นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [ Fic KHR ] No More (XS)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
KHR Fanfiction
Pair : Xanxus x Squalo
**Warning : Bad-Ending**
**ฟิคสั้นเรื่องนี้จบเศร้านะคะTT**

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 พ.ย. 63 / 20:40


การพ่ายแพ้ต่อศึกชิงแหวนพิรุณในครั้งนี้ สูญเสียเกินคณานับ...

 

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ภายในห้องผู้ป่วยที่มีเสียงพูดคุยของบุคคลสองคน แว่วเสียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง บนเตียงขาวสะอาดปรากฏร่างของใครคนหนึ่งกำลังนอนรักษาอาการบาดเจ็บเจียนตาย ผ้าพันแผลได้ห่อหุ้มร่างของคนผู้นั้นไว้แทบมิด เมื่อคมเขี้ยวของฉลามได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ไว้ทั่วร่างกายจนเกือบไม่รอด ทว่าเหตุที่ยังหายใจอยู่ได้ในยามนี้ ส่วนหนึ่งเพราะยังมีเครื่องช่วยหายใจยื้อชีวิตที่กำลังจะดับสูญนี้เอาไว้

...แต่มันจะยื้อได้อีกนานสักแค่ไหนกัน

"คุณสควอโล่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น อวัยวะภายในบอบช้ำเกินกว่าจะเยียวยารักษา ทางเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ"

หมอมีสีหน้าหมองเศร้า ความรู้สึกผิดก่อตัวเต็มกลืน ด้วยไม่อาจรักษาชีวิตของผู้เจ็บเอาไว้ได้และยังยื้อชีวิตเอาไว้นานสุดได้เพียงเท่านี้ ชายหนุ่มผมทองที่ยืนฟังอยู่ก็มีสีหน้าเศร้าไม่ต่างกัน ความตกใจและหวาดกลัวกัดกินจิตใจจนพูดอะไรไม่ออก มือเริ่มสั่นเทามากขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่ออีกไม่กี่วันจะต้องสูญเสียเพื่อนคนสำคัญ...

"ถ้าคุณไม่มีคำถามอะไรเพิ่มเติม หมอขอตัวก่อนนะครับ"

หลังจากนั้นหมอก็เดินออกไปตามที่กล่าว ในห้องเหลือเพียงสองบุรุษที่เป็นมิตรสหายกัน ดีโน่ค่อยๆเดินมาหาผู้เจ็บบนเตียงอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวเดินช่างเป็นไปอย่างยากลำบาก สุดท้ายจึงต้องทรุดฮวบลงบนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วย เพราะไม่สามารถฝืนพยุงร่างไว้ได้อีกต่อไป ดีโน่เอื้อมมือไปกอบกุมมือของสควอโล่ไว้แน่นหนา ก่อนจะมองใบหน้าที่ซีดเซียวของเพื่อนไม่วางตา

เพราะอีกไม่กี่วันก็คงจะไม่ได้มองอีกต่อไปแล้ว...

"...ม้า..พยศ..." เสียงของผู้เจ็บเอ่ยอย่างอ่อนแรง สควอโล่ไม่ได้หลับจึงได้ยินทุกสิ่งที่หมอบอกหมดแล้ว วินาทีที่รู้ว่าตัวเองต้องตายในอีกสองวัน เขาไม่มีความรู้สึกแปลกใจเลยสักนิด การลืมตาตื่นขึ้นมาได้อีกครั้งยังดูเป็นเรื่องน่าแปลกใจมากเสียกว่า เพราะเขาคิดว่าตัวเองไม่น่ามีทางรอดแล้วด้วยซ้ำจากศึกชิงแหวนที่ผ่านมา

"สควอโล่ ฉัน..ฉันพยายามแล้ว..ฉันขอโทษ"

"..ช่าง..มัน.."

สควอโล่รู้ดีว่าตัวเองรอดมาได้อย่างไรยามที่เห็นอีกฝ่ายในห้องนี้ เป็นดีโน่ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ต้องสงสัย คนผู้นี้คิดเผื่อการณ์ไกลเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือไอ้หนูดาบญี่ปุ่นที่พลาดท่า มันก็ย่อมให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถทั้งนั้น คนใจอ่อนอย่างมันไม่ใช่คนใจแข็งอย่างบอสของเขา หากคาดหวังให้ซันซัสเป็นคนช่วยล่ะก็...ไม่มีทาง

แต่ทั้งที่รู้ว่าหมอนั่นไม่มีทางช่วย...ทำไมถึงไม่นึกโกรธ...

บางทีเขาก็ไม่เข้าใจตัวเอง

เมื่อโดนมันเพิกเฉยไม่สนใจกันถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่ยามนี้เขากลับอยากรู้ว่ามันทำอะไรอยู่ ยังอยากรู้ทุกการเคลื่อนไหวของมัน และอยากรู้ว่าสักเสี้ยวความทรงจำของมัน...คิดถึงคนที่จมหายไปในน้ำวันนั้นบ้างหรือไม่

"..บอส..อยู่..ไหน..."

สควอโล่มีหลายคำถามมากมายในหัว แต่สิ่งที่ถามออกไปได้มันก็คงมีแค่คำถามนี้ ในเมื่อเรื่องอื่นมันก็เกินกว่าที่ม้าพยศจะรู้ได้ เช่นนั้นเขาก็คงต้องเก็บความสงสัยที่ไร้คำตอบไว้ ปล่อยให้จมหายลงไปในใจตลอดกาล...

"ซันซัสน่ะเหรอ" ดีโน่นั่งนึกอยู่พักหนึ่ง "ฉันว่าน่าจะเตรียมตัวแข่งศึกชิงแหวนแห่งนภาแล้วล่ะ เพราะอีกสามวันข้างหน้าก็ถึงตาหมอนั่นกับสึนะแล้ว"

"งั้น..เหรอ"

สามวัน...น่าเสียดายที่เขาอยู่ไม่ถึงวันนั้น

แม้ใจเขาอยากไปรับชมชัยชนะของมันมากแค่ไหน...แต่ก็คงไม่มีโอกาสนั้นอีกต่อไปแล้ว

แววตาของสควอโล่หม่นแสงลงขณะที่กำลังเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง นภายามนี้ไร้แสงชวนให้นึกถึงผู้ที่เปรียบเสมือนมัน น่าเสียดายที่ยามนี้ไม่มีใครคนนั้นอยู่ เราสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาก็จริง อยู่ห่างกันหลายวันก็เคยมาแล้ว แต่เมื่อวินาทีสุดท้ายของชีวิตใกล้จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงอย่างเดียว...

"..ช่วย..ตาม..บอส..มาเจอ..ฉันที.."

เพียงต้องการขอโทษที่ไม่สามารถนำชัยชนะมาสู่วาเรียได้ ความอัปยศจากการพ่ายแพ้ให้กับเด็กมอต้นยังไม่เท่าการทำให้ซันซัสพลาดตำแหน่งที่ต้องการ เพียงแหวนแห่งพิรุณแค่วงเดียว...วาเรียก็จะชนะ

แต่สุดท้ายเขาก็นำมันมาไม่ได้ ทั้งยังเกือบตายอย่างน่าสมเพช

สมแล้วที่โดนมันหัวเราะเยาะในวันนั้น

เขาได้ยินทุกอย่าง ได้ยินทุกคำพูดทุกคำของมันผ่านมอนิเตอร์ เพราะขณะที่พลาดท่าโดนกระบวนท่าที่เก้าของไอ้หนูนั่นเล่นงาน แม้เขาจะนอนนิ่งไปแต่แท้จริงแล้วยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง ที่ไม่ขยับกายเพราะไม่มีแรงมากพอก็เท่านั้น...

 

'น่าสมเพช สุดท้ายก็เป็นได้แค่เหยื่อฉลาม'

 

'ในที่สุดก็กำจัดอดีตไปได้อีกหนึ่งแล้ว'

 

'ไอ้สวะนั่นไม่มีประโยชน์อีกต่อไป'

 

ทุกถ้อยคำยังคงชัดเจนอยู่ในหัวสมองของเขาคนนี้ ย้ำชัดว่าตนกลายเป็นคนที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ พ่ายแพ้ในการแข่งขันอย่างน่าสมเพช...และเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีเคยมีค่าอะไร

แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ยังอยากเจอมันอีกครั้ง นอกจากเรื่องขอโทษที่ทำให้ผิดหวังแล้ว เขาก็แค่อยากเห็นหน้ามันก่อนที่ระหว่างเราจะไม่มีโอกาสอีกต่อไป หวังว่ามันจะเห็นใจ อย่างน้อยก็ในฐานะเพื่อนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา

"เอ่อ...ได้สิ ฉันจะไปตามหมอนั่นมาให้นาย"

ดีโน่มีทีท่าลังเลในช่วงแรก เหตุเพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถตามซันซัสมาอย่างที่อีกฝ่ายต้องการได้ ขนาดเห็นลูกน้องโดนฉลามทำร้ายและจมน้ำไปต่อหน้าต่อตายังไม่คิดดูดำดูดี แล้วเช่นนี้หากรู้ว่าลูกน้องคนนี้กำลังจะตายเล่า จะมีเมตตาพอที่จะมาเยี่ยมเยียนครั้งสุดท้ายหรือไม่

"..ฝาก..ด้วย..นะ.."

"อืม ถ้างั้นนายนอนอยู่นี่คนเดียวไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะรีบมา"

ม้าพยศคลี่ยิ้มให้เพื่อนอย่างอ่อนโยนก่อนจะลุกออกจากห้องไป เมื่อนี่เป็นคำขอร้องสุดท้ายจากสายพิรุณที่เคยสาดซัดทุกสิ่งอย่างบ้าระห่ำ ทว่าบัดนี้กลับอ่อนล้าจนแทบเลือนหาย ดีโน่จึงปฏิญาณว่าจะทำตามความต้องการนั้นอย่างสุดความสามารถ ส่วนผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวซันซัสแต่เพียงผู้เดียว...

 

 

*************

บรรยากาศยามเย็นมีลมโชยอ่อน เสียงนกร้องขับขานดังผสมไปกับเสียงเสียดสีของใบไม้ที่พลิ้วไหว นภาแห่งคาบัคโรเน่กำลังเดินไปตามทางลาดยาวที่ทอดตัวเข้าปราสาทวาเรีย ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นเพื่อมุ่งตรงไปยังประตูทางเข้าสู่ภายใน นานครั้งที่ดีโน่จะมาเยือนสถานที่แห่งนี้เพราะรู้ว่าเจ้าของย่อมไม่พอใจที่ตนมา หากไม่มีเรื่องสำคัญก็คงไม่มาเหยียบที่นี่แต่โดยง่าย

"ต๊ายยยย มาทำอะไรที่นี่หรอจ๊ะม้าพยศ!!" เสียงลุซซูเรียดังขึ้นทักทายผู้ที่เปิดประตูเข้ามาใหม่เป็นคนแรก ยามนี้เจ้าตัวกำลังเดินตรวจตราอยู่รอบปราสาทอย่างเชื่องช้า เหตุเพราะบาดแผลจากศึกชิงแหวนอรุณยังไม่หายดีนัก

"ฉันขอพบซันซัสหน่อยสิ หมอนั่นอยู่ที่ไหน"

"มาพบบอสถึงนี่เลยเหรอออ เอ..รู้สึกว่าบอสจะอยู่ในห้องทำงานชั้นบนน้า เจ๊เพิ่งเอาอาหารไปเสริ์ฟให้เมื่อไม่นานมานี้เอ๊งงง เห็นว่าช่วงนี้ดูอารมณ์ไม่ค่อยดี ยังไงก็อย่าไปทำอะไรขัดใจบอสมากแล้วกันนะฮ้าาา"

"โอเค ขอบใจมากนะที่บอก"

ว่าจบแล้วดีโน่ก็เดินขึ้นบันไดไปทันที จากคำเตือนที่ได้รับมาดูท่าแล้วก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน เขาหยิบแส้ที่เป็นอาวุธประจำกายมากำไว้ในมือข้างหนึ่งเผื่อเกิดอันตรายกับตน เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานของซันซัสแล้ว เขาเคาะประตูอยู่สามทีทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา เช่นนั้นเขาจึงคิดว่ามันหมายความว่าอนุญาตให้เข้าไป

"ฉันขอคุยอะไรด้วยนิดหน่อยสิ"

ประโยคแรกที่เอ่ยทักผู้ที่นั่งจิบไวน์อยู่บนเก้าอี้ทำงานอย่างเงียบเชียบ ดีโน่เดินไปหยุดอยู่ภายหน้าโต๊ะทำงานของซันซัส ก่อนที่จะเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งเพื่อเตรียมบอกกล่าวเรื่องที่ต้องการ

"แกมาทำที่นี่ทำไม" ซันซัสถามขณะวางมือที่ถือแก้วไวน์ไว้บนแขนเก้าอี้

"นายรู้ไหม...สควอโล่ยังไม่ตายเพราะฉันส่งคนไปช่วยหมอนั่นใต้น้ำ"

"เหอะ! มันจะตายหรือไม่ตายแล้วจะมาบอกฉันทำไมไม่ทราบ ยังไงมันก็หมดประโยชน์กับฉันแล้ว"

สีหน้าผู้พูดช่างดูเฉยชาต่อสิ่งที่รับรู้ ดีโน่เริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายไม่แม้แต่จะใยดีลูกน้องของตัวเองแม้แต่นิด ทั้งยังเป็นลูกน้องที่ให้ความสำคัญกับตัวเองเหนือสิ่งอื่นใดมาโดยตลอด

"มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ฉันจะมาบอกนายในวันนี้ ไม่รู้ว่านายจะเสียใจกับมันบ้างไหม แต่ฉันก็หวังว่านายจะรู้สึกอะไรกับมันบ้าง"

"เรื่องอะไร" คิ้วบนวงหน้าคมคายเริ่มขมวดยุ่ง ซันซัสกำลังสงสัยกับแววตาเศร้าหมองของอีกฝ่าย

"ถึงสควอโล่จะมีชีวิตรอด...แต่มันก็อีกไม่นาน" ดีโน่กำลังพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือขณะที่เล่า "บาดแผลที่ได้รับจากฉลามในวันนั้นเกินกว่าที่จะรักษาได้ สควอโล่น่ะ...กำลังจะตายในอีกสองวันข้างหน้าแล้วนะ หมอนั่นขอให้ฉันมาตามนายไปเยี่ยม"

ขณะได้ยินในสิ่งที่ม้าพยศกล่าวออกมานั้น แววตาของบอสแห่งวาเรียเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกใด ชายร่างสูงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานด้วยท่าทีเฉยชา ทว่าไม่นานซันซัสกลับยกมือข้างที่ไม่ได้ถือไวน์มากุมหน้าท้อง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง...!!

"ฮ่าๆๆๆ สุดท้ายมันก็เป็นเหยื่อฉลามอยู่วันยังค่ำ!" เสียงทุ้มตวาดลั่นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่เยียบเย็น 'หึ...จริงๆมันก็สมควรตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว!'

"ซันซัส นี่นายไม่สงสารลูกน้องตัวเองบ้างเลยรึไง!"

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ดีโน่ก็กำแส้ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา ทว่าแม้อยากจะลงมือทำร้ายอีกฝ่ายเพื่อสั่งสอนมากแค่ไหน แต่พอนึกถึงหน้าของสควอโล่ขึ้นมา ชายหนุ่มจึงหักห้ามใจและหยุดการกระทำนั้นลง เมื่อคิดได้ว่าสควอโล่คงไม่มีความสุขนัก หากเห็นว่าซันซัสได้รับบาดแผลก่อนการประลองศึกชิงแหวนแห่งนภา

"สงสารงั้นเหรอ..." ซันซัสทวนถามเสียงนิ่งก่อนจะแค่นยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน "ไอ้สวะขี้แพ้แบบนั้น ฉันไม่มีความจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ ตายไปได้มันก็สมควรแล้ว!!"

ปึง!!!

"ซันซัส!!!" เสียงทุบโต๊ะทำงานดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนอย่างโกรธจัด ประโยคก่อนหน้าเกือบทำให้ดีโน่ทนไม่ไหว มือที่กำแส้เริ่มสั่นเทาเพราะความพยายามยับยั้งใจ "ฉันไม่คิดเลยนะ...ว่านายจะใจดำได้ขนาดนี้"

ดีโน่กัดฟันแน่นเมื่อสุดท้ายแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะขณะที่ตัดสินใจจะลงมือในแต่ละครั้ง มันก็จะมีใบหน้าของสควอโล่ผุดเข้ามาในความคิดเสมอ เช่นนั้นชายหนุ่มจึงเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วลุกขึ้นยืน เมื่อไม่อาจทนเสวนากับชายผู้เห็นแก่ตัวได้อีกต่อไป ทว่าก่อนตัดสินใจเดินออกไปจากห้องไปนั้น ดีโน่ก็ไม่ลืมที่จะขอร้องอะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายตามความต้องการของพิรุณที่กำลังบาดเจ็บ

"สควอโล่ติดตามนายมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ฉันรู้จักหมอนั่นมาตั้งแต่ยังเด็ก สควอโล่ไม่เคยยอมใครแต่กลับยอมนายเป็นคนแรกและคนเดียว ถ้านายยังมีความเห็นใจเพื่อนมนุษย์อยู่บ้าง อย่างน้อยไปหาหมอนั่นสักครั้งก็ยังดี มันยังพอเหลือเวลาอีกสองวัน ทั้งนี้ฉันก็หวังว่านายจะคิดได้และยอมมา...มันเป็นความต้องการสุดท้ายของสควอโล่แล้วล่ะ"

ชายหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บปวด ทว่าซันซัสกลับไม่ได้ตอบหรือทำอะไรนอกจากยกไวน์ขึ้นมาจิบ ดีโน่ไม่อาจทนเห็นปฏิกิริยาเพิกเฉยนี้ได้อีกต่อไปจึงเดินออกมาจากห้องนั้นทันที ขณะที่สองขาก้าวลงบันไดไปอย่างเลื่อนลอย คล้ายกับว่ามีเสียงของลุซซูเรียกำลังถามอะไรบางอย่างแต่ดีโน่ไม่มีสติพอจะรับฟัง เมื่อสิ่งที่ความคิดจดจ่ออยู่ตอนนี้มีเพียงผู้ที่นอนเจ็บอยู่โรงพยาบาล

สควอโล่ ถ้าฉันเรียกซันซัสมาให้นายไม่ได้...ขอโทษด้วยนะ

ความมั่นใจว่าตนจะทำตามความต้องการของสายฝนได้นั้นหายไปในพริบตา เมื่อได้มาเห็นท่าทีและได้ยินคำพูดของผืนนภามืดด้วยตัวเอง จนดีโน่เริ่มเกิดคำถามภายในใจที่กำลังว้าวุ่น

 

คนที่กล่าววาจาไร้น้ำใจและไม่เคยมอบความเมตตาให้แก่ใครอย่างซันซัส

 

เพราะอะไร...

 

ถึงเป็นคนเดียวที่ได้หัวใจของสควอโล่ไปกันนะ

 

 

***************

ตามความเป็นจริงนั้น กาลเวลาหมุนผ่านในระดับความเร็วที่เท่าเดิมมาโดยตลอด ทว่ามันช่างเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อความสูญเสียใกล้คืบคลานเข้ามา เวลาล่วงเลยมาจนถึงสองวันแล้ว จนกลางวันแปรเปลี่ยนเป็นกลางคืนถึงสองครั้งสองครา จนสายฝนโปรยปรายลงจากท้องนภาแล้วเหือดหาย 

จนสุดท้ายแล้ว...ผู้ที่แวะเวียนมาที่ห้องผู้ป่วยแห่งนี้ก็ยังคงมีเพียงชายคนเดิม

"..บอ..ส.." คำแรกที่เอ่ยออกมาจากปากของสายฝนที่ใกล้หมดแรงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงค่ำคืนของวัน สควอโล่ยังคงเฝ้ารอการมาของชายคนนั้นมาโดยตลอด ความหวังที่เคยมีอยู่บ้างในวันแรกนั้น มันเริ่มลดน้อยลงไปทีละวันจนริบหรี่ จนในที่สุดแล้วความริบหรี่นั้นก็ได้จางหายไปจนไม่หลงเหลือ...

"สควอโล่ ฉันขอโทษ" ดีโน่กล่าวคำนี้ให้เพื่อนฟังในทุกสองวันที่ล่วงพ้น ขณะที่นั่งกุมมือเรียวที่คลุมผ้าพันแผลเอาไว้อีกทอดหนึ่ง เขาไม่สามารถตามซันซัสมาได้ตามที่หมอนี่ต้องการ 

"..มัน..จะ..ไม่..มา..จริ..ง..เหรอ.." 

เสียงของผู้พูดช่างดูอ่อนล้ายิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมา การพยายามเอื้อนเอ่ยคำแต่ละคำช่างยากเย็นเหลือทน เมื่อความรู้สึกแน่นหน้าอกกำลังจะพรากการหายใจให้สูญไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า...

แม้สควอโล่รู้ดีว่าอย่างไรตัวเองก็ไม่มีโอกาสได้เจอซันซัสอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นกลับยังคงถามคำถามนั้นกับม้าพยศ ซึ่งเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะย้ำเตือนความจริงข้อนี้กับตัวเองไปเพื่ออะไร

"สควอโล่...ฉันขอโทษ...ขอโทษจริงๆ" 

ระหว่างที่กำลังรู้สึกผิดเรื่องของเพื่อน ม้าพยศก็นึกไปถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ไปพูดคุยกับบอสแห่งวาเรียเมื่อสองวันที่ผ่านมา ประโยคตอกกลับที่ได้รับจากชายผู้นั้นยามที่ตนเอ่ยเรื่องการตายของสายพิรุณ มันช่างเป็นคำตอบที่เจ็บปวดเกินกว่าที่ดีโน่จะบอกให้อีกฝ่ายได้รู้

เช่นนั้นเขาจึงไม่ได้บอกเรื่องของซันซัสในวันนั้นกับสควอโล่ เพราะหากความตายใกล้เข้ามาถึงแล้ว เขาก็ไม่อยากให้หมอนี่มีเรื่องต้องคิดมากอีกต่อไป เพราะแค่ที่ประสบอยู่นี้มันก็มากเกินพอ...

ทั้งอาการทุกข์ทรมานทางร่างกาย รวมไปถึงจิตใจที่ยังพะวงเรื่องการมาของซันซัสไม่จบสิ้น

"สควอโล่...นายจะฝากอะไรฉันไปบอกหมอนั่นแทนไหมล่ะ" ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้เจอหน้าซันซัสตามที่หวัง ดีโน่จึงถามเช่นนี้ออกไปไว้ก่อน เผื่อสควอโล่จะเปลี่ยนใจให้เขานำเรื่องที่คาใจไปบอกซันซัสแทน

สควอโล่นิ่งเงียบไปชั่วครู่เมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนถาม คล้ายกับว่ากำลังลังเลที่จะตัดสินใจ ทว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็ค่อยๆฝืนเอาเรี่ยวแรงสุดท้ายที่ยังมีค่อยๆส่ายหน้า

"..ไม่..จำ..เป็น.."

ในเมื่อบอสไม่มาแล้ว นั่นก็แปลว่ามันไม่ได้อยากรู้สิ่งที่เขาต้องการจะบอกนัก อีกอย่างสิ่งที่เขาต้องการบอกมันก็แค่คำขอโทษสำหรับเรื่องผ่านมา ซึ่งคนอย่างซันซัสคงจะไม่ให้ค่ากับมันอยู่แล้ว เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องฝากอะไรให้ไอ้ม้าพยศไปบอกมันอีก ในเมื่อมันไม่อยากรู้และไม่อยากมาเจอเขาก็ปล่อยมันไป...

 

สุดท้ายแล้วฉันก็เป็นแค่อดีตที่แกต้องการกำจัดเท่านั้น

 

คำที่ซันซัสเคยบอกในศึกชิงแหวนวันนั้น สควอโล่เชื่อแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เหตุการณ์เมื่อสองวันมานี้ย้ำชัดทุกอย่างแล้ว เมื่อหมอนั่นต้องการกำจัดอดีตอย่างเขาออกไปนัก มันก็แปลว่าต้องการตัดเขาออกไปจากชีวิตด้วยใช่หรือไม่...

สควอโล่ค่อยๆยกมือกลอันอ่อนแรงและสั่นเทาขึ้นมาจับเส้นผมตัวเอง ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องไปใส่ใจไอ้ผมพวกนี้อีก ในเมื่อซันซัสเลือกตัดเขาออกไปแล้ว เช่นนั้นเขาก็ควรตัดมันออกไปเหมือนกัน

"..อึก...ไอ้..ม้า..พ..ยศ..."

การพูดของสควอโล่เริ่มลำบากขึ้น เมื่อรู้สึกถึงก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ในอก อีกทั้งยังในลำคอของตัวเองด้วย ในขณะที่ร่างกายเริ่มสั่นเทาทีละน้อย มือกลที่จับเส้นผมเอาไว้ค่อยๆปล่อยลงอย่างเชื่องช้า เพราะลมหายใจที่มีอยู่คงพยุงไว้ได้อีกไม่นานเท่าไหร่แล้ว

"..เอา....ดะ...ดาบ...ฉัน..ตะ..ตัด..มัน..ที.."

"อะ..อะไรนะ" ดีโน่ทวนถามอีกครั้งเหมือนไม่อยากเชื่อ "ให้ฉันตัดผมนาย...อย่างนั้นเหรอ"

ม้าพยศไม่รู้เบื้องหลังความเป็นมาของผมที่สควอโล่ไว้จนยาวและไม่เคยตัด รู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายหวงมันมาตลอดชีวิต ในยามนี้ดีโน่ทั้งแปลกใจและตกใจในเวลาเดียวกัน แต่อย่างไรก็ไม่มีเวลาให้คิดอะไรมากนัก เมื่อเขาไม่อาจทำตามคำขอเรื่องซันซัสได้ เช่นนี้เขาก็ควรทำตามคำขอนี้ให้ลุล่วง

เมื่อนี่อาจเป็นคำขอร้องสุดท้ายที่แท้จริง...

ดีโน่วางมือขวาของสควอโล่ที่ตนกุมอยู่ลงบนเตียง ก่อนจะเดินไปหยิบดาบที่วางอยู่บนโต๊ะตรงมุมหน้าต่างห้อง เขาค่อยๆหยิบมันขึ้นมาก่อนจะหันกลับไปมองอีกฝ่าย ยามนี้สควอโล่ไม่แม้แต่จะมองมาที่ดาบ ไม่มองสิ่งอื่นใดนอกจากเหม่อขึ้นไปบนเพดานห้อง

...หากแต่สายตาที่ทอดเหม่อไปยังเบื้องบนนั้นช่างวูบไหว

ขณะที่รวบผมของสควอโล่มาไว้ด้านข้างและเตรียมลงดาบตัดเส้นผมนั้น ดีโน่ยังคงทำมันอย่างเชื่องช้าเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายอาจเปลี่ยนใจขึ้นมา แต่ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่มีคำคัดค้านใดหลุดรอดออกมาให้ได้ยิน สควอโล่ค่อยๆหลับตาลงขณะที่เส้นผมได้ถูกตัดออกไป ไม่มีการเอื้อนเอ่ยคำพูดหรือขยับกายแต่อย่างใด

คล้ายว่าเรี่ยวแรงกำลังจะหมดไปพร้อมกับสิ่งสำคัญที่ถูกตัดออกไปนี้...

"สควอโล่ นายจะหลับแล้วอย่างนั้นเหรอ"

"...." ไม่มีถ้อยคำใดตอบกลับมาจากสควอโล่อีกต่อไป ไม่มีแม้เสียงใดเล็ดรอดออกมาจากปาก ขณะที่หน้าอกเริ่มกระเพื่อมไหวรุนแรงมากขึ้น คล้ายกับเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อต้าน เมื่อร่างไม่สามารถรับอากาศเข้าสู่ปอดได้อีกแล้ว

"ถ้าอย่างนั้น...นายก็พักเถอะนะ" ดีโน่เอ่ยเสียงอ่อนขณะนำมือซ้ายที่ไม่ได้ถือดาบมากุมมือเรียวเอาไว้

สควอโล่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายทว่ามันช่างเบาหวิวจนจับใจความไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่สัมผัสได้ตอนนี้มีเพียงความรู้สึกที่กำลังจมดิ่งลงไปในความมืดมิด ทั้งที่เขาคิดว่าตัวเองสามารถตัดซันซัสออกไปได้อย่างง่ายดาย คิดว่าคงมีเพียงแค่ความรู้สึกที่เรียกว่าใจหายเท่านั้นที่ตัวเองจะได้รับ 

ทว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย เมื่อตอนนี้หัวใจกำลังเผชิญกับความรู้สึกที่เรียกว่าเจ็บปวด มันทรมานไม่ต่างอะไรกับร่างกายที่มีบาดแผลสาหัส เพราะอะไรกัน...ทำไมเขาถึงยังตัดซันซัสออกไปจากความคิดไม่ได้ ทั้งที่มันยังตัดเขาออกไปได้อย่างง่ายดาย แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามที...อย่างไรในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ร่างกายของเขามันก็จะตัดความรู้สึกทั้งหมดนั้นออกไปเอง รวมถึงทุกความทรงจำด้วยเช่นกัน 

มันจะหายไปพร้อมกับตัวเขาที่ดับสูญ

...ตอนนี้...หายใจไม่ออกอีกแล้ว...

เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้เข้าไปสัมผัสความตายแล้วอย่างแท้จริง ทว่าเชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้เขายังมีความคาดหวังในบางเรื่อง ทั้งที่มันควรจะจบสิ้นไปได้ตั้งนานแล้ว

เมื่อเขายังรอคอยให้หมอนั่นมา...

 

 

ซันซัส...แกเชื่อไหมว่าฉันยังรอแกอยู่

 

 

แม้รู้ว่าสุดท้ายแล้ว...แกก็ไม่มาอยู่ดี

 

 

ตี๊ดดดดดดดดดด

เสียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ส่งเสียงดังลากยาว หน้าอกที่เคยกระเพื่อมไหวรุนแรงได้สงบนิ่งลง ย้ำเตือนว่าลมหายใจของฉลามแห่งวาเรียได้หมดสิ้นลงแล้ว

ณ ตอนนี้...

ดีโน่วางมือของเพื่อนลงอย่างช้าๆ เมื่ออีกไม่นานหมอก็คงมาจัดการเรื่องที่เหลือต่อ ในครั้งสุดท้ายที่มีโอกาสได้มองร่างของผู้ที่ล่วงลับ ชายหนุ่มเพียงหวังให้อีกฝ่ายพบเจอกับความสุขในโลกใบใหม่ ทดแทนที่ไม่อาจคว้ามันเอาไว้ในโลกใบนี้ได้

เมื่อลมหายใจของคนหมดลง ความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างก็หมดไป สักวันร่างกายก็ต้องถูกกลบฝังลงผืนดิน สุดท้ายแล้วจึงได้รู้ว่าคนตายได้หลุดพ้นจากทุกสิ่งอย่างแท้จริง ไม่หลงเหลืออะไรเอาไว้สักอย่าง

นอกจากภาพที่อยู่ในความทรงจำของผู้ที่ยังมีชีวิตก็เท่านั้น...

 

 

 

******************

...ผู้ที่ยังอยู่ทรมานกว่าผู้ตายเหลือคนา...

ในความสงบอันมีเพียงเสียงนกร้องแว่วเข้ามาในโสตเป็นระยะ ภายใต้กลุ่มเมฆาที่ครอบคลุมหนึ่งในสามของผืนฟ้า แสงแดดอ่อนทอดปกคลุมทั่วผืนหญ้าเว้นบริเวณพื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ขณะที่สายลมกำลังพัดพาเส้นผมสีทองอร่ามของคนผู้หนึ่งให้ขยับพลิ้วไหวไปตามแรงนั้น

นภาแห่งคาบัคโรเน่กำลังเฝ้ามองแท่นหลุมศพของสายพิรุณแห่งวาเรียที่ล่วงลับ ณ สุสานแห่งหนึ่งในอิตาลี ดวงเนตรสีนิลเจือความเศร้าเอาไว้ภายใต้ความวูบไหวอันปิดไม่มิด ยามที่มองไปยังหลุมศพเบื้องหน้า ย้ำเตือนว่ามิตรสหายผู้นี้ได้นอนหลับอยู่ภายใต้ผืนดินเบื้องล่างอันเป็นนิรันดร์

...ไร้ซึ่งวันหวนกลับ

"ห้าวันแล้วนะ..."

ห้าวันแล้วที่ไม่มีนายอยู่

ดีโน่เอ่ยเสียงเศร้าที่ปนเอาไว้ด้วยความสั่นเครือ ขณะที่ถือดอกคาร์เนชั่นสีขาวช่อหนึ่งอยู่ในมือ เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความบริสุทธิ์และความโชคดี

สควอโล่อาจเป็นชายที่เติบโตมากับการเข่นฆ่าฟาดฟันศัตรู เป็นผู้ที่อยู่ในสนามรบที่อาบนองไปด้วยโลหิตมานักต่อนัก ความบริสุทธิ์ที่ว่าจึงไม่ได้หมายถึงจิตใจที่ขาวสะอาด ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่เคยมีมลทินใด

หากแต่หมายถึงความบริสุทธิ์ ในความภักดีที่มอบให้แก่เจ้านายของตัวเองอย่างไม่มีข้อแม้...

ส่วนความโชคดีนั้น ชายหนุ่มต้องการให้เพื่อนได้รับมันไม่ว่าอีกฝ่ายจะไปอยู่แห่งหนใด ไม่ว่าจะในหรือนอกเหนือจากโลกใบนี้ก็ตามแต่ สำหรับดีโน่แล้ว สควอโล่คู่ควรกับมันมากที่สุดในยามนี้

เมื่อได้รับโชคที่ฉันส่งไปให้ ฉันก็หวังว่านายจะมีความสุขกับมันนะ

ช่ายหนุ่มบอกกล่าวผู้ล่วงลับภายในใจ ก่อนจะก้มไปวางช่อดอกไม้นั้นลงตรงหน้าป้ายหลุมศพที่สลักชื่อ 'สเปลบี สควอโล่' เอาไว้ ย้ำชัดลงไปอีกว่าเพื่อนคนนี้ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างแท้จริง มันไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด มันไม่มีเลยซึ่งปาฏิหาริย์ในวันที่สควอโล่หมดลมหายใจลงแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็น เมื่อระยะเวลาที่อีกฝ่ายมีชีวิตอยู่ มันก็คือสองวันตามที่หมอได้กล่าวไว้...

ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านมาอย่างอ่อนโยน ราวกับผู้ล่วงลับกำลังรับรู้ถึงความหวังดีที่มีคนส่งมาให้ ช่วยปลอบประโลมใจของผืนนภาที่กำลังหม่นเศร้าอยู่ ณ บัดนี้

"สควอโล่ ไม่แน่ใจว่านายฟังอยู่รึเปล่า แต่ฉันมีเรื่องจะมาบอก"

รอยยิ้มเล็กๆผุดออกมาจากริมฝีปากได้รูปในขณะที่กล่าวออกไป ดีโน่เดินไปจับหลุมศพของเพื่อนไว้ก่อนจะลูบมันอย่างแผ่วเบาแล้วหยุดลง เมื่อสิ่งที่กำลังจะบอกนั้นอาจทำร้ายใจอีกฝ่ายอยู่บ้าง

"วันที่ทำพิธีศพ พวกวาเรียมาหานายด้วย ถึงแม้...จะไม่มีหมอนั่น" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนลงเมื่อกล่าวถ้อยคำหลัง "แต่นายอย่าไปให้ค่ากับคนแบบนั้นเลยนะ ฉันอยากให้นายรู้ไว้แค่ว่านายมีความสำคัญกับลูกน้องวาเรียคนอื่นที่เป็นเหมือนเพื่อนของนาย พวกเบล มาม่อน ลุซซูเรียมากันหมดเลยล่ะ แม้แต่เลวี่ที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้านายก็ยังมาเลย"

ม้าพยศคือผู้ที่จัดการเรื่องพิธีกรรมงานศพของฉลามแห่งวาเรีย ซึ่งดำเนินการเป็นเวลาห้าวันก่อนจะนำโลงศพมาฝังลงที่สุสานแห่งนี้ รวมถึงยังทำหน้าที่แจ้งข่าวให้ทางวองโกเล่และวาเรียทราบในเรื่องนี้ หลังจากที่สควอโล่ได้เสียชีวิตลงได้ไม่นานในวันนั้น

ยามที่เรื่องอันน่าเศร้านี้รู้ถึงหูรุ่นที่เก้าแล้ว ศึกชิงแหวนแห่งนภาที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงถูกสั่งให้ยุติลงอย่างกะทันหัน โดยชายชราเป็นผู้ออกสาสน์ให้รับรู้โดยทั่วกัน ส่วนวันที่จะจัดการประลองขึ้นอีกครั้งเป็นเมื่อไหร่ก็ยังไม่ทราบได้ คงต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน เพราะหากจัดในช่วงที่เพิ่งมีการสูญเสียไปเช่นนี้ มันก็คงไม่เหมาะนัก

เมื่อสิ่งที่ควรทำคือไว้อาลัยให้แก่ผู้ที่จากไป...

ในวันที่เริ่มพิธี บรรดาสมาชิกของวองโกเล่มาร่วมงานกันมากมายหลายคน นอกจากนั้นวาเรียก็มาด้วยเช่นกัน แม้ในยามปกติจะไม่เคยพูดจาดีใส่กันเลยสักครา แต่เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานที่ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมาด้วยกันนานนับแปดปี ต้องมาจบชีวิตลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ ทุกคนล้วนมางานเพื่อมองร่างของเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่บาทหลวงจะทำพิธีบรรจุร่างผู้เสียชีวิตลงโลงศพไป

เพียงแต่...ชายคนนั้นกลับไม่มา

ไร้ซึ่งวี่แววของบอสแห่งวาเรีย จนกระทั่งวันที่บาทหลวงทำพิธีฝังโลงศพลงในสุสานแห่งนี้แล้ว มันก็ยังไม่มีแม้แต่เงา...ของคนที่สควอโล่รอคอยมาโดยตลอด

"หึ" ดีโน่แค่นหัวเราะออกมาเสียงเบา เมื่อไม่รู้ว่าการจากไปของสายฝนในครั้งนี้ จะทำให้ซันซัสรู้สึกอะไรบ้างหรือไม่ หากอยากรู้ก็คงต้องลองพิสูจน์อะไรบางอย่าง...

หลังจากที่มาเยี่ยมสควอโล่อีกครั้งในสุสานแห่งนี้ ดีโน่ตั้งใจว่าจะไปหาบอสแห่งวาเรียด้วยตัวเองอีกครั้ง เมื่อไม่อาจทนได้ที่อีกฝ่ายไม่มาร่วมพิธีศพเลยแม้แต่วันเดียว เขาไม่แน่ใจว่าตอนที่ตนให้ลูกน้องนำข่าวนี้ไปรายงานทางวาเรียนั้น ซันซัสที่รับรู้เรื่องนี้จะรู้สึกอย่างไร อย่างน้อยจะรู้สึกใจหายบ้างหรือไม่ 

"วันนี้ฉันจะไปหาซันซัสอีกครั้ง หมอนั่นต้องรู้สึกบ้าง..."

ดีโน่ว่าพลางใช้มือลูบแผ่นหินที่ตนจับอยู่อีกครั้ง ก่อนจะมองลงไปยังผืนดินเบื้องล่าง เพื่อต้องการส่งคำอวยพรให้สควอโล่ก่อนที่ตนกำลังจะจากไปในวันนี้...

"ขอให้นายพบเจอแต่ความสุขในทุกวัน"

ม้าพยศค่อยๆละมือออกจากแผ่นหินนั้น ก่อนจะก้าวถอยออกมาแล้วเดินกลับไปยังรถยนต์ส่วนตัวของตนเอง เมื่อขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เอื้อมมือไปหยิบกล่องสีดำขนาดกลางที่บรรจุบางสิ่งไว้ภายในขึ้นมาดู มันคือสิ่งที่เขาเคยต้องการเก็บมันเอาไว้กับตัวเพราะเป็นสิ่งสุดท้ายที่สควอโล่เหลือไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจนำมันไปมอบให้กับซันซัสแทน

เผื่อหมอนั่นจะตระหนักอะไรได้บ้างยามที่ได้เห็นมันอีกครั้งหนึ่ง...

 

 

*************

ผ่านไปประมาณสามสิบนาทีหลังออกมาจากสุสาน ท้องฟ้ายังคงส่องสว่างในยามบ่าย รถของนภาแห่งคาบัคโรเน่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดในปราสาท ยามที่เห็นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ดีโน่ก็ย้อนนึกไปถึงวันสุดท้ายที่มาเหยียบที่นี่ วันที่เขามาขอร้องให้ซันซัสไปเยี่ยมเยียนสควอโล่เป็นครั้งสุดท้าย และผลที่ได้รับกลับมาคือแววตาเฉยชาของอีกฝ่าย พาให้เขาโมโหจนเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

จนตอนนี้หวนนึกถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง เขาก็ยังรู้สึกไม่พอใจเช่นเดิม มันไม่ต่างจากครั้งนั้นเท่าไหร่นัก อาจดูแปลกที่เขามีความรู้สึกนี้อยู่แต่กลับยังเลือกมาเหยียบที่นี่ มันไม่มีเหตุผลอะไรมากมายนัก เขาเพียงต้องการทำให้ซันซัสรู้สึกผิดในสิ่งที่กระทำ รวมถึงมาดูว่าหลังจากที่สควอโล่ได้จากไปอย่างแท้จริงแล้ว หมอนั่นจะยังคงท่าทีเฉยชาไว้ได้อยู่เช่นเดิมหรือไม่

ดีโน่ก้าวออกมาจากประตูรถก่อนจะปิดมันลง มือจับกล่องขนาดกลางเอาไว้แนบชิดกับลำตัว ขณะที่สองขาเดินทอดเข้าไปในประตูทางเข้าสู่ตัวปราสาท ยามนี้บรรยากาศภายในช่างเงียบเหงา ผิดคาดจากสิ่งที่ดีโน่คิดเอาไว้อยู่บ้าง เมื่อเคยคิดว่าพวกวาเรียคงใช้เวลาทำใจไม่นานกับการสูญเสีย หากแต่สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าอันเป็นความว่างเปล่าชี้ชัดแล้วว่าไม่เป็นอย่างนั้น

พวกที่ชอบรวมกลุ่มกันพูดคุยเรื่องไร้สาระและเล่นอะไรพิเรนทร์อย่างพวกวาเรีย ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ปราสาทเงียบเหงาแบบนี้หากว่าไม่ได้มีเรื่องกระทบจิตใจ...

หลังจากมองสิ่งรอบข้างด้านล่างอยู่ชั่วครู่ ดีโน่ก็ละความสนใจจากมันแล้วเดินขึ้นมายังชั้นบนของปราสาท ก่อนจะมาบรรจบที่หน้าประตูห้องทำงานของบอสแห่งวาเรียดังเช่นวันก่อนนั้น ชายหนุ่มเคาะประตูให้พอเป็นมารยาทอย่างที่เคย ซึ่งมันไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมาไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นดีโน่จึงตัดสินใจเปิดเข้าไป

"ไงซันซัส เจอกันอีกแล้วนะ"

สำหรับม้าพยศแล้ว ยามที่มาเจอหน้าอีกฝ่ายในครั้งนี้ มีอะไรบางอย่างต่างจากครั้งก่อนอยู่บ้าง ซันซัสกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวประจำข้างเตาผิงห้อง เมื่อรู้ว่ามีผู้มาใหม่เปิดเข้ามาจึงลืมตาขึ้นมอง ไม่มีท่าทีตกใจแต่อย่างใดเนื่องจากรับรู้ได้ว่าคนที่มาไร้ซึ่งจิตสังหารการฆ่าฟัน ระยะแรกอาจรู้สึกว่าบอสแห่งวาเรียก็เหมือนเช่นปกติ นั่งนิ่งไม่ไหวติงต่อสิ่งใดคล้ายคนไม่สนใจโลก ทว่ายามที่ดีโน่เห็นสายตาที่ลืมขึ้นมามองตนนั้น

...มันไม่เหมือนอย่างเก่า

ดวงตาสีโลหิตที่เคยสะท้อนเพียงความเรียบเฉยหรือคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ บัดนี้มันเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใน ดีโน่ไม่อาจตอบได้ว่ามันคือความเจ็บปวดเพราะยากที่จะคาดเดาความรู้สึกของซันซัสได้ เพียงแต่มันส่งความวูบไหวออกมาให้เห็นแม้เสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนจะหายไป คล้ายกับว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามปกปิดความรู้สึกไม่ให้ใครมารับรู้

ซึ่งมันทำให้ดีโน่รู้สึกสาแก่ใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ว่าอย่างน้อยซันซัสก็มีท่าทีเปลี่ยนไป

แต่เท่านี้มันก็ยังไม่พอ...

"ฉันมีของมาให้นายด้วย เป็นของที่สควอโล่ทิ้งเอาไว้ก่อนตาย"

"คนอย่างมันน่ะเรอะจะตาย!" ซันซัสตะโกนขึ้นมาโดยพลันขณะที่อีกฝ่ายพูดจบ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมากับสิ่งที่ได้ยิน "หึ งั้นก็ขอให้มันตายไปจริงๆเถอะ!"

ดีโน่ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคที่อีกฝ่ายตอกกลับมา ในเมื่อเขาเคยแจ้งข่าวมายังวาเรียแล้วว่าสควอโล่ได้เสียชีวิตลงเมื่อห้าวันก่อน เช่นนั้นเพราะอะไรซันซัสถึงยังถามคำถามออกมาราวกับว่าสควอโล่ยังมีชีวิตอยู่...!

"หมอนั่นก็ตายไปสมใจนายแล้วนี่ ยังต้องการอะไรอีกล่ะ"

ถ้อยคำตอกกลับไปอย่างประชดประชัน เรียกเพียงรอยยิ้มแสยะของบอสแห่งวาเรียออกมา ดีโน่ยังคงงุนงงกับท่าทีนั้นอยู่บ้าง แต่เลือกเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ เมื่อตอนนี้ควรเอาของที่ถืออยู่ไปส่งให้อีกฝ่ายก่อน

ชายหนุ่มเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ ก่อนจะอาสาเป็นคนเปิดกล่องนั้นออกมาด้วยตนเอง เมื่อฝากล่องถูกเปิดออกไปและโยนทิ้งเอาไว้ตรงพื้นนั้น วัตถุภายในที่ปรากฏออกมาก็ทำให้ซันซัสต้องเบิกตากว้างขึ้นอย่างฉับพลัน...!!

"สควอโล่ขอให้ฉันตัดผมให้ก่อนตาย ฉันขอมอบมันให้นาย" ว่าจบดีโน่ก็รวบเส้นผมสีเงินที่อยู่ภายในออกมาไว้ในมือ ก่อนจะวางมันลงบนตักของซันซัสและโยนกล่องทิ้งลงพื้นตามฝาของมันไป

"..ไอ้..สวะ.." ซันซัสกดเสียงลงต่ำก่อนจะกัดฟันเข้าหากันแน่น ขณะที่มือค่อยๆหยิบกลุ่มเส้นผมบนตักขึ้นมามองด้วยสายตาที่วูบไหวอย่างเห็นได้ชัด จากตอนแรกที่มันฉายให้เห็นเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่บัดนี้มันยากที่ซันซัสจะควบคุมให้มันจางหายไปเช่นเดิม

ดีโน่มองภาพนั้นก็รู้สึกได้ใจกว่าเดิม เมื่อสุดท้ายแล้วอีกฝ่ายก็รู้สึกรู้สาอะไรบ้าง ยามที่มองมืออันสั่นเทาเล็กน้อยของอีกฝ่ายขณะจับเส้นผมขึ้นมานั้น มันก็เป็นคำตอบชัดเจนว่าสควอโล่ก็เป็นคนที่มีความหมายกับซันซัส

"รู้สึกเสียใจบ้างรึยังที่ไม่ได้ไปเจอสควอโล่น่ะ หมอนั่นรอให้นายมาจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต" เมื่อพูดถึงเรื่องนี้มันก็ทำให้ดีโน่เริ่มโกรธขึ้นมา ขณะที่แววตาเริ่มสั่นไหวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม "ถ้านายรู้สึกบ้างแล้วมันก็ดี แต่มันก็ช้าจนเกินไปมาก..."

ซันซัสนั่งเงียบไปชั่วระยะหนึ่ง ขณะที่มืออันสั่นเทายังคงกำเส้นผมเอาไว้จนแน่น คล้ายกับว่ากำลังข่มอารมณ์บางอย่างที่ไม่อาจเผยมันออกมา แต่...ไม่นานมือนั้นกลับค่อยๆสงบนิ่งลง ซันซัสเหมือนเริ่มควบคุมตัวเองให้กับมาเป็นคนเดิมได้อีกครั้ง ขณะที่มุมปากค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยัน

"มันตายไปซะได้ก็ดี...แต่คนอย่างมันน่ะเรอะจะตาย!!"

"สควอโล่ตายแล้ว!!"

เมื่อประโยคทำนองเดิมถูกตวาดออกมาอีกครั้ง ดีโน่จึงตะโกนความจริงตอกกลับไปให้อีกฝ่ายได้รู้เหมือนเดิมเช่นกัน ทั้งคู่นิ่งเงียบใส่กันไปอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ซันซัสยังคงกำเส้นผมในมือเอาไว้ขณะที่แววตาเริ่มฉายความโกรธจัดที่มีต่อสิ่งที่ได้ยิน ไม่นานก็เหมือนว่าดีโน่จะนึกอะไรบางอย่างได้ เมื่อซันซัสไม่ได้เห็นศพสควอโล่กับตา จึงคิดว่าทุกอย่างที่รับรู้มาเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง

"ที่นายไม่ยอมไปเยี่ยม ไม่ยอมไปงานศพสควอโล่ เพราะไม่กล้ายอมรับความจริงใช่ไหมล่ะ"

"แกออกจากห้องฉันไปซะ!"

บอสแห่งวาเรียไม่ตอบคำถามแต่กลับชักปืนขึ้นมาขู่ไล่ เป็นการยืนยันคำตอบให้กับดีโน่ว่าสิ่งที่ตนพูดออกไปคือเรื่องจริงทุกประการ

ซันซัสไม่มีความกล้าพอที่จะไปเยี่ยมสควอโล่ที่โรงพยาบาล สาเหตุเพราะไม่อาจยอมรับได้ว่าลูกน้องคนนี้กำลังจะตายจากไป ปิดกั้นการเห็นภาพความเป็นจริงทุกอย่าง มีเพียงสิ่งที่ได้ยินมาเท่านั้นแต่ก็ไม่กล้าทำใจยอมรับ สุดท้ายจึงหลอกตัวเองต่อไปว่าสควอโล่ยังมีชีวิต

สำหรับดีโน่แล้ว มันไม่ได้ดูน่าเห็นใจ

"ซันซัส...นายมันก็เป็นแค่คนขี้ขลาดคนหนึ่ง...แต่ก็ยังเป็นคนขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัวอยู่วันยังค่ำ"

เมื่อกลัวว่าตัวเองจะรับไม่ไหวจึงไม่ยอมไปดูดำดูดี ไม่สนใจว่าใครอีกคนจะรอตนอยู่หรือไม่ สำหรับดีโน่แล้ว ซันซัสยึดเอาแต่ความต้องการของตัวเองเป็นหลัก เช่นนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่น่าสมเพช

จบคำกล่าวนั้น ม้าพยศก็เดินออกไปจากห้องทันที มันไม่มีความจำเป็นอะไรต้องพูดคุยกันต่อ เมื่อข้อสงสัยทุกอย่างได้คลี่คลายลงแล้ว ภายในห้องทำงานนั้นจึงเหลือซันซัสอยู่เพียงลำพัง...

ร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จ้องมองเส้นผมที่จับอยู่ในมืออีกครา ซันซัสพินิจมองมันอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อเห็นแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์จึงเขวี้ยงมันออกไปให้ไกลตัว!

"น่ารำคาญ"

เสียงทุ้มกดต่ำอย่างไม่พอใจ ขณะที่เส้นผมร่วงตกกระจายอยู่รอบพื้นเป็นบริเวณกว้าง สุดท้ายแล้วมันก็คงอยู่ในสายตาของซันซัสเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนี้ปาทิ้งแล้วมันจะช่วยอะไรกัน...

ผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง ยามที่ซันซัสมองเส้นผมบนพื้น ใจมันก็พร่ำปฏิเสธสิ่งที่เพิ่งรับรู้มาจากม้าพยศ เมื่อผมนี่ต้องไม่ใช่สิ่งที่สควอโล่เหลือเอาไว้ แม้มันจะคล้ายกันแต่สำหรับซันซัสแล้วมันไม่ใช่...!!

จะเป็นผมของไอ้สวะนั่นไปได้ยังไง ในเมื่อมันสาบานว่าจะไม่มีวันตัด!

ความเชื่อในตอนแรกเปลี่ยนไปเพราะถูกใจบังคับ...

แต่ลึกลงไปในจิตใจแล้ว...ความเชื่อนั้นอาจยังคงหลงเหลือ

บอสแห่งวาเรียกำลังรู้สึกเกลียดตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็น เมื่อไม่สามารถบังคับอาการเจ็บหน่วงภายในใจให้เลือนหายไปได้ในระยะหลังที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่เห็นสควอโล่ถูกฉลามทำร้ายไปต่อหน้า ซันซัสไม่คิดจะให้ความช่วยเหลือเพราะไม่อยากเสียศักดิ์ศรี ทั้งยังหัวเราะเยาะออกไปเพราะไม่อยากแสดงออกไปให้ใครเห็นว่าตนเห็นใจ

จนกระทั่งได้ยินข่าวจากม้าพยศว่าสควอโล่จะตายภายในสองวัน ปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อเรื่องนั้นก็ถูกสมองบังคับให้ทำทั้งสิ้น มันไม่ได้มาจากเบื้องลึกของจิตใจแต่ซันซัสก็ไม่อาจยอมรับ ยังคงยึดความเชื่อว่าตนไม่มีความจำเป็นต้องไปให้ความสนใจใครในชีวิตนี้ พวกลูกน้องก็แค่สวะที่ยอมก้มหัวทำงานรับใช้ก็เท่านั้น

แต่หากเป็นอย่างนั้นจริง...

หัวใจมันจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างไร

ในยามที่จิตใจเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดเมื่อรู้ว่าสควอโล่จะตาย ซันซัสทำเพียงเปลี่ยนความคิดในหัวว่าสิ่งที่ม้าพยศเล่าเป็นเรื่องลวงโลก เพื่อย้ำเตือนกับตัวเองว่าสควอโล่จะยังอยู่เป็นสวะรับใช้ต่อไป ไม่มีวันลาจาก ไม่มีการพลัดพราก สุดท้ายแล้วจิตใจมันก็คลายความเจ็บลงไปได้มากพอสมควร

ยามที่ลูกน้องคาบัคโรเน่แจ้งเรื่องการตายของสควอโล่มายังวาเรีย เพื่อต้องการให้วาเรียไปเข้าร่วมพิธีศพของลูกน้องคนสำคัญ ซันซัสมีโอกาสได้รู้ข่าวนั้นจากปากของลูกน้องแต่เลือกจะไม่รับฟัง สิ่งที่ทำคือตวาดไล่ลูกน้องที่มาย้ำเตือนเรื่องนี้ให้ออกไปไกลๆ สุดท้ายจึงบังคับให้ตัวเองเชื่อว่างานศพนั้นไม่มีอยู่จริง

หรือแม้แต่สาสน์จากรุ่นที่เก้าอันส่งมาว่าให้ยุติการประลองศึกชิงแหวนชั่วคราว เพื่อให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับอย่างสควอโล่ ซันซัสเห็นมันแล้วแต่ก็ยังคงปัดสิ่งที่รับรู้ทิ้งออกไปจากสมอง โดยเชื่อว่าตอนนี้สควอโล่ยังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาล เดี๋ยวหายแล้วก็คงซมซานกลับมาวาเรียเอง

"ตายงั้นเหรอ...หึ"

ริมฝีปากได้รูปแค่นยิ้มออกมา แม้จิตใจกำลังโดนความเจ็บปวดกัดกินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อวันนี้ดีโน่มาย้ำความจริงข้อนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นซันซัสก็ยังคงไม่เชื่ออยู่ดี...!!

"...อย่ามาสร้างเรื่องโกหกกันให้ยาก"

เสียงทุ้มกดต่ำอีกครา ซันซัสลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ก่อนจะเดินออกจากประตูห้องทำงานนี้ไป เมื่อไม่อยากให้เส้นผมบนพื้นอยู่ในสายตาอีกต่อไป

แต่ทว่า...ทั้งที่สามารถใช้เพลิงพิโรธเผามันให้สลายไปได้ 

เพราะอะไรซันซัสกลับไม่ทำ...

ร่างสูงเดินผ่านความเงียบสงบในตัวปราสาทออกมายังระเบียงกว้างชั้นล่าง ภายนอกท้องฟ้าอึมครึมคล้ายว่าสายฝนกำลังจะมา ซันซัสเพียงยืนทอดสายตามองมันอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ใจยังคงว้าวุ่นเพราะสมองกำลังถูกบังคับให้ลบเลือนความจริงที่รู้มา...

"เฮ้ยยยย!! บอส!!!"

!!!!

เสียงตะโกนอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันในปราสาท สร้างความตกใจให้แก่ผู้ที่ได้ยินอยู่ชั่วครู่ก่อนความรู้สึกนั้นจะหายไป...

บอสแห่งวาเรียค่อยๆหันหลังกลับไปมองยังทิศของเสียง ร่างโปร่งที่คุ้นเคยกำลังก้าวออกจากประตูมาหาตนตรงระเบียง ขณะที่แขนข้างหนึ่งจับไม้ค้ำช่วยพยุงตัวระหว่างเดินเอาไว้ คล้ายว่าบาดแผลจากฉลามยังไม่หายดี สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คงเป็นเส้นผมที่ยังคงยาวระสะโพกดังเดิม

มันไม่ได้ถูกตัดอย่างที่คิด...

ซันซัสไม่ได้โต้ตอบอะไรนอกจากมองอีกฝ่ายนิ่ง ส่วนหนึ่งเพราะกำลังพอใจในสิ่งที่เป็น สควอโล่ยังไม่ตายตามที่ตนพยายามคิดมาตลอด เมื่อเห็นอีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากกวนโทสะใส่ ต่อมโมโหมันก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา ซันซัสกำลังจะเอื้อมมือไปกระชากผมอีกฝ่ายเพื่อระบายอารมณ์

ทว่า..สักพักมันก็หยุดชะงักลง คล้ายกับว่าผู้ทำกำลังกลัวอะไรบางอย่าง สควอโล่มองอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ทักอะไร นอกจากถามเรื่องอื่นแทน

"มัวทำอะไรอยู่วะ ยังไม่ไปแข่งกับไอ้เด็กนั่นอีกรึไง"

"ก็ไอ้แก่นั่นมันเลื่อน"

"งั้นเหรอ เลื่อนทำไมล่ะวะ"

คำถามของสควอโล่ชักทำให้ซันซัสหงุดหงิดขึ้นมา ศึกชิงแหวนแห่งนภาต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด มันก็มีสาเหตุมาจากอีกฝ่ายทั้งนั้น

"เหอะ! สร้างข่าวว่าตัวเองตาย แล้วจะมาถามฉันทำมะ..."

"บอส คุยกับ..."

เป็นเสียงของเบลที่ดังขัดขึ้นมา ชายหนุ่มกำลังยืนอยู่ตรงประตูที่แง้มออกเล็กน้อย ขณะที่ใบหน้าแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกใจยามที่มองมายังทิศที่เจ้านายยืนอยู่ คราแรกเบลอยากจะถามอะไรบางอย่างออกไป ทว่าเมื่อลองมาคิดดูอีกทีแล้ว ไม่ถามออกไปน่าจะดีกว่า

"...ไม่มีอะไรแล้ว" เบลเอ่ยเสียงอ่อนอย่างรู้สึกผิดที่ขัดจังหวะก่อนจะเดินจากมา

จะให้บอกไปก็คงไม่ดีเท่าไหร่ เมื่อไม่รู้ว่ามันจะทำร้ายจิตใจบอสของตนหรือไม่

สิ่งที่เบลเห็นก่อนหน้ามีเพียงเจ้านายของตนที่ยืนอยู่ฝ่ายเดียว ยืนพูดคุยอยู่กับความว่างเปล่า เบื้องหน้าของซันซัส มันไม่มีใครสักคนยืนอยู่เลย

ในเมื่อชายที่ชื่อ สเปลบี สควอโล่ ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว

เช่นนี้จะมายืนอยู่กับซันซัสได้อย่างไร...

 

 

End

 

**************

จบแล้วค่า ซันซัสไม่มีวันยอมรับว่าสควอโล่ตายแล้วค่ะ แม้ปากจะบอกว่าไอ้สวะนี่ตายไปซะได้ก็ดี แต่ในใจยังเชื่อว่าคนอย่างไอ้สวะนี่น่ะไม่ตายหรอก

ถึงลึกๆจะรู้ก็ตามว่าแท้จริงแล้วสควอโล่น่ะไม่อยู่อีกต่อไป.....

 

 

ผลงานอื่นๆ ของ minttobe339

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 mooktapha47 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มกราคม 2564 / 23:18

    เปียกปอนตอน5ทุ่มมากค่ะคุณไรท์ แต่งได้ดีมากเลยถึงจะแบดเอนก็ชอบ ทำเราซึมได้มากเลยค่ะ
    #1
    0