำของตัวเอง

แกเป็นแบบนี้มันก็น่ารักดี แต่ฉันก็ยังชอบแกคนเดิมมากกว่า

แกคนที่หัวรั้นในวันนั้นน่ะ กลับมาหาฉันซะที!

เมื่อได้รับสัมผัสอ่อนโยนอยู่ชั่วระยะหนึ่งสควอโล่ก็เริ่มหายจากอาการสั่นเทา ไม่นานเปลือกตาบางก็ค่อยๆ ปิดลงอีกครั้งโดยไม่ให้ความสนใจชายหนุ่มที่ทาบทับอยู่บนกายอีก เพราะเจ้าตัวกำลังต้องการพักผ่อนโดยไร้สิ่งใดมารบกวน

"แกจะเอาคืนฉันรึไงวะ"

ครั้งก่อนหน้าเขาเคยไม่สนใจมัน ส่วนครั้งนี้เป็นมันที่ไม่สนใจเขา หรือบางทีมันอาจจะกำลังแก้แค้นเขาอยู่ก็ได้!

แกหัดเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ...ไอ้ฉลามงี่เง่า!

บอสแห่งวาเรียมองคนใต้ร่างอย่างคาดโทษก่อนจะพลิกกายลงมานอนตะแคงดังเดิม ทว่าแขนแกร่งยังคงรวบตัวร่างบางเข้ามานอนกอดให้แนบชิด พร้อมกับวงหน้าคมที่ซุกลงไปตรงลำคอระหงจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย หลังจากนั้นไม่นานเปลือกตาของร่างสูงก็ค่อยๆ ปิดลง เตรียมเข้าสู่ห้วงหลับลึกตามคนในอ้อมแขนไป

เวลายามค่ำคืนเดินต่อไปเรื่อยๆ สองร่างนอนเบียดชิดจนความอบอุ่นแผ่ซ่านถึงกันและกัน ท่ามกลางความเงียบงันมีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนสองคนดังสอดประสาน...

"…...บะ....บอ..."

ทว่าไม่นานก็มีเสียงเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากของใครคนหนึ่งอย่างแผ่วเบา ราวกับต้องการเอื้อนเอ่ยคำบางคำที่เจ้าของร่างรู้สึกคุ้นเคย

แต่ทว่าน่าเสียดาย...

เพราะชายร่างสูงได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว...จึงไม่มีโอกาสที่จะได้ยินมัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #32 namzbongz (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 21:54
    (;´༎ຶٹ༎ຶ`)พ่อไมโคเวฟของบ่าวรู้ตัวแล้วสินะ

    แต่มารู้ตัวตอนที่เสียมันไปಠ_ಠ
    ขอให้ได้น้องกับคืนมาไวๆนะคะป๋า;_;
    ทูลหัวของบ่าวเป็นแบบนี้ไปคือใจหล่นวูบเลย(;´༎ຶٹ༎ຶ`)
    #32
    0
  2. #31 คนสวยขา (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 21:42

    โอ้ย มันเป็นหน่วงเป็นปวดใจหนึบแท้หน่อ พ่อคุณเขาก็ช่างแสนจะเป็นไมโครเวฟตู้ใหญ่ คุณพี่ขาก็นะ ชวนให้หวั่นๆรึเกิน จะร้องแล้วนะฮือ
    #31
    0