If I told you :: One Direction

ตอนที่ 3 : A man with a broken world - Chapter 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ม.ค. 59




            

A man with a broken world
Pair : Zayn x Harry

 

All of a sudden these lights are blinding me
I never noticed how bright they would be

 

 

อาจจะเป็นครั้งแรกที่เท้าเปล่าได้ลองสัมผัสกับพื้นดินอุ่นและหญ้านุ่ม มันให้ความรู้สึกต่างจากถนนซีเมนส์และพรมหนังราคาเหยียบล้านที่เคยพบเจอ

 

เท้าเปล่าย่ำลงบนยอดหญ้าสีเขียวอ่อนก่อนที่สองเท้าจะเริ่มก้าวเร็วขึ้น จากเพียงการเดิมเริ่มการเป็นการวิ่ง วิ่งและวิ่ง....

 

เปลือกตาปิดทับกันสนิท ไม่สนสิ่งรอบข้าง เม็ดฝนกระทบกับผิวหน้าและเนื้อตัวจนรู้สึกหนาวในทีแต่สองเท้าก็ยังคงวิ่งต่อไปและไม่มีท่าที่ว่าจะหยุดเลยสักนิด เส้นผมที่เคยถูกจัดทรงให้เป็นระเบียบตลอดเวลา ยามนี้กลับลู่ลงปิดใบหน้าคมของคนที่กำลังยิ้มอยู่คนเดียวราวกับคนบ้า

 

ในที่สุดสองเท้าก็หยุดลงที่กลางทุ่งที่ไหนสักที่ นัยน์ตาสีเปลือกไม้กวาดมองไปรอบๆ สายฝนเทกระหน่ำลงมาเรื่อยๆ ในมือของเขาไม่ได้มีร่มเหมือนอย่างเคย ไม่มีชายชุดสูทสีดำคอยเดินล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่มีแสงแฟลชสาดกระทบดวงตาให้รู้สึกระคายเคือง ไม่มีคำถามจากนักข่าว ตัวเลขหลักพันล้านและเอกสารกองท่วมหัว

 

คนที่ยืนอยู่กลางสายฝนค่อยๆล้มตัวลงนอนบนดินสีดำโดยไม่ต้องกลัวว่าเสื้อที่ใส่จะเปื้อน ไม่ต้องกลัวคนรอบข้างจะหมดความศรัทธาในตัว ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นข่าวลงหน้าหนึ่งอย่างที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต

 

เซนเลือกแล้วว่านี่คือชีวิตที่เขาต้องการ ชีวิตที่ไม่ต้องมีเงินทองมากมาย ชีวิตที่ไม่ต้องมีอำนาจล้นมือและคอยกดหัวใครๆ ที่นี่เขาเป็นเพียงเซน มาลิคที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นเพียงแค่ชายอายุ 25 ปีธรรมดาคนหนึ่งกับกระดานวาดรูปอันใหญ่ที่มักจะพกติดตัวไปไหนมาไหนเสมอ บนใบหน้าไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึม คิ้วไม่จำเป็นต้องขมวดปมตลอดเวลาอย่างที่เขาต้องคอยสร้างภาพ

 

ที่นี่... เซนสามารถยิ้มเมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาต้องการ เขาจะหยิบกีต้าร์เก่าๆขึ้นมาดีดเมื่อไหร่ก็ได้ เสียงร้องเพลงไม่เป็นข้อห้ามอีกต่อไป

 

ไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการอีกแล้ว

 

ก็แค่หันหลังแล้วเดินออกมา

 

 

“ตายแล้วเซน!” แอนอุทานเสียงดังเมื่อเห็นคนที่ตัวเปียกและโคลนยังติดเต็มเสื้อผ้ายืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าบ้าน “ไปทำอะไรมา ทำไมตัวเปื้อนแบบนี้ เข้ามาได้แล้วเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” มือของหญิงวัยกลางคนเอื้อมออกไปจับต้นแขนของเซนให้ตามเข้ามาในบ้านก่อนจะรีบเดินไปส่งที่ห้องน้ำ

 

“อาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวป้าให้แฮซเอาผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนมาให้” ว่าแล้วก็ดันหลังคนที่ทำตัวเหมือนเด็กน้อยให้เข้าไปในห้องน้ำ

 

แอนลงคะแนนเต็มร้อยเลยว่าเซนเป็นชายวัย 25 ปีที่แปลกที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา ลูกชายของเธอบอกว่าเซนเป็นเพื่อนจากมหาวิทยาลัยและกำลังมีปัญหากับทางบ้านจึงขอมาอาศัยอยู่กับพวกเธอก่อน แต่ดูจากท่าทางแล้ว แอนเชื่อว่าเซนมีปัญหากับทางบ้านจริงแต่คนเป็นแม่อย่างแอนไม่เชื่อว่าเซนจะเป็นเพียงเพื่อนที่มหาวิทยาลัยของลูกชายเธอเท่านั้น

 

เซนไม่เหมือนเด็กที่เรียนอยู่ในรั่วมหาวิทยาลัย เขาดูมีวุฒิภาวะมากกว่าคนรุ่นเดียวกันหลายเท่าหากมองข้ามภาพชายหนุ่มแสนสดใสที่วันๆเอาแต่เดินร้องเพลงและวาดรูปไปแล้วละก็... เซนมีบางอย่างที่คนในวัยเดียวกันอาจจะไม่มี

 

“แฮซ เอาผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนไปให้เซนทีลูก” คนที่นอนอ่านหนังสืออยู่เตียงเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้รับคำสั่งจากแม่

 

“ทำไมเขาไม่เอาเองครับ” หนังสือเล่มหนาในมือถูกวางลงก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง “โตแล้วนะ ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่ต้องคอยดูแลตลอดเวลา นี่ถ้าเขาอาบน้ำเสร็จผมต้องทาแป้งแล้วชงนมพร้อมกับส่งเข้านอนด้วยไหมครับ”

 

“แม่บังคับให้เซนไปอาบน้ำเอง เขาตัวเปียกแล้วก็เปื้อนโคลน แม่กลัวว่าจะไม่สบายก็เลยให้เขาเข้าห้องน้ำไปเลย” แอนอธิบายด้วยความใจเย็นก่อนจะอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นลูกชายคนเดียวของเธอกรอกตาไปมา คงจะเป็นเพราะเธอเห็นแต่ลูกชายคนเล็กของเธอนี่ละมั้งถึงทำให้เธอมองว่าเซนดูโตกว่าคนในวัยเดียวกัน

 

“รักเขาขนาดนี้รับมาเป็นลูกชายอีกคนเลยดีไหมครับ” พูดประชดแต่ขาก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวและชุดนอนในตู้เสื้อผ้าที่เขาและเซนใช้ร่วมกับมาแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำด้านล่างโดยไม่ลืมส่งยิ้มให้แม่ตัวเอง

 

“เซน..” คนที่โดนสั่งเคาะประตูก่อนจะเรียกคนในห้องน้ำ เสียงหยดน้ำจากฝักเบาค่อยๆเบาลง “ฉันเอาผ้าเช็ดตัวมาให้”

 

“ขอบใจ เอาวางไว้ที่หน้าประตูนั่นแหละเดี๋ยวออกไปหยิบเอง” เขาทำตามที่เซนสั่งโดยดีก่อนจะเดินไปนั่งรอที่อาหาร

 

สรรพนามที่ใช้เรียกกันต่างไปจากเดิม ไม่มีเจ้านายหรือลูกน้อง ไม่มีคุณชายไม่มีนายน้อย
ไม่มีมาลิคหรือ
ML-121 ที่นี่มีเพียงเซนเท่านั้น

 

ช่วยเรียกว่าเซนเฉยๆได้ไหม คนที่ถูกขอร้องขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ถือตัวอย่างลูกชายคนเดียวของมาลิคถึงเอ่ยปากขอเช่นนั้น

 

ทำไมครับ

 

เพราะที่นี่ไม่มีมาลิค ฉันก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเซนพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆจนคนฟังอดหมั่นไส้ไม่ได้ ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งงั้นหรอ คงไม่มีผู้ชายธรรมดาคนไหมที่ใส่เสื้อหนังสีดำและกางเกงยีนส์ราคาเกือบแสนมายืนอยู่กลางทุ่งนาและฝูงวัวที่กำลังเล็มหญ้าอยู่แบบนี้หรอก นี่ยังไม่นับปืนพกในกระเป๋าเป้ของเขาอีกนะ

 

ผมว่ามันไม่เหมาะ

 

ไม่เหมาะยังไง เมื่อกี้นายยังคุยกับเพื่อนบ้านนายแบบนั้นอยู่เลย นายเรียกเขาว่า..อะไรนะ สมิธ ใช่ๆ สมิธ ส่วนเขาก็เรียกนายว่า...แฮซ

 

ก็ผมกับเขาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กๆ

 

ฉันก็อยากเป็นเพื่อนกับนายบ้าง... น้ำเสียงพึมพำแต่คนฟังได้ยินชัดเจนจนแอบคิดไม่ได้ว่าตัวเองกำลังหูฟาดอยู่หรือเปล่า อยากเป็นแค่เซนเฉยๆ

 

นายน้อย....

 

เซนคนที่ถูกเรียกสวนกลับอย่างคนเอาแต่ใจตัวเองจนคนถูกอ้อนอ่อนอกอ่อนใจ เขากับเซนไม่ควรสร้างความสนิทสนมกันเกินความจำเป็นเพราะมันอาจจะส่งผลเสียกับบางอย่าง

 

เราไม่ควร

 

เอาอะไรมาตัดสินว่าไม่ควร

 

...เมื่อโดนถามกลับก็ตอบไม่ได้ นั่นน่ะสิ...เขาเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าไม่ควร

 

ฉันไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้นายแล้วนะ อีกอย่างตอนนี้ฉันกำลังจะอาศัยบ้านกับอาหารของนายด้วย เผลอๆอาจจะต้องยืมเงิน แล้วตรงไหนหรอที่นายควรจะเรียกฉันว่านายน้อยเหมือนเดิม

 

พูดอีกก็ถูกอีก

 

ในเมื่อจนปัญญาคนที่ถูกต้อนจนจนมุมก็ยอมพยักหน้ารับข้อเสนออย่างลำบากใจ ก็ได้ เซน...

 

ขอบใจ อ่ออีกอย่าง ทำไมคนถึงเรียกนายว่าแฮซ ทั้งที่ชื่อจริงของนายมันต่างกับชื่อเล่นขนาดนั้น ชื่อจริงนาธาร ชื่อเล่นแฮซงั้นหรอ

 

เอ่อ... แฮซ.. คือเด็กๆฉันชอบใส่หมวกน่ะ เขาเลยเรียกแฮซ อารมณ์แบบพ้องเสียงไงแฮทกับแฮซ

 

ตลกดีนะ งั้นฉันขอเรียกนายว่าแฮซด้วยละกันจะได้เสมอกับที่นายเรียกฉันว่าเซนเซนยกยิ้มก่อนจะหัวเราะเบาๆ ทำให้คนที่เพิ่งแถไปเรื่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ขอบคุณสวรรค์และพระเจ้า ไม่สิ.. ต้องบอกว่าขอบคุณยัสเซอร์และทริเซียที่สร้างเซนให้ออกมาโง่แบบนี้ เรื่องโกหกแบบนี้ไปหลอกเด็กประถมยังไม่มีใครอยากจะเชื่อเลย

 

“แฮซ! แฮซ!” เสียงดังของคนที่ถือของเต็มมือตะโกนดังลั่นแต่เจ้าของชื่อก็ยังคงนิ่งไม่ไหวติง “แฮร์รี่ เอ็ดเวิร์ด สไตล์ส!!! เสียงตะโกนแสบแก้วหูทำให้คนที่กำลังนั่งเหม่อสะดุ้งตัวด้วยความตกใจก่อนจะรีบวิ่งมาปิดปากพี่สาวสุดที่รักของเขาเอาไว้

 

“ทำบ้าอะไรของพี่”

 

“ฮื้ออออ” คนที่ถูกปิดปากหายใจไม่ออกจนต้องออกแรงดิ้นให้พ้น “ก็นายไม่ฟังฉัน ฉันเรียกนายมาสามล้านรอบแล้ว นายก็เอาแต่เหม่อ มองประตูห้องน้ำอยู่ได้ คิดว่ามันจะกลายเป็นประตูไปนาร์เนียหรือไง”

 

“แต่พี่ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกฉันเต็มยศขนาดนั้น ถ้าลูกแมวรู้จะทำยังไง” อธิบายด้วยความอ่อนออกอ่อนใจกับความซื่อบื้อของพี่สาว

 

“ตายแล้ว! ฉันลืม... นาธาร

 

“ไม่ทันแล้วเจมม่า ถ้าเขาได้ยินก็คงจำชื่อน้องของพี่ไปได้แล้วหละ” พูดจบแฮร์รี่ก็แย่งของในมือพี่สาวมาถือแล้วเดินตรงไปยังห้องครัวที่แม่ของทั้งคู่กำลังทำอาหารอยู่ เสียงเพลงจากวิทยุดังลั่นพร้อมกับคุณนายแอนที่ส่ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงอย่างมีความสุข

 

แฮร์รี่กระแทกกล่องหลายใบลงบนโต๊ะก่อนจะปรายตามองพี่สาวของตัวเองที่กำลังยืนกอดแม่ราวกับเธอเป็นเด็กหญิงวัยสิบสองปีกำลังอ้อนคุณแม่ให้ซื้อตุ๊กตาให้

 

“หนูคิดถึงแม่ที่สุดเลย รู้แบบนี้กลับมาอยู่บ้านตั้งนานแล้ว” ว่าแล้วก็หอมแก้มแม่ฟอดใหญ่จนน้องชายอดหมั่นไส้ไม่ได้ “หนูซื้อช็อคโกแลตของโปรดแม่มาฝากเต็มเลย แต่จำไม่ได้ว่าแม่ชอบยี่ห้อไหนเลยเหมามาหมดช็อป”

 

“แม่อ้วนพอดีเจมม่า” แอนหันมากอดลูกชายของตัวเองก่อนจะหอมแก้มเธอกลับ

 

“แล้วของฉันอะ” คนที่ยืนเป็นก้อนหินในห้องครัวเริ่มแสดงตัวโดยการรื้อกระเป๋าใบใหญ่ของพี่สาว “เฮอร์ชี เฮอร์ชี เฮอร์ชีและเฮอร์ชี... ไหนพี่บอกเหมามาหมดเลยทำไมมีแต่เฮอร์ชี” ในมือมีถุงช็อคโกแลตยี่ห้อดังเต็มไปหมด คนถูกถามยิ้มจนแทบไม่เห็นตา

 

“ก็ฉันชอบกินนิเลยเข้าช็อปเฮอร์ชี แล้วฉันก็เหมามาหมดช็อปจริงๆ”

 

เสียงถอนหายใจจากน้องชายดังขึ้นก่อนจะลงมือก้มหน้าก้มตาค้นกระเป๋าใบเดิมต่อไป โดยทุกคนลืมสังเกตคนที่กำลังยืนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ

 

บางทีนี่อาจเรียกว่าครอบครัว

 

ครอบครัวจริงๆอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต เซนไม่เคยพูดคุยและกอดกับแม่ด้วยท่าทางแบบนั้น ไม่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในห้องอาหารนอกเสียงจากซาฟาจะอวดผลการเรียนเทอมล่าสุดให้พ่อกับแม่ดูด้วยความภาคภูมิใจจนลูกชายคนเดียวอย่างเขาต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดและตามมาด้วยเสียงด่าของคนเป็นแม่

 

บนโต๊ะอาหารคือเวลาของครอบครัว ช่วยเก็บโทรศัพท์ของแกด้วย

 

ไม่มีของฝากจากเมืองอื่น ไม่มีคำว่าพี่หรือน้อง มีเพียงการเรียกชื่อสั้นๆและท่าทางเหย่อยิ่งของแต่ละคน รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นของครอบครัวจะปรากฏก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าวงสังคมและกล้องที่กำลังเก็บภาพ

 

“อ้าวเซน..” เสียงของแอนดังขึ้น “เข้ามาสิ พี่เขากลับมาพอดีเลยจะได้รู้จักกัน”

 

เซนก้าวเข้าไปในห้องครัวก่อนจะฉีกยิ้มให้หญิงสาวผมสีทองแซมน้ำตาลที่กำลังมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า หากเป็นยามที่อยู่ในลอนดอนหญิงสาวคงไม่รอดจากกระสุนปืนของมาลิคแล้ว

 

“นี่หรอเซน มาลิค” เจมม่าเอ่ยพร้อมกับพิจารณาดูคนตรงหน้าอีกรอบ เขาต่างไปจากเดิมมาก ต่างไปจากหน้าหนังสือพิมพ์และคำบอกล่าที่เธอรับรู้มา

 

“ครับ” เซนพยักหน้าเล็กน้อย “คุณคงเป็นพี่สาวของแฮซ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

 

“ไม่เหมือนเลยสักนิด” เจมม่าพึมพำก่อนจะฉีกยิ้มให้อย่างเป็นมิตรเพราะสายตาพิฆาตจากน้องชายที่ส่งมาให้ “ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน เรียกฉันว่าเจมม่าก็ได้ ความจริงเราคงอายุพอๆกัน”

 

“ผมว่าผมคุ้นหน้าคุณ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

 

“อาจจะเดินสวนกันในลอนดอนเพราะฉันเพิ่งกลับมาจากลอนดอน” เจมม่าตอบคำถาม

 

“เจมม่าเขาไปทำงานให้บริษัทพวก..เกี่ยวกับอาวุธน่ะเซน ดูสิเป็นผู้หญิงแต่ทำอะไรแปลก” คนเป็นแม่ลูบหัวลูกสาวคนเดียวก่อนจะส่งยิ้มให้คนทั้งสาม “เอาละ มากินขนมกันดีกว่า แม่เพิ่งทำเสร็จ”

 

เซนขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อคุณนายแอนแนะนำลูกสาวของเธอเสร็จก่อนจะเดินไปยกเค้กก้อนใหญ่มาวางลงบนไม้ขนาดสี่ที่นั่ง นัยน์ตาของเซนยังคงละจากใบหน้าของหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับเขา เขาดูคุ้นเคยกับใบหน้าของเธอเหลือเกินเพียงแต่คิดไม่ออกเท่านั้นว่าเคยเจอกันหรือไม่

 

แอนบอกว่าเจมม่าทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับอาวุธ ถ้าหากไม่ได้ทำงานให้กับ ML-121 ก็คงไม่พ้น PayneHR-13 ของเพย์นกับฮอแรนแน่นอน แต่ไม่ว่าเธอจะทำงานให้กับใครมันก็ไม่ปลอดภัยสำหรับเขาทั้งนั้น บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะพาเอาชีวิตที่แสนสงบของเขาไปจากเขาหรืออาจจะพาเอาอันตรายมาหาเขาก็ได้

 

 

 

“แฮซอยู่ไหม” น้ำเสียงติดห้วนของชายข้างบ้านที่เซนไม่เคยคิดจะชอบหน้าเขาเลยดังขึ้นพร้อมกับร่างที่สูงน้อยกว่าเขาเดินมาหยุดลงตรงหน้าเขาไว้ เงาของชายคนนั้นทาบลงบนกระดานวาดภาพของเซนจนคนที่ถูกรบกวนต้องเงยหน้าขึ้นมอง

 

“ไม่รู้” เซนตอบตามจริงก่อนจะขยับตัวเพื่อรับแสงสว่างธรรมชาติเพื่อใช้ในการวาดรูป แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังตามมา

 

“รู้หรอกว่านายรู้ บอกมา”

 

“ไม่รู้หรอก ไม่ได้คุยกันตั้งแต่เช้าแล้ว”

 

“ทำไมไม่คุย”

 

“ไม่เจอ แฮซเขาออกจากบ้านไปแล้วตั้งแต่เช้า”

 

“คงเบื่อหน้านาย”

 

“อาจจะแบบนั้น” เซนตอบรับโดยไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากรำคาญชายใบหน้าแหลมเล็กและผมเผ้าที่เหมือนไม่ได้เซ็ตมาหลายวัน นัยน์ตาสีฟ้าเหมือนลูกแก้วกรอกไปมาดูไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่และประการสำคัญที่ทำให้เซนไม่อยากไปยุ่งกับเขาก็เพราะ.. เขาคือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเซนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

 

“กวนตีนหรอมาลิค” กระดานวาดรูปโดนดึงไปจากมือ “โอโห้ฝีมือไม่เลวนิ ลาออกจากขายปืนมาวาดรูปขายดีกว่าไหม”

 

“คิดอยู่” เซนตัดบทก่อนจะดึงกระดานคืนมาแล้วหยิบอุปกรณ์วาดรูปแล้วกวาดสายตาหาที่สงบที่อื่นหรือที่ไหนก็ได้ที่ผู้ชายอย่างลูอี ทอมลินสันจะตามไปไม่ได้ นับตั้งแต่วันแรกที่เจอผู้ชายคนนี้ชีวิตที่แสนจะปกติสุขของเซนก็ค่อยๆหายไปและแทนที่ด้วยความน่ารำคาญของอดีตเพื่อนร่วมสถาบันแทน

 

ลูอีมักมาที่บ้านของแฮซบ่อยๆหลังจากเขาย้ายกลับมาจากนิวยอร์คได้ 2 อาทิตย์หรือหลังเซนมาราวๆสามสี่วัน นั่นนับเป็นเรื่องโชคร้ายเรื่องแรกที่เซนได้เจอ

 

“ใช่สิ เพราะอยู่ไปก็คงทำบริษัทของพ่อเจ๊งอยู่ดี” การเดินหนีลูอีคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่เพราะยิ่งหนีก็เหมือนยิ่งทำให้ลูอีได้ใจ เสียงพูดยังคงเจื้อยแจ้วตามหลังเซนมา “ฉันเพิ่งไปอ่านข่าวมาเมื่อเช้า เขาบอกว่ายัสเซอร์กำลังจะเลื่อนพี่สาวนายให้มานั่งเก้าอี้ซีอีโอแทนนาย น่าสมเพสนายจริงๆเซน นี่คงรู้ละซิว่าจะโดนเฉดหัวแบบนี้เลยชิงหนีมาก่อน ฉลาดใช่เล่นเลยนะ”

 

เซนถอนหายใจก่อนจะหยุดเดิน “ถ้านายยังได้ติดต่อกับโดนิยาก็ฝากบอกพี่ด้วยแล้วกันว่าขอแสดงความยินดีด้วย พี่ชอบทำงานบริหาร”

 

“ตอแหล”

 

“แล้วแต่จะคิด” เซนไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบต่อปากต่อคำกับใคร โดยเฉพาะกับคนอย่างลูอี

 

“แล้วรู้อีกเรื่องหรือยัง..”

 

“อะไรอีก”

 

“เลียมกับไนออลกำลังจะเปิดตัวสาขาย่อยของบริษัทในเอเชีย พวกมันฝากมาเชิญแกน่ะ ถ้าแกไม่ไป... ไนออลบอกว่าอาจจะเปลี่ยนไปชวนวาลิยาแทน” รอยยิ้มแบบที่เซนรู้จักมันดีค่อยๆถูกป้ายลงบนผู้ชายที่ใครๆก็บอกกันว่าเป็นคนร่าเริง สดใส ที่ริมฝีปากของลูอีมีรอยยิ้มประดับไว้แต่ไม่ใช่ที่ดวงตาและเจตนา

 

มือที่ถือดินสอไว้ถูกบีบจนแน่น “อย่ายุ่งกับน้อง”

 

“แกก็ควรจะไป”

 

“ทำไมฉันต้องไป ตอนนี้ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมาลิคแล้ว อีกอย่างคนที่พวกมันควรจะเชิญน่าจะเป็นพ่อ ไม่ก็พี่สาวของฉันมากกว่า มันไม่เกี่ยวกับวาลิยา”

 

“เด็กนั่นหลงไนออลจะตาย ถ้าไนออลบอกให้ไปตายมันก็คงจะไป”

 

“พ่อกับแม่ไม่ปล่อยให้วาลิยาไปแน่”

 

“แล้วใครจะให้พ่อกับแม่นายรู้ละ ทำอะไรลับหลังผู้ปกครองมันสนุกจะตายไป เหมือนตอนที่เรียนยูไง นายคงจำได้” ทิ้งท้ายไว้เท่านั้น ลูอีก็เดินจากไป

 

 

 

ผักโขมอบชีสสูตรออแกนิกส์ฝีมือคุณนายแอนถูกยกออกจาเตาอบ มันส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเด็กน้อย(ในสายตาคุณแม่)ที่กำลังนั่งรออยู่รอบๆโต๊ะอาหาร ผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มแลบลิ้นเลียรอบริมฝีปากอย่างลืมอาย นัยน์ตาสีเขียวของน้องชายหล่อนก็จ้องไปยังถาดสีขาวในมือแม่ครัวประจำบ้านอย่าปิดไม่อยู่ ถ้าจะมีใครบางคนที่สำรวมอาการที่สุดก็คงไม่พ้นลูกชายคนล่าสุดของบ้านที่ทำเพียงนั่งมองเฉยๆ ถึงแม้ว่าท้องจะเริ่มเรียกร้องให้หาอะไรยัดใส่กระเพาะเดี๋ยวนี้

 

Thanks god!” เจมม่าแตะมือลงบนหน้าผากและไหล่ขวาซ้ายก่อนจะแย่งถาดสขาวขนาดใหญ่ในมือของแอนมาวางลงบนโต๊ะ “น่ากินมากเลยแม่”

 

“ผมว่าผมกินมันครั้งล่าสุดเมื่อสองสามเดือนก่อนที่มาเยี่ยมแม่ แล้วพี่ก็แย่งผมกินหมดเลย” คนถูกแย่งของโปรดโอดครวญอย่างน่าสงสาร ก่อนจะใช้ช้อนตักผักโขมอบชีสในถาดแล้วยกขึ้นเพื่อมองชีสที่ยืดตัว “สวรรค์สุดๆ”

 

“อย่าเล่นของกินแฮซ” แอนตีมือลูกชายคนเล็กเบาๆ แฮร์รี่หัวเราะออกมาก่อนจะยัดช้อนเข้าปากไม่ต่างจากเจมม่าที่ก้มหน้าก้มตากินจนลืมเถียงกับน้องชายคนโปรด “กินสิเซน ป้าทำตั้งเยอะ ทำเผื่อเราด้วย บอกเลยนี่สูตรเด็ดนะจ๊ะ หากินไม่ได้ง่ายๆ”

 

“ครับ” เซนหยิบช้อนเพื่อเอื้อมไปตัก

 

“แม่น่าจะใส่พริกไทยเยอะกว่านี้” เสียงของเจมม่าชะงักมือของเซนไว้

 

“มีพริกไทยด้วยหรือครับ” คนที่ดูเหมือนอาจจะอดกินถามด้วยเสียงเบาๆราวกับเด็กน้อย “ผมแพ้พริกไทยครับ อดชิมฝีมือแอนเลย” เซนวางช้อนลงที่เดิมก่อนจะส่งยิ้มให้แอน

 

“ตายแล้ว! ทำไมไม่บอกป้าละ งั้นเดี๋ยวป้าทำอย่างอื่นให้กินแล้วกัน”

 

“ไม่เป็นไรครับๆ เดี๋ยวผมไปทำเองก็ได้ แอนนั่งอยู่กับเจมม่าแล้วก็แฮซเถอะ เห็นว่าเจมม่าไม่ได้กลับมาบ่อยๆนิ อยู่คุยกันดีกว่าครับ” เซนลุกขึ้นและไม่ลืมส่งยิ้มให้เจ้าของบ้านทั้งสามคน “ผมขอยืมครัววันหนึ่งแล้วกันนะครับ”

 

ธรรมดาแล้วถ้าคนอย่างเซน มาลิคอยากกินอะไรก็เพียงแค่เดินเข้าครัวไปบอกแม่ครัวในบ้านให้ทำให้ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ไม่มีทางที่เขาจะไม่ได้ และนั่นคือหนึ่งข้อเสียที่เกิดเป็นคนของมาลิค... เขาทำอาหารไม่เป็นสักอย่าง แค่ไข่ดาวง่ายๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มจากอะไรก่อน แต่ที่ทำเป็นเก่งแล้วเดินออกมาเพราะอยากให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกันต่างหาก

 

 

“แล้วลูกจะกลับลอนดอนเมื่อไหร่เจมม่า” แอนถามลูกสาวคนเดียวของเธอหลังจากเซนเดินหายเข้าครัวไป

 

“คงอีกสักพักใหญ่ๆเลยค่ะแม่ ตอนนี้มีงานบางอย่างต้องเคลียร์ก่อน”

 

“ดีจังเลย เราจะได้อยู่ด้วยกันนานๆ แล้วลูกทำงานอยู่ที่ไหนนะ มากี่รอบแม่ก็จำชื่อบริษัทไม่ได้สักที”

 

PaynHR-13 ค่ะ” เจมม่าตอบพลางใช้ส้วมม้วนชีสสีเหลืองในจานเล่นแล้วค่อยยัดมันเข้าปาก “แม่น่าจะใส่ใจหนูบ้าง ไม่ใช่สนใจแต่ลูกชายคนสวยของแม่”

 

“แม่ก็สนใจหนูนะ เพียงแต่ชื่อมันจำยากเลยไม่อยากจำ” แอนหัวเราะเสียงดังเมื่อโดนลูกสาวประชดใส่ เจมม่าเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่ไม่ค่อยทำตัวให้เหมือนผู้หญิงทั่วไปเท่าไหร่ “ถ้าพ่ออยู่ก็คงดีใจมาก”

 

“ค่ะ ถ้าพ่ออยู่คงดีใจมากๆแล้วเราก็คงสบายกว่านี้มากๆ” อยู่ดีๆอากาศอิ่มก็เกิดขึ้นในกระเพาะอาหารจนต้องวางช้อนลง “แม่ต้องทำอะไรสักอย่างได้แล้วนะคะ”

 

“เจมม่า” แอนเรียกลูกสาวเสียงค่อย “เสียงดังไปแล้วลูกแมวจะตกใจนะรู้ไหม” มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบศีรษะของลูกสาวเบาๆ “แฮซเข้าไปดูเซนสิว่าทำอะไรอยู่ นานเกินไปแล้ว”

 

คนที่อุตส่าห์นั่งเงียบๆไม่มีปากมีเสียงถอนหายใจ “ให้พี่เข้าไปดูสิ”

 

“แฮร์รี่ สไตล์ส แม่บอกให้เข้าไป”

 

“ครับ!

 

แฮร์รี่เปิดตากว้างเมื่อเห็นเซนกำลังก้มเช็ดพื้นที่เต็มไปด้วยคราบลื่นขอน้ำมัน กระทะที่น่าจะเป็นผู้เคราะห์ร้ายวางอยู่ไม่ไกลจากตัวเขานัก

 

“นายทำอะไรของนาย” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เพราะตอนนี้ครัวของเขามันยิ่งกว่าหายนะเสียอีก มองไปทางขวาจานกระเบื้องสีดำแตกกระตาย

 

“อย่าเดินเข้ามานะ มันลื่น” เซนร้องห้าม แฮร์รี่หยุดฝีเท้า “ไปหาแอนเถอะ เดี๋ยวฉันทำความสะอาดให้ รับรองว่าสะอาดแน่ๆ”

 

คนโดนไล่ยืนชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะหันหลัง มันก็ควรจะเป็นอย่างที่เซนบอก มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องไปดูแลรับใช้เซนอีกต่อไปแล้ว ที่ทนรับใช้มาเกือบสองปีมันก็มากพอแล้ว

 

รับใช้หรอ...

 

เขาเคยรับใช้เซนด้วยหรอ...

 

เซนมาลิคเคยเอ่ยปากใช้เขาด้วยหรือ นั่นคือสิ่งที่ลอยเข้ามาในหัว เหมือนโลกกำลังหมุนย้อนกลับ ภาพเหตุการณ์ต่างๆในหัวลอยกลับเข้ามา แทบจะไม่มีครั้งไหนเลยที่เซนเอ่ยปากใช้เขาเหมือนที่เจ้านายทำกับลูกน้อง

 

ไม่มีการขึ้นเสียงใส่ ไม่มีการตะคอกหรือพาลเอาความโกรธมาลงที่เขาเวลาที่เขาทำงานพลาดซึ่งเกิดขึ้นหลายๆครั้ง และทุกครั้งเรื่องม่สำเร็จเขาไม่เคยถูกทำโทษสักครั้งจากเจ้าของชีวิตของทุกคนในมาลิค ยัสเซอร์ไม่เคยได้ลงโทษเขาเลยสักนิด หากจะมีใครที่โดนลงโทษก็คงไม่พ้นคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดคราบน้ำมันบนพื้นนั่นแหละ

 

ครั้งแรกที่ตั้งใจทำงานพลาดคือการส่งยอดสั่งซื้อเกินจำนวนไปให้ทางฝ่ายผลิต ครั้งนั้นมาลิคเกือบล้มจมเพียงเพราะเลขศูนย์ที่เกินไปหนึ่งตัว เขาจำได้ว่ายัสเซอร์โกรธมาก ประกาศทั่วห้องประชุมว่าไม่เกินสองวันเตรียมตัวให้แม่มารับศพเขาไปได้ แต่ใครอีกคนก็ยกมือขึ้นก่อนจะบอกว่าเป็นเขาเองที่พลาด

 

ผมไม่ได้อ่านยอดครับ คิดว่าน่าจะถูกแล้วเลยส่งให้ฝ่ายผลิตเซนในวัยยี่สิบสามลุกขึ้นเอ่ยขณะที่สายตาของคนเป็นพ่อจ้องมาที่ตัวเขาราวกับจะฆ่าเสียตอนนั้น

 

ไอลูกโง่ แฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ถูกปาใส่หน้าของเซนอย่างแรงต่อหน้าพนักงานทั้งบริษัท พนันได้ว่าคนถูกกระทำคงอายไม่น้อย

 

ขอโทษครับ

 

แต่ว่านั่นยังถือว่าเป็นโชคดีของ ML-121 ที่มีลูกค้าจากประเทศแถบตะวันออกกลางมีออร์เดอร์เข้ามาอีกรอบพอดี กลายเป็นว่ามาลิคได้กำไรอย่างมหาศาสแทนที่จะล่มจมอย่างที่แฮร์รี่วาดฝันไว้ แต่เขาถือคติว่าโอกาสไม่ได้มีแค่หนเดียว...

 

บอกฉันมาว่าแกคงไม่ได้ยกเลิกสัญญาสั่งยืนกับพวกหวาง มือที่กำแน่นของยัสเซอร์บีบเข้าหากันก่อนจะเหวี่ยงออกไปยังใบหน้าของลูกชายคนเดียว คนที่ยืนมองอยู่ด้านหลังต้องพยายามกลั้นยิ้มอย่าสุดความสามารถ

 

เซนไม่ได้ยกเลิกสัญญากับมาเฟียรายใหญ่ของจีนหรอก แต่เขาแค่ไปเซ็นสัญญาไม่ทันต่างหากจนพวกหวางยกเลิกสัญญาไปเอง

 

ครับ

 

เซน! ฉันจะทำยังไงกับแกดี ทำยังไงกับไอตัวชิบหายอย่างแก

...

 

บอกฉันมาว่าทำไมแกถึงไม่ได้เซ็นสัญญากับหวาง

 

แฮร์รี่กลืนน้ำลายดังอึกเมื่อเซนหันมามองเขาเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปหายัสเซอร์

 

ผมเห็นว่าถ้าเราจะทำธุรกิจกับพวกหวางมันไม่ถูกต้อง พวกนั้นค้าอาวุธเถื่อน ขายให้พวกก่อการร้ายในเอเชีย เราไม่ควรเขาไปยุ่งด้วยเพราะถ้าตำรวจสืบหาว่าใครขายอาวุธให้พวกมัน เราอาจจะโดนหางเลขไปด้วยเซนโกหกคำโต แฮร์รี่ยืนมองคนที่กำลังโกหกอยู่ดวงตาที่เบิกกว้าง

 

แล้วไง ถ้ามันสืบมาได้เราก็บอกไปสิว่าไม่รู้เรื่อง อย่าโง่ให้มากนัก

 

แฮร์รี่พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะหันหลังกลับไปมองคนที่พยายามเช็ดคราบน้ำมันบนพื้นด้วยความมุ่งมั่น “มัมต้องใช้น้ำยาล้างจานล้าง ไม่งั้นต่อให้เช็ดให้ตายมันก็ไม่ออกหรอก”

 

“หรอ แล้วน้ำยาล้างจานอยู่ไหนละ” เซนเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังยืนค้ำหัวตัวเอง

 

“ข้างๆที่ล้างจาน” แฮร์รี่ชี้ไปยังน้ำยาทำความสะอาดที่ตั้งอยู่ห่างจากเซนพอสมควร “เดี๋ยวหยิบให้”

 

“ไม่ต้อง เดี๋ยวลื่น” เซนรีบลุกขึ้นก่อนจะเดินไปหยิบเอาน้ำยาล้างจานมาราดลงบนพื้นแล้วใช้ผ้าเปียกค่อยๆถูกมันออก “ไปข้างนอกสิ” เอ่ยปากไล่คนที่ยังยืนนิ่ง

 

“เดี๋ยวช่วย” แฮร์รี่เดินไปเก็บเศษจานกระเบื้องบนพื้น “ถ้านายให้แม่เข้ามาทำกับข้าวให้ป่านนี้ก็คงอิ่มไปแล้วเซน”

 

“ฉันเกรงใจแอนนิ อีกอย่างเจมม่ากับนายไม่ได้กลับบ้านทุกวันสักหน่อย อยู่คุยกันไปดีกว่า”

 

“อือ” แฮร์รี่กวาดเอาเศษจานใส่ถุงขยะก่อนจะเดินไปหยิบผ้ามาช่วยเซนเช็ดพื้น  “ความจริงนายไปนั่งคุยกับแม่ก็ได้นะ เดี๋ยวฉันทำเอง”

 

“ไม่เป็นไรคุณลุงเคยบอกว่าใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ทำ ฉันทำกระทะตก ฉันก็ต้องเช็ดคราบน้ำมัน”

 

“แต่ตอนที่อยู่ที่มาลิค นายไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องรับผิดแทนฉัน” คำถามที่วนเวียนในหัวตลอดสองปีต้องการคำตอบในตอนนี้

 

“เพราะฉันกำลังรับผิดชอบไง”

 

“แต่นายไม่ได้ทำผิด”

 

“นายแน่ใจในสิ่งที่พูดหรอ ว่าฉันไม่ได้ทำผิด” เซนทิ้งผ้าในมือก่อนจะสบตากับคนที่จ้องเขาอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว แฮร์รี่เงียบไป... มาลิคผิดเสมอ นั่นคือสิ่งที่แม่ปลูกฝังให้เขาตั้งแต่จำความได้

 

“ครั้งแรก ฉันเป็นคนส่งยอดผิดเอง ส่วนอีกครั้ง.. ฉันเป็นคนพานายหลงจนไปเซ็นสัญญาไม่ทัน แล้วไหนคือความผิดของนาย”

 

“ผิดสิ ฉันผิดที่ทำให้นายต้องทำแบบนั้นไง”

 

 

 

 

 

:::

เค้นบทที่ 2 มาส่งแล้วค่ะ ฮือออออ

โอยตัวละครมาเยอะเรื่อยๆ เบ้นก็เริ่มเบลอขึ้นเรื่อยๆแล้วค่ะ ตอนนี้ขอลาไปก่อนเจอกันตอนหน้าค่ะ

ใครอ่านแล้วชอบก็อย่าลืมติชมกันด้วยนะคะ TT ไปเวิ่นที่ #AmanZarry ก็ได้นะคะ

ปล.นังแทนเม้นด้วย อัพแล้ว!

O W E N TM.

9 ความคิดเห็น

  1. #9 mook (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:41
    ไม่แต่งต่อแล้วหรอ

    อยากอ่านต่ออ่ะ

    รออยู่น่า
    #9
    0
  2. #8 Rainbow_Jang (@bovy30) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 21:25
    ของนอก รอตอนต่อไปค่ะ
    #8
    0