Chaotic Love รักวุ่นๆ ของฉันและนาย

ตอนที่ 21 : บทที่ 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 814
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 ก.ค. 54

บทที่ 20

            อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ฉันหลีกเลี่ยงในการเจอทั้งซิดนีย์แล้วก็เมสโซ่ จนกระทั่งวันนี้ก็เป็นวันศุกร์แล้ว ฉันก็ยังพบหน้าสองคนนั้นแบบจะๆ เลย ดีใจที่สุดดดด ถึงแม้การทำแบบนี้จะทำให้ฉันรู้สึกแย่แค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังดีกว่าไปเจอสองคนนั้นแล้วทำให้ฉันนึกถึงภาพนั้นอีก

            ตอนนี้ก็เลิกเรียนแล้ว แต่ฉันยังไม่อยากกลับบ้าน ฉันจึงตรงไปที่ห้องดนตรีของโรงเรียนซึ่งตอนนี้ก็ไม่น่าจะมีคนอยู่แล้วเพราะเขาก็กลับบ้านกันหมดแล้ว ลืมบอกไปน่ะ ว่าพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปประกวดร้องเพลงน่ะที่ยัยเมสโซ่ไปลงชื่อฉันไว้ ฉันเลยต้องซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อมทุกวันแบบนี้ หวังว่าทุกคนคงจำได้นะไอ้วันที่เราไปกิน Mc Donalt กันไง

            พอถึงห้องดนตรีฉันก็เดินเข้าไป แต่ดันได้ยินเสียงคนเล่นเปียโนอยู่ ฉันยังไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนเล่นเปียโนเพราะห้องดนตรีนี้ใหญ่มาก เครื่องดนตรีนี่แบ่งแยกเป็นชนิดเลยล่ะ ฉันเดินไปทางเสียงเปียโนเพราะอยากรู้ว่าใครเป็นคนเล่น แล้วมีสิทธิ์อะไรมาเล่นเปียโนตอนที่ฉันจะเล่นเนี่ย

            ฉันเดินเข้าไปใกล้เปียโนอีกนิดแล้วก็ต้องหยุดกึก เพราะว่าคนที่เล่นเปียโนอยู่ก็คือซิดนีย์ ฉันยังไม่เห็นหน้าเขาหรอก แต่ฉันจำได้ ทรงผมแบบนี้ รูปร่างแบบนี้นี่มีแต่เขาคนเดียวนั่นแหละ ในเมื่อซิดนีย์ยังไม่เห็นฉันแล้วฉันก็ยังไม่อยากเจอเขาด้วย ฉันจึงหันหลังกลับแล้วเตรียมจะเดินออกไป แต่ข้อมือก็ถูกดึงไปซะก่อน

            “เธอมาที่นี่เพื่อจะเล่นเปียโนไม่ใช่เหรอ แล้วจะรีบไปไหนล่ะ”

            ฉันรู้สึกว่าตอนนี้เสียงของซิดนีย์ไม่ได้มีอารมณ์เล่นเลยสักนิด ออกจะเย็นชาด้วย สงสัยหมอนั่นจะรู้มั้งว่าฉันคอยหลบเขาตลอด เขาเลยพยายามมาเจอฉันให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่นั่นมันไม่สำคัญหรอก ตอนนี้ฉันไม่อยากเล่นเปียโนแล้ว

            “ฉันไม่ได้จะมาเล่นเปียโน ฉันมีธุระต้องไปแล้ว”

            “เธอโกรธอะไรฉัน”

            ซิดนีย์พูดพ้อมกับลุกขึ้นจากที่นั่งเปียโน แล้วมายืนประจันหน้ากับฉันแทน แล้วเขายังจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาเย็นชาอีกต่างหาก แบบที่ไม่เหมือนซิดนีย์จอมขี้เล่นอะไรแบบนี้เลย

            “เปล่า”

            “แล้วทำไมเธอต้องหลบหน้าฉันด้วย ฉันเห็นว่าเวลาเธอเดินมาเจอฉัน เธอก็จะหันหลังกลับแล้วเดินไปทางอื่นแทน”

            ฉันหลบสายตาเขา แล้วก็ยืนนิ่งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรเลย จะให้ฉันพูดได้ยังไงว่าฉันหลบหน้าเขา เพราะฉันไม่อยากเห็นเขาอยู่กับเมสโซ่ ฉันรู้สึกแย่มากเวลาเห็นภาพนั้น ฉันก็รู้นะ ว่าฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะหวงเขาเลยสักนิด เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งนั้น

            “เธอบอกมาตรงๆ ดีกว่าว่าเธอมีปัญหาอะไร”

            “...”

            “ฉันก็ไม่รู้ว่าเธอโกรธฉันเรื่องอะไรหรอกนะ แต่เท่าที่ฉันรู้คือฉันกับเธอโอเคกันแล้วนี่ทำไมเธอยังทำเหมือนเราเป็นศัตรูกันอยู่เลย”

            มันไม่ใช่เรื่องนั้นเลยที่ฉันนึกถึง เรื่องที่ฉันโกรธอยู่มันเรื่องของเมสโซ่ต่างหาก ถ้าซิดนีย์ชอบเมสโซ่แล้วจะมายุ่งกับฉันทำไม คิดว่ามันสนุกนักหรือไงกับการเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น ฉันก็คนนะ แต่ฉันก็พูดมันได้แค่ในใจเท่านั้น ฉันไม่กล้าพอที่จะพูดมันออกไปหรอก ฉันแค่หวังว่าเขาจะอธิบายมันให้ฉันฟังก็เท่านั้น

            “ฉันไม่รู้ว่าเรื่องที่ฉันคิดมันถูกหรือเปล่า แต่ฉันคิดว่าเธอโกรธฉันเรื่องเมสโซ่ใช่มั๊ย”

            ถูกต้องแล้ว นายเพิ่งคิดได้เหรอ แต่สิ่งที่ฉันพูดออกไปกลับไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิดกับตัวเอง เพราะฉันพูดแบบที่ฉันคิดไม่ได้เลย

            “เปล่า”

            “ฉันกับเมสโซ่ไม่ได้เป็นอะไรกัน เราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น ไม่เชื่อเธอไปถามเมสโซ่ได้เลยนะ”

            ซิดนีย์ไม่ฟังฉันแต่กลับอธิบายเรื่องของเขากับเมสโซ่ต่อไป ฉันรู้สึกดีนะที่ได้ฟังจากปากของเขาว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรกับเมสโซ่ แต่...จะพูดอ่ะ ใครๆ ก็พูดได้ พูดให้คนอื่นสบายใจน่ะมันง่ายจะตาย แต่ตอนหลังก็มาหักหลังเขาอะไรแบบนี้

            “ถ้าฉันชอบเมสโซ่จริงๆ ฉันจะมายุ่งกับเธอทำไมล่ะ”

            ฉันมองหน้าซิดนีย์ซึ่งเขาก็มองฉันอยู่เช่นกัน ที่เขาพูดแบบนี้มันหมายความว่าไง หมายความว่าเขาไม่ได้ชอบเมสโซ่ แต่ชอบฉันอย่างงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก มันก็เป็นแค่การพูดให้คนอื่นสบายใจเท่านั้น ฉันจะใจเต้นไปทำไมเนี่ย

            “ก็นายอยากแกล้งฉันยังไงล่ะ”

            “ก็แล้วแต่เธอจะคิดก็แล้วกัน”

            แล้วฉันจะคิดอะไรได้ล่ะเนี่ย นอกจาก...ฉันจะคิดได้ว่านายชอบฉัน หา...! แต่มันก็เป็นแค่ความคิดของฉันซึ่งไม่ใช่ความจริงเลยสักนิด มันก็เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ที่คิดว่าเขาจะชอบฉันบ้างของฉันก็แค่นั้น

            “แล้วนายจะให้ฉันคิดอะไร”

            “คิดว่า...เธอชอบฉันไง”

            ยิ้มกวนประสาทแบบนี้กลับมาอีกแล้ว ฉันอุตส่าห์คิดว่าเขาจะทำหน้าซีเรียสได้นาน แต่ยังไงเขายิ้มก็ต้องดีกว่าทำหน้าซีเรียสอยู่แล้ว ฉันไม่ชอบเลย ฉันหมายถึงฉันไม่ชอบคนที่ทำหน้าซีเรียสอ่ะนะ แล้วดูประโยคที่หมอนี่พูดสิ เขาบอกว่าเขาคิดว่าฉันชอบเขา แต่มันค่อนข้างไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เราพูดกันเลยนะ นี่ซิดนีย์เปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อให้ฉันอายเหรอเนี่ย

            “บะ..บ้า”

            “เธอหน้าแดงนะ”

            ฉันรีบหันหลังให้ซิดนีย์เมื่อหมอนั่นบอกว่าฉันหน้าแดง จริงเหรอ!!! นี่ฉันหน้าแดงเพียงเพราะซิดนีย์บอกว่าฉันชอบเขาเนี่ยนะ ไม่อยากจะยอมรับเลยอ่ะ ทั้งๆ ที่ซิดนีย์ไม่เคย พูดดีด้วย ทำดีด้วย แถมยังแกล้งฉันตลอดแต่ฉันกลับชอบเขาได้ แต่ฉันก็สั่งใจตัวเองไม่ได้จริงๆ อย่างที่คนเขาเคยพูดไว้ว่า ถ้าคนเราจะรักใคร ถึงแม้เขาคนนั้นจะทำไม่ดีกับเราสักแค่ไหน แต่เราก็ยังรักเขาอยู่ดี แต่ในขณะที่มีใครอีกคนที่มาทำดีกับเราทุกๆ อย่างและเขาก็รักเรา แต่เรากลับไม่สามารถสั่งตัวเองให้รักเขาได้เลย ถ้าคนเราเลือกรักได้นะ ฉันอยากเลือกให้ฉันรักใครคนนึง แล้วเขาคนนั้นก็รักฉันตอบด้วย จะได้ไม่ต้องมีใครเจ็บหรือว่ารักข้างเดียวไง

            “ตกลงเธอมาที่นี่ทำไมน่ะ”

            ซิดนีย์ถามขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เราเงียบกันไปนาน ไหนๆ ก็ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากชวนหมอนี่ทะเลาะแล้วอ่ะ เพราะอีกไม่นานเราก็จะไม่ได้เจอกันอีกแล้วเพราะมันจะจบภาคเรียนแล้ว แล้วฉันก็อาจจะไปเรียนที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองไทย ดังนั้นฉันก็อยากจะเก็บความทรงจำดีๆ ของเราไว้บ้าง ถึงแม้มันจะเป็นความทรงจำที่เขาแกล้งฉันก็ตาม มันก็เป็นความรู้สึกดีสำหรับฉันนะ เพราะบางทีเวลาเขาไม่มาหรือไม่แกล้งฉัน ฉันก็รู้สึกเหงามากๆ              ฉันอยากจะบอกนะว่าระหว่างสามปีกว่าที่ฉันไปอยู่ที่นู่น ฉันเหงามาก ไม่ใช่ว่าไม่มีใครแกล้งหรอกนะ มีสิ แรงกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่กับซิดนีย์หรือพวก Seven Princes ฉันรู้สึกว่าพวกเขาแกล้งแบบไม่ได้คิดอะไรมาก แต่กับพวกที่อเมริกาน่ะน่ากลัวจะตาย แกล้งกันอย่างกับฉันเคยไปทำอะไรให้น่ะ

            แต่บางครั้งฉันก็แอบคิดนะว่าที่ซิดนีย์กับพาเลสแกล้งฉันเพราะมีคนสั่งให้ทำหรือเปล่า คือว่ามันก็มีเพื่อนๆ บางคนนะที่ไม่ค่อยชอบฉันน่ะ อย่าเรียกว่าเพื่อนเลยดีกว่า ถ้าทำกันขนาดนี้คงเรียกว่าเพื่อนไม่ได้ ตอนนี้ฉันก็แค่หวังว่าที่ซิดนีย์แกล้งฉันคงไม่ใช่เพราะมีใครสั่งเขามาหรอกนะ ฉันจะยังรู้สึกดีกว่าเลยถ้าคนที่คิดจะแกล้งฉันคือตัวของเขาเอง ถึงแม้ฉันจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของเขาก็ตาม แต่ฉันยังเจ็บน้อยกว่าการได้รู้ว่ามีคนมาสั่งเขาให้มาแกล้งฉันแล้วเขาก็ทำมันโดยไม่นึกถึงความรู้สึกฉันว่าฉันจะรู้สึกยังไง แต่ถ้าเขาแกล้งฉันโดยเอาความรู้สึกของฉันไป เขาทำมันได้แล้วล่ะ เพราะตอนนี้ฉันตกหลุมที่เขาสร้างให้แล้วแหละ

            “ฉันก็มาซ้อมเปียโนน่ะสิ”

            “ที่เธอต้องโชว์น่ะเหรอ แต่เธอต้องร้องเพลงนี่”

            “นายจำได้ไง”

            ฉันพึมพำเสียงเบาแต่เขาคงได้ยินมันเพราะเราอยู่กันแค่สองคน จะไม่ให้ฉันงงได้ไง ใครจะไปคิดกันล่ะว่าคนอย่างซิดนีย์จะจำเรื่องของฉันได้ เพราะเขาไม่เคยคิดจะแคร์ฉันสักนิดเลยนี่ แต่กลับจำเรื่องของฉันได้...

            “ฉันจำเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับเธอได้นั่นแหละ”

            ทำไมตานี่ชอบพูดจาแบบนี้จังเลยนะ เดี๋ยวก็บอกว่าเป็นห่วงฉัน แล้วก็มาเฉลยว่าพูดเล่น แล้วนี่ก็ยังบอกว่าจำเรื่องทุกเรื่องของฉันได้อีก แล้วเดี๋ยวจะพูดอะไรออกมาอีกล่ะเนี่ย ฉันพูดเล่นน่ะอะไรแบบนี้อีกแน่เลย

            “นายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฉันหรอก”

            ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เขาจะมารู้อะไรเกี่ยวกับฉันได้ยังไง ในเมื่อเขาไม่เคยคิดจะแคร์หรือเป็นห่วงอะไรฉันเลยนี่

            “เธอลองร้องเพลงที่จะแสดงในวันพรุ่งนี้ให้ฉันฟังหน่อยสิ”

            “ไม่เอาอ่ะ นายไปเปิดต้นฉบับฟังเอาเองเถอะ ยังไงต้นฉบับก็ต้องร้องดีกว่าฉันอยู่แล้ว และอีกอย่าง...” ฉันหยุดพูดอีกประโยคนึงเพราะมันจะทำให้ฉันเจ็บได้ แต่ยังไงฉันก็ควรจะพูดมันออกไป “ไม่ว่าฉันจะร้องดีแค่ไหน มันก็ไม่เคยดีในสายตานายอยู่แล้วนี่”

            เสียงของฉันแผ่วเบาลง มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง แล้วฉันทำใจให้ชินกับการโดนซิดนีย์ติบวกกับว่าว่าฉันทำอะไรไม่ดีสักอย่างแล้วนะ แต่ทำไมฉันกลับรู้สึกแย่อยู่ทั้งๆ ที่ฉันน่าจะรู้อยู้แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้ มันก็สงควรที่จะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ฉันมันไม่มีอะไรดีพอจะไปเทียบกับเมสโซ่หรอก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันจะเอาตัวเองไปเทียบกับเมสโซ่เพื่ออะไร แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ ซิดนีย์มักจะเป็นแบบนี้ เขาจะพูดและทำอะไรอีกหลายๆ อย่างไม่ดีกับฉัน แต่ถ้าเป็นเมสโซ่ มันจะตรงข้ามกันเลย

            “ทำไมเธอชอบพูดเหมือนเธอรู้จักฉันดีจังเลยฮะ เธออยู่กับฉันตลอดหรือไง”

            “ก็นายชอบว่าฉันไม่ใช่เหรอ...ฉันชินแล้วล่ะ ฉันไม่เจ็บหรอก”

            ฉันพูดแบบนั้นออกไปได้ไงเนี่ย ฉันน่ะเหรอไม่เจ็บ มันเจ็บจะตายอยู่แล้ว เวลาที่โดนคนที่เรารักมากที่สุดว่าเราเหมือนกับเขาไม่เคยจะแคร์เราเลย

            “โอเคๆ ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันจะเปลี่ยนความคิดด้านลบของฉันจากเธอได้ยังไง เพราะไม่ว่าฉันจะทำยังมันก็แย่ในสายตาเธออยู่แล้ว แต่...ฉันว่าเราเคลียร์กันแล้วนะ ดังนั้นฉันก็จะไม่แกล้งเธออย่างที่ฉันสัญญาไว้นั่นแหละ เธอ...เข้าใจใช่มั๊ย”

            “อืม”

            “งั้นฉันไปส่งเธอที่บ้านมั๊ย ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว”

            “อืม”

            “เธอพูดเป็นคำเดียวเหรอ”

            ซิดนีย์พูดด้วยเสียงกวนประสาทแล้วก็ดึงมือฉันให้ออกจากห้องดนตรี แล้วพามาที่รถของเขา เขาขับรถมาเรื่อยๆ จนถึงบ้านของฉันโดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

            “ขอบใจนะ”

            พูดจบฉันก็เอื้อมมือไปประประตูรถออกแต่ก็โดนจับมือไว้อีกครั้ง ฉันหันไปมองหน้าซิดนีย์เพื่อจะเอาคำตอบของการกระทำของเขาว่าเขาต้องการอะไร

            “ฉันรู้ว่าเธอทำได้นะ สู้ๆ ละกันสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วก็...ฝันดีนะ”

            ซิดนีย์พูดพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนซึ่งปราศจากการกวนประสาทให้กับฉัน ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้รับรอยยิ้มแบบนี้จากเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

            ฉันพยักหน้าพร้อมกับรีบลงจากรถ แล้วก็ยืนรอจนกว่ารถของซิดนีย์จะออกไป แล้วฉันจึงเข้าบ้านแล้วขึ้นไปในห้องนอนของตัวเอง แล้วนั่งลงบนเตียงอย่างแรง ฉันไม่เข้าใจการกระทำของซิดนีย์เลยจริงๆ เขาทำแบบนี้เพื่ออะไร ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้สึกดีที่เขาไม่แกล้งฉันแล้วหรอกนะ ฉันต้องรู้สึกดีสิ แต่...มันต้องมีเหตุผลที่เขาทำแบบนี้สิ

            แต่...ฉันก็อยากจะเก็บความรู้สึกดีๆ นี้ไว้ในความทรงจำของฉัน ฉันไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็อย่างที่เห็นกันอยู่ ฉันกับซิดนีย์ทะเลาะกันบ่อยจะตาย ฉันไม่รู้ว่าวันไหนพวกเราจะต้องจากกัน  วันนั้นอาจจะเป็นวันที่ฉันรู้สึกแย่มากๆ ก็ได้ แต่สำหรับซิดนีย์มันอาจจะเป็นแค่วันธรรมดาๆ วันนึงก็เขาก็ดี

            ซิดนีย์...มันเป็นไปได้มั๊ย ที่นายจะชอบฉันบ้าง


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

91 ความคิดเห็น