หงส์พิทักษ์ใจ (Yuri)

ตอนที่ 2 : พิทักษ์ครั้งที่ 1 สาวใช้แห่งจวนแม่ทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ส.ค. 60

พิทักษ์ครั้งที่ 1 : สาวใช้แห่งจวนแม่ทัพ
 
แสงอาทิตย์รำไรลอดผ่านหมู่แมกไม้ มวลบุปผชาติพากันออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวล เป็นวันที่ดียิ่งสำหรับการเดินเล่น สงบและสันติบนแผ่นดินแห่งแคว้นจ้าว
 
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระนามว่า เลี่ยงจิน ปกครองแคว้นจ้าวด้วยความเที่ยงธรรม ทรงมีพระปรีชาสามารถในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงภาษีและอัตราแลกเปลี่ยนเงินทอง ทำให้แคว้นจ้าวยิ่งเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องความอดอยากนั้นไม่มีให้เห็น ส่วนเรื่องสงครามก็ได้ยุติไปหลายสิบปีแล้ว ทำให้ทุกคนในแคว้นต่างใช้ชีวิตด้วยความร่มเย็นเป็นสุข
 
มู่หลิวหรี่ตาเมื่อแสงจากดวงตะวันสะท้อนเข้านัยน์ตากลมโตที่ชุ่มฉ่ำน้ำ ริมฝีปากเล็กๆ คลี่ยิ้มเบิกบานใจ ขณะหันมายังสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ข้างตัวนาง
 
“นายหญิงเลือกวันมาไม่ผิด ที่นี่ช่างอากาศดีและเงียบสงบนัก จนบ่าวอยากจะนอนอยู่ที่นี่ตลอดไปเลย”
 
ถ้อยคำนั้นทำให้นายหญิงของมู่หลิวหัวเราะ หลิ่งฟาง ฮูหยินรองแห่งสกุลชาง เป็นสตรีที่มีความอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อย สมกับเป็นกุลสตรีตัวอย่าง ใบหน้าที่พริ้มเพราแม้มีอายุมากขึ้นแล้วก็ยังคงงดงาม ชางหลิ่งฟางมักกังวลใบหน้าของตนเสมอ ทั้งที่ในสายตาของมู่หลิวแล้วฮูหยินรองยังสาวและสวยกว่าฮูหยินใหญ่มากนัก
 
“หากเป็นบุรุษก็คงไม่เท่าไหร่ แต่สตรีเช่นเราทำอย่างนั้นไม่ได้” ชางหลิ่งฟางกล่าวอย่างนุ่มนวล มือเรียวสวยสัมผัสกับดอกไป่เหอ(1) ที่เบ่งบานอยู่ข้างทาง “เจ้าชอบมีความคิดแผลงๆ นัก ประเดี๋ยวเถอะบุรุษของเจ้าจะได้ปวดหัว”
 
มู่หลิวทำหน้าออเซาะ “บ่าวไม่สนใจบุรุษที่มองคนแต่ภายนอกหรอกเจ้าค่ะ คนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของบ่าวได้ต้องยอมรับในสิ่งที่บ่าวเป็น เช่นเดียวกับบ่าวรักเขาที่เป็นแบบนั้น หากไม่มีบ่าวก็จะอยู่รับใช้นายหญิงไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
 
มู่หลิว เป็นสาวใช้ของชางหลิ่งฟางมาตั้งแต่สมัยที่นายหญิงยังไม่ได้แต่งเข้าจวนสกุลชาง คอยปรนนิบัติมาตลอดไม่เคยออกห่าง นับว่าเป็นคนสนิทผู้รู้ใจและเปรียบเสมือนสหายของชางหลิ่งฟาง แต่มู่หลิวรู้ดีว่าสถานะของทั้งสองต่างกันจึงไม่เคยคิดอาจเอื้อมล่วงเกิน ได้แต่รับน้ำใจของนายหญิงเอาไว้เท่านั้น
 
ชางหลิ่งฟางหัวเราะจนดวงหน้ามีเลือดฝาดทำให้ดูอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าเดิม 
 
“ดูพูดเข้า ถ้าหายากนักข้าจะหาให้สักคนหนึ่งก็ได้ เอาคนดีๆ ขยันทำมาหากิน และครองชีวิตอยู่กับเจ้าเพียงผู้เดียว ไม่มีอนุอื่น”
 
พูดถึงอนุ ชางหลิ่งฟางก็มีสีหน้าเศร้าหมอง มู่หลิวเข้าใจดีว่านายหญิงของตนรู้สึกอย่างไร ได้แต่รู้สึกสงสารโชคชะตาของฮูหยินรองที่ต้องมาเป็นอนุของแม่ทัพชางชงไฉ่
 
นายท่านเป็นคนมีฐานะมั่นคงและเป็นที่ไว้วางพระทัยของจักรพรรดิ คราแรกได้รับสมรสพระราชทานกับบุตรีแห่งอ๋อง ที่ชื่อว่าลู่หลิน ทว่าเมื่อครองคู่ไปได้สักระยะ ทั้งสองก็ยังไม่มีวี่แววจะมีบุตรให้เชยชม สุดท้ายชางชงไฉ่จึงตัดสินใจตบแต่งภรรยาอีกคน นั่นคือหลิ่งฟาง บุตรีของหมอหลวงแห่งราชสำนัก 
 
กระนั้นโชคชะตาก็ช่างเล่นตลกกับนายหญิง หลังจากที่แต่งเข้าจวนมาได้สี่เดือน ฮูหยินใหญ่ก็ตั้งครรภ์ สถานะที่แต่เดิมก็เป็นรองอยู่แล้ว ยิ่งตกต่ำลงกว่าเดิม เพราะชางชงไฉ่ดูจะเอาใจใส่ฮูหยินใหญ่มากกว่า 
 
บัดนี้บุตรชายของชางลู่หลินจวนจะอายุได้สามขวบแล้ว แต่นายหญิงของตนก็ยังไม่มีลูก มู่หลิวจึงได้แต่มองชางหลิ่งฟางด้วยความสงสารอยู่ทุกวัน เกรงว่าชางชงไฉ่เลือกแต่งกับนายหญิงโดยที่ปราศจากความรัก เลือกมาเพราะเหมาะสมกับต้องการทายาทเพียงเท่านั้น
 
หากมีลูกล่ะก็... นายท่านอาจจะใจดีกับนายหญิงมากกว่านี้ ครั้งหลังสุดที่มาหาก็เมื่อสองเดือนที่แล้ว...
 
มู่หลิวเห็นบรรยากาศรอบตัวฮูหยินรองเศร้าซึม ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำพูดใดมาปลอบโยนได้ จึงเสชี้นิ้วไปยังบนฟ้า
 
“ดูนั่นสิเจ้าคะ หงส์นี่นา สวยจังเลย!”
 
มีหงส์ขาวตัวหนึ่งกำลังบินอย่างสง่างามอยู่บนฟากฟ้าสีคราม ปีกที่สะบัดอย่างชดช้อยกับความขาวสะอาดของมันหากมองจากระยะไกลคงกลมกลืนไปกับหมู่เมฆ ความงดงามที่เจริญตาช่วยบรรเทาจิตใจอันหมองเศร้าของฮูหยินรองได้ แล้วมองมันด้วยความชื่นชม
 
“นั่นสิ ช่างสวยจริงๆ เพียงแค่มองสิ่งงดงามเช่นนี้ บางทีแม้แต่คนที่แข็งกร้าวก็อาจจะอ่อนโยนลงได้... อ๊ะ!”
 
ชางหลิ่งฟางหยุดพูดกลางคัน เมื่อหงส์น้อยที่บินถลาแล่นลมอย่างเพลิดเพลินถูกใครบางคนยิงจนปีกสีขาวสวยอาบเลือด ได้ยินเสียงหงส์ตัวนั้นร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะร่วงลงมา มู่หลิวผงะอึ้ง ยกมือขึ้นปิดปาก 
 
“ใครกัน ช่างโหดร้ายอะไรเยี่ยงนี้!”
 
จริงอยู่ว่าที่ป่านอกเมือง นอกจากจะเป็นแหล่งเดินเล่นทางธรรมชาติแล้ว ยังคาบเกี่ยวกับเขตล่าสัตว์ของบุรุษอีกด้วย ตอนมาถึงที่นี่ได้ยินว่ามีขุนนางหนุ่มกลุ่มใหญ่มาล่าสัตว์กัน และได้รับคำเตือนว่าควรเดินเล่นอยู่รอบนอกเพื่อไม่ให้ถูกลูกหลงจากการล่าสัตว์
 
ทว่าชางหลิ่งฟางไม่สนใจในข้อห้ามใดๆ ผละจากสาวใช้ของตน มุ่งไปยังที่หงส์น้อยร่วงลงมา มู่หลิวรู้ว่านายหญิงของตนจะทำอะไรจึงได้รีบวิ่งตามไป
 
เพียงไม่นานก็เจอหงส์ตัวนั้น มันกระเสือกกระสนจะเอาตัวรอดอย่างสุดกำลัง ปีกสีขาวมีลูกธนูปักอยู่เป็นที่น่าสงสารและเวทนายิ่ง เมื่อชางหลิ่งฟางกับมู่หลิวปรากฏตัว นัยน์ตาของหงส์คู่นั้นฉายแววตื่นกลัว มันเปล่งเสียงร้องดังลั่นและพยายามจะคลานหนีจากพวกนาง
 
“ไม่ต้องกลัวนะ หงส์น้อย พวกข้าจะมาช่วยเจ้าเท่านั้น”
 
ดวงหน้าของฮูหยินรองซีดขาวจากความเห็นใจในชะตากรรมของหงส์น้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยน ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาทีละนิด หงส์ตัวนั้นยังคงหวาดกลัวกระถดตัวหนี เปล่งเสียงร้องคล้ายจะขับไล่ให้พวกนางไปห่างๆ มู่หลิวคลี่ผ้าห่อของที่พกติดตัวออกมา กล่าวกับนายหญิงของตนว่า
 
“เดี๋ยวบ่าวจัดการเองเจ้าค่ะ”
 
ชางหลิ่งฟางพยักหน้า ถอยกายไปด้านข้างปล่อยให้สาวใช้ของตนเข้าไปหาหงส์น้อย มันยังคงตื่นกลัว แม้นางคิดว่าควรจะรีบพาตัวมันไปให้เร็วที่สุดเพราะผู้ที่ล่ามันอาจจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มู่หลิวก็ทำใจสบายๆ ผูกมิตรอย่างไม่เร่งร้อน ส่งยิ้มเปี่ยมด้วยความเมตตาปราณี พูดเสียงเบาและสบสายตากับหงส์น้อยเพื่อแสดงความจริงใจ
 
“อย่ากลัวไปเลย” มู่หลิวพูดเสียงอ่อนคล้ายกับกำลังกล่อมเด็กให้หลับ “พวกข้าต้องการจะช่วยเจ้านะ เด็กดี”
 
พูดเช่นนี้ซ้ำๆ นัยน์ตาคู่งามแฝงความเฉลียวฉลาดของหงส์น้อยก็เข้าใจ ท่าทางสงบลง มันยอมให้มู่หลิวใช้ผ้าหุ้มห่อตัวมันและอุ้มไป 
 
จังหวะนั้นเองที่ได้ยินเสียงฝีเท้าม้ากำลังเข้ามาใกล้ รู้ทันทีว่าพวกคนล่ากำลังมา ชางหลิ่งฟางจึงส่งสายตาบอกสาวใช้ให้รีบออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร็
 
............................
 
ถึงจะเป็นสัตว์ อย่างไรการรักษาก็จำเป็นต้องให้หมอดูแลอยู่ดี ฮูหยินรองเรียกท่านหมอเฉียนที่เคยดูแลอาการป่วยของนางตั้งแต่อยู่ที่บ้านเก่ามาดูอาการเจ้าหงส์น้อย หมอเฉียนที่รีบร้อนมาถึงจวนแม่ทัพนึกว่าชางหลิ่งฟางเกิดเหตุอะไรขึ้น กลับกลายเป็นว่าถูกเรียกมาเพื่อรักษาหงส์ก็พลันโคลงหัว
 
“ฮูหยินรอง โปรดอย่าทำให้ข้าตกใจเล่นสิ เห็นมู่หลิวเร่งข้า นึกว่าท่านป่วยหนักเสียอีก ข้านี่ใจหายเลยเชียว”
 
“แต่มันก็อาการหนักจริงๆ นี่นา” ชางหลิ่งฟางว่า ผายมือไปทางมุมห้อง “ท่านหมอเฉียนโปรดรักษาหงส์น้อยให้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
 
มู่หลิวทำการรักษาขั้นต้นไปแล้ว แต่กลิ่นเลือดที่คลุ้งเข้าจมูกนั้น บอกได้อย่างดีว่าอาการสาหัส ท่านหมอเฉียนรีบร้อนเข้าไปดูหงส์น้อยที่นอนสลบและหายใจแผ่วเบา หยิบอุปกรณ์การแพทย์ของตนขึ้นมาเป็นที่วุ่นวายโดยมีมู่หลิวและชางหลิ่งฟางยืนด้วยความกระสับกระส่ายอยู่ด้านหลัง
 
หลังรักษาอยู่นาน ท่านหมอเฉียนก็เก็บอุปกรณ์ของตน มองสตรีทั้งสองที่สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยในสิ่งมีชีวิตน้อยๆ นี้ก็ระบายรอยยิ้ม
 
“ข้ารักษาให้แล้ว ยังดีที่ว่าไม่ทำให้ปีกเสียหายมากนัก แค่เลือดไหลมากไปหน่อย พักฟื้นสักเดือนน่าจะหายดีแล้วล่ะ”
 
สตรีทั้งสองมีสีหน้าโล่งอก ก่อนที่ชางหลิ่งฟางจะย่อกายคารว
 
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านหมอเฉียน”
 
“ไม่เป็นไร แต่ที่หลังบอกให้สาวใช้ของท่านใจเย็นหน่อย หรืออธิบายให้ชัดเจนว่าใครบาดเจ็บ มันทำให้ข้าใจคอไม่ดีนะ”
 
ดวงหน้ากลมของมู่หลิวแดงเรื่อ “ต้องขอประทานอภัยด้วยเจ้าค่ะ ท่านหมอเฉียน ข้าเป็นห่วงหงส์น้อยเลยใจร้อนไปหน่อย คราวหลังข้าจะระวังเจ้าค่ะ”
 
หลังส่งท่านหมอเฉียนกลับบ้าน หงส์น้อยก็มีสติกลับคืนมา คราแรกมันมีท่าทีตื่นกลัวเพราะอยู่แปลกที่แปลกถิ่น ทว่าพอเห็นมู่หลิวมันก็สงบลง ส่งเสียงร้องเรียกแผ่วเบาด้วยความน่าเอ็นดู นางจึงตรงเข้าไปหาลูบหัวลูบตัวมั
 
“เจ้าไม่เป็นไรแล้วล่ะนะ คนพวกนั้นช่างใจร้ายเสียจริง ทำกับหงส์ที่สวยงามอย่างนี้ได้ลงคอ” รำพึงไปก็ลูบขนสวยๆ ที่นุ่มมือมองผ้าพันแผลบนปีกด้วยความเวทนา “ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะทำร้ายเจ้าอีก ข้าจะดูแลเจ้าเองนะ”
 
หงส์น้อยเหมือนจะรับรู้ความปรารถนาดีของมู่หลิว มันจึงหลับตาลงอย่างสบายใจ พักผ่อนประหนึ่งว่าที่นี่คือบ้านของมัน
 
.......................
 
ด้วยการดูแลของมู่หลิวและชางหลิ่งฟางจึงทำให้หงส์น้อยมีอาการดีขึ้น จนตอนนี้ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงในเรือนของฮูหยินรองไปแล้ว
 
ระยะแรกเจ้าหงส์มีท่าทีหวาดระแวงต่อคนแปลกหน้านอกจากมู่หลิวกับชางหลิ่งฟางอยู่บ้าง แต่พออยู่ไปนานๆ ไม่เห็นว่าคนในจวนจะทำร้ายมันจึงคลายความไม่เป็นมิตรลง กระนั้นคนที่มันสนิทสนมด้วยมากที่สุดก็คือมู่หลิวและชางหลิ่งฟางอยู่ดี ถึงขนาดในสองสัปดาห์ต่อมามันก็ตามติดทั้งสองแจ ประดุจว่าพวกนางคือมารดาของมัน
 
ความงดงามและความน่ารักของหงส์น้อยยากนักที่ใครจะเกลียดได้ลง ทุกคนพากันรักใคร่เอ็นดูในความฉลาดของมัน ถ้าจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ก็คือฮูหยินใหญ่ที่พอทราบเรื่องนี้ก็มาเยือนถึงที่เรือน
 
ชางลู่หลิน ภรรยาเอกของแม่ทัพชางชงไฉ่เป็นสตรีที่งดงามดั่งดอกไม้แรกแย้ม มีเรือนร่างอันเย้ายวน ทว่านัยน์ตาเมล็ดซิ่ง(2) คู่นั้นกลับแฝงความร้ายกาจเอาไว้เต็มเปี่ยม ใบหน้าที่เชิดสูงให้อารมณ์เหมือนหยามเหยียดทุกผู้คน เผชิญหน้าทีไรเป็นต้องรู้สึกถูกกดจนต้อยต่ำ 
 
ยามต้องเจอหน้ากันมู่หลิวอึดอัดอยากจะไปให้พ้นๆ แต่เทียบกันแล้วนายหญิงที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของชางลู่หลิน แถมยังต้องทำเรื่องที่ไม่ให้ภรรยาเอกคับข้องหมองใจอีก คงทรมานมากกว่านัก 
 
ดวงหน้าของชางหลิ่งฟางสงบนิ่ง ท่าทีเยือกเย็นกว่าปกติ ไม่แสดงอารมณ์หวั่นเกรงใดๆ ผ่านทางแววตา ขณะย่อกายลงทำความเคารพ
 
“คารวะ ฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ”
 
ชางลู่หลินไม่รั้งรอการทักทาย รีบพูดเข้าประเด็นในทันทีด้วยน้ำเสียงอันเฉียบขาดประหนึ่งว่าเป็นสตรีชั้นสูงในวังหลัง
 
“น้องหญิง จวนของเรามิใช่ร้านขายไก่ เอาสัตว์หน้าขนนี้เข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาตจากข้าก่อนเช่นนี้ มันใช้ได้หรือ!”
 
เพียงแค่นี้ก็ทำให้สาวใช้ในเรือนของฮูหยินรองพากันก้มหน้างุดเป็นการใหญ่แล้ว ถ้อยคำตำหนินั้นทำให้มู่หลิวเม้มริมฝีปากแน่น ขณะเหลือบมองชางหลิ่งฟางอย่างเป็นกังวล
 
นายหญิงไม่หวาดกลัวต่อความน่าเกรงขามของสตรีเบื้องหน้า มิหนำซ้ำยังยิ้มกลับ
 
“เรื่องนั้นน้องได้ขออนุญาตจากท่านพี่ชงไฉ่แล้ว ในเมื่อได้รับคำเห็นชอบ เช่นนั้นฮูหยินใหญ่ก็มิต้องเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีกเลยเจ้าค่ะ”
 
ได้รับคำชี้แจงเช่นนั้น ชางลู่หลินมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ชางหลิ่งฟางรู้อยู่แล้วว่าภรรยาเอกเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเพียงใด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรที่เล่นงานได้ก็จะไม่ยอมปล่อยผ่าน นางจึงชิงตัดหน้าไปขออนุญาตเสียก่อน ในเมื่อสามีตกลงให้นางเลี้ยงมันไว้ได้ จะใครก็ไม่มีสิทธิ์ไปขัดทั้งนั้
 
“เรื่องแค่นี้เหตุใดต้องไปรบกวนท่านพี่ด้วยเล่า ในเมื่อยังมีข้าคอยจัดการเรื่องจิปาถะในจวนอยู่ ตามมารยาทควรจะมาหาข้าสิ” ชางลู่หลินแย้มยิ้มที่เคลือบแฝงด้วยยาพิษ “หรือเจ้าคิดจะไปหาท่านพี่ นั่นสินะ ไม่เจอกันเกือบสองเดือนแล้วนี่นา เพราะท่านพี่ชอบมาค้างอยู่ที่ห้องของข้าและมาเล่านิทานให้ลูกหยางชวีฟังบ่อยๆ”
 
เหมือนย้ำเตือนความชอกช้ำ นัยน์ตาของชางหลิ่งฟางมีความขุ่นเคืองวาบผ่าน มู่หลิวมองนายหญิงอย่างร้อนรนว่าจะสะกดกลั้นอารมณ์ของตนได้นานสักเท่าไหร่ 
 
“นั่นเป็นเรื่องดีแล้วเจ้าค่ะ ที่ท่านพี่ใส่ใจฮูหยินและลูก อย่างไรคุณชายก็เพิ่งจะสามขวบสมควรได้รับความรักและความเอาใจใส่จากบิดามารดาให้มากๆ”
 
ฮูหยินรองตอบแบบใจกว้าง ชางลู่หลินจึงได้แต่ขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ที่ทำให้อีกฝ่ายโมโหไม่ได้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงยิ่งลำพองใจขึ้นไปอีก 
 
“ข้าดีใจที่น้องหญิงเข้าใจ ในเมื่อเป็นอย่างนี้ต่อให้ท่านพี่ไม่ไปหาน้องหญิงอีกนานก็คงไม่เป็นไรสินะ”
 
มู่หลิวกำหมัดแน่น นี่กล้าใช้ความใจกว้างของนายหญิงมาย้อนทำร้ายเลยหรือ มากเกินไปแล้ว!
 
มือของชางหลิ่งฟางสั่นระริกกับการสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่ นางยอมถอยเพราะรู้สถานะของตน แต่คนตรงหน้ากลับไร้ความเมตตาปราณี ครานี้แม้สีหน้าจะคงความราบเรียบเอาไว้ได้ ทว่าน้ำเสียงก็เจือด้วยความแข็งกร้าว เค้นตอบออกไปอย่างยากลำบาก
 
“หากท่านพี่ปรารถนาอยู่กับฮูหยินและลูก น้องก็ไม่อาจจะว่ากล่าวอันใดได้
 
สุดท้ายชางลู่หลินก็ไม่อาจยั่วให้ชางหลิ่งฟางโมโหหรือคร่ำครวญขอร้องนางได้ จึงตัดใจแต่เพียงเท่านี้ หันกายจะไปจากเรือน ทว่าก็ยังไม่วายทิ้งท้าย
 
“ในสัปดาห์หน้าข้าจะจัดงานวันเกิดให้ลูกหยางชวี น้องหญิงก็อย่าได้ลืมมาร่วมงานล่ะ”
 
กล่าวจบฮูหยินใหญ่ก็ออกไป บรรยากาศที่อึมครึมพลันสลายตัวในทันที ชางหลิ่งฟางโซเซไปนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง มู่หลิวเห็นเหงื่อบางๆ ผุดซึมออกมา ดูก็รู้ว่านายหญิงใช้กำลังมหาศาลที่จะยืนหยัดอยู่ต่อหน้าภรรยาเอกมากแค่ไหน
 
“นายหญิงเจ้าคะ...”
 
มู่หลิวมองชางหลิ่งฟางด้วยความสงสารจับจิต นายหญิงยืดตัวขึ้น สายตาทอดมองสาวใช้ของตนด้วยความอาทร
 
“จำไว้ ต่อให้รักผู้ชายคนนั้นมากแค่ไหนก็จงอย่าได้ยอมเป็นอนุของเขา จงหาผู้ชายที่มีความจริงใจต่อเจ้าเพียงผู้เดียว มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะต้องเป็นอย่างข้า”
 
“นายหญิง...”
 
มู่หลิวเรียกเสียงสั่นเครือ ขอบตาแดงเรื่อ จับมือของชางหลิ่งฟางเอาไว้แน่น
 
........................
 
ท้องฟ้าดารดาษไปด้วยหมู่ดาวทอประกายระยับ ส่วนแสงจันทร์มัวหมองเพราะถูกกลุ่มเมฆสีดำเข้าบดบัง ไม่ต่างจากสภาพจิตใจของมู่หลิวในยามนี้
 
ล่วงเข้ายามไฉ่(3) แล้วแต่นางก็ยังไม่หลับ มู่หลิวนั่งอยู่ตรงหน้าเรือนแหงนมองดูฟ้า สัมผัสกับลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านพลิ้วกายของนางไป
 
มู่หลิวครุ่นคิดถึงคำพูดของนายหญิงจนไม่อาจข่มตาหลับ นางกลัว... กลัวที่จะต้องเผชิญชีวิตแบบเดียวกับฮูหยินรอง ยิ่งด้วยฐานะของนางเป็นเพียงสาวใช้ จะสามารถหาคู่ที่ดีเลิศได้ปานใดกัน บางทีนางอาจจะได้แต่งงานกับพ่อบ้านที่ไหนสักจวน องครักษ์หรืออย่างต่ำหน่อยก็บ่าวรับใช้ คนเลี้ยงม้า จริงอยู่ว่านางไม่ได้คาดฝันจะแต่งกับคนสูงศักดิ์ ขอแค่รักเดียวใจเดียว ขยัน มีเมตตาและเป็นที่พึ่งพาได้นางก็สุดจะพอใจแล้ว ทว่ามันไม่ได้หาง่ายๆ เช่นนั้นน่ะสิ
 
ว่าแล้วก็ถอนใจอีกเฮือกหนึ่ง ตอนนั้นเองที่มู่หลิวเห็นหงส์น้อยเดินเตาะแตะเข้ามาหา นัยน์ตาอันงดงามของมันมีความฉงนสงสัยที่เห็นนางมานั่งถอดถอนใจอยู่ตรงนี้ มู่หลิวยิ้มกวักมือเรียก หงส์น้อยก็เดินเข้ามาหานางแต่โดยดี
 
“ยังมิหลับอีกรึ เจ้าหงส์น้อย” มู่หลิวลูบขนนุ่มของมันอย่างแผ่วเบา “หรือเจ้าเป็นห่วง เลยออกมาดูข้ากัน?”
 
หงส์น้อยเปล่งเสียงร้องเบาๆ จากนั้นก็ซุกไซ้ออดอ้อนนาง ขนบางส่วนปัดมาโดนคางของมู่หลิวทำให้รู้สึกจั๊กจี้ ขณะที่นัยน์ตาชุ่มฉ่ำน้ำคู่นั้นจะมีความอิจฉาอยู่เล็กน้อย
 
“เป็นหงส์ก็ดีนะ ถึงจะเกิดมาเป็นผู้ถูกล่าก็ตาม แต่ก็ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ต้องกังวลอะไรให้ซับซ้อนเหมือนอย่างมนุษย์ มิหนำซ้ำหงส์ยังครองคู่กันไปตลอดชีวิตอีก หากข้าเป็นอย่างเจ้าได้ก็คงจะดีนะ”
 
มู่หลิวโอบกอดหงส์น้อยไว้ มันก็เอาหัวซบด้วยความยินดีราวกับว่าอยากจะแบ่งเบาความทุกข์นั้นด้วยเช่นกัน เพียงเท่านี้ก็ทำให้นางยกยิ้มเปี่ยมสุข
 
“เด็กดี ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนข้านะ”
 
เอาคางวางลงบนขนนุ่ม ตัวของหงส์น้อยอุ่นและสัมผัสถึงหัวใจเล็กๆ ที่เต้นตึกตัก ทำให้รู้สึกสงบใจอย่างน่าประหลาด คิดเล่นๆ ขึ้นมาว่าหากหงส์ตัวนี้เป็นคนล่ะก็ ยามอยู่ในอ้อมกอดของคนผู้นี้คงจะรู้สึกสบายใจไม่น้อย
 
.........................
 
ใครว่าชีวิตของสาวใช้ในจวนสกุลชางนั้นสุขสบาย คำนั้นอาจจะเหมาะกับบ่าวรับใช้คนอื่น แต่ไม่ใช่กับมู่หลิวที่ต้องคอยสู้รบปรบมือกับบรรดาข้ารับใช้ของฮูหยินใหญ่แน่
 
นางถูกรังแกทุกวัน จะมากหรือน้อยก็ขอแค่ให้ได้เดือดร้อนเสียหน่อยก็นับว่าทำให้ข้ารับใช้ของฮูหยินใหญ่ได้มีความสุขแล้ว ทุกวันมู่หลิวต้องเตรียมตัวเตรียมใจว่านางจะต้องเจอกับเรื่องอะไรบ้าง บางครั้งเสื้อผ้าที่นางอุตส่าห์ซักตากจนเรียบร้อยก็ถูกนำไปคลุกดินคลุกฝุ่นจนต้องนำไปซักใหม่ บางครั้งเสื้อผ้าก็มีรอยกรีดเป็นทางยาวมิต่างจากผ้าขี้ริ้ว ถูกใช้ให้ไปตักน้ำในบ่อวันละหลายสิบเที่ยวใส่ถังที่มารู้เอาภายหลังว่ามีรอยรั่ว บางทีพวกนั้นก็นึกครึ้มปัดฝุ่นมาใส่ตัวมู่หลิว เทน้ำซักผ้า หรือขยะใส่ ของเหล่านี้มู่หลิวทนได้ ขอแค่ไม่ไปเดือดร้อนนายหญิงก็เพียงพอแล้ว
 
วันนี้นางก็ถูกข้ารับใช้เหล่านั้นรังแกเช่นเคย พวกนางจงใจชนมู่หลิวจนล้มลงไปในพื้นโคลน เมื่อวานฝนหนัก พื้นดินบางแห่งจึงเฉอะแฉะ มู่หลิวที่ระมัดระวังมาตลอดกลับต้องมาพ่ายแพ้ต่อข้ารับใช้ของฮูหยินใหญ่ที่เลือกจังหวะชนให้นางล้มลงบนกองโคลนได้พอดิบพอดี แถมยังมาหัวเราะเยาะถากถางอีกด้วย
 
“มู่หลิว ข้าขอโทษนะ ข้าไม่ทันเห็นเจ้าน่ะ เพราะตัวเจ้าช่างจืดจางเสียเหลือเกิน!”
 
เถาเอ๋อร์ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการกลั่นแกล้งหัวเราะด้วยความสะใจ มู่หลิวกำหมัดแน่นแต่ไม่อยากจะหาเรื่องกลับ เพราะถ้านางลงมือล่ะก็เรื่องจะต้องเดือดร้อนมาถึงนายหญิง นางไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเช่นนั้น
 
“ไม่เป็นไร” มู่หลิวแค่นเสียงตอบ ไม่วายแอบจิกกัด “เจ้าอายุมากแล้ว สายตาย่อมฝ้าฟางเป็นธรรมดา อย่าฝืนตัวเองนักล่ะ สำเหนียกด้วยว่าตอนนี้เจ้าอาวุโสมากปานใด”
 
อีกฝ่ายใบหน้าแดงก่ำ “เจ้าหาว่าข้าแก่หรือ!”
 
“ข้ายังมิได้พูดว่าเจ้าแก่สักคำ แค่บอกว่าเป็นผู้อาวุโส ในทีนี้หมายถึงอายุมากกว่าแต่ยังไม่ชราภาพก็ได้ ไยเจ้าต้องตีความข้าผิดเยี่ยงนั้นด้วยเล่า”
 
มู่หลิวแสยะยิ้มมาดร้าย แต่ก็ทำให้เถาเอ๋อร์ของขึ้นจะกระโจนเข้ามาตบสั่งสอนสักที ทว่าหงส์น้อยที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกลับโผล่พรวดเข้ามาขวาง แล้วกระพือปีกกับจิกใส่สาวใช้คนนั้นอย่างดุร้าย
 
“กรี๊ดดด!! อะไรกันเนี่ย เจ้าหงส์สารเลวตัวนี้!”
 
ก่อนที่หงส์น้อยจะโดนบ่าวของฮูหยินใหญ่เล่นงาน มู่หลิวรีบตะครุบมันเอาไว้แล้วพาเผ่นไปจากแถวโรงครัว วิ่งตัดมายังที่เรือนของชางหลิ่งฟางทันที
 
เมื่อแน่ใจว่าพวกนางไม่ได้ตามมา มู่หลิวก็ถอนหายใจโล่งอก วางหงส์น้อยลงพลางเอ่ยเตือน
 
“ข้าดีใจนะที่เจ้ามาช่วยข้า แต่อย่าทำอย่างนี้อีกเลยนะ นอกจากข้า นายหญิงกับข้ารับใช้บางส่วนในจวนแล้ว ที่เหลือล้วนอยากจะเด็ดปีกเด็ดขนของเจ้ามาทำเป็นหมอนกันทั้งนั้น ฉะนั้นเจ้าต้องทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ในนี้ เข้าใจไหม”
 
หงส์น้อยเอียงคอ แต่นัยน์ตาของมันทอประกายคล้ายกับเข้าใจที่นางบอก มู่หลิวจึงยิ้มแล้วอุ้มมันไปล้างเนื้อล้างตัว เพราะขนสีขาวของมันเปรอะเปื้อนโคลนบนตัวของนางจนมัวหมองไปหมดแล้
 
...........................
 
ใกล้ถึงงานวันเกิดของคุณชาย นายหญิงตัดสินใจจะทำขนมเพราะเป็นสิ่งที่นางถนัดและมั่นใจที่สุด มู่หลิวอาสาเป็นลูกมือ ขนมที่เลือกมาคือหมาฮัว(4) รสน้ำผึ้ง ทำง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยลิ้น หมาฮัวร้อนๆ ที่ขึ้นมาจากกระทะมีสีสวยน่ารับประทานซ้ำยังส่งกลิ่นหอมยวนจมูก มู่หลิวอดไม่ได้ที่จะเชยชมมันหลายๆ รอบ
 
“ฝีมือของนายหญิงยังไม่ตกเลยนะเจ้าคะ ข้าเชื่อว่าคุณชายต้องชอบขนมนี้แน่นอนเลยเจ้าค่ะ”
 
ชางหลิ่งฟางยิ้ม “ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น คุณชายเป็นเด็กดี ข้าก็อยากจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา”
 
ฟังแล้วช่างสะทกสะท้านใจนัก หากนายหญิงของตนมีคุณหนูหรือคุณชายน้อยๆ บ้างก็คงจะดี ฮูหยินรองจะได้ไม่ต้องยิ้มที่แฝงความขมขื่นเวลาเห็นผู้อื่นมีบุตรให้เชยชม
 
ตอนที่กำลังจัดวางขนมลงในจานอย่างประณีต จู่ๆ ฮูหยินรองก็ยกมือกุมขมับ ซวนเซพิงกับโต๊ะ มู่หลิวเห็นดังนั้นจึงรีบถลาเข้ามาหาทันที
 
“นายหญิง เป็นอะไรไปเจ้าคะ!”
 
“มึนหัวนิดหน่อยน่ะ” ชางหลิ่งฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “สงสัยข้าจะนอนดึกมากเกินไป ก็เลยรู้สึกเวียนหัว”
 
“ยังพอมีเวลากว่างานจะเริ่ม บ่าวว่าไปพักสักหน่อยดีกว่าเจ้าค่ะ” มู่หลิวประคองนายหญิงของตนอย่างระมัดระวัง ร่างอันบอบบางปานต้นหลิวของชางหลิ่งฟางช่างดูอ่อนล้าเหลือเกิน “ส่วนที่เหลือบ่าวจะจัดการเองเจ้าค่ะ”
 
ชางหลิ่งฟางพยักหน้า “เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน”
 
หงส์น้อยที่วันนี้ก็มาอยู่ในครัวด้วยเห็นผู้ที่ดูแลมันมีอาการไม่ดี จึงส่งเสียงเศร้าๆ ออกมา นัยน์ตาแสดงความห่วงใย ฮูหยินรองฝืนยิ้มพลางว่า
 
“ไม่ต้องห่วงจ้ะ ข้าไม่เป็นไร หงส์น้อยเป็นเด็กดี รออยู่ที่นี่นะ”
 
มันเข้าใจที่ชางหลิ่งฟางพูด เดินอย่างเชื่องช้าไปอยู่ตรงมุมห้องซึ่งมีวัชพืชกอเล็กขึ้นมาเหมาะเป็นเบาะนุ่ม แถมยังมีแสงแดดอบอุ่นอาบไล้ตัวมันอีกด้วย
 
หงส์น้อยมองมู่หลิวประคองนายหญิงของตนกลับเรือน มันนั่งอยู่ตรงนั้น พลางไซ้ขนบางส่วนที่ไม่เป็นระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง ขณะรอการกลับมาของทั้งสองซึ่งกินเวลานานจนมันกำลังเคลิ้มหลับ ทันใดนั้นก็มีสาวใช้นางหนึ่งเข้ามาในครัว
 
เถาเอ๋อร์ที่เคยรังแกมู่หลิวนั่นเอง
 
นางเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ สายตากวาดไปที่โต๊ะ มองเห็นหมาฮัวตั้งเด่นอยู่ จึงล้วงเข้าไปในเสื้อหยิบซองบางอย่างขึ้นมา นางแกะมันออกแล้วโรยผงสีขาวลงไป สีหน้าที่เต็มไปด้วยความสะใจนั้นทำให้หงส์น้อยที่จับตาดูอยู่รู้สึกว่าเถาเอ๋อร์เป็นตัวอันตราย
 
แม้สมองน้อยๆ ของมันจะไม่เข้าใจว่าสาวใช้ผู้นี้ทำอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าเจตนาไม่ดีแน่ มันจึงเปล่งเสียงร้องแหลมแล้วกระโจนเข้ามา
 
“อะไรกันเนี่ย เจ้าหงส์นี่อีกแล้ว!”
 
เถาเอ๋อร์พยายามปัดป้อง อดหงุดหงิดไม่ได้ที่ตนสะเพร่าไม่ทันเห็นหงส์ตัวนี้ในห้องครัว นางถูกจิกจนเป็นแผลตามแขน หลังกรีดร้องอยู่นาน เถาเอ๋อร์ก็คว้าลำคอของมันได้ หงส์น้อยกระพือปีกพั่บๆ ดิ้นรนจะเอาชีวิตรอด ทว่าสาวใช้กลับยิ้มเหี้ยม 
 
“ในที่สุดข้าก็ได้โอกาสจัดการเจ้าเสียที ขวางหูขวางตาดีนัก! เป็นแค่หงส์อย่ามาหือกับมนุษย์เลย!”
 
หงส์น้อยพยายามจะดิ้นรน แต่สาวใช้กลับออกแรงหักคอของมัน หงส์น้อยกระพือปีกได้เพียงครู่ก็แน่นิ่งไป นัยน์ตาอันงดงามของมันเบิกค้างมีน้ำตาไหลอาบออกมา เปล่งเสียงเศร้าสร้อยคล้ายกับกำลังเรียกชื่อมู่หลิวอยู่
 
......................
 
“หงส์น้อย รอนานไหม อ้าว...”
 
มู่หลิวเข้ามาในครัว กลับไม่พบสัตว์ตัวน้อยนั้น ตอนแรกเห็นเชื่อฟังด้วยการรอนางอย่างดี ตอนนี้กลับเดินหายไปไหนแล้ว
 
“สงสัยคงไปเดินเล่น ช่างเถอะ ถ้าอยู่ในจวนเดี๋ยวก็คงจะหาตัวเจอเอง ใกล้ได้เวลางานวันเกิดของคุณชายแล้วด้วย”
 
นางยิ่งกริ่งเกรงในอำนาจและบารมีของฮูหยินใหญ่อยู่ด้วย จึงหยิบขนมที่วางอยู่ขึ้นมาแล้วผลุนผลันออกไป 
 
งานเลี้ยงของบุตรชายฮูหยินใหญ่จัดขึ้นอย่างอลังการ มีผู้คนมากมายเข้ามาร่วมงานอวยพร ชางหยางชวีวัยสามขวบยืนต้อนรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทว่าเฉลียวฉลาด ดูจากรูปลักษณ์ในวัยเยาว์นี้แล้วเติบใหญ่เขาจะต้องเป็นผู้สง่างามและสบายตาเฉกเช่นต้นไผ่เป็นแน่
 
ชางหลิ่งฟางเลือกอาภรณ์แบบเรียบง่ายเพื่อไม่ให้เด่นเกินหน้าชางลู่หลิน ทางด้านหลังมู่หลิวถือขนมเดินตามมาอย่างนอบน้อม ในงานมีเหล่าชนชั้นสูงที่ชางชงไฉ่กับชางลู่หลินเชิญมา ยามนี้นายท่านกำลังอารมณ์ดียิ่ง ถึงขนาดคลายความเย็นชาลงหลายส่วน มองฮูหยินรองที่เดินเข้ามาร่วมงาน
 
“ในที่สุดเจ้าก็มา”
 
ชางหลิ่งฟางย่อกายลง “คารวะ ท่านพี่ ฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ”
 
ชางลู่หลินรีบโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธี เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองใดๆ หรอก”
 
คนพูดแสดงตนเหมือนมีใจอันกว้างขวางประหนึ่งแม่น้ำ ทว่ามู่หลิวรู้ดี ภายใต้หน้ากากแสนดียังคงแฝงเจตนาร้ายที่มีต่อนายหญิงของตนเหมือนเดิม
 
“เนื่องในวันเกิดของคุณชายหยางชวี น้องได้นำขนมที่ลงมือปรุงด้วยตัวเอง หวังว่าคุณชายจะชอบ และขออวยพรให้คุณชายเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง สง่างามและเฉลียวฉลาดขึ้นในทุกๆ วัน”
 
ฮูหยินรองยังคงความเคร่งขรึมให้สมฐานะ ผายมือไปทางหมาฮัวที่มู่หลิวถืออยู่ ภรรยาเอกระบายรอยยิ้มอบอุ่น เอ่ยเสียงหวานชนิดที่มู่หลิวฟังยังขนลุก 
 
“ขนมของเจ้าเป็นที่เลื่องลือ แม้แต่ท่านพี่ยังชื่นชอบ นับเป็นบุญของลูกหยางชวีที่ได้ลิ้มลอง เอาล่ะ ลูกไปรับมาสิจ้ะ”
 
ชางหยางชวีพยักหน้า เดินเข้ามารับขนมจานนั้น มองมันด้วยสายตาเป็นประกายชอบใจ จากนั้นเขาก็หยิบทานไปหนึ่งคำ
 
เห็นสีหน้าชอบอกชอบใจของเด็กชาย ชางหลิ่งฟางก็พลอยรู้สึกยินดี แต่แล้วเมื่อเด็กชายจะหยิบทานอีกชิ้นหนึ่ง จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นกุมหน้าอก ตัวสั่นและหน้าซีด
 
“หยางชวี ลูกเป็นอะไรไป!”
 
ผู้เป็นมารดาสังเกตได้ก่อนใคร รีบประคองบุตรชายของนางทันที ชางหยางชวีกระอักเลือดออกมาเป็นคำตอบ ทุกคนพากันหวีดร้อง ก่อนที่เถาเอ๋อร์จะชี้ไปที่ขนมของฮูหยินรองแล้วว่า
 
“มียาพิษอยู่ในขนมนั่น!”
 
“ไม่จริง จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง!”
 
มู่หลิวร้อนรนและเถียงกลับ ชางชงไฉ่หยิบขนมขึ้นมาพินิจ หยิบเข็มสำหรับตรวจสอบพิษขึ้นมาแล้วจิ้มลงไป เมื่อถอนออกมาดูก็พบว่าเข็มเงินนั้นตรงปลายเปลี่ยนเป็นสีเขียว
 
ชางหลิ่งฟางหน้าซีดเผือด “มียาพิษอยู่ในขนม เป็นไปได้อย่างไรกัน”
 
ชางลู่หลินร้องไห้จนน้ำตาแทบหลั่งเป็นสายเลือด หันมาต่อว่าฮูหยินรอง 
 
“ทำไมเจ้ากล้าทำกับเด็กที่ไม่รู้เดียงสาเช่นนี้! หากเจ้าเคียดแค้นชิงชังข้านัก ก็มาลงที่ข้าคนเดียวสิ อย่าเอาลูกหยางชวีไปข้องเกี่ยวด้วย!”
 
“ไม่ใช่นะ!” ชางหลิ่งฟางปฏิเสธ ขอบตาแดง น้ำเสียงก็สั่นเครือ “ข้าไม่ได้ทำนะ!”
 
“ขนมนี้เจ้าทำเองกับมือไม่ใช่เหรอ!” ชางชงไฉ่ว่า นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ “ถ้าเจ้าไม่ได้ใส่ยาพิษแล้วใครจะทำได้อีก!”
 
นายท่านชะงักก่อนจะตวัดสายตาไปที่มู่หลิวอย่างนึกขึ้นได้ “จริงสิ เจ้าเองก็ช่วยเตรียมการด้วยนี่ เอาตัวไปสอบสวนเสีย! ส่วนเจ้า หลิ่งฟาง ต้องถูกกักบริเวณอยู่ในเรือนไปก่อน!”
 
เห็นสาวใช้คนสนิทโดนข้ารับใช้คนอื่นลากออกไป ชางหลิ่งฟางก็รู้ในทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่สนใจสายตาใครพุ่งเข้าไปเกาะขาสามีร่ำร้องทั้งน้ำตาว่า
 
“ได้โปรดเถอะเจ้าค่ะ มู่หลิว นางไม่ได้ทำ พวกเราไม่ได้ทำนะเจ้าคะ! โปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”
 
“เจ้าพูดแบบนี้จะหาว่าข้าอยุติธรรมใช่ไหม!” สีหน้าของชางชงไฉ่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว แววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ “ความจริงข้าอยากจะสอบสวนเจ้าด้วยซ้ำ! แต่เห็นแก่เจ้า ข้าจะกักบริเวณแทน ส่วนที่เหลือสาวใช้ของเจ้าจะเป็นคนรับผิดชอบ!”
 
“ไม่นะเจ้าค่ะ อย่า!!”
 
ระหว่างที่มู่หลิวถูกหิ้วออกไป นางมองเห็นรอยยิ้มสะใจผุดขึ้นบนดวงหน้าของฮูหยินใหญ่ ในใจพลันหนาวเยือกลงหลายระดับ หรือว่าทั้งหมดเป็นแผนของภรรยาเอก ทว่าถึงขั้นลงมือวางยาบุตรชายตัวเองได้เชียวหรือ!?
 
เถาเอ๋อร์ที่จับตัวมู่หลิวไว้ยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหู ยิ้มเยาะสะใจในชะตากรรมของนาง
 
“ชีวิตของเจ้ากับฮูหยินรองจบสิ้นแล้ว ทีนี้ข้าจะได้ไปถอนขนหงส์เอามาทำหมอนให้ฮูหยินใหญ่กับคุณชายเสียหน่อย!”
 
มู่หลิวหันขวับไป เพลิงโทสะอัดแน่นแทบจะจุกขึ้นมาถึงคอ “เจ้าพูดอะไร... เจ้าทำอะไรกับหงส์น้อย!”
 
“ก็มันมาเกะกะขวางตาข้านี่นา ข้าก็เลย...” สาวใช้ผู้นั้นแสยะยิ้ม น่าครั่นคร้าม “หักคอมันซะ!”
 
“เจ้าคนสารเลว!”
 
มู่หลิวพยายามดิ้นรนเพื่อจะตบนาง แต่กลับถูกบ่าวไพร่คนอื่นซ้อมจนเจ็บตัว นัยน์ตาชุ่มฉ่ำน้ำจ้องมองไปที่สาวใช้ของฮูหยินใหญ่ด้วยความเคืองแค้น หยาดน้ำตารินไหลออกมาอย่างอับจนหนทาง
 
หงส์น้อย ข้าเสียใจที่ช่วยเจ้าไม่ได้ ข้าขอโทษ ขอโทษนะ...
 
สิ่งเดียวที่นางจะปกป้องได้มีเพียงนายหญิงของตน มู่หลิวยินยอมที่จะรับความผิดนี้เพียงผู้เดียว แม้หนทางนี้จะทำให้นางไปสู่ความตายก็ตาม แต่หากมันแลกกับการให้ฮูหยินรองมีชีวิตอยู่ต่อไป นางก็ไม่เสียใจเลยสักนิดเดียว
 
ขอแค่นายหญิงได้มีชีวิตต่อไปเท่านั้น นางขอเพียงแค่นั้นจริงๆ...
 
(1)ดอกลิลลี่
(2)เมล็ดอัลมอนด์
(3)เทียบได้กับเวลา 21.00 - 22.59 น.
(4)แป้งที่ถูกทำเป็นเกลียวแล้วนำไปทอด มีหลากหลายรสชาติ
 
*ขอทักทายอย่างเป็นทางการนะคะ Miracle Friday ค่ะ ขอบคุณที่ทุกท่านสนใจ กดเข้ามาอ่านหรือกดติดตามกัน ลงบทนำไปครั้งแรกไม่คิดว่ายอดวิวจะเพิ่มเร็วกว่าเรื่องก่อนๆ ขนาดนี้ ไรท์เตอร์ดีใจมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
เรื่องนี้เป็นพีเรียดจีนยูริเรื่องแรกของไรท์เตอร์ หากมีข้อผิดผลาดประการใดก็สามารถติติงหรือคอมเมนท์เข้ามาได้นะคะ แล้วก็เรื่องนี้ไรท์เตอร์จะลงไม่จบ ลงประมาณครึ่งเล่มเท่านั้นเพื่อส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณา (ซึ่งก็คือสำนักพิมพ์สะพานเจ้าเก่า) จึงไม่อาจลงจนจบได้ ต้องขออภัยด้วยนะคะ
แต่มันจะดีมากหากทุกคนได้ลองอ่านก่อนตัดสินใจ ไรท์เตอร์จึงนำมาลง หากชอบก็ขอให้อุดหนุนผลงานและสนับสนุนกันต่อไปนะคะ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านหน้าใหม่หรือหน้าเก่าก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น

  1. #2 จอมกวน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 20:36
    น่าสนใจมากเลยไรท์ ชอบยูริแบบนี้อยู่แล้ว

    อ่านตัวอย่างก็อยากติดตาม

    สมัครเป็น FC ไรท์ล่ะ
    #2
    1
    • #2-1 rikyo maika(จากตอนที่ 2)
      5 สิงหาคม 2560 / 20:42
      ขอบคุณมากเลยค่ะ♡
      #2-1