Chaotic Love รักวุ่นๆ ของฉันและนาย

ตอนที่ 13 : Chapter 12 ~ ความรู้สึกบ้าๆ (re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 893
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ก.ย. 58

Chapter 12

ความรู้สึกบ้าๆ

 

         “นาย...ว่าไงนะ O_O

         ฉันต้องหูฝาดแน่ๆ คนอย่างซิดนีย์เนี่ยนะจะไปกินข้าวกับฉัน เฮอะ! ไม่มีทางอ่ะ

         “ต้องตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ -_-^^

         ซิดนีย์ถามกลับก่อนจะทำหน้าอย่างกับเอือมระอาฉันมากมาย ฉันตกใจมันผิดตรงไหนเรอะ! =_=

         “ก็ฉันเห็นว่าเธอก็เพิ่งกลับมาจากอเมริกา แล้วเราสองคนก็ยังไม่เคยกินข้าวด้วยกันมาก่อน ไปกินข้าวด้วยกันก็ไม่เห็นจะแปลก” แปลก แปลกที่สุด =0= “แล้วฉันกับเธอเองก็ไม่เคยพูดจาดีๆ ต่อกันเลย เราอาจจะเริ่มใหม่กันได้ก็ได้”

         “ก็ไม่ใช่นายหรือไงที่เริ่มก่อนทุกครั้งน่ะ -_-^^

         ฉันพูดพร้อมกับส่งสายตาอำมหิตให้อีตาซิดนีย์ พูดมาได้เนอะว่าฉันกับเธอไม่เคยพูดจาดีๆ ต่อกัน ก็มันเขาไม่ใช่หรือไงที่ตามกวนประสาทฉันตลอด ฉันยืนยันได้ว่าฉันไม่เคยเริ่มก่อนเลยสักครั้ง แล้วทีนี้จะมาให้เริ่มต้นกันใหม่เหรอ...เขาจะทำได้หรือเปล่าเหอะ

         “เห็นมั๊ย เอาเหอะ! อย่าไปพูดถึงเรื่องเก่าๆ เลย ไปกินข้าวกันเถอะ”

         ซิดนีย์เปลี่ยนเรื่องทันที ทำให้ฉันเถียงอะไรไม่ได้อีก กินก็กิน ฉันก็หิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กับอีแค่ไปกินข้าวกับคนที่ไม่ชอบหน้า มันคงไม่หนักหนาอะไรขนาดนั้นหรอกมั้ง(?) แล้วไหนๆ ปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายในการอยู่โรงเรียนนี้ของพวกเราแล้ว และฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปเรียนที่ไหนต่อ แล้วจะได้เจอหมอนี่อีกมั๊ย แต่เดี๋ยวนะ..!? ฉันจะไปอยากเจอหมอนี่ทำไมเนี่ย บ้าไปแล้วเรา

         “อืม...ไปก็ได้”

          ซิดนีย์พาฉันมาถึงตลาดมืดในเวลาเพียงยี่สิบนาที ที่นี่มีของกิน ของซื้อเยอะแยะไปหมด แถมของเหล่านี้ยังถูกอีกด้วย นี่ฉันมามัวแต่พรรณนาอะไรเนี่ย ลืมไปแล้วเหรอว่าจุดประสงค์หลักของการมีที่นี่คืออะไร หิวไม่ใช่เหรอยัยนานา =_=

 

         “เธออยากกินอะไร”

         “อะไรก็ได้”

         “งั้นเอาร้านก๊วยเตี๋ยวร้านนั้นละกัน”

         ซิดนีย์พูดพร้อมกับชี้ไปที่ร้านก๊วยเตี๋ยวซึ่งห่างจากที่พวกเรายืนอยู่แค่นิดเดียว เราเลยใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการสั่งอาหาร พนักงานพาพวกเราเข้าไปนั่ง ก่อนที่เราสองคนจะเริ่มสั่งอาหาร

         “รับอะไรดีค่ะ”

         “เส้นเล็กต้มยำค่ะ”

         “สองที่ครับ”

         พอรับออเดอร์เสร็จ พนักงานเสิร์ฟก็เดินจากไป ทำให้ตอนนี้มีเพียงเราสองคนเท่านั้น

         “ฉันว่า…เธอเปลี่ยนไปนะ”

         “ตรงไหน”

         “เธอสูงขึ้น”

         มันก็ต้องอยู่แล้วป่ะ -_-^^ สี่ปีเชียวนะ”

         “จะให้ฉันสูงเท่าสี่ปีที่แล้วหรือไง”

         ความจริงฉันก็แอบหวังให้หมอนี่พูดว่าฉันสวยขึ้นเหมือนกันนะ แต่เอาเหอะ คำพูดแบบนั้นไม่มีทางออกจากปากคนอย่างเขาได้หรอก

         “มันก็จริง เธอไปตั้งนานนี่”

         ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเขาจะพูดจาดีได้ตั้งนาน แปลกแฮะ =o=

         “แล้วไปอยู่ที่นู่น เป็นไงบ้าง”

         “นายดู…สนใจชีวิตฉันจังเลยนะ”

         “ฉันถาม เธอก็ตอบมาเหอะน่า =_=

         “เอ๊ะ! ก็คงดีมั้ง อยู่ที่นั่นก็สนุกดี”

         “แล้ว...มีเพื่อนหรือเปล่า”

         ฉันว่าอยู่แล้ว คนอย่างหมอนี่น่ะ พูดอะไรดีๆ ได้ไม่นานหรอก สุดท้ายก็ต้องกวนอยู่ดี เหอะ! ถามมาได้ว่าฉันมีเพื่อนหรือเปล่า

         “ก็ต้องมีอยู่แล้วป่ะ ทำไมชอบถามอะไรแบบนี้อยู่เรื่อย -_-

         “แล้วเพื่อนผู้ชายล่ะ”

         “ก็ที่บอกว่ามีนี่ฉันหมายถึงเพื่อนผู้ชายนะ ส่วนมากเพื่อนฉันก็เป็นผู้ชายทั้งนั้น”

         แต่ก็ไม่มีใครเป็นหมายนายหรอกนะ วันๆ เอาแต่แกล้งฉัน!

         “แต่ก็คงไม่มีใครเหมือนฉันหรอกใช่มั๊ย” ถูก! ใครๆ ก็ดีกว่านายทั้งนั้นแหละ “เพราะฉันทั้งหล่อ เท่ นิสัยดี แถมยังเก่งอีกด้วย”

         แหวะ! ฉันจะอ้วกกกกก~

         กล้าจริงๆ เกิดมาฉันไม่เคยเจอใครหลงตัวเองขนาดนี้มาก่อน คนอะไรกล้าชมว่าตัวเอง หล่อ เท่ นิสัยดี เก่ง ไอ้ที่ชมตัวเองว่าหน้าตาดีนี่ฉันไม่เถียง แต่อันอื่นนี่ไม่เป็นความจริงสักนิด นิสัยดี เหอะ! ดีอะไรกันล่ะ ส่วนเก่งน่ะนะ ไม่เห็นจะเก่งเลย เกรดเขาก็พอๆ กับฉันนี่แหละ =o= นี่ฉันกำลังหลอกด่าตัวเองหรือเปล่านะ

         อาจพูดไม่ได้ว่ารักกัน แต่ช่วยฟังฉันด้วยหัวใจ

         เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันเลยกดรับโดยไม่ได้ดูชื่อคนที่โทรมา

          “ฮัลโหล”

         (เธออยู่ไหนน่ะนานา)

         เมสโซ่นี่นา ยัยนั่นโทรมาทำไมนะ

         “อยู่…ตลาดมืดน่ะ”

         “จริงป่ะเนี่ย ฉันก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน นั่นไง! ฉันเจอเธอแล้ว แค่นี้นะ”

         เมสโซ่วางสายและดูเหมือนว่ายัยนั่นกำลังเดินมาหาฉัน ฉันมองไปรอบๆ ร้านก่อนจะเห็นว่ายัยเมสโซ่ยืนอยู่หน้าร้านกับพาเลส และตอนนี้ก็กำลังเดินเข้ามาในร้านด้วย

         “บังเอิญจริงๆ เลยเนอะ >o<

         เหอะๆ ก็คงงั้นมั้ง...? มันบังเอิญมากๆ มากเกินไปด้วยซ้ำ

         “พวกเธอจะกินอะไรดีล่ะ” ฉันเปลี่ยนเรื่อง

         “เส้นเล็กน้ำละกัน”

         “ผมเอาบะหมี่น้ำครับ”

         ทั้งสองคนหันไปบอกเด็กเสิร์ฟที่มายืนรอรับออเดอร์เพิ่ม ก่อนจะหันมาสนใจความบังเอิญนั่นต่อ

         “บังเอิญมากเลยเนอะนานาที่พวกเราดันมาที่เดียวกันเนี่ย”

         ฉันได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้กับเมสโซ่อย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี มันเหมือนกับไม่ใช่ความบังเอิญ มันเหมือนกับเมสโซ่กำลังตามหาฉันอยู่ แต่…ยัยนั่นจะพยายามขนาดนั้นเลยเหรอ ยัยนั่นคงไม่บ้าขนาดสะกดรอยจามหรอกมั้ง ฉันนี่ก็คิดมากไป

         บอกตามตรง…ตอนนี้ฉันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ฉันกับเมสโซ่ก็เป็นเพื่อนกัน และซิดนีย์กับพาเลสเองก็เป็นเพื่อนกัน ความอึดอัดใจเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นสิ มันเป็นเพราะอะไรกันนะ?

         พออาหารของพวกเราทั้งหมดมาเสิร์ฟ ทุกคนก็เริ่มรับประทานอาหารโดยไม่พูดอะไรกันอีก แต่ไม่นานนัก เมสโซ่ก็เริ่มบทสนทนาขึ้นอีกครั้ง...โดยการคุยกับซิดนีย์

         “นี่! ซิดนีย์”

         เมสโซ่เรียกขึ้นโดยน้ำเสียงหวานๆ แหลมๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ซิดนีย์ที่กำลังใช้ตะเกียบเขี่ยบะหมี่เล่น หันมาสนใจเมสโซ่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ หมอนั่นแทน

         “นายชอบมาที่นี่เหรอ”

         “ก็ชอบนะ” ซิดนีย์ตอบเมสโซ่ แต่เขากลับมองมาทางฉัน

         ฉันเพิ่งสังเกตนะว่าเวลาเขาพูดกับเมสโซ่ น้ำเสียงและท่าทางของเขาจะดีกว่าตอนที่พูดกับฉันเยอะ ไม่เพียงแต่เวลาพูดกับเมสโซ่หรอก เวลาพูดกับคนอื่นๆ เขาก็พูดจาดีด้วยทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่ฉันคนนึงนี่แหละ นี่เขาคงไม่ชอบฉันมากสินะ

         แล้วนี่ฉันจะมาคิดมากทำไมกัน ในเมื่อฉันเองก็ไม่ได้อยากให้เขาชอบฉันสักหน่อย คนที่เป็นคู่กัดกันก็ต้องไม่ชอบหน้ากันสิถึงจะถูก

         “จริงป่ะ ฉันไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลย นาย…ช่วยพาฉันไปทัวร์หน่อยน้าาา พลีสสส~

         ไม่พูดเปล่า เมสโซ่ยังออดอ้อนซิดนีย์ด้วยการทำสายตาปิ๊งๆ ให้เขายอมไปเป็นเพื่อน แล้วนี่ฉันจะสนใจทำไมเนี่ย! ยัยเมสโซ่จะพูดอะไรกับเขา ทำอะไรกับเขา มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย -_-^ เลิกเอาเรื่องของหมอนี่มาใส่ในหัวสักทีเถอะยัยนานา!

         บางทีฉันอาจจะแค่หงุดหงิดที่หมอนั่นพูดจาดีกับทุกคนยกเว้นฉันล่ะมั้ง มันคงไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก

         ซิดนีย์ยังไม่ตอบอะไรเมสโซ่ แต่เขากลับมองมาที่ฉันราวกับต้องการคำตอบสำหรับคำขอร้องนั้น ได้! ถ้านายอยากให้ฉันช่วยตอบนัก ฉันก็จะช่วยนายเอง นายจะไม่ต้องลังเลในการไปเที่ยวกับเมสโซ่อีก

         “นายพาเมสโซ่ไปทัวร์เหอะ ยัยนี่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน”

         เมสโซ่ต้องการไกด์สักคน และคนคนนั้น…ยัยนั่นก็เลือกให้เป็นนายแล้ว เพราะฉะนั้น…นายก็ไปกับยัยนั่นเหอะ ฉันไม่ต้องการไกด์อะไรทั้งนั้น เพราะฉันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ฉันไม่ต้องการให้ใครมาแคร์อะไรทั้งสิ้น

         นี่ฉันเป็นอะไรของฉันกันนะ…!

         “แล้ว...เธอจะกลับยังไง”

         ฉันคิดว่าคำถามนั้นเขากำลังถามฉันอยู่ เขาจะห่วงทำไม...ฉันจะกลับยังไงมันก็เรื่องของฉัน ในเมื่อเขาไม่เคยแคร์อะไรฉันอยู่แล้วนี่ เรื่องแค่นี้จะมาสนทำไม?

         “กลับไปเจอที่โรงแรมเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันไปกับพาเลสเอง ใช่มั๊ยพาเลส”

         “อื้ม! แกไปกับเมสโซ่เหอะ เดี๋ยวฉันกลับไปกับนานาเอง”

         พอได้คำตอบนั้นจากพาเลส ซิดนีย์ก็ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ ราวกับว่าคำตอบนั้นไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการ แล้วคำตอบที่เขาต้องการมันเป็นคำตอบแบบไหนกัน?

         “เออ! งั้นเดี๋ยวฉันไปเลยละกัน อ่ะนี่ค่าก๊วยเตี๋ยว ฝากแกจ่ายด้วยของฉันกับเมสโซ่”

         กินข้าวยังไม่ทันเสร็จ พอเมสโซ่ชวนปุ๊บนี่ก็ไปเลยนะ เหอะ! คงอยากอยู่ด้วยกันมากสินะ แล้วตอนแรกจะชวนฉันมาทำไม แต่ฉันจะไม่โทษเขาก็ไม่ได้ สิทธิ์ใครก็สิทธิ์มัน และมันก็เป็นฉันเองที่บอกให้เขาไปกับเมสโซ่ด้วย      

         สงสัยตอนที่ฉันไปเรียนเมืองนอก สองคนนี้คงสนิทกันมากสินะ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด และมันก็เป็นอีกครั้งที่ฉันได้แต่ถามตัวเองว่า...ฉันจะไปแคร์พวกเขาทำไม มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย

         “เป็นอะไรหรือเปล่า”

         พาเลสทักขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ดูเป็นห่วงฉัน

         “เปล่าๆ ^^

         “พวกนั้นสั่งอาหารมาแต่ยังกินไม่หมดเลยเหรอเนี่ย เปลืองเงินจริง =_=

         พาเลสพูดติดตลกนะ แต่คำพูดเหล่านั้นมันกลับตอกย้ำฉันยังไงไม่รู้

         “อืม...”

         “เป็นอะไรหรือเปล่า เหมือนไม่อยากคุยกับฉันเลย”

         “ไม่มีอะไร...ฉันแค่คิดอะไรอยู่ก็เท่านั้น ขอโทษนะที่ทำให้คิดอย่างนั้น”

         นี่ท่าทีฉันมันออกขนาดนั้นเลยเหรอ พาเลสถึงได้คิดมากคิดว่าฉันไม่อยากคุยกับเขาแบบนี้เนี่ย เฮ้อ...! โอเค! ฉันจะพยายามทำตัวโอเคที่สุดละกัน

         “ไม่เป็นไรๆ แล้วนี่...เธออิ่มยัง”

         “อิ่มแล้วล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”

         “ถ้างั้นเรา...ไปเดินเล่นกันเถอะ”

         จากนั้นพาเลสก็เรียกพนักงานมาเก็บตังค์ พอทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินออกจากร้านก่อนจะเดินไปตามตลาดมืด ที่นี่มีของขายเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ

         พอผ่านร้านหนังสือเท่านั้นแหละ ฉันเลยบอกให้พาเลสรอแป๊บนึง ก่อนที่ตัวฉันเองจะหายเข้าไปในร้านหนังสือ อุ๊ย! นั่นมันเล่มใหม่นี่นา ฉันจะต้องเข้าไปซื้อเดี๋ยวนี้ >_<

         ไม่อยากจะบอกเลยว่าฉันน่ะ...ชอบอ่านนิยายรักมากๆ >o<

         ฉันเป็นคนนึงที่เวลาว่างก็จะหยิบนิยายมาอ่าน และเมื่ออ่านทีไร...ฉันก็จะคิดว่าตัวเองทุกที อย่าเพิ่งด่าฉันนะ! ฉันรู้ดีแหละว่าในชีวิตจริงความรักมันไม่มีทางจบอย่างแฮปปี้แอนด์ดิ้งเสมอไป เพราะฉะนั้น...ตอนจบที่สวยงามก็มีแต่นิยายเท่านั้นแหละ

         “เธอชอบอ่านหนังสือเหรอ?”

         “อื้ม! ชอบมากเลยแหละ โดยเฉพาะนิยายพวกนี้น่ะ”

         ฉันตอบพร้อมกับโชว์หนังสือที่เพิ่งซื้อมาให้พาเลสดู ในขณะที่หมอนั่นกำลังสนใจหนังสือของฉันอยู่ สายตาฉันกลับมองเห็นคนคู่นึงที่กำลังเดินอยู่อีกฝั่งของถนน สองคนที่ฉันเห็นก็คือเมสโซ่กับซิดนีย์นั่นแหละ เพราะภาพของคนสองคนที่เดินเล่นกันและคุยกันอย่างมีความสุข มันทำให้ฉันลืมไปหมดว่าตอนนี้ฉันกำลังอยู่กับพาเลส และคนที่ฉันควรจะสนใจก็คือพาเลส

         แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันละสายตาจากภาพของสองคนนั้นไม่ได้เลย...

         ที่เขาแกล้งมาใกล้ชิดกับฉันต่างๆ นานา บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาต้องการจะเข้าหาเมสโซ่ก็ได้ และฉันก็เป็นเพียงหมากตัวนึงในการทำให้เขาได้ใกล้ชิดเมสโซ่มากขึ้น

         ฉันไม่น่าไปเผลอใจเต้นให้กับคนอย่างหมอนั่นเลย ฉันไม่น่าเลยจริงๆ

 


ขอฝากนิยายเรื่องใหม่หน่อยค่าา!



และเรื่องนี้...ภาคต่อของ Is it me? ค่าา





นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

91 ความคิดเห็น