หงส์พิทักษ์ใจ (Yuri)

ตอนที่ 3 : พิทักษ์ครั้งที่ 2 โชคชะตาอันโหดร้ายเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ส.ค. 60

พิทักษ์ครั้งที่ 2 : โชคชะตาอันโหดร้ายเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
 
ความทรมานจากการถูกเฆี่ยนโบยในที่สุดก็ยุติลง ร่างทั้งร่างหนาวเยือกราวกับถูกฝังอยู่ในกองหิมะ ประสาททั้งหลายด้านชาเกินกว่าจะเคลื่อนไหวใดๆ ได้ มู่หลิวรู้แค่ว่าร่างกายของนางกำลังล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย
นางอยู่ที่ไหนก็สุดจะรู้ เพราะรอบด้านมีแต่หมอกสีขาวเต็มไปหมด มู่หลิวรับรู้ได้ว่าตนตายแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นทางไปยังปรโลกกระมัง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนางจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ จะตกนรกหรือเปล่า มีความดีเพียงพอได้ขึ้นสวรรค์ไหม หรือต้องเวียนว่ายไปเกิดเป็นมนุษย์กัน
 
มู่หลิวเลิกที่จะคิดในสิ่งที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ หลับตาปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปกับกระแสธารหมอกสีขาว อยากจะผ่อนคลายกับตัวเองสักพัก ทันใดนั้นนางก็รู้สึกถึงสัมผัสอันเยือกเย็นล้อมรอบกาย เหมือนมีใครบางคนกำลังโอบกอดนางไว้ มู่หลิวลืมตาขึ้นมาก็ต้องตะลึงเพราะที่คิดว่ามีใครกอดอยู่เป็นความจริง!
 
ผู้ที่โอบกอดนางไว้เป็นสตรีที่งดงามดั่งเทพเซียน ดวงหน้าเรียวรูปไข่ นัยน์ตาหงส์ที่ใสกระจ่าง ริมฝีปากบางแต้มสีระเรื่อ คิ้วแบบใบหลิว ผิวขาวใสดั่งแสงจันทร์ ผมยาวดำขลับแลดูนุ่มลื่น เรือนร่างแบบบางในอาภรณ์สีขาว มีกลิ่นกายคล้ายดอกไม้ สตรีที่โอบกอดนางไว้ช่างงดงามจนมู่หลิวจ้องมองอย่างเผลอไผลไม่ได้สติ
 
เซียนสาวผู้นั้นยิ้มให้ เพียงแค่แย้มริมฝีปากเล็กน้อยราวกับโลกรอบตัวของมู่หลิวสว่างไสวขึ้นมาโดยพลัน อีกทั้งยังเขินอายจนรู้สึกว่าทั่วสรรพางค์กายนั้นร้อนผะผ่าว
 
“ในที่สุดก็ได้พบและพูดคุยกันเสียที ผู้มีพระคุณของข้า”
 
มู่หลิวกะพริบตาปริบๆ อย่างโง่งม “ผู้มีพระคุณ อะไร?”
 
“ข้าคือหงส์น้อยของท่านไง” สตรีเบื้องหน้าว่าพลางโน้มตัวมาใกล้ขึ้นอีก จนมู่หลิวที่เห็นคนงามอยู่ระยะประชิดก็ใจสั่นระรัว “ท่านจำข้าไม่ได้หรือ”
 
มู่หลิวตกตะลึง “หงส์น้อย... นี่คือเจ้าจริงๆ เหรอ หงส์น้อย!”
 
หากไม่นับรูปกายที่เป็นมนุษย์ นัยน์ตาคู่นั้นก็เหมือนหงส์น้อยที่นางรู้จัก แต่การได้มาพบอีกครั้งในโลกหลังความตายนี้ ทำให้หญิงสาวสะเทือนใจยิ่ง น้ำตาหลั่งออกมาอย่างไม่อาจห้าม หงส์น้อยถึงกับเลิ่กลั่ก
 
“ท่านร้องไห้ทำไมกัน”
 
“ก็มัน...” มู่หลิวสะอึกสะอื้น สองมือจับแขนของคนเบื้องหน้าเอาไว้แน่น “ข้าขอโทษนะที่ช่วยเจ้าไว้ไม่ได้ ทำให้เจ้าต้องมาตายแบบนี้!”
 
นั่นเป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะความไม่รอบคอบของนางจึงทำให้เรื่องราวทุกอย่างกลายเป็นเช่นนี้ ถ้าเพียงแค่เฉลียวใจสักหน่อยหงส์น้อยก็ไม่ต้องมาตายด้วยน้ำมือของสาวใช้สารเลวนั่น
 
มือเรียวของหงส์น้อยกุมมือเล็กของมู่หลิวไว้ หน้าผากก้มต่ำแตะลงบนหน้าผากของนาง นัยน์ตาหงส์คู่นั้นฉายแววซาบซึ้งใจ 
 
“ข้าต่างหากล่ะที่ต้องขอโทษ หากข้าช่วยท่านเรื่องที่สาวใช้ฮูหยินใหญ่วางยานั่นได้ บางทีท่านกับฮูหยินรองคงไม่ประสบกับชะตากรรมเช่นนี้”
 
“ฮูหยินใหญ่เป็นคนทำจริงๆ เหรอ” ได้ยินคำยืนยันจากปากของอีกฝ่าย มู่หลิวเอ่ยเสียงพร่าแทบไม่อยากเชื่อ “นางกล้าวางยาบุตรของตัวเองเพื่อใส่ไคล้นายหญิงได้เชียวหรือนี่!”
 
ใจคอของชางลู่หลินทำด้วยอะไร ถึงได้โหดเหี้ยมอำมหิตนัก! มู่หลิวรู้สึกเป็นห่วงนายหญิงจับใจที่ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกับฮูหยินใหญ่ แถมตอนนี้ยังไม่มีนางคอยอยู่ปรนนิบัติอีกแล้วด้วย
 
“ความรักบางครั้งก็เปลี่ยนผู้คนให้เป็นมารได้” หงส์น้อยเอ่ยช้าๆ ลูบมือของนางให้คลายความโกรธลง “เพื่อที่จะเป็นที่หนึ่งในดวงใจแต่เพียงผู้เดียว ย่อมทำได้ทุกอย่าง ฮูหยินใหญ่ทำเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
 
“เข้าใจงั้นเหรอ แต่ข้าคิดว่าทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องเลย!” มู่หลิวห่อไหล่ ถอนหายใจอีกเฮือก “นายหญิงของข้าแต่งเข้ามาเพื่อประโยชน์ของสกุลชาง ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเรื่องความรักด้วยซ้ำ ถึงนายหญิงจะ... รักนายท่านก็เถอะ”
 
บางทีถ้าชางหลิ่งฟางไม่ได้รักชางชงไฉ่ก็คงไม่กลายเป็นแบบนี้ นายหญิงของนางคงไม่เจ็บปวดยามที่นายท่านไม่ยอมมาหา และอาจวางตัวแบบไม่สนใจอะไรมากกว่านี้ก็ได้
 
“มันเป็นเรื่องของโชคชะตา” หงส์น้อยเอ่ย นัยน์ตาเปล่งประกายอย่างล้ำลึก “ทั้งข้า ฮูหยินรอง ท่าน ฮูหยินใหญ่และชางชงไฉ่ ล้วนมีชะตาต้องเกี่ยวพันกันอย่างไม่อาจเลี่ยงได้อยู่เลย”
 
“แต่ข้าอยากจะตัดมันทิ้งให้หมดเสียเดี๋ยวนี้เลย” มู่หลิวพูดอย่างมีอารมณ์ ดวงหน้ากลมแลดูขัดเคืองใจ “หากต้องเจอกันอีกในชาติหน้า ข้าคงอยากจะตายอีกรอบ”
 
“มันคงสายไปแล้วล่ะ” หงส์น้อยส่ายหน้า ความเศร้าสร้อยปรากฏบนดวงหน้างาม “เมื่อเกี่ยวข้องกันครั้งหนึ่งย่อมเกี่ยวข้องกันตลอดไป จนกว่าต่างฝ่ายต่างชดใช้ในสิ่งที่ตนได้กระทำต่อกันไว้”
 
“แต่ข้าไม่อยากได้รับการชดใช้ใดๆ ทั้งนั้น” นัยน์ตาฉ่ำน้ำพลันแข็งกร้าว เนื้อตัวสั่นสะท้านเพราะความโกรธที่สุมอยู่ในอก “ข้าปรารถนาจะไปพ้นจากพวกเขาเท่านั้น”
 
หงส์น้อยไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ดึงร่างนั้นไว้แนบอก มู่หลิวรู้สึกถึงไอเย็นที่วาบผ่านไปทั่วร่าง ยามเมื่อตายแล้วย่อมต้องเย็นเป็นธรรมดา ทว่านางก็อดคิดถึงไออุ่นจากตัวหงส์น้อยยามมีชีวิตไม่ได้
 
“ข้ามีเวลาไม่มากนัก ข้ามาที่นี่เพื่อบอกให้ท่านได้รู้” หงส์น้อยลูบใบหน้าของนางอย่างรักใคร่ “อีกไม่ช้าข้าจะไปเกิดแล้ว ในชาติหน้าข้าจะตอบแทนบุญคุณท่านเอง”
 
มู่หลิวมีสีหน้าหงอยเหงา “ข้าทำไปเพราะอยากช่วยไม่ได้ต้องการการตอบแทนอะไร แต่ถ้าเจ้าไปเกิดแบบนี้ ข้าก็ต้องอยู่ที่ปรโลกนี้คนเดียวน่ะสิ”
 
กวาดตามองไปรอบตัวนอกจากหงส์น้อยแล้วก็ไม่มีใคร ทีแรกนางคิดว่าล่องลอยไปในสายหมอกนี้ก็ให้ความรู้สึกไม่เลว ทว่ามีคนได้พูดคุยด้วยอย่างไรก็ย่อมดีกว่า
 
“ไม่หรอก อีกไม่นานท่านเองก็จะไปเกิดเช่นกัน” หงส์น้อยว่าพลางคลายอ้อมกอด “ท่านมีกรรมติดตัวจากหลายชาติก่อน แต่มันจะสิ้นสุดในชาติหน้านี้แล้ว หากท่านหมั่นทำความดีในชาติต่อๆ ไปก็จะเป็นสุข อาจจะเจอเรื่องที่โชคร้ายและอุปสรรคที่ขวางทาง แต่ข้าสัญญาว่าจะไปดูแลและปกป้องท่านให้ได้”
 
คำมั่นสัญญานั้นทำให้มู่หลิวรู้สึกตื้นตันใจ ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำล่ำลา ก็บังเกิดกระแสลมพัดแรงกำลังจะแยกทั้งคู่ออกจากกัน หงส์น้อยพยายามยื้อเอาไว้สุดความสามารถ และประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของมู่หลิว คนได้รับการจุมพิตถึงกับหน้าซับสีระเรื่อ อ้าปากค้าง
 
“ข้าขอมอบของขวัญนี้ให้กับท่านแล้วกัน”
 
มือเรียวปล่อยมู่หลิว ร่างของหงส์น้อยก็ลอยห่างออกไป ลับหายเข้าไปในหมอกสีขาว มู่หลิวยื่นมือออกมาจะไขว่คว้า น้ำตาหลั่งออกมาอีกครั้ง
 
“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป หงส์น้อย!”
 
เสียงของนางส่งไปไม่ถึง ไร้เสียงอันอบอุ่นตอบกลับมา มู่หลิวที่เคว้งคว้างอยู่ในกระแสธาร ทันใดนั้นก็ถูกฉุดลงมาด้านล่างเหมือนมีใครสักคนดึงร่างให้ลงมา 
 
“อะไรกันเนี่ย ว้าย!”
 
ร่างของมู่หลิวพลันหนักขึ้น เป็นผลให้ร่วงดิ่งลงมาไม่ต่างอะไรกับการพลัดตกจากหน้าผา สายลมพัดวิววิ้ว อื้ออึงจนปวดหัว นางยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนที่จะเบิกตากว้างเมื่อนางมองเห็นอะไรบางอย่างท่ามกลางสายหมอก
 
“นั่นมันอะไรน่ะ...”
 
มู่หลิวครางเสียงแหบแห้ง เมื่อสิ่งก่อสร้างสูงตระหง่านปรากฏแก่สายตา รูปร่างมันคล้ายกับหอที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีต เบื้องล่างมีผู้คนมากมาย กำลังเดินกันขวักไขว่ ทว่ายิ่งมู่หลิวร่อนใกล้จะถึงพื้น นางจึงได้เห็นว่ามีคนอยู่สองประเภท หนึ่งคือคนที่ใส่ชุดเครื่องแบบขุนนางท่าทางน่าเกรงขามยืนคุมอยู่ และอีกประเภทคือคนที่สวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัวที่บางคนก็ทำท่าเหม่อลอย บางคนก็หัวเราะบ้าคลั่ง บางคนก็ร้องไห้จนหน้าตาดูไม่ได้ มู่หลิวมองภาพเบื้องหน้ามีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาทันที
หรือว่านี่จะเป็นสถานที่ก่อนจะไปเกิด การดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง ไม่น่าเชื่อเลย...
 
มู่หลิวลงมาถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย แต่ขาสองข้างก็ชาหนึบจากความกลัวที่ร่วงลงมา ขณะมองซ้ายขวาไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรต่อ ก็มีสตรีผมสีขาวโพลนเดินฝ่าผู้คนตรงเข้ามา ใบหน้าของคนผู้นั้นอ่อนเยาว์ราวกับเป็นแค่เด็กสาว แต่ทันทีที่เห็นนัยน์ตาสีเทาอันทรงภูมิเหมือนผ่านโลกมามาก มู่หลิวรู้ในทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร 
 
“คารวะ เทพเมิ่งผอ(1)”
นัยน์ตาสีเทาขุ่นมีประกายแจ่มใสแต่ก็ดูน่าเกรงขาม ยามที่เปิดปากเสียงของท่านยายเมิ่งแก่ชราผิดกับใบหน้าอันเยาว์วัย
 
“ข้าจะนำทางเจ้าไปยังสะพานเกิดใหม่ ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเบญจรสของข้า มีคนจ่ายสิ่งของตอบแทนให้แล้ว บอกว่ายกเว้นเจ้าไว้ เพื่อที่เจ้าจะได้ไปเกิดแบบมีความทรงจำในชาติก่อนติดตัว”
 
“มีคนจ่ายแทนข้าหรือ” มู่หลิวทำตาโต “ใครกัน”
 
เทพเมิ่งผอเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของนางซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่หงส์น้อยจุมพิต มู่หลิวตะลึงงัน
 
“หงส์น้อยจ่ายให้ข้า ไม่จริงน่า...”
 
“นางคงจะซาบซึ้งบุญคุณในตัวเจ้ามากที่เดียวเพราะกลัวว่าเมื่อไปเกิดแล้วเจ้าจะลำบากจึงยอมให้นำความรู้ของชาตินี้ติดตัวไปยังโลกหน้าด้วย” เทพอาวุโสกล่าว หันกายไปยังสะพานที่อยู่เบื้องหน้า “นานๆ ทีจะมีคนจ่ายค่าตอบแทนให้ เจ้าควรจะดีใจนะ”
 
“ข้าไม่รู้เลยว่าถ้าไม่ต้องการดื่มน้ำเบญจรสสามารถใช้การ... จ่ายสิ่งตอบแทนได้”
 
ความจริงมู่หลิวจะพูดว่าติดสินบน แต่ก็เกรงว่าจะเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม และทำให้ท่านยายเมิ่งโกรธได้
 
“ปกติข้าก็ไม่ให้หรอกนะ ถ้าเป็นฝ่ายขอให้ตัวเอง แต่ขอให้กับผู้อื่นนั้นอีกเรื่อง” เทพเมิ่งผอหันกลับมามองมู่หลิว นัยน์ตาสีเทามีประกายประหลาด “ส่วนใหญ่ไม่มีใครจ่ายกันหรอก ใครๆ ก็อยากจะลืมอดีตของตัวเองแล้วไปเริ่มชีวิตใหม่กันทั้งนั้น ถึงจะมีบ้างที่อยากคงความทรงจำของชาติก่อนไว้ ทว่าการจ่ายสิ่งตอบแทนนั้นค่อนข้างหนักเลยทำให้ไม่มีใครจ่ายให้ข้าได้เลย”
 
ฟังดังนั้นแล้วมู่หลิวก็รู้สึกใจหายวูบ “เพื่อสิ่งนี้ต้องจ่ายอะไรไปเจ้าคะ”
 
“โชคอย่างไรล่ะ” ผู้เฒ่าเมิ่งตอบ น้ำเสียงเนิบนาบ “นางผู้นั้นมีวาสนาได้เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที กลับจ่ายโชคของตนเพื่อช่วยตัวเจ้า ไปเกิดครั้งนี้นางได้ลำบากแน่นอน”
 
ได้ยินว่าหงส์น้อยอาจประสบกับความลำบาก มู่หลิวจึงรีบเสนอว่า 
 
“เช่นนั้นก็เอาโชคของข้าไปด้วย! แลกกับช่วยหงส์น้อย...”
 
“ไม่ได้” เทพเมิ่งผอเอ่ยด้วยความเฉียบขาด “เจ้าจ่ายตอนนี้จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อนางก็ไปเกิดแล้ว ข้าว่าเจ้าจงห่วงตัวเองเถิด ถ้าไม่อยากให้ชาติหน้าสร้างความลำบากให้กับนาง ก็จงใช้ความทรงจำนี้ดูแลตัวเองและปกป้องนางซะ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
 
มู่หลิวฟังคำเทพอาวุโสคล้ายกับจะจดจำมันให้ขึ้นใจ หงส์น้อยสัญญาว่าจะปกป้องนางแม้ตัวเองจะต้องลำบากก็ตาม เช่นนั้นนางต้องไม่ทำตัวให้เดือดร้อนดังว่า เพื่อที่หงส์น้อยจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข
 
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณเทพเมิ่งผอที่สั่งสอน”
 
ย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม ยายเมิ่งก็พยักหน้า โดยที่ไม่รู้ตัวพวกนางก็มาถึงสะพาน มีคนจำนวนไม่น้อยทะยอยกันข้ามไป
 
เทพเมิ่งผอโบกมือให้นาง “จงไปซะ ไปตามทางที่โชคชะตาได้กำหนด...”
 
มู่หลิวถูกสายลมดันร่างไปที่สะพาน เมื่อนางได้ข้ามผ่านไป ร่างกายก็ถูกฉุดลงไปเบื้องล่างอีกครั้ง
 
“เกลียดการถูกดึงลงไปในก้นเหวแบบนี้จัง”
มู่หลิวทำได้แค่บ่น ขณะที่ร่างก็ร่วงลงไปเรื่อยๆ นางกำลังคิดอยู่ว่าจะต้องทนอยู่ในสภาพไร้สิ่งรอบข้างอีกนานเท่าไหร่ สายหมอกสีขาวก็มลายหายไปแทนที่ด้วยมืดมิด
 
“อ๊ะ...”
 
นางเปล่งเสียงไม่ได้ ร่างกายถูกอะไรบางอย่างที่นุ่มหยุ่นบีบจนอึดอัด แว่วเสียงโหวกเหวกที่ดังน่ารำคาญ และกลิ่นโลหิตอันไม่โสภา มันทำให้แย่ไปหมด มีใครสักคนจับแขนของนาง ตามมาด้วยจับที่ตัว มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น พร้อมกันนั้นหูของมู่หลิวก็จับถ้อยคำได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ
 
“ฮูหยินอดทนอีกนิด ใกล้แล้วเจ้าค่ะ!”
 
“พยายามเข้าเจ้าค่ะ ท่านจะต้องทำได้!”
 
นี่เรามาอยู่ที่ไหน? มู่หลิวมึนงง ตอนนั้นเองที่เห็นแสงสว่างสีทองจากปลายทาง ทำให้นางขยับดิ้นจะเข้าไปหาแสงนั้น และมือที่สัมผัสตัวนางอยู่ก็เป็นใจพาไปยังที่หมายเสียด้วย
 
“ออกมาแล้ว! เด็กคลอดแล้ว!”
 
มีเสียงตื่นเต้นยินดีมาจากแม่หมอผู้ทำคลอด มู่หลิวจึงได้รู้ตัวว่านางเพิ่งจะคลอดออกจากครรภ์ของผู้เป็นมารดามาหมาดๆ ไม่ยักรู้เลยว่ามันแย่ปานนี้เอง การมีความทรงจำทุกอย่างติดตัวมาด้วยก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปนะ
 
“แต่ว่าทำไมเด็กไม่ร้องล่ะ แม่หมอหรือว่า...”
 
จริงสิ เป็นเด็กทารกต้องร้องนี่เนอะ ถึงจะไม่อยากร้องเพราะมีแต่เลือดและรู้สึกเหนอะตัวไปหมดก็เถอะ แต่ถ้าไม่ทำทุกคนต้องคิดว่านางตายแล้ว
 
“ฮึก อุแว้ อุแว้ แค่กๆ”
 
เริ่มต้นได้ไม่สวยเลย! มู่หลิวอยากจะบ้าตาย พอลองเปล่งเสียงออกไปเท่านั้นล่ะ เลือดก็ดันไหลลงคอจนสำลัก มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกไหม!
 
“เด็กร้องแล้ว ข้าคิดว่าคงไม่เป็นไร รีบล้างเนื้อตัวให้สะอาดแล้วจับตาดูอาการ...”
 
ไม่รู้ทำไมมู่หลิวที่ไอค่อกแค่กแค่นี้ก็รู้สึกเหนื่อย จึงผล็อยหลับไป ในระหว่างนั้นนางก็หลับๆ ตื่นๆ ตลอด พอจะจับใจความได้ว่าเพราะนางติดอยู่ในครรภ์ของมารดานานเกินไปเลยทำให้ร่างกายขาดอากาศจึงไม่ค่อยมีแรง คงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ได้ยินดังนั้นมู่หลิวก็รู้สึกอนาถตัวเองนัก เกิดมาก็เริ่มโชคร้ายเลยงั้นหรือ ไม่ นางจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น
 
มู่หลิวในร่างทารกพยายามมีชีวิตอย่างสุดความสามารถ เพราะมีความทรงจำของผู้ใหญ่อยู่จึงรู้ว่าควรทำยังไง หมอบอกอะไรกับบิดามารดานางก็จำมาทำหมด หรือป้อนอะไรมาก็ฝืนกินขึ้นไป ช่วงวัยทารกเป็นอะไรที่ทรมานมู่หลิวมากเพราะหลายครั้งนางก็คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย อยู่ดีๆ ก็อึดอัดหายใจไม่ออกขึ้นมาบ้าง บางทีก็ปวดท้องคลื่นไส้ อาเจียนอาหารที่กินออกมาหมด หากเป็นทารกธรรมดาคงทรมานตายไปนานแล้ว แต่มู่หลิวฝืนทนจนถึงที่สุด และนางก็มีชีวิตรอดจนครบหนึ่งขว
 
ในชาตินี้มู่หลิวเกิดมาในสกุลเหยาซึ่งมีบิดาเป็นเจ้ากรมอาญาที่ขึ้นชื่อว่ามีความยุติธรรมดั่งใต้เท้าเปาปุ้นจิ้นกลับชาติมาเกิด นางยังคงมีชื่อเดิมคือมู่หลิว เพียงแค่จากที่แซ่มู่ รวบคำมาเป็นชื่อของนางเลยเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะได้ไม่ต้องจำสับสนกับชื่อใหม่ ทว่าเมื่อนางโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้เผชิญกับเคราะห์ร้ายไม่หยุดหย่อน
 
เจองูเลื้อยมาหาตอนนอน มิหนำซ้ำยังเป็นงูพิษ ดีที่มู่หลิวไหวตัวทันเอาผ้าห่มทับมันไว้และร้องเรียกให้คนมาช่วย ออกไปเดินดูงานเทศกาลก็ฝนตกลงมาจนชุดเปียกและลงท้ายก็เป็นหวัด นั่งรถม้าไปต้องมีเหตุอะไรสักอย่างให้ม้าตกใจจนร่างกายของนางต้องไปกระแทกกับส่วนใดส่วนหนึ่งภายในรถ จนมู่หลิวเข็ดขยาดที่จะขึ้นรถม้าไปอีกนาน
 
มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เป็นประจำ มู่หลิวจึงเติบโตมาด้วยความหวาดระแวงทุกย่างก้าว และกลายเป็นว่านางมีสัญชาตญาณดีในการเอาตัวรอดจากสถานการณ์ยุ่งยากทั้งหลายไปเสียอย่างนั้น ขอแค่ไม่เผลอไผลเคราะห์แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้ มู่หลิวเอาตัวรอดด้วยวิธีการนี้เรื่อยมาจนอายุถึงสิบขวบ
 
ในเคราะห์มากมายที่นางเผชิญ ก็ยังมีเรื่องดีอยู่บ้างนั่นคือการที่นางเกิดมาเป็นคุณหนูตระกูลสูง บิดาเป็นคนเข้มงวดทว่ารักใคร่เอ็นดูในตัวบุตรสาว ส่วนมารดานั้นสง่างามและอ่อนโยน มีรอยยิ้มราวกับดอกไม้ผลิบาน มู่หลิวที่ในชาติก่อนกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กรู้สึกโหยหาความรักในครอบครัว และในตอนนี้นางก็ได้รับมันแล้ว
 
เมื่อได้โอกาสเกิดมาในชนชั้นสูงทั้งที มู่หลิวจึงเรียนทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นทั้งการดีดพิณ ผีผา คัดตัวอักษร มารยาทและการวางตัว เพื่อที่จะได้เป็นคุณหนูผู้สมบูรณ์แบบที่สุด 
 
อาจจะมีแค่หน้าตาเท่านั้นที่ช่วยอะไรไม่ได้ เค้าหน้าชาติก่อนของนางเป็นเช่นไรในชาตินี้ก็เป็นเช่นนั้น อาจจะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างคือผิวของมู่หลิวขาวขึ้น ตัวบางมากกว่าเมื่อก่อน ผิวสัมผัสนุ่มและเส้นผมที่ยาวสลวยเพราะได้รับการบำรุงเป็นอย่างดี ในช่วงที่นางเป็นสาวใช้ต้องทำงานหนักจึงไม่มีเวลามาดูแลผิวพรรณและเส้นผมนัก อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับสาวใช้เช่นกัน
 
“แต่อย่างน้อยก็อยากให้ตาโตกว่านี้อีกหน่อยนะ เฮ้อ...”
 
มู่หลิวมองหน้าตัวเองในกระจกก็ถอดถอนใจ ใบหน้าของนางไม่จัดว่าดีแต่ก็ไม่ได้เลว อยู่ในระดับกลางๆ ที่พอจะหาได้ ทั้งที่มารดาของนางงดงามเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ได้รับส่วนแบ่งมาสักเศษเสี้ยวเลยเล่า!
 
“คุณหนูเจ้าคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว นอนเถิดเจ้าค่ะ”
 
แม่นมอิงบอกกับมู่หลิวที่ยังคงจ้องหน้าตัวเองในกระจกไม่เลิกลา นางเพิ่งรู้ตัวว่าทำเรื่องที่น่าอายต่อหน้าแม่นมกับสาวใช้ ใบหน้าจึงขึ้นสีนิดๆ ทุกคนคงไม่คิดว่านางบ้าใช่ไหม อายุแค่สิบขวบแต่มาสนใจเรื่องหน้าตาตัวเองผิดปกติขนาดนี้
 
มู่หลิวรีบปรับเปลี่ยนท่าที ให้ดูอ่อนโยนนุ่มนวลขึ้น “ทราบแล้วจ้ะ ขอบใจที่เตือนข้า แม่นมอิง”
 
ผู้ถูกเรียกชื่อยิ้มเอ็นดูให้ “มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
 
เด็กหญิงลงจากเก้าอี้เคลื่อนกายไปที่เตียงนุ่ม จังหวะจะล้มตัวลงนอนนั้น มีเสียงเคาะดังรัวๆ จากด้านนอก มู่หลิวกับทุกคนในเรือนเลิกคิ้วโดยพลัน
 
“เดี๋ยวข้าไปดูเอง”
 
แม่นมอิงบอกกับทุกคน แล้วเดินไปที่ประตู ตะโกนถามกลับไป
 
“ไม่ทราบว่านั่นใคร รู้หรือไม่ว่าดึกดื่นป่านนี้ไม่ควรเข้ามารบกวนในเรือนของคุณหนู
 
“รีบนำคุณหนูหนีไปเดี๋ยวนี้! มีพวกนักฆ่าเข้ามาแล้ว อ๊ากกกก!!”
 
“ว้าย!!”
 
แม่นมอิงกับสาวใช้บางส่วนอุทาน เมื่อเห็นรอยกระเซ็นด้านหลังประตูที่มาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง คนพูดเมื่อสักครู่คือพ่อบ้านแห่งจวนสกุลเหยาบัดนี้ได้ดับดิ้นลงด้วยฝีมือของนักฆ่าเสียแล้ว 
 
แม่นมอิงได้สติก่อนใคร ถอยห่างจากประตู รีบดึงร่างของมู่หลิวขึ้นมาจากนั้นก็ยัดใส่ลงไปในหีบเสื้อผ้า มู่หลิวมีท่าทีแตกตื่น 
 
“แม่นม เจ้าจะทำอะไร!”
 
“คุณหนู ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามออกมา จนกว่าจะถึงตอนเช้า ท่านต้องอยู่ในนี้ห้ามส่งเสียงใดๆ นะเจ้าคะ!”
 
มีเสียงตึงดังขึ้นที่หน้าประตู ผู้บุกรุกกำลังจะพังเข้ามา มู่หลิวหน้าซีดเผือด อกสั่นขวัญแขวน
 
“แล้วเจ้าล่ะ ทุกคนด้วย!”
 
แม่นมอิงลูบใบหน้าของเด็กหญิง นัยน์ตาฉายประกายอันแน่วแน่
 
“พวกข้าจะปกป้องคุณหนูเองเจ้าค่ะ”
 
ว่าจบแม่นมก็จัดการปิดล็อคหีบ ดันมันเข้าไปยังสุดเตียง จังหวะนั้นเองที่พวกนักฆ่าพังประตูเข้ามาได้สำเร็จ
 
มู่หลิวมองอะไรไม่เห็นท่ามกลางความมืดที่แสงเทียนทั้งหมดดับวูบไปแล้ว นางพยายามหรี่ตาผ่านช่องว่างระหว่างฝากับตัวหีบเพื่อดูสถานการณ์ หูก็คอยฟังไปด้วย
 
“เราจะขอสู้จนตัวตายกันไปข้างหนึ่ง!”
 
แม่นมอิงประกาศเสียงกร้าว ได้ยินเสียงสาวใช้กรีดร้อง เสียงของดาบที่ฟันดังฉับ กลิ่นคาวเลือดคลุ้งขึ้นจนมู่หลิวหายใจไม่ออก มองเห็นเงาอันเลือนรางของสาวใช้ที่ล้มลงทีละคนสองคน สุดท้ายก็เหลือแค่แม่นมอิงที่ยืนหยัดอยู่
 
“คุณหนูพวกแกอยู่ที่ไหน!”
 
แม่นมอิงหัวเราะอย่างสะใจ “ให้ตายยังไงพวกเจ้าก็ไม่มีวันหาคุณหนูของข้าเจอหรอก! ป่านนี้คุณหนูของข้าคงหนีเปิดเปิงไปที่ไหนแล้ว พวกเจ้ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่เท่ากับช่วยให้คุณหนูหนีไปได้ไกลขึ้น ขอบใจพวกเจ้ามาก!”
 
“ยายแก่นี่!”
 
ได้ยินเสียงดาบตวัด แล้วร่างของแม่นมอิงก็ล้มลงเบื้องหน้านาง มู่หลิวเกือบหลุดเสียงกรี๊ด น้ำตาพรั่งพรูออกมา ไม่นะ ท่านพ่อท่านแม่ แม่นม บ่าวและสาวใช้ทั้งหมดในจวนตายหมดแล้วงั้นหรือ!
 
“ตามหาคุณหนูนั่นเร็วเข้า! จวนเจ้ากรมอาญาต้องไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว!”
 
ได้ยินเสียงฝีเท้ากระจายออกไป มู่หลิวปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นสุดกำลัง ขดตัวสั่นอยู่ในหีบด้วยความทุกข์ทรมาน จนกระทั่งนางสลบไป
 
..............................
 
เหตุการณ์หลังจากนั้นมู่หลิวแทบจำอะไรไม่ได้ นอกจากว่าผู้ตรวจการได้พาทหารส่วนหนึ่งเข้ามาในจวนแล้วพบนางอยู่ในหีบ มู่หลิวที่ตื่นขึ้นมาพบว่าทุกคนในจวนตายหมดแล้ว เสียใจจนสลบไปอีกรอบ นางมาทราบการสืบสวนในภายหลังว่าบิดาเป็นเจ้ากรมอาญาที่จับกุมเหล่าคนร้ายมากมาย คงจะไปสร้างควาแค้นเข้า ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ มู่หลิวไม่สนใจว่าการตายของคนในจวนเกิดจากอะไร นางรู้แค่ว่าได้สูญเสียครอบครัวที่แสนล้ำค่าไปแล้ว
 
ช่วงเวลาแห่งการมีสติกับความเศร้าช่างสับสนไปหมด กว่ามู่หลิวจะทำใจยอมรับเหตุการณ์ทั้งหลายได้ก็ต่อเมื่อจัดงานศพของบิดามารดาและคนในจวนแล้ว
 
ฮ่องเต้ทรงสงสารเด็กน้อยแห่งสกุลเหยาที่กำพร้าบิดามารดาแต่เล็ก จึงพระราชทานจัดงานศพนี้ให้ด้วยตัวเอง ทั้งยังประทานข้าวของและทรัพย์สินส่วนหนึ่งเป็นช่วยเหลือ อีกทั้งยังให้มู่หลิวไปอยู่ในการดูแลของอาทั้งสอง ซึ่งเป็นน้องชายของบิดามู่หลิว สำหรับนางแล้วนี่อาจเป็นโชคดีท่ามกลางความโชคร้าย อาทั้งสองของนางเป็นบุคคลผู้แสนดี นับตั้งแต่ที่เกิดโศกนาฏกรรมในจวนสกุลเหยา พวกเขาก็ดูแลมู่หลิวมาตลอด นางจึงไม่รังเกียจเมื่อฮ่องเต้มีรับสั่งอย่างเป็นทางการให้ไปอยู่กับพวกเขา มู่หลิวก็เต็มใจที่จะไปโดยไม่คิดอะไรเลย
 
นี่เป็นเคราะห์ร้ายครั้งใหญ่ที่สุดและทำร้ายนางมากที่สุด มู่หลิวคิดอย่างชะล่าใจว่าหลังจากนี้ชีวิตจะต้องดีขึ้น แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่ในจวนสกุลเหยาสายรอง นางจึงได้รู้สิ่งที่ทำให้หัวใจแหลกสลายยิ่งกว่า
 
“นับจากนี้ไปนี่คือเรือนของเจ้า จงอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายล่ะ”
 
ท่านอาหญิงของนางสั่งด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความเอ็นดูอีกต่อไป มู่หลิวมองเรือนหลังเล็กสภาพเก่าโทรมแทบจะกลายเป็นโบราณสถานนั่นแล้วก็ได้ตระหนักถึงชะตากรรมของนางว่า
 
ชีวิตอันแสนโหดร้ายของนางมันเพิ่งจะเริ่มต้นต่างหาก
 
 
(1)หรือที่เรียกอีกชื่อว่าท่านยายเมิ่ง เป็นเทพอาวุโสท่านหนึ่งประจำการในนรกภูมิ ช่วงจุดผ่านแดนจะไปเกิด ตั้งอยู่ริมสะพาน ไหน่ห่อเกี๊ย วิญญาณที่ถูกตัดสินได้รับการลงโทษเรียบร้อย จะไปเกิดใหม่ ต้องผ่านด่านของท่านยายเมิ่ง ซึ่งมีหน้าที่ให้ทุกวิญญาณ ดื่มน้ำเบญจรส(น้ำแกงห้ารส) มีอานุภาพ ทำให้ลืมความจำในอดีตได้อย่างสิ้นเชิง
 
*ตอนที่สองมาเสิร์ฟถึงที่แล้วค่ะ ตอนนี้ไรท์เตอร์จัดการรีไรท์ส่งสำนักพิมพ์สะพานเรียบร้อยแล้ว จะได้ตีพิมพ์ไหมเดี๋ยวมารอลุ้นกันนะคะ แล้วก็ขอบคุณที่มีคนสนใจรอซื้อค่ะ ถ้าได้อะไรที่แน่นอนแล้ว ไรท์เตอร์จะไปบอกที่หน้าเพจค่ะ เพราะงั้นอย่าลืมกดติดตามกันนะ
Winner Theme พุยพุย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น

  1. #7 จอมกวน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 01:18
    เกิดมาก็น่าสงสารเลยทีเดียว

    เมื่อไหร่จะเจอกับหงษ์น้อยนะ

    อยากให้เจอกันไวๆๆจัง รีบมาต่อนะไรท์
    #7
    0