[Yaoi - จบแล้ว] ขอประกาศศักดาข้านี่แหละคือพระเอก!

ตอนที่ 5 : ประกาศครั้งที่ 4 อยู่กับคนงาม ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ตา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,073 ครั้ง
    14 ต.ค. 62

ประกาศครั้งที่ 4 อยู่กับคนงาม ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ตา)


การประชุมดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด โชคดีที่นอกจากเรื่องใหญ่อย่างการตั้งป้อมปราการและหาที่อยู่ใหม่ให้กับประชาชนผู้น่าสงสารแล้ว ก็มีแต่รายงานเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาสามารถแก้ปัญหากันเองได้ ผมแค่ฟังแล้วตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น


ผมคิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่ง อย่างน้อยสายตาที่เคยมองแบบไร้ความเคารพนับถือก็มีประกายแห่งความชื่นชมบ้าง แม้แต่พระชายาตัวดีทั้งสองก็ไม่ได้ใช้สายตากึ่งดูถูกระคนเหยียดอีกต่อไป


แต่ก็เปลี่ยนเป็นมองว่าผมคือสัตว์ประหลาดแทนละนะ...


ผมรู้ว่าตัวเองนั้นต่างจากมาร์ลันปกติไปไกลแล้ว แต่ช่างหัวมัน! ขืนผมทำตัวเหมือนมาร์ลันในนิยายก็มีแต่จะพาตัวเองตายอนาถเท่านั้น! ผมต้องเปลี่ยนแปลงและเริ่มก้าวแรกที่จะมูฟออนจากหายนะนั้นเสียที


ถึงผลงานในวันนี้จะไม่คืบหน้าในการเป็นโอดินที่ดี และอาจต้องพิสูจน์ตัวเองอีกเยอะกว่าจะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากทุกคน แต่เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย ผมมีบทเรียนมาก่อนแล้วตอนขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย ฉะนั้นขึ้นเป็นโอดินก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักหรอก


แถมเทพที่นี่ก็ดูเป็นมิตรมากกว่าลูกน้องในโลกเก่าเยอะ อันนั้นต้องสั่งสอนด้วยกำปั้นและลูกปืนไปหลายยกกว่าพวกมันจะยอมสยบแทบเท้าผมได้


ทว่าที่นี่ร่างของมาร์ลันอ่อนแอ ใช้รูนก็ไม่ได้ อาวุธมีแต่ของโบราณใช้ไม่เป็น เกรงว่าไปหวดกำปั้นสั่งสอนเหล่าเทพ ผมอาจจะถูกฆ่าตายได้ ฉะนั้นต้องเลือกใช้สันติวิธีด้วยการพูดคุยและทำความสนิทสนมกับพวกเทพเยอะๆ ถึงจะดีที่สุด


ดีอีกอย่างที่การออกว่าราชการจะทำทุกๆ สี่วัน เว้นแต่ว่ามีเรื่องด่วนขึ้นมาจึงจะมีการเรียกประชุมฉุกเฉิน ฉะนั้นก่อนจะถึงวันออกว่าราชการครั้งต่อไป ผมยังพอมีเวลาพักผ่อนบ้าง... แม้ว่าความจริงแล้วเวลาแต่ละวันหมดไปกับการเรียนก็เถอะ


พอผมหายดี บรรดาอาจารย์ก็แห่กันมา เนลโลที่ปกติเชื่อฟังคำสั่งเจ้านายเสมอ กลับเข้มงวดในเรื่องการเรียนมาก ไม่ยอมให้หยุดเรียนหากว่าไม่ได้ป่วยหนักหนาสาหัส ผลก็คือผมต้องเรียนวิชาต่างๆ ทุกวัน วันละสามวิชาจนหัวสมองจวนจะระเบิดอยู่แล้ว!


ผมไม่ชอบเรียนแค่ไหน มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ทำให้อยากเรียนมากขึ้น ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะเป็นแนวแฟนตาซี แต่ผมเป็นพวกอยู่กับโลกความจริงและวิทยาศาสตร์ บางครั้งเนื้อหาพวกนั้นมันก็มาตีในสมองอยู่เรื่อย ยกตัวอย่างเช่นพวกโชคลาง เจอก้อนเมฆสีเทาลอยอยู่เหนือปราสาทอาจารย์สอนว่ามันคือลางหมายถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่สำหรับผมแล้วมันคือกลุ่มก้อนของเมฆฝนมากกว่า...


หรือการที่มีสัตว์มาตายตรงหน้าประตูหรือหน้าต่างบ่งบอกว่าวันนี้จะพบโชคร้าย แต่ผมคิดว่าที่สัตว์มาตายตรงนั้นเพราะถูกบรรดาสัตว์เลี้ยงคู่ใจของผมเล่นงานมากกว่า หน้าประตูมีเฟรคิและเกรี หน้าต่างมีมูนินและฮูกิน พวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงที่ภักดีแม้แต่จิ้งจกก็ไม่ยอมให้ล่วงล้ำเข้าห้องประมุขเทพได้ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโชคร้ายนั่นเลย


ถึงกระนั้นผมก็ต้องทนเรียนสิ่งเหล่านี้เพื่อสั่งสมความรู้ ยังไงรู้ไว้ย่อมดีกว่าไม่รู้ ถึงผมจะแอบผล็อยหลับบ้างก็เถอะ ใครให้อาจารย์พวกนั้นสอนได้น่าเบื่อกันล่ะ


ถึงอย่างนั้นเหล่าอาจารย์ก็ไม่ได้ทรมานผมมากนัก นอกจากช่วงทานข้าวเช้า ข้าวเที่ยงและข้าวเย็นแล้ว เมื่อช่วงบ่ายที่อาซราแวะมา พวกอาจารย์จะพักเว้นให้อีกหนึ่งชั่วโมง จนตอนนี้ผมอยากให้อาซรามาหาทุกวันเลย!


“ถวายบังคมฝ่าบาท”


อาซรายังคงวางตัวงามสง่าเช่นเคย ถึงจะเหมือนตุ๊กตาที่ไร้อารมณ์ไปหน่อย แต่เพราะรูปงามผมจึงให้อภัยทุกครั้ง มีอาหารตาอยู่ตรงหน้าทั้งทีจะอารมณ์เสียอยู่ได้ยังไงกันเล่าจริงไหม?


“นั่งเลยๆ” ผมเชื้อเชิญเหมือนกับทุกครั้ง เพราะถ้าไม่อนุญาตให้นั่ง อีกฝ่ายก็จะยืนเป็นท่อนไม้อยู่อย่างนั้นแหละ “วันนี้ข้าให้ครัวหลวงทำแซนด์วิชมาให้ เจ้าน่าจะชอบ”


อยู่ไปนานๆ เข้าบางทีผมก็เอียนอาหารมันๆ พวกนั้นอยู่บ้าง จึงต้องคิดสูตรอาหารต่างๆ ไปให้คนครัวทำ อย่างแซนด์วิชที่เอาเนื้อกับผักมาสอดไส้หั่นเป็นชิ้นๆ พอดีคำ นี่ว่าถ้าที่นี่มีข้าวและใบกะเพราผมอาจจะให้พวกคนครัวทำผัดกะเพราแล้วนะ


“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”


ตอนที่อาซราหยิบขึ้นมากิน เจ้าตัวก็ค่อยๆ ละเลียดชิม ท่วงท่ากิริยาชวนมองประกอบกับแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา คนตรงหน้าราวกับเป็นประติมากรรมมีชีวิตที่เปล่งประกายได้อย่างไรอย่างนั้น


อื้อหือ อาหารตา ได้เห็นของสวยๆ งามๆ ผมรู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาทันที ผมจ้องมองอีกฝ่ายตาค้าง มือก็ไม่ว่างเว้นหยิบแซนด์วิชยัดเข้าปากในคำเดียวจนแก้มตุ่ย


“ทรงมองกระหม่อม... มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”


เพราะผมจ้องแบบเปิดเผยไปหน่อย อาซราจึงรู้สึกตัวและถามออกมา ผมโปรยรอยยิ้มหวาน


“ก็แค่จ้องมองคนงามน่ะไม่ได้หรือ?”


“แคกๆ!”


คนไอหาใช่คนที่นั่งกินของว่าง แต่กลับเป็นเนลโล เพราะไม่เคยเห็นเจ้านายปากหวานมาก่อนจึงได้ตกใจสำลักน้ำลาย


ทว่าอาซรากลับมีปฏิกิริยาแปลกกว่า ทั้งที่ชมไปแล้วน่าจะมีเขินอายบ้าง เจ้าตัวเพียงยิ้มรับน้อยๆ เท่านั้น


“หากทรงชมชอบก็เชิญทอดพระเนตรได้ตามสบายพ่ะย่ะค่ะ”


“จริงนะ? งั้นข้าไม่เกรงใจนะ”


จะหยอดทั้งทีต้องไปให้สุด ดูสิว่าถ้าผมจ้องและอมยิ้มไปด้วย อีกฝ่ายยังไร้ปฏิกิริยาได้อีกไหม!


อาซราเห็นผมจ้องจริงจังขนาดนั้น ดวงตาสีแดงสะท้อนประกายแปลกใจอยู่บ้าง แต่เจ้าตัวไม่ได้ตำหนิหรือว่าอะไร เพราะในเมื่ออนุญาตไปแล้วจะมากลับคำภายหลังคงไม่ดีเท่าไหร่


ผมจ้องต่อไปอย่างไม่ลดละ มองท่าทางการกินของอาซราความสงสัยหนึ่งก็ผุดขึ้น


“แซนด์วิชรสชาติเป็นยังไงบ้าง?”


ผมเห็นอีกฝ่ายเคี้ยวๆ แล้วกลืนโดยไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเลย หรือว่าแซนด์วิชนี่ก็ไม่ถูกปาก?


“อร่อยพ่ะย่ะค่ะ” อาซราตอบเสียงเรียบ


“งั้นหรือ แต่เจ้าไม่เห็นมีความสุขเวลากินก็เลยคิดว่าไม่ชอบเสียอีก” ผมว่าพลางเท้าคางลงกับโต๊ะด้วยความเบื่อหน่าย


อาซรามองคู่สนทนาตาปริบๆ “ไม่ใช่ว่าเวลากินอาหารจะต้องทำตัวให้เรียบร้อยหรือพ่ะย่ะค่ะ กินอย่างมีความสุขนี่มันทำยังไงกัน?”


ผมลืมเรื่องที่อาซราถูกอบรมสั่งสอนกลายเป็นหุ่นยนต์ไปเลย ให้ตายสิ ถึงอีกฝ่ายจะวางตัวได้สมบูรณ์แบบก็เถอะ แต่มันทำให้กลายเป็นคนที่น่าเบื่อไปด้วยนะ


ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมมาร์ลันถึงไม่ค่อยปลื้มอาซรา ถ้าต้องอยู่กับคนแบบนี้ทั้งวันถึงจะรูปงามแต่คงมีเฉากันบ้างแหละ


“ข้าถามจริงๆ นะ ไม่อึดอัดเหรอที่ต้องวางตัวให้สมบูรณ์แบบน่ะ ถ้าจะทำเพื่อออกงานสังคมข้าไม่ว่าหรอก แต่ในวังที่เป็นบ้านของตัวเองน่ะ รู้จักผ่อนคลายหน่อยก็ดีนะ ทางที่ตึงเกินไปสักวันเจ้าอาจจะเป็นบ้าได้”


ผมเตือนด้วยความเป็นห่วงและหวังดี อาซรายังหนุ่มแน่นผมไม่อยากให้ความเครียดพวกนี้มาทำลายความงามของอีกฝ่าย สาวๆ ชอบบอกไม่ใช่เหรอว่าการพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดคืออุปสรรคของความงามน่ะ


“ตึงเกินไปเหรอ...” อาซราทำหน้าเหมือนจะใคร่ครวญตามคำแนะนำของโอดิน “พระองค์อยากให้กระหม่อมผ่อนคลายงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“เอ่อ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าข้าต้องการหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับตัวเจ้าต่างหากเล่า” ผมห่อไหล่ด้วยความเซ็ง อีกฝ่ายดันไม่อยากทำเพื่อตัวเองแต่กลับจะทำเพื่อผมซะอย่างนั้น “เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ต่อหน้าข้าหรือคนสนิทจะปล่อยตัว ทำตามใจตัวเองบ้างก็ได้ ไม่ต้องเคร่งครัดกับตัวเองมากขนาดนั้น”


ลงทุนพูดขนาดนี้แล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจ ผมมองอาซราพลางจับสังเกตสีหน้าไปด้วย คราวนี้คนตรงหน้าเหมือนจะคลายหัวคิ้วที่มุ่นลงหน่อยแล้วว่า


“กระหม่อมจะนำคำของฝ่าบาทไปคิดและปรับปรุงตัวพ่ะย่ะค่ะ”


“ตามใจเจ้า”


บางทีคำสั่งสอนนั่นคงฝังรากลึกไปแล้ว จะให้เปลี่ยนปุบปับทันทีก็คงไม่ได้ ไม่เป็นไรยังมีเวลาเหลือเฟือเพียงพอให้อาซราได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง


ก็จนกว่าโลกิจะโตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มนั่นแหละ


ทันใดนั้นอาซราก็วางถ้วยฟิก้าลง พอมองไปก็พบว่าดื่มจนหมดแล้ว เนลโลจะมารินให้ใหม่แต่อีกฝ่ายยกมือปฏิเสธ ไม่ใช่แค่นั้นเจ้าตัวไม่แตะต้องแซนด์วิชที่ยังมีเหลือในจานอีกด้วย


ผมกินของว่างกับอาซราบ่อยจึงเข้าใจดีว่าหมายความว่ายังไง


“อิ่มแล้วเหรอ?”


“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยสำหรับของว่างในวันนี้พ่ะย่ะค่ะ”


แถมเจ้าตัวยังไม่ลืมขอบคุณเหมือนทุกทีด้วย


ผมยิ้มละเหี่ยใจ “บอกแล้วว่าไม่ต้องขอบใจ เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกเกรงใจเสียทีนะ”


ก็รู้ว่ามารยาทดี แต่ผมอึดอัด! ท่าทีห่างเหินประหนึ่งเป็นคนอื่นคนไกลแบบนี้มันทำให้คนที่ต้องการสนิทสนมด้วย ท้อแท้นะรู้เปล่า!?


“กระหม่อมแค่ขอบคุณสำหรับอาหารว่างดีๆ ที่พระองค์มอบให้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ดีตรงไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”


อาซรายังไม่เข้าใจ เห็นดังนั้นผมจึงเลิกต่อความยาวสาวความยืด ผมจะรีบร้อนไปทำไมนี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ค่อยๆ ใช้เวลาด้วยกันคงมีสักวันเองแหละที่เจ้าตัวจะสนิทกับผมมากพอจนไม่จำเป็นต้องขอบคุณอย่างเกรงใจเช่นนี้อีก


“ช่างเถอะๆ เจ้าอยากขอบคุณข้าก็ตามใจ” ผมยอมแพ้เรื่องการจ้องหน้าอีกฝ่ายแล้วเพราะหมดอารมณ์ จึงลุกขึ้นจะย้ายตัวเองไปที่โต๊ะทำงาน “จวนจะหมดเวลาพักของข้าแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ”


“เดี๋ยวก่อนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาที่นี่นอกจากมาถวายพระพรตามปกติแล้ว กระหม่อมยังมีเรื่องทูลขอพระราชทานอนุญาตด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


“หือ?” ปกติอาซราจะมานั่งฟังผมคุยเงียบๆ ครั้งนี้กลับมาขอ น่าแปลกใจจัง “อยากจะขอเรื่องอะไรล่ะ?”


อาซรายืดตัวขึ้น “มีขุนนางท่านหนึ่งส่งจดหมายเชิญกระหม่อมให้ไปอวยพรงานแต่งงาน เพราะฉะนั้นกระหม่อมจึงมาขอพระราชทานอนุญาตให้กระหม่อมออกไปข้างนอกพ่ะย่ะค่ะ”


เรื่องแบบนี้ต้องขอด้วยเหรอ?


เพราะผมทำหน้างงงัน เนลโลที่ยืนเงียบอยู่ข้างหลังมานานจึงก้มตัวลงมาบอก


“เหล่าพระชายาไม่สามารถออกไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบพ่ะย่ะค่ะ อันที่จริงไม่ใช่แค่พระชายาแต่เทพทุกองค์ในแอสการ์ดหากต้องการไปที่ไหนนอกดินแดนต้องมาขออนุญาตกับโอดินก่อนพ่ะย่ะค่ะ”


เพิ่งรู้ว่าผมเป็นหัวหน้าคุมนักโทษนะเนี่ย ผมฟังกฎระเบียบนั่นแล้วยกยิ้ม เหล่าพระชายาอยู่แต่ในวังไม่รู้สึกอึดอัดหรือไงนะ ถึงแม้ว่าที่นี่จะกว้างขวางมากๆ ก็เถอะ...


ผมลูบขอบถ้วยฟิก้า “เจ้าไปร่วมงานแต่งของใครล่ะ”


“บุตรชายของท่านเอริค ท่านเกิร์ดพ่ะย่ะค่ะ” อาซราตอบทันควัน


ใครหว่า? บอกชื่อมาโดยไม่มีตำแหน่งห้อยท้าย บางทีก็ไม่รู้นะว่าใครเป็นใครนะ


ผมทำหน้าสงสัยออกมาโจ่งแจ้ง อาซราจึงอธิบายให้ฟัง


“เขาเป็นเทพชั้นผู้น้อยในตระกูลวานีร์พ่ะย่ะค่ะ ท่านเกิร์ดเป็นหลานชายของท่านลุงของเทพเฟร์ย่าพ่ะย่ะค่ะ”


พูดง่ายๆ ก็ลูกพี่ลูกน้องนั่นแหละ ผมทำหน้าเบื่อหน่ายขณะหยิบแซนด์วิชอีกชิ้นเข้าปากเคี้ยวหยับๆ


“เป็นแค่เทพผู้น้อยแต่บังอาจเทียบเชิญฟริกกาเชียวเหรอ ต่อให้เจ้าเป็นเทพแห่งความรักและการแต่งงานก็เถอะ มันจะไม่มากไปหน่อยหรือไง”


เรื่องเจ้ายศเจ้าอย่างผมฟังอาจารย์พร่ำสอนจนจำได้แล้ว ถ้าว่ากันตามธรรมเนียม หากเฟร์ย่าได้รับเชิญก็ว่าไปอย่างเพราะถือเป็นเครือญาติกัน แต่อาซราไม่ใช่ญาติแถมยังมีตำแหน่งสูงเป็นถึงฟริกกาเทียบเท่าโอดิน ระดับอาซราจะไปร่วมงานได้ต้องเป็นงานแต่งของเหล่าเทพตระกูลเอซีร์และมีชื่ออยู่ในเทพนิยายนอร์สอย่างธอร์ บอลเดอร์ หรือเฮมดัลล์อะไรพวกนี้ด้วยซ้ำ


เทพชั้นผู้น้อยนั่นไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเสียบ้างเลย!


อาซรายิ้มที่เหมือนปั้นออกมาเต็มที “ตามกฎเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กับทางฝั่งท่านเอริคออกจะพิเศษอยู่สักหน่อย”


ผมเลิกคิ้วขึ้น “ยังไง?”


“เพราะท่านเอริคร่ำรวยที่สุดในตระกูลฝั่งวานีร์ ทั้งยังเคยช่วยจุนเจือท้องพระคลังให้กับพวกเราหลายครั้ง เขาจึง... มีสิทธิพิเศษเหนือเทพชั้นผู้น้อยอื่นๆ พ่ะย่ะค่ะ”


“เขาค่อนข้างมีอิทธิพลพอตัวในฐานะที่มีเงินทองมาก เทพหลายองค์ยังต้องให้เกียรติเขาครึ่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” เนลโลช่วยเสริม


มีอย่างนี้ด้วย!? ต่อให้ฐานะต่ำแต่ร่ำรวยก็ถือว่ามีศักดิ์สูงขึ้นมาได้สินะ เหลือเชื่อเลย!


“นี่เรายากจนถึงขนาดต้องให้ขุนนางชั้นผู้น้อยป้อนเงินให้เลยเหรอ” ผมฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิด ทั้งไม่ชอบใจเข้าไปใหญ่เมื่อเอริคบ้าบอนั้นเอาเงินซื้ออำนาจ “สงสัยคงต้องได้เวลาจัดการกับบัญชีแล้วสิ”


“เงินในท้องพระคลังหมดไปกับการทำสงคราม กระหม่อมจึงคิดหาทางนำเงินมาเติมเต็มให้มากที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” อาซรากล่าวอย่างเอาการเอางาน “ด้วยเหตุนี้กระหม่อมจึงต้องไป อย่างน้อยก็ขอให้มีเงินสนับสนุนจากทางท่านเอริคบ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี”


ที่แท้เงินร่อยหรอเพราะสงครามนั่นเอง... ก็พอเข้าใจได้อยู่นะ แต่เจ้าของท้องพระคลังอย่างผมกลับไม่พอใจเท่าไหร่


“รู้สึกเหมือนเสียศักดิ์ศรีชะมัด นี่เราต้องไปอยู่ใต้เท้าของขุนนางพรรคนั้นหรือเนี่ย หึ” ผมแค่นเสียงประชดประชัน


“บางครั้งเราต้องยอมถอยให้ก้าวหนึ่งเพื่อรักษาส่วนรวมนะพ่ะย่ะค่ะ” อาซราเอ่ย เขามองผมอย่างเข้าใจความรู้สึก


บางทีอาซราผู้ทำตนเป็นฟริกกาสมบูรณ์แบบก็คงขัดแย้งในใจเหมือนกันที่ต้องยอมก้มหัวให้เทพชั้นผู้น้อย แต่ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับการเงินในวังผมจึงได้แต่ถอนหายใจ มันไม่มีทางเลือกจริงๆ


“เอ้า ก็ได้ ถ้าเจ้าต้องการจะไปก็ตามสบาย”


อาซรามีสีหน้าโล่งอกขึ้น “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”


“แต่ว่า” ผมขัดขึ้นมา มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้าจะไปงานแต่งนี้กับเจ้าด้วย”


คำกล่าวของผมทำเอาอาซรากับเนลโลตะลึง ก่อนที่ฟริกกาจะเป็นฝ่ายถามขึ้นมา


“ทำไมพ่ะย่ะค่ะ หรือฝ่าบาทไม่วางใจ...” ท่อนท้ายเสียงของอาซราเป็นกังวล


“ไม่เลยๆ ข้าก็แค่อยากจะเห็นหน้าเอริคที่ว่านั่นเสียหน่อยน่ะ” ผมรีบปฏิเสธก่อนที่อีกฝ่ายจะคิดว่าไม่มั่นใจในความสามารถของฟริกกา


“ถ้าทรงอยากเห็นหน้าก็เรียกท่านเอริคได้ทุกเมื่อนี่พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรคำสั่งของโอดินก็ถือว่าใหญ่ที่สุด” เนลโลออกความเห็น


“จะเรียกมาด้วยเหตุผลอะไรเล่า? บอกว่าแค่อยากเห็นหน้าเฉยๆ เนี่ยนะ ฝั่งนั้นคงได้คิดว่าข้าไปกวนประสาทเขาพอดี” ผมโคลงศีรษะ จากนั้นก็ยังยืนยันคำเดิม “ไม่รู้ล่ะ ข้าจะไปงานแต่งนี้ด้วย ข้ากับอาซราเป็นคู่ชีวิตกัน จะไปด้วยกันก็ไม่เห็นแปลกเลยนี่จริงไหม”


อาซราลังเลเหมือนไม่เห็นด้วย “แต่ว่า...”


เห็นดังนั้นผมก็เอื้อมข้ามโต๊ะไปจับมืออาซราพร้อมกับยิ้มหวาน


“นะ?”


เจอแบบนี้เข้าอาซราก็กลายเป็นรูปปั้นหินเรียบร้อย


จากทางหางตาผมเห็นเนลโลไอเบาๆ แล้วเบือนหน้าไปอีกทาง แต่ผมก็เห็นหูที่แดงเรื่อลอดผ่านเส้นผมนุ่มเหมือนขนแกะนั้นได้


ไอ้ท่าทีเขินอายนั่นมันอะไร!? ก็แค่จับมือเฉยๆ เองนะ! อาซราก็แปลกจับมือแค่นี้กลับนิ่งสนิทไปเสียอย่างนั้น!


ผมยิ้มค้างอยู่นานมากจนเริ่มใจเสีย ผมมั่นใจว่าด้วยใบหน้าของมาร์ลันตอนยิ้มต้องงดงามแน่ๆ หรือมันจะใช้ไม่ได้ผลเหรอ?


อาซรารวบรวมสติกลับมาได้แล้วก็ตอบว่า “หากฝ่าบาทมีพระประสงค์ ผู้ใดก็ขัดขืนไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”


“ก็จริง แต่ข้าคงจะดีใจกว่า ถ้าเจ้า...” ผมลากเสียงยาว แล้วมองตาอีกฝ่ายอย่างจงใจ “บอกว่าดีใจที่ไปกับข้านะ”


ดวงตาสีแดงคู่นั้นสั่นไหวชั่วครู่ก่อนจะหายวับไป ในขณะที่เนลโลขยับถอยฉากราวกับจะปล่อยให้ทั้งสองได้สวีทหวาน แต่เรื่องอะไรผมจะยอมปล่อยให้ไปล่ะ ผมก็แค่ลองหยอกคำหวานใส่อาซราดูเท่านั้นเอง แต่คนตรงหน้าดันไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาเท่าไหร่เลยเนี่ยสิ หน้ายังตายด้านเหมือนเดิม


“จะไปไหนน่ะเนลโล เจ้าไปเตรียมชุดให้ข้าใส่ไปงานแต่งของท่านเอริคที ขอโทนสีม่วงอ่อนแล้วกัน และไม่ต้องหรูหราอลังการมาก ขอแค่ข้าเคลื่อนไหวสะดวกก็พอ”


ไม่รู้ว่าในงานจะเจออะไรบ้าง ผมขอเลือกชุดที่คล่องตัวดีกว่าชุดพิธีการที่ทั้งหนักและอึดอัด


“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


ผมกำลังจะปล่อยมือจากอาซรา แต่อีกฝ่ายกลับเป็นคนจับมือไว้ไม่ยอมปล่อย ผมมองฟริกกาตาปริบๆ แล้วก็เห็นรอยยิ้มที่ชวนให้ดวงตาพร่าลายเบื้องหน้า


“กระหม่อมมีความสุขที่ได้ไปพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”


พูดแค่นั้นเจ้าตัวก็ลุกขึ้นแล้วออกจากห้องไป ทิ้งผมให้นั่งอึ้งอยู่อย่างนั้น


ทั้งที่ผมเป็นฝ่ายไปหยอดเขาเองแท้ๆ แต่พออีกฝ่ายหยอดกลับบ้าง ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้กันนะ บัดซบ!


*****************************************


และแล้ววันแต่งงานของเทพชั้นผู้น้อยนั่นก็มาถึง ผมถูกเนลโลปลุกตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัว ตลอดทั้งเช้าข้ารับใช้คนสนิทพิถีพิถันกับการแต่งตัวมากเป็นพิเศษ รวมถึงทรงผมที่วันนี้เจ้าตัวลงทุนถักเปียเล็กๆ สองอันก่อนจะรวบเข้าเป็นหางม้าทำให้ดูดีไปอีกแบบ ส่วนชุดที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ก็เป็นสีม่วงอ่อนสมกับที่สั่ง ปักด้วยดิ้นสีเงินแซมเป็นระยะทำให้ดูไม่เรียบง่ายเกินไปนัก


“ฝ่าบาท หล่อเหลายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”


เนลโลเอ่ยชมไม่ขาดปากขณะมองผมยืนส่องกระจก ร่างของมาร์ลันเดิมทีก็ดูดีอยู่แล้ว พอแต่งองค์ทรงเครื่องเข้าหน่อยก็งดงามขึ้นไปอีก หุ่นเจ้าตัวไม่มีไขมันส่วนเกินแต่ก็ไม่ได้มีมัดกล้ามใหญ่ ผมมองเอวที่ถูกคาดด้วยเข็มขัดเส้นเล็กแล้วคิดว่าเอวบางชะมัด แต่ก็ยังดีกว่ามีไขมันสามชั้นกองอยู่แล้วกัน...


“เจ้าไม่ต้องชมให้มากไปหรอก ข้ารู้ตัวอยู่แล้วว่าหล่อ” ผมไม่คิดจะถ่อมตนเพราะรูปงามก็คือรูปงาม ขนาดผมส่องกระจกยังอึ้งกับรูปลักษณ์ของมาร์ลันเลย


เนลโลถึงกับไปต่อไม่เป็น ได้แต่กล่าวว่า “เชิญเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ ฟริกกาคงรอฝ่าบาทอยู่”


“รู้แล้ว”


ผมสะบัดผ้าคลุมไปด้านหลังแล้วเดินนำหน้าเนลโลออกไปนอกวัง ที่นั่นผมเห็นเรือนร่างสูงโปร่งของพระชายายืนคอยอยู่ก่อนแล้ว อาซรายังคงโทนสีแดงไว้เพียงแต่ใช้สีขาวเป็นพื้นทำให้ชุดไม่ดูอึมครึมและเหมาะกับงานมงคล ทว่าผมเห็นเจ้าตัวใส่ปกคอตั้งและเสื้อกั๊กแขนยาวทับอีกชั้นก็รู้สึกร้อนแทนอย่างบอกไม่ถูก แต่เรื่องความงดงามผมไม่ปฏิเสธว่ามันดูดีแค่ไหน


“ไง อาซรา เจ้าแต่งตัวได้หล่อเหลามากนะ”


ไหนๆ ก็เป็นพระชายาของผมทั้งทีต้องชมเสียหน่อย อาซรายิ้มบางให้ก่อนจะกวาดตามองการแต่งตัวของโอดินบ้าง


“ฝ่าบาทเองก็งดงามเหมือนดอกไลแลคสีม่วงที่แย้มบานตอนรุ่งอรุณพ่ะย่ะค่ะ”


โอเค คำชมของอาซรากินขาดกว่าของผมเสียอีก เทียบกันแล้วผมเหมือนชมแบบขอไปทีเลย


ถึงจะรู้สึกทะแม่งๆ ที่โดนเปรียบกับดอกไม้ก็เถอะนะ


ทันใดนั้นรถม้าก็มาจอดเทียบท่าตรงหน้าทั้งสอง ผมไม่ได้สนใจตัวรถที่แม้จะทำจากไม้แต่ก็ยังตกแต่งด้วยทองคำแต่กลับสนใจเจ้าม้าที่ลากเทียมรถต่างหาก


ม้าตัวนี้มีแปดขา... หรือว่ามันคือม้าสเลปไนร์ ม้าที่ว่ากันว่าวิ่งเร็วที่สุด! ?


ผมรู้สึกประทับใจที่ในโลกนี้มีม้าในตำนานเทพนอร์สปรากฏอยู่ด้วย เพราะในนิยายไม่ได้ใส่รายละเอียดตรงนี้มาผมจึงไม่ได้คาดหวัง พอเห็นแบบนี้แล้วมันช่างปลื้มปริ่มจริงๆ!


“กะ ก่อนขึ้นขอลูบมันได้ไหม”


ผมส่งสายตาเว้าวอนไปยังอาซราและเนลโล สองคนนี้มองคนขอแบบอึ้งๆ แต่ก็ยอมพยักหน้าตกลง ผมจึงปรี่เข้าไปลูบม้าสเลปไนร์ทันที


แม้มีขาแปดขาจะดูพิลึกไปหน่อย แต่ว่าขาเพรียว ขนนุ่มสวย แผงคอเรียบ ดวงตาดำขลับรูปทรงอัลมอนด์เฉลียวฉลาด มันคือม้าชั้นเยี่ยมที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!


“ฮี้!”


พอผมลูบมัน สเลปไนร์ก็เอาจมูกมาดุนและถูไถกับตัวผมแสดงความรักตอบ ผมยิ่งหลงมันและเล่นกับมันยกใหญ่


“โอ๋ๆ เป็นเด็กดีนะ อ๊ะ ไม่เอา อย่าเลียสิ”


“ฮี้!”


“เอ่อ ฝ่าบาท เราต้องรีบเดินทางนะพ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวจะไม่ทัน”


เนลโลเข้ามาขัดอย่างเกรงใจ เพราะผมเอาแต่กอดคอม้าไม่ยอมปล่อย


“รู้แล้ว”


ผมตอบรับแบบไม่เต็มใจนักพลางมองมันตาละห้อย มันเป็นม้าที่ดีที่รู้จักซุกไซ้ออดอ้อนเอาใจ ผมจึงไม่อยากปล่อยไปเลย


“สเลปไนร์” ทันใดนั้นอาซราก็พูดเสียงเข้มขึ้น เจ้าม้าได้ยินปั๊บถึงกับตัวแข็งเกร็ง “อย่าเล่นให้มากนัก”


“ฮี้...”


ม้าสเลปไนร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงราวกับละอายใจ แล้วมันก็ยืนประจำตำแหน่งไม่หือไม่อือกับใครอีกต่อไป ผมหันขวับไปมองอาซรา อีกฝ่ายก็ส่งยิ้มให้อย่างนุ่มนวล


“เชิญเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


บางครั้งพระชายาคนนี้ก็ทำให้ผมกลัวนะ...


ผมไม่กล้าขัดคำขอจึงรีบก้าวขึ้นรถม้า โดยมีอาซราขึ้นตามหลังมาแล้วปิดประตู พวกเรานั่งเผชิญหน้ากันในรถม้าที่ค่อนข้างกว้างขวาง ถ้าเพียงแต่ไม่มีหมอนนุ่มๆ วางอยู่บนเก้าอี้จนแน่นประหนึ่งว่าที่แห่งนี้ยังนุ่มไม่พอ


พอพวกเราเข้าไปแล้วรถม้าก็เริ่มเคลื่อนที่ ผมรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่นุ่มนวลจึงเอนตัวพิงหมอนอย่างเกียจคร้าน ตรงข้ามกับอาซราที่นั่งตรงแน่วเป็นไม้บรรทัด


“เจ้าไม่เมื่อยบ้างหรือนั่น?”


“ไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคุ้นชินกับมันแล้ว”


อาซราแสดงท่าทางว่าตัวเองนั่งได้สบายๆ ไม่มีปัญหา ผมจึงคร้านจะโต้เถียงแล้วหันไปที่หน้าต่าง...


อ้าว มันปิดอยู่นี่นา?


“วันนี้อากาศดีทำไมต้องปิดหน้าต่างให้อึดอัดด้วยเล่า” ผมว่าอย่างไม่ค่อยพอใจ มือเอื้อมไปจับบานหน้าต่างแล้วเลื่อนเปิด


“ฝ่าบาท อย่าพ่ะย่ะค่ะ!”


“หืม? หวา!?”


ทันทีที่เปิดหน้าต่างลมก็ตีเข้ามาข้างใน แล้วพัดกรรโชกใส่หน้าคนที่เปิดอย่างรุนแรง!


เดี๋ยวสิ ท้องฟ้าวันนี้ปลอดโปร่งไม่ใช่เหรอ พายุมาจากไหนเนี่ย!?


กึง!


อาซราเป็นคนเข้ามาช่วยด้วยการกระแทกหน้าต่างปิดเข้าให้ ผมสำลักเพราะลมที่ตีแสกหน้าเมื่อกี้มันพัดเอาฝุ่นกับใบไม้เข้ามาด้วย


“แคกๆ!”


“ฝ่าบาท ทรงลืมไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะว่าสเลปไนร์เป็นม้าที่วิ่งเร็วมาก ทำให้เวลาที่รถวิ่งอยู่จะมีลมตีเข้ามา ถ้าทรงเปิดหน้าต่างก็จะมีลมแรงลอดเข้ามาด้วย!” อาซราย้ายมานั่งข้างๆ แล้วลูบหลัง


ก็ไม่รู้ว่าจะวิ่งเร็วแบบนี้นี่! เมื่อกี้ผมเกือบตายเพราะโดนลมอัดหน้าแล้ว!


ผมหอบหายใจ น้ำหูน้ำตาไหลเพราะระคายเคืองจึงไม่อาจตอบคำของอาซราได้ ทว่าจู่ๆ อีกฝ่ายก็เลิกลูบหลังแล้วช้อนร่างผมขึ้นมา


“อะ อาซรา?”


ผมละล่ำละลักเรียก แต่ก็ไม่ทันได้พูดประโยคถัดไปเพราะอีกฝ่ายจับผมนั่งลงบนตัก


เฮ้ย… หมอนี่คิดจะทำอะไร!?


ผมมัวแต่อึ้ง ทว่าพอได้มานั่งบนตักของอาซราแล้ว ตัวของผมจึงสูงกว่าอีกฝ่ายประมาณครึ่งแขน ผมต้องก้มหน้ามอง ในขณะที่เจ้าของตักต้องเงยหน้าขึ้น


บอกเลยว่าองศาหน้าของผมกับอาซราช่างเหมาะกับการจูบอย่างมาก


*มีแต่คนสงสัยว่ามาร์ลันของเราจะหลัวไม่ขึ้น ดูจากตอนนี้น่าจะเดาได้นะคะว่ายังไง 55555

#มาร์ลันจะเป็นพระเอก

คอมเมนท์ = กำลังใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.073K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,179 ความคิดเห็น

  1. #2165 famvyza (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2563 / 01:54
    หยอดกันไปมาเก่ง แต่อาซราคมกว่า จบเลย 55555555
    #2,165
    1
    • #2165-1 minkle(จากตอนที่ 5)
      7 ธันวาคม 2563 / 07:13
      โดนจีบบ่อยๆ เข้าอาซราก็ต้องเรียนรู้บ้างค่ะ 55555
      #2165-1
  2. #2147 knunkim (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 13:18

    บทจะแสดงออกนี่ก็เทิร์นรุกเลยนะคะอาซรา... ว่าแต่ เมื่อกี้ไม่ได้หึงโอดินกับม้าใช่ไหมคะ

    #2,147
    1
    • #2147-1 Miracle Friday(จากตอนที่ 5)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 18:51
      ก็ม้าบังอาจคลอเคลียโอดินนี่ 55555
      #2147-1
  3. #2108 Yok Poog (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 06:27
    เขาบอกให้แสดงออกพี่ก็แสดงซะ เขินค่ะ ที่นิ่งเพราะน้องยิ้มนั้นละ! พอเขายิ้มกลับเท่านั้นละ เราตายค่ะ นั่งตักนั้นก็ก็ตายค่ะ!!!
    #2,108
    0
  4. #2087 Yellowboom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 17:18
    เขินอะ แงงงง
    #2,087
    0
  5. #2002 B.TEm (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 22:30
    ชอบความเสี่ยวนี้ ตอนเป็นมาเฟียคงไม่ได้ทำบ่อยสินะคะ 5555555555555 เอนดุวตอนเจอม้า โง้ยยยยย ตาละห้อยของน้อน นึกภาพแล้วแทบจะใจขาด ต้องเป็นภาพที่น่ารัก ฟสสหสฟสำ
    #2,002
    0
  6. #1888 chalillxx_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 23:39
    เริ่ดอะ ชอบฟีลผัวสวยมาก
    #1,888
    0
  7. #1607 WangEn_Tuan (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 14:49

    -้ดดดดหาดดดดดจูบเลยๆ !!!!!!!แค่กๆ
    #1,607
    0
  8. #1578 bbphone114411m (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มีนาคม 2563 / 00:42

    อาซราซึนเดเระ...........
    #1,578
    0
  9. #1471 AISORIN (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:23
    เขินอะ...เขิน!!!!!
    #1,471
    0
  10. #1451 Kanomjeennamya (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:40
    เดาถูกจริงด้วย 55555
    #1,451
    0
  11. #1257 trp1021 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:11
    หนุว่าเซ้นหนูแม่นยำ
    #1,257
    0
  12. #1233 Ahsisokcjs (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:14
    มาร์ลันน้อนนนนเป็นเคะช่ะมะ
    #1,233
    0
  13. #1125 ฺBedroom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:21

    อืม ไม่ขึ้นจริงๆด้วยเเหละค่ะ

    #1,125
    0
  14. #1107 34257766 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:45
    โอ้ยยยยน้อนนนน
    #1,107
    0
  15. #1091 Burning Princess (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:14
    เดี๋ยวๆๆเป็นพระเอกโดนจับนั่งตักได้ไง!?
    #1,091
    0
  16. #1065 Lamer_Perfhun (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:11
    อาซราโซหลัวมากกกก เขินนนน
    #1,065
    0
  17. #1056 peace_in_apple (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:09
    น่ารักจังเลยค่ะ
    #1,056
    0
  18. #862 love_forever 1992 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 17:50
    จงหลงน้องงง
    #862
    0
  19. #803 ไมยะ จัง (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 12:15
    อืมมมรู้ล่ะ
    #803
    0
  20. #758 bigbowka (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2562 / 09:45
    หลัวไม่ขึ้นแล้วจ้า
    #758
    0
  21. #713 sakura17 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 20:38
    หลัวไม่ขึ้นแน่นอนค่ะ555
    #713
    0
  22. #442 sudauy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 18:22
    ยัยน้อนนนนนนน
    #442
    0
  23. #406 ploydreamhigh (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 06:20
    อ๊ากกกกกกกก น้อยนนนนนนร
    #406
    1
    • #406-1 Anabella(จากตอนที่ 5)
      22 พฤศจิกายน 2562 / 06:16
      มาร์ลันกลายเป็นน้องของทุกคนไปแล้ว 55555
      #406-1
  24. #325 คนผ่านมา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 08:55
    เคะแก่ๆ 5555
    #325
    1
    • #325-1 Anabella(จากตอนที่ 5)
      18 พฤศจิกายน 2562 / 09:27
      ถ้านับอายุวิญญาณด้วยก็แก่กว่าจริงๆ ค่ะ 5555
      #325-1
  25. #299 Erica Lucia (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 11:12
    อินเนอร์แมวแก่มากๆ น้อนนนนนน
    #299
    1
    • #299-1 Anabella(จากตอนที่ 5)
      14 พฤศจิกายน 2562 / 18:57
      เมี้ยวๆ// ทำตาปิ๊งๆ
      #299-1