Is it me? คนคนนั้น...เป็นฉันได้หรือเปล่า?

ตอนที่ 8 : Chapter 7 ~ I hate this feeling,I hate to see you in love with her(re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 931
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.ย. 56


Chapter 7

I hate this feeling, I hate to see you in love with her.

 

 

            “ฉันชอบเธอได้มั๊ย...บลู?”

            “...”

            “...”

            “ฉัน...”

            “ฉัน?”

            “ฉัน...”

            “ฉัน...ล้อเล่นน่า”

            =///=

            “คิดมากขนาดนั้นเลย =o=

            หะ....หาาาา! เรื่องแบบนี้มันใช่เรื่องที่ควรพูดเล่นมั๊ยเนี่ย! =o= ไอ้ฉันนี่ก็แทบช็อกตายในอากาศเลยแหละ! -_- เฮ้อ...! นายก็น่าจะรู้ตัวดีนะเบสต์ว่านายมีใครที่ชอบนายมากๆ คนนึงอยู่แล้ว และอีกอย่างคนที่เพิ่งอกหักมาหมาดๆ อย่างฉันจะไปมอบหัวใจให้ใครได้ล่ะ

            “นี่...เล่นบ้าอะไรเนี่ย!?

            ฉันนี่หัวใจเกือบวายน่ะ (แต่ฉันไม่ได้พูดออกไปนะ)

            “นี่...ถ้าฉันชอบเธอขึ้นมาจริงๆ มันเป็นเรื่องช็อกโลกขนาดนั้นเลยเหรอ”

            “ก็...”

            “ก็อะไร?”

            กดดันกันแบบนี้ใครจะกล้าพูดออกไปล่ะ T^T ฉันไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นนี่นา ก็อย่างที่บอกไป ถึงแม้ฉันจะไม่ได้ชอบเบสต์...แต่ฉันก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดปฏิเสธไปซึ่งๆ หน้าขนาดนั้น มิตรภาพเป็นอีกสิ่งที่สำคัญสำหรับฉันมากนะ
ดังนั้นฉันจะไม่ยอมให้มันถูกทำลายไปเพียงเพราะเรื่องแค่นี้หรอก

            ว่าแต่ว่า...นี่ฉันคิดมากไปทำไมเนี่ย! =..= ในเมื่อเบสต์ยังไม่ได้บอกเลยว่าหมอนั่นชอบฉัน เมื่อกี้มันก็แค่ล้อเล่นนี่เนอะ

            “ก็...มันไม่ใช่เรื่องจริงนี่ ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าฉันจะรู้สึกยังไง หืม?”

            ฉันเบียงประเด็นเพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง ไม่รู้ทำไมฉันถึงได้มีลางสังหรณ์แปลกๆ แบบนี้นะ...! ฉันกำลังกลัวว่าถ้าเกิดสิ่งที่ออกมาจากปากเบสต์เป็นเรื่องจริงขึ้นมา ฉันจะทำยังไงกับสถานการณ์อันน่าลำบากใจนี่ดี

            ดังนั้น...การที่เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแบบนี้ มันก็น่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดแล้ว อย่างน้อย...มันก็ทำให้ฉันไม่ต้องมารู้สึกอึดอัดก็แล้วกัน เพราะการอยู่เงียบๆ แบบนี้ บางทีมันอาจจะดีกว่าการได้รับรู้ความจริงบางอย่างที่ทำให้เราเจ็บปวดก็ได้ จริงมั๊ย?

            “ถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ฉันจะมาบอกกับเธอเลยละกันนะ!

            เบสต์พูดจบก็หันมายิ้มให้ฉันพลางขยี้หัวฉันจนยุ่งไปหมด ทำอย่างกับที่พูดมาเป็นเรื่องล้อเล่นอย่างนั้นแหละ
จากนั้นเบสต์ก็เดินกลับเข้าไปในห้องอาหารตามเดิม สงสัยจะกลัวฉันกลับไปเอาคืนล่ะมั้ง

            “บลู >_<

            ทำไมวันนี้มีแต่คนเรียกชื่อฉันนะ! แต่พอหันกลับไปฉันกลับต้องชะงัก เบื้องบนต้องการกลั่นแกล้งฉันหรือไงกัน!?

            ทุกคนคงเดากันถูกแล้วสินะ...วินาทีนี้คงไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกแย่ได้เท่ากับการเห็นแบล็คกับมิซุยืนข้างเคียงกันแบบนี้อีกแล้วล่ะ

            เฮอะ! น่าสมเพชตัวเองซะจริงๆ เอาแต่บอกตัวเองว่าลืมเขาได้แล้ว เกลียดเขาได้แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ฉันกลับทำมันไม่ได้สักที! ทำไมเราถึงได้เป็นคนแบบนี้นะ...ยัยบลู :(

            “หืม?”

            “ไม่เข้าไปกินข้าวเหรอ...? เห็นยัยพวกเพื่อนๆ ฉันไลน์มาบอกว่าอาหารเตรียมพร้อมหมดแล้วน่ะ”

            “ก็...กำลังจะเข้าไปน่ะ ^^

            ฉันฝืนยิ้มให้มิซุ ทั้งๆ ที่ภายในใจของฉันไม่ได้อยากทำอย่างนั้นเลยสักนิด บอกตามตรง...ถ้ามิซุทำนิสัยอย่างยัยเนเน่ ทุกอย่างมันก็คงจะดีกว่านี้สินะ แต่ยัยนี่กลับเป็นคนที่นิสัยดี...ดีจนฉันไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเมื่อคนสองคนนี้ยืนอยู่ข้างกัน เขาทั้งสองคนเป็นคนที่เหมาะสมกันมากจริงๆ

             “งั้นเข้าไปด้วยกันเลยดีมั๊ย?”

            “เธอเข้าไปก่อนได้เลย ฉันว่าจะไปเข้าห้องน้ำสักหน่อยน่ะ ^^

            “อืม...โอเค แล้วเจอกันจ้ะ ^__^

            ^^

            ฉันยิ้มให้มิซุก่อนจะเดินแยกไปอีกทางนึง ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากจะเข้าสักเท่าไหร่หรอกนะ ไอ้ห้องน้ำเนี่ย เพียงแต่มันน่าจะดีกว่าการยืนอยู่ตรงนั้นแน่นอน บอกตามตรง...ฉันไม่สามารถพูดกับมิซุ อย่างจริงใจได้ซะทีเดียวจริงๆ ถึงแม้ฉันจะอยากทำมากแค่ไหนก็ตามเถอะ

            แล้วถยิ่งถ้ายัยนั่น...เป็นแฟนกับแบล็คขึ้นมา ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่ามันจะอึดอัดกว่านี้มากเท่าไหร่

            ฉันสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดทั้งหมดออกไปก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่พอออกมากลับต้องเจอใครคนนึง...คนที่ฉันไม่ได้อยากเจอสักเท่าไหร่อีกแล้ว

            “...”

            “...”

            เมื่อไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา ฉันจึงเลือกที่จะเดินออกมาจากตรงนั้น แต่แบล็คก็รั้งฉันไว้ซะก่อน

            “นี่...”

            “...”

            “ฉันว่าไหนๆ วันนี้ก็ได้มาพักที่เดียวกันแล้ว ฉันว่าเรามาคุยกันเรื่องงานกันหน่อยดีมั๊ย ฉันรู้สึกว่ายังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย”

            “อืม”

            “งั้น...กินข้าวเสร็จเจอกันนะ”

            “อืม”

            พอพูดจบฉันก็เดินออกมาจากตรงนั้นทันที ออกมาจากบรรยากาศอันน่าอึดอัดนั่น สงสัยฉันกับเขาคงคุยกันได้แค่เรื่องงานสินะ ดังนั้นฉันก็ไม่ควรคิดถึงเรื่องอื่นทั้งสิ้น เพราะพอจบเรื่องงานไป เราสองคนก็คงไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก

            ฉันจะไปคิดมากทำไมกัน...ในเมื่อมันก็เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้วนี่เนอะ....

 

 

            หลังจากกินข้าวเสร็จฉันกับแบล็คก็แยกย้ายกับคนอื่นมาหาที่เงียบๆ คุยกันที่คอฟฟี่ช็อป อย่าคิดลึกกันนะ!
เรื่องที่เราสองคนคุยกันน่ะ...ยังไงก็ไม่พ้นเรื่องงานอีกอยู่ดี สงสัยฉันคงสำคัญกับเขาแค่นั้นสินะ ล้มเลิกสักทีเถอะ...ความหวังล้มๆ แล้งๆ บ้าบอนี่น่ะ...ยัยบลู
!

            “เอ่อ...เธอมีไอเดียอะไรเกี่ยวกับสปิริตวี๊คปีนี้บ้างมั๊ย เราเหลือเวลาเตรียมตัวอีกไม่นานแล้วนะ”

            “คือคอนเซ็พท์ของเราคืออะไรบ้างล่ะ มีเรื่องการแต่งตัวตามภาพยนตร์ มิวสิควิดิโอ แล้วก็แต่งตัวเพื่อแสดงความสามัคคีของเกรดใช่มั๊ย”

            “อืม แต่จากที่จะใช้คอนเซ็พท์มิวสิควิดีโอสองวัน เปลี่ยนเป็นเหลือวันเดียวพอ แล้วอีกวันก็สำหรับแต่งตัวตามประเทศหรือยุคต่างๆ แทน เช่นพวกคาวบอยอะไรแบบนั้นน่ะ”

            “อืม...ฉันเข้าใจแล้ว ไอ้มิวสิควิดีโอน่ะ เราเอาเพลงที่ดังๆ ในช่วงนี้ก็ได้ แบบพวกเพลงรักๆ ก็ได้นะ ความหมายดีดี น่าจะออกมาดีใช้ได้เลย หนังเราก็สามารถเอาเป็นเรื่องต่างชาติฮอลิวูดเรื่องนึง หนังไทยเรื่องนึงก็ได้ ฉันว่าหนังนี่เราเอาเรื่องสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารักดีป่ะ พลอตก็ดีออก ชอบๆๆ >,< มาริโอ้หล่อดี :P คือแบบพระเอกนี่ก็บ้าเนอะ ชอบนางออกอยู่แล้วก็ไม่ยอมบอกออกไป จนเกือบเสียนางเอกไปแล้วน่ะ คือแบบฉันชอบเรื่องนี้มากอ่ะ หรือว่ากวน มึน โฮ ก็โอเหมือนกันนะ  เป็นคอนเซ็พท์แบบรักของคนแปลกหน้าน่ะ รักที่ไม่ต้องการเวลามาเป็นส่วนกำหนด น่าสนใจดีเหมือนกันนะ”

            “...”

            “เอ่อ...ขอโทษทีนะ ฉันลืมไปว่าฉันพูดอยู่กับนาย”

            “ความจริงแล้วเธอก็ไม่ใช่คนเงียบๆ จริงๆ ด้วยสินะ ทำไมฉันไม่เคยเห็นเธอในแบบนี้บ้างเลยนะ”

            “เหรอ...ฉันก็เป็นแบบนี้ของฉันมาตั้งนานแล้วแหละ” เพียงแต่...นายไม่เคยเห็นฉันในสายตา... ก็แค่นั้น

            “เหรอ อืม...ฉันว่าไอเดียเธอก็โอเคนะ เราใช้เรื่องสิ่งเล็กๆ หรือ กวน มึน โฮก็ได้แหละ ส่วนหนังต่างชาติล่ะ? เธอคิดว่าไง”

            “ส่วนตัวแล้วฉันชอบหนังญี่ปุ่นน่ะนะ แต่ว่าหนังญี่ปุ่นส่วนมากจะเศร้าน่ะ ฉันว่าให้นายเลือกดีกว่า คือฉันเลือกเยอะแล้ว”

            Romeo & Juliet ดีมั๊ย? เรื่องก็โอเคอยู่ แบบให้ใส่ชุดในสมัยนั้นกัน มีโรมิโอ แล้วก็มีจูเลียต เป็นตัวเด่น”

            “อืม...โอเค”

            “เธอคิดว่าให้ใครเป็นโรมิโอกับจูเลียตดีน่ะ?”

            “ก็...ไม่รู้สิ”

            “งั้น...ฉันกับเธอมั้ยล่ะ?”

            “ก็ได้....หา นายว่าอะไรนะ!!!

            อีตานี่กำลังปั่นหัวฉันเล่นอยู่ใช่มั๊ยเนี่ย!? พูดมาได้...ฉันกับเธอมั๊ยล่ะ เฮอะ! ฉันว่าเขาน่าจะถามตัวเองดีกว่านะว่าเขาอยากเป็นคู่ฉันหรืออยากเป็นคู่กับใครกันแน่ มีอย่างที่ไหน...พูดอะไรไม่นึกถึงจิตใจคนฟังเอาซะเลย

            “ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า เธอ...หน้าแดงนะรู้ป่ะ”

            ล้อเล่นๆ ล้อเล่นอีกแล้วเหรอ วันนี้จะมีสักกี่คนที่จะพูดประโยคแบบนี้กับฉันกัน หืม?

            “ฉันว่าเราเปิดให้โหวตในกรุ๊ปของเกรดเราก็ดีนะ”

            ฉันเบี่ยงเบนประเด็นโดยการพูดถึงเรื่องอื่นแทน ให้โหวตในกรุ๊ปก็เป็นไอเดียที่ดีเหมือนกัน แต่ถ้าเกิดผลสรุปออกมามันไม่ใช่อย่างที่เราหวัง ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงเหมือนกันนะ

            “นี่ ... ฉันเป็นคนยังไงในสายตานายเหรอ”

            ฉันพูดขึ้นโดยไม่มองหน้าแบล็ค ฉันเลยไม่รู้ว่าเขามีสีหน้ายังไง แต่ไม่รับรู้แบบนี้แหละ...น่าจะเป็นการดีที่สุดแล้ว ไม่รู้สิ! อยู่ดีๆ ฉันก็อยากถามขึ้นมาซะอย่างนั้น ถ้าฉันไม่ได้คาดหวังอะไรจากคำถามนั้น มันก็คงจะดีสิเนอะ แต่นี่มันไม่ใช่ เพราะตอนนี้ฉันกำลังคาดหวัง....

            “แต่ก่อนฉันยอมรับนะว่าฉันพูดกับเธอแรงไปจริงๆ เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงอะไรแบบนั้นสักหน่อยนี่เนอะ เอาเป็นว่าฉันขอโทษล่ะกันนะ”

            “หืม?”

             เพราะว่าคำพูดของแบล็ค...ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมาจากที่เมื่อกี้ก้มหน้าทำเป็นเขียนอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ฉันกำลังลุ้นอยู่ต่างหาก ว่าหมอนั่นจะพูดอะไรออกมา แต่นี่กลับไม่ใช่คำที่ฉันคิดว่าฉันจะได้ยิน

            “เราเป็นเพื่อนกันได้อยู่ใช่มั๊ย”

            “ได้...มั้ง”

            “นี่ ฉันแค่ขอเป็นเพื่อนเธอเองนะ ไม่ได้ขอเป็นแฟนสักหน่อย หน้าแดงทำไมน่ะ =o=

            จริงด้วยนะ ฉันจะมาหน้าแดงทำไมเนี่ย แบล็คไม่ได้ขอเป็นแฟนสักหน่อย  -_-  เป็นเอามากนะเราเนี่ย...!

            “เวลาเธอหน้าแดงก็...น่ารักดีนะ :P

            =////=

            “อ้าว หน้าแดงกว่าเดิมอีก ฮ่าๆๆ”

            ขำมั๊ยเนี่ย TT^TT ฉันก็อายเป็นเหมือนกันนะ

             “ถามจริงเหอะ... นายเคยชอบใครจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย?”

            ยัยบลูเอ๊ย! วันนี้เป็นอะไรของเธอกัน สงสัยอะไรไม่เป็นเรื่องอยู่ได้! และฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้ถามแบบนี้ออกไป หรือมันเป็นเพราะว่าเราสองคนเริ่มเปิดใจรับซึ่งกันและกันมากขึ้นนะ?      

            “ไม่รู้สิ คงจะมีมั้ง”

            “อ้อเหรอ...อืม”

            “ถามแบบนี้แอบหวังอะไรหรือเปล่าน่ะ”

            “เปล่านะ ฉันตัดใจจากนายได้ตั้งนานแล้ว ฉันไม่ใช่คนที่จะมาจมปลักกับคนที่ไม่เคยรักเราหรอกนะ ในเมื่อเขาไม่รักเรา เราก็ควรจะตัดใจสิ ไม่ใช่หรือไง?”

            นี่ฉันพูดอะไรออกไปน่ะ อยากจะบอกว่าทุกอย่างที่พูดไปนี่มันตรงข้ามกับจิตใจฉันหมดเลยล่ะ มันก็จริงอยู่ที่เมื่อเขาไม่รักเรา เราก็ควรจะตัดใจจากเขา แต่ให้ตัดใจง่ายๆ ฉันก็ทำไม่ได้แบบที่พูดไปหรอก T^T บอกตามตรง...พูดน่ะง่ายแสนใจ แต่จะให้ทำจริงๆ มันกลับไม่ง่ายอย่างที่พูดเอาซะเลย

            “ดีแล้วล่ะ ตัดใจง่ายๆ ก็ดีแล้ว ฉันไม่ใช่คนที่ดีอย่างที่เธอเคยคิดหรอกนะ”

            “...”

            “แล้วฉันก็มั่นใจว่าฉันจะรักเธอและทำให้เธอมีความสุขไม่ได้หรอก ฮะๆ”

            ไม่รู้ทำไม...ฉันถึงได้รู้สึกว่าเสียงแค่นหัวเราะของเขาครั้งนี้ มันกลับเจือปนไปด้วยความเศร้าอะไรบางอย่าง

            “นายมีคนที่ชอบอยู่แล้วหรือไงฮะ”

            “เปล่าหรอก :P

            ถึงแม้เขาจะพูดแบบนั้น แต่แววตาของเขากลับไม่ได้สื่อความหมายเดียวกันกับที่เขาพูดออกมาเลยสักนิด ฉันดูออกน่า...ว่าคนมีความรักน่ะเขาเป็นยังไงกัน และฉันก็สามารถรู้สึกได้ว่าข้างในใจของเขา ...ในนั้นมีใครบางคนอยู่ในนั้นอยู่แล้วต่างหาก และนั่นก็คงเป็นเหตุผลที่เขาไม่สามารถรักฉันได้สินะ

            “ที่เธอบอกตัดใจได้แล้ว ฉันดีใจด้วยนะ หวังว่าต่อไปนี้เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้เนอะ”

            “อ่าฮะ ฉันก็หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นแหละ”

            “แล้วอย่าเผลอตกหลุมรักฉันเป็นครั้งที่สองล่ะ >.<

            “ไม่มีทางหรอกย่ะ”

            เพราะแค่ตัดใจจากนาย ฉันยังทำไม่ได้เลย ต่อไปนี้...เราก็ได้เป็นเพื่อนกันแล้วสินะ อย่างน้อยแค่ได้เป็นเพื่อน...มันก็ควรจะเป็นสิ่งที่ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันควรจะดีใจกับมันสิ ไม่ใช่มารู้สึกแย่อะไรแบบนี้ อย่างน้อย...เป็นเพื่อนกับแบล็ค ก็ยังดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรหรือไม่มีความสำคัญอะไรเลยกับเขาล่ะนะ

            แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว....ฉันควรจะดีใจกับมิตรภาพครั้งนี้สินะ...ถึงจะถูก

 

            ในขณะที่คนสองคนยิ้มและคุยกันอย่างมีความสุขอยู่ พวกเขาไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนแอบมองอยู่ แอบมองผู้หญิงคนนึงที่เขาแอบชอบมานานแสนนาน แต่กลับไม่มีโอกาสได้บอกความรู้สึกออกไปสักที เป็นคนที่ทำได้แค่แอบรักอยู่ข้างเดียว แล้วก็ทำได้แค่นั้นจริงๆ แล้วยิ่งตอนที่เธอคนนั้นตกใจมากตอนที่เขาบอกว่าเขาชอบเธอ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะบอกความในใจอยู่แล้วเชียว แต่เขากลับต้องมาเก็บมันไว้ตามเดิมสินะ

            แต่เมื่อได้เห็นการกระทำของเธอและผู้ชายคนนั้น ใบหน้าที่ดูมีความสุข เขากลับรู้ได้ในทันทีว่าเธอชอบผู้ชายคนนั้นแน่ๆ และผู้ชายคนนั้นยังพูดอีกประโยคที่ทำให้เขามั่นใจกว่าเดิมซะอีก

            ‘แล้วอย่าเผลอตกหลุมรักฉันเป็นครั้งที่สองล่ะ >.<’

            นี่ก็เป็นประโยคที่ชัดมาก..พอให้เขารู้แล้วล่ะว่าเธอ...เคยรักคนอย่างแบล็ค แล้วเขาก็รู้ตัวดีว่าการตัดใจจากใครสักคน...มันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย ขนาดคนอย่างเขาอย่างตัดใจจากเธอไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างบลูกัน ยัยนั่นจะตัดใจได้ง่ายก็คงเป็นไปไม่ได้

            และเพราะเขาเป็นคนที่อยู่ข้างเคียงเธอ...ในฐานะเพื่อนคนนึงมาตลอด มันก็ไม่ยากหรอกนะที่จะเดาใจเพื่อนสนิทของตัวเองว่าเธอคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขากลับเลือกที่จะเก็บมันไว้ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลย
สักหน่อย

            เขาก็คงเป็นอีกคน...ที่ต้องแอบรักเขาข้างเดียวอย่างนั้นสินะ?

            “จะมีสักวันมั๊ยนะ...ที่เธอจะรักฉันบ้าง...บลู?”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

145 ความคิดเห็น