Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 9 : Trust 8 : Pain

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 มี.ค. 61

Trust 8 : Pain

ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา... คำพูดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวกระทั่งถึงตอนนี้

ลูเซียโน่กำลังเช็ดทำความสะอาดตามชั้นวางของด้วยจิตใจที่ไม่มีสมาธินัก มือเช็ดย้ำไปที่เดิมหลายรอบจนไอรีนต้องเตือนว่า

“ลูเซียจ้ะ เธอเช็ดตรงนั้นมากไปแล้วนะ เดี๋ยวชั้นวางที่เคลือบไว้ก็หลุดหรอก”

“อ๊ะ ขอโทษด้วยครับ!”

ร่างเพรียวพลันได้สติ ใบหน้าถูกย้อมเป็นสีแดงเพราะความอายที่เผลอคิดอะไรฟุ้งซ่านระหว่างงาน จนภรรยาเจ้าของร้านต้องเป็นห่วง สุดท้ายการทำงานก็ไม่ทำให้เขาเลิกคิดได้เลยสิน่า

“ได้ยินจากสเวนว่าลูเซียปวดหัวตั้งแต่เช้าใช่ไหม ถ้าไม่สบายจริงๆ ไม่ควรจะฝืนทำงานนะ เกิดอาการทรุดหนักจะเป็นยังไง เมื่อหลายเดือนก่อนก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมานี่นา”

มาคิดถึงตอนนี้ลูเซียโน่ก็ว่าเวลาช่างผ่านไปไวจริงๆ เขากลับมาอยู่ที่เมืองนี้ได้เกือบจะสองเดือนเข้าไปแล้ว เขาค่อยๆ คุ้นชินกับที่นี่ไปทีละนิด ความแปลกแยกอยู่ต่างที่ต่างถิ่นจางหายไปกลายเป็นความกลมกลืนกับคนในเมือง แม้แต่อาการคิดถึงพ่อแม่ที่จากไปก็เหมือนจะได้รับการเยียวยาความสูญเสียจนดีขึ้น ทั้งนี้คงเพราะมีสเวนอยู่เคียงข้างก็เป็นได้...

สเวนเป็นที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวของเขา ไม่ทำให้บ้านที่ตัวเองอยู่ต้องเงียบเหงา แม้ความสัมพันธ์ในช่วงนี้ไม่มีอะไรลึกซึ้งมากไปกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคราวนั้น ทว่าก็เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของลูเซียโน่ได้อย่างมหาศาล เขาเริ่มที่จะอยากอยู่ใกล้สเวนมากยิ่งขึ้น อยากรู้เรื่องราวของอีกฝ่าย อยากให้มอง ยิ้มและใส่ใจเขาเพียงคนเดียว ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากว่าความรู้สึกที่มีให้กับสเวน มันคืออะไร เพราะแม้แต่เด็กๆ ก็ยังรู้ได้ แต่การที่ได้รับรู้ความรู้สึกของตัวเองก็ทำให้ลำบากใจไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากลึกๆ แล้วเขายังคงคลางแคลงและสงสัยในตัวของสเวนอยู่ ทำให้เขาไม่สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าเชื่อมสัมพันธ์กับสเวนให้มากกว่านี้ มันจึงหยุดอยู่ในสถานะก้ำกึ่งระหว่างคนรู้ใจกับคนรัก

ลูเซียโน่หันไปยิ้มบางๆ ให้ไอรีน “ผมยังโอเคอยู่ครับ เพียงแต่ช่วงนี้ผมรู้สึกจะเห็นภาพแปลกๆ บ่อยครั้ง บางทีผมคงเริ่มจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้วมั้งครับ”

สตรีตรงหน้าร้องอ๋อ แล้วตบมือเสียงดังด้วยความยินดี “เป็นอย่างนั้นเองหรอกเหรอจ้ะ ถ้าลูเซียเริ่มจำอะไรได้แล้ว ฉันก็ดีใจ แบบนี้ทุกคนก็คงจะหายกังวลด้วยนะ”

“ครับ”

ร่างเพรียวตอบรับไปงั้นๆ ไม่แน่ใจว่าการที่ตัวเองเริ่มจำอะไรได้ จะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เพราะในความฝันเขามักจะเห็นตัวเองวิ่งหนีอะไรบางอย่าง หรือล่าสุดที่เขาเห็นคนเลือดท่วมนอนอยู่แทบเท้า… ตกลงว่ามันคือความฝันหรือความทรงจำกันแน่ เขาชักแยกไม่ออกแล้ว

ระหว่างที่มัวแต่คิดเพลิน มือที่กำลังเช็ดชั้นถัดมา ดันพลาดไปปัดเอากล่องไม้บนชั้นร่วงลงมาใส่นิ้วเท้า ตัวกล่องมีขนาดเล็กแต่น้ำหนักไม่เบา กระแทกลงบนนิ้วโป้งกับนิ้วชี้อย่างจัง จนน้ำตาไหลพราก

“โอ๊ย! บ้าชิบ!”

ไอรีนรีบร้อนเข้ามา ก้มลงมองเท้าของเขาที่เผอิญใส่รองเท้าแตะเสียด้วย จึงโดนนิ้วเท้าเปล่าๆ เข้าไปเต็มที่

“เป็นยังไงบ้าง ลูเซีย!”

เจ็บน่ะสิ ถามมาได้ เขายับยั้งตัวเองไม่ให้พูดเสียมารยาทออกไป เปลี่ยนมาตอบเสียงอ่อยแทน

“เจ็บครับ...”

“รอเดี๋ยวนะจ้ะ จะไปเอายามาทาให้ นั่งลงตรงเก้าอี้นั่นก่อนนะ”

ไอรีนชี้ไปยังเก้าอี้เล็กซึ่งอยู่ไม่ไกลนักแล้วผลุนผลันไปหลังร้าน ลูเซียโน่กระโดดสองทีก็ไปถึงที่หมายแล้วนั่งลงมองนิ้วเท้าสองนิ้วที่เริ่มบวมแดง

“บ้าจังเลยนะ”

บ่นกับตัวเอง พลางพยายามเกร็งเท้าไม่ให้ขยับเขยื้อน เพราะแค่กระดิกก็เจ็บแปลบแล้ว นี่นิ้วคงไม่หักใช่ไหมเนี่ย...

กริ๊ง...

บานประตูของร้านเปิดออก ทำให้ลูเซียโน่หันไปหาลูกค้าด้วยรอยยิ้มพร้อมกับพูดว่ายินดีต้อนรับ แต่เมื่อเห็นว่าใครมา เขาก็ประหลาดใจมาก

“วอลเลอร์? ทำไมถึง...”

เทวดารูปงามยังคงไร้ที่ติเหมือนเช่นเคย แม้เจ้าตัวจะแต่งด้วยชุดเสื้อยืดสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีดำ ภาพลักษณ์ก็ยังเป็นเทวดาอยู่ดี วอลเลอร์ยิ้มทักทายเขา เดินช้าๆ เข้ามาหา

“เผอิญว่าผมมีธุระแถวนี้น่ะครับก็เลยแวะมา กะจะชวนลูเซียโน่ไปทานอาหารกลางวันด้วยกันหน่อย ใกล้ได้เวลาพักแล้วใช่ไหมครับ”

ลูเซียโน่เหลือบไปมองนาฬิกา เห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะหากจะไปกินข้าวกับวอลเลอร์ เพียงแต่ว่า...

“เอายามาให้แล้วจ้ะ อ้าว สวัสดีวอลเลอร์”

ไอรีนที่หายเข้าไปข้างในเพื่อเอายามาให้เขา ทักทายแขกที่มาเยือนแบบไม่คาดคิด วอลเลอร์ยิ้มนุ่มกลับไป ขณะมองยาในมือเธอสลับกับลูเซียโน่

“ลูเซียโน่เป็นอะไรไปหรือครับ”

“แบบว่า... ซุ่มซ่ามทำกล่องไม้หล่นใส่นิ้วเท้าน่ะครับ”

ร่างเพรียวยิ้มแหยด้วยความอาย วอลเลอร์เลิกคิ้วเดินเข้าไปใกล้ แล้วนั่งคุกเข่าลง จับเท้าข้างที่นิ้วมีรอยช้ำชัดเจนขึ้นมาดู

“รู้สึกว่าแค่ช้ำเฉยๆ ไม่ได้หักนะครับ"

วอลเลอร์พินิจดูบาดแผลด้วยสีหน้าจริงจัง ได้ยินอย่างนั้นลูเซียโน่ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง กำลังกังวลอยู่เหรอว่านิ้วตัวเองจะหักหรือเปล่า ถ้าไม่ได้เป็นอะไรก็แล้วไป

ชายหนุ่มผมบลอนด์ยื่นมือไปขอหลอดยาในมือไอรีน “เดี๋ยวผมทายาให้เขาเองครับ คุณเจ้าของร้าน”

“เอ๋ ไม่เป็นไรครับ ผมทาเองได้!”

เขาเอ่ยด้วยความเกรงใจ พยายามจะไปขอหลอดยาจากไอรีนก่อน ทว่าเจ้าของร้านสาวกลับยื่นให้วอลเลอร์

“เอาไปเลยจ้ะ ฝากทายาให้ลูเซียด้วยนะ”

ไอรีนกล่าวพร้อมกับยิ้มหวานให้ ดูท่าหญิงสาวจะเคลิบเคลิ้มไปกับใบหน้างามของวอลเลอร์เสียแล้ว ถึงกับยื่นยาให้และปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังอีกต่างหาก

“เอ่อ บอกแล้วไงครับว่าไม่ต้อง”

ลูเซียโน่ไม่ยินยอม ขยับเท้าหนีแต่ก็โดนจับเอาไว้ เรี่ยวแรงของวอลเลอร์เยอะกว่าที่คิดเมื่อเทียบกับขนาดตัวซึ่งดูผอมบาง อีกฝ่ายแสร้งกดนิ้วลงบนรอยช้ำที่นิ้วของเขา ทำให้สะดุ้งเฮือก เนื่องจากความเจ็บมันแล่นไปทั่วเท้า

“อยู่นิ่งๆ สิครับ ถ้าไม่ทายาเดี๋ยวไม่หายนะ”

วอลเลอร์ใช้น้ำเสียงเหมือนกับหมอดุคนไข้เด็กที่กลัวเข็มฉีดยา ขณะบีบตัวยาออกมาจากหลอดละเลงทาบนนิ้วของลูเซียโน่ กลิ่นยาฟุ้งกระจายทำให้สมองโล่งและความเย็นของยาก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นด้วย

พอต้องเป็นฝ่ายก้มมองอย่างนี้แล้ว เขาก็ยอมรับว่าวอลเลอร์รูปงามจริง ขนาดขนตาก็ยังยาวงอนออกมาเหมือนขนตาตุ๊กตา ไหนจะเส้นผมสีทองที่เป็นประกายระยิบนี้อีก เทียบกับเอซที่มีผมสีทองเช่นกัน ของวอลเลอร์ดูเหมือนทองคำและสะท้อนกับแสงแดดจนสะดุดตามากกว่า

ทันใดนั้นชายหนุ่มผมบลอนด์ก็เงยหน้ากะทันหัน ทำเอาคนที่กำลังจ้องอยู่สะดุ้ง รีบหลบสายตาไปทางอื่น ทว่าวอลเลอร์กลับเอื้อมมือออกมาแตะลงบนใบหน้าของเขา มือของอีกฝ่ายเย็นกว่าที่คิดไว้ ทำให้ลูเซียโน่ตัวสั่น

“มะ มีอะไรเหรอครับ”

"เปล่าครับ ผมแค่ตรวจดู... ลูเซียโน่ไม่ค่อยได้นอนหรือครับ ขอบตาคล้ำเชียว หน้าก็ดูซีดๆ ด้วย”

ปลายนิ้วของวอลเลอร์เกลี่ยที่ใต้ตาของเขาเบาๆ ลูเซียโน่หรี่ตาลงพลางยิ้มเจื่อน

“มันเห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ลูเซียโน่ค่อนข้างขาวนี่ครับ มันก็เลยเห็น” วอลเลอร์ว่ายังคงลูบไล้แก้มของเขาอยู่ “มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าครับ ปรึกษากับผมได้นะ”

ราวกับอีกฝ่ายมานั่งอยู่กลางใจ แม้แต่เรื่องเครียดๆ ที่ปิดบังเอาไว้ก็ยังมองออก ลูเซียโน่ประหลาดใจวูบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นลังเล เขาควรจะคุยเรื่องนี้กับวอลเลอร์หรือเปล่านะ

“วอลเลอร์ยังอุตส่าห์มองออกอีกนะครับ...”

“ก็ผมเป็นนักบำบัดนี่ครับ” คนที่มองออกกลั้วหัวเราะ “ผมเห็นสีหน้าคุณไม่ค่อยดี ทั้งคิ้วยังขมวดอีก บอกได้ดีเลยว่าลูเซียโน่กำลังมีเรื่องกลุ้มใจนะครับ”

เขายกมือขึ้นแตะคิ้วของตัวเอง สัมผัสได้ว่าหัวคิ้วจะชนกันอยู่แล้ว จึงถูๆ เพื่อให้มันคลายออก เขาไม่ควรเครียดเพื่อทำให้คนอื่นต้องเป็นห่วงสิ

“ขอโทษด้วยนะครับ”

“ขอโทษเรื่องอะไรกันล่ะครับ ลูเซียโน่ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” วอลเลอร์ส่งยิ้มสว่างไสวชวนแสบตามาให้ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน “ผมทายาให้แล้ว อีกสักพักก็คงจะดีขึ้น ระหว่างนี้ก็นั่งพักขาด้วยการไปทานข้าวกลางวันกับผมนะครับ แบบนั้นน่าจะทำให้คลายเครียดได้ด้วย”

โห มีการชวนต่ออีก ลูเซียโน่ไม่รู้ว่าจะอึ้งหรืออย่างไรดี แต่ไอรีนที่ไม่รู้เข้ามาเมื่อไหร่ ได้ยินที่วอลเลอร์เอ่ยชวนเขาพอดีก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย

“ดีเลยจ้ะ ลูเซียไปทานข้าวกับวอลเลอร์สิ จะได้เป็นการผ่อนคลายด้วยไงล่ะจ้ะ เห็นวันนี้ดูไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว บอกตามตรงว่าฉันไม่ค่อยสบายใจ”

เจ้าของร้านสาวคงหมายถึงอาการเหม่อของเขาระหว่างทำงาน ลูเซียโน่รู้สึกสลดปนละอายเล็กน้อยที่ทำให้ไอรีนเป็นห่วง เอาเถอะ ไปกินข้าวกับวอลเลอร์ก็คงไม่เสียหาย อย่างไรเสียสเวนก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นก็คงไม่เป็นอะไร...

“ก็ได้ครับ ผมจะไปทานข้าวกับวอลเลอร์แล้วกัน”

“ผมจะแนะนำร้านดีๆ ให้ รับรองว่าลูเซียโน่จะต้องชอบแน่ครับ”

วอลเลอร์โปรยยิ้มประดุจเจ้าชายแล้วยื่นมือออกมาให้เขาพยุงตัวเอง ท่าทางที่แสนสุภาพบุรุษและนุ่มนวล คว้าใจสาววัยแต่งงานแล้วของไอรีนมาก เพราะตอนนี้เจ้าของร้านสาวถึงกับยกมือสองข้างขึ้นจับแก้มมองลูเซียโน่กับวอลเลอร์ด้วยดวงตาราวกับตกอยู่ในห้วงละครรักโรแมนติกไปเสียแล้ว

.....................................

ทั้งสองมานั่งทานอาหารไกลจากร้านที่เขาทำงานอยู่ไม่น้อย เห็นว่าเป็นร้านดีๆ วอลเลอร์จึงต้องการให้เขามาทานให้ได้ 

ร้านนั้นมีชื่อว่า บลูโน่ จะเป็นร้านอาหารก็ไม่เชิงเพราะที่นี่มีเมนูของหวานเยอะกว่าของคาวเสียอีก ตัวร้านสร้างขึ้นจากไม้มีขนาดใหญ่สองชั้น สามารถเลือกนั่งภายใต้หลังคาหรือจะไปนั่งข้างนอก ริมระเบียงก็ได้ ทำเลที่นี่ค่อนข้างดีเพราะมีต้นไม้มากมายจากป่าให้ร่มเงา แดดจึงส่องลอดออกมาอ่อนๆ มีลมเย็นๆ จากธรรมชาติพัดโชย ลูเซียโน่กับวอลเลอร์เลือกนั่งที่ระเบียงชั้นล่าง ดื่มด่ำกับความเขียวชอุ่มทุกตารางนิ้ว พอได้มาสัมผัสกับธรรมชาติแล้วก็รู้สึกดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

“ไม่ยักรู้ว่ามีที่แบบนี้ด้วย เข้าใจสรรหานะครับ”

ร่างเพรียวเอ่ยชมคนที่พาเขามาร้านนี้ วอลเลอร์หัวเราะน้อยๆ อย่างอารมณ์ดี

“ดีใจที่ชอบครับ ความจริงผมก็ชอบร้านนี้ที่รายล้อมไปด้วยสีเขียวเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่มาเดลิน เธอไม่ชอบ”

“จะว่าไปมาเดลินไม่มาด้วยกันหรอกเหรอครับ”

ลูเซียโน่ถามเพราะเขามักจะเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันเสมอ

“มาเดลินกินยาแล้วก็พักผ่อนอยู่น่ะครับ สักช่วงบ่ายๆ เธอก็คงจะตื่น” วอลเลอร์ว่าพลางจิบชาร้อนที่พนักงานเพิ่งเอามาเสิร์ฟ “ผมเพิ่งโดนเมสันเตือนมา ช่วงนี้เราเลยไม่ค่อยได้ออกไปไหนไกลนัก ทั้งที่การออกมาโลกภายนอกเป็นหนทางการบำบัดที่ดีแท้ๆ...”

พวกเขาหยุดคุยกันชั่วคราวเพื่อสั่งอาหาร
เขาเลือกสปาเก็ตตี้กับมันฝรั่งหวาน ส่วนคนตรงข้ามเอาปลาทอดกับวาฟเฟิลราดน้ำเชื่อม เมื่อพนักงานเสิร์ฟเดินออกไปแล้ว ลูเซียโน่ก็ชวนคุยต่อ

“เป็นอย่างนั้นเองเหรอครับ แต่อย่าถือโทษโกรธเมสันเลยนะครับ เพราะเขาทำไปเนื่องจากห่วงทุกคนในเมือง...”

ฟังวีรกรรมที่มาเดลินทำเอาไว้กับคนบำบัดรายก่อนๆ ก็อดเป็นห่วงวอลเลอร์ไม่ได้ เขาหวังว่าจะไม่ลงเอยแบบเดียวกั

“ผมเข้าใจครับ เมสันเองก็ลำบากไม่ใช่น้อย เพราะเมืองนี้เผินๆ เหมือนจะสงบดี แต่ก็เห็นมีเหตุอยู่ตลอดรถตำรวจวิ่งพล่านไปมา โดยเฉพาะตอนกลางคืนหนวกหูมากทีเดียวครับ”

นัยน์ตาของเทวดาดูพราวแสงกว่าปกติ ทำให้ลูเซียโน่รู้สึกสะกิดใจ ถามว่า

“กลางคืนมีรถตำรวจวิ่งเสียงดังด้วยหรือครับ ผมไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย”

บ้านของพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ไกลกันเสียหน่อย ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร เสียงที่บ้านของวอลเลอร์ได้ยินเขาจะไม่ได้ยินเชียวเหรอ จะว่าไปถ้าเขาหลับมักจะยาวจนกว่าจะถึงตอนเช้าทุกที ไม่เคยสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเลย

“มีเป็นบางครั้งน่ะครับ ผมไม่ค่อยชอบเสียงไซเรนรถตำรวจเลย มันเหมือนจะบอกว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น ลูเซียโน่คิดอย่างนั้นไหมครับ”

ครู่หนึ่งที่ก้อนเมฆเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสง ทำให้มองเห็นสีหน้าของวอลเลอร์ไม่ถนัด แต่ในน้ำเสียงของคนตรงหน้ามีความไม่ชอบแฝงอยู่ เขาคิดตามก่อนจะตอบออกไป

“ไม่รู้สิครับ ผมว่าก็เฉยๆ นะ แต่ผมก็พอเข้าใจว่ามันชวนให้ประสาทเสียเหมือนกันถ้าต้องฟังมันบ่อยๆ” ลูเซียโน่พูดถึงไซเรนของตำรวจก็นึกอะไรขึ้นได้ “จะว่าไปนิยายเรื่อง 'เมืองวิปริต' ที่คุณวอลเลอร์เคยแนะนำก่อนหน้านี้ ผมมีแล้วนะครับ แถมมีลายเซ็นของมาเดลินด้วย...”

ทันทีที่พูดออกไป เขาเห็นวอลเลอร์เปลี่ยนสีหน้าไปแวบหนึ่ง เขาไม่ทันได้รู้ว่าสีหน้าก่อนหน้านี้คืออะไร เพราะเมื่อกะพริบตาก็กลับมาเป็นรอยยิ้มสุภาพตามเดิมแล้ว

“ดีจังเลยนะครับ ได้ยินว่าลายเซ็นของเธอใช่จะได้มาง่ายๆ เสียด้วย”

“งั้นเหรอครับ” ลูเซียโน่ก็ไม่รู้หรอกว่ามันหายากหรือง่าย เพราะเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องลายเซ็นนักเขียนอยู่แล้ว “ผมชอบคำนำที่เธอเขียนนะครับ ดูมีชีวิตชีวามากเลย ลายเซ็นก็สวยดีด้วย เธอน่าจะเป็นคนร่าเริงมาก แต่ไม่รู้ทำไมถึง...”

กลายเป็นคนหน้าตาย ไร้อารมณ์ความรู้สึก ทั้งที่งานเขียนดูมีไฟแรงกล้า บรรยายแบบซึมซับสิ่งรอบตัวออกมาเขียนให้เห็นเป็นภาพอย่างดี ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สภาพจิตใจจึงได้ไม่ปกติ

วอลเลอร์เท้าคาง ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับหม่นแสงลง “ลูเซียโน่ดูสนใจในตัวมาเดลินจังเลยนะครับ คงไม่ใช่ว่าแอบปิ๊งมาเดลินหรอกใช่ไหมครับ ไม่อย่างนั้นคนไข้ของผมได้มีภัยมาถึงตัวแน่ ฮึๆ”

“มะ ไม่ใช่แบบนั้น กะ ก็แค่สงสัยเท่านั้นเองครับ”

ร่างเพรียวตอบอึกอัก จริงอยู่ว่ามาเดลินเป็นสาวสวยคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่รสนิยมของเขา ถ้าจะทำให้จีบได้ก็คงมีแค่แบบสเวนหรือไม่ก็วอลเลอร์เท่านั้

“ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไปครับ เพราะผมได้ยินข่าวลือมาหนาหูพอสมควรเลยว่า สเวนค่อนข้างขี้หึง”

วอลเลอร์มีสีหน้าโล่งใจขึ้น แต่ลูเซียโน่อยากให้มันเป็นแค่การเสแสร้งเหลือเกิน เรื่องที่สเวนเป็นคนขี้หึงเนี่ย รู้ไปทั่วเมืองเลยเหรอเนี่ย มันเป็นเพราะอะไรกัน!

“ทำไมใครๆ ถึงได้รู้ว่าสเวนเป็นคนขี้หึงล่ะครับ”

ขนาดเขาเองถ้าไม่เจอกับตัวก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ...
“อืม เห็นมีคนบอกมาน่ะครับว่า...” วอลเลอร์เว้นช่วง เมื่อพนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟ ปลาที่เพิ่งทอดใหม่ส่งเสียงดังฉู่ฉ่าอยู่ในจาน ส่วนสปาเก็ตตี้ของลูเซียโน่มีซอสมะเขือเทศแบบเต็มพิกัดและลูกชิ้นเนื้ออีกหลายลูก เรียกได้ว่าจานเดียวกินอิ่ม “เมื่อก่อนเคยมีคนไปวอแวกับลูเซียโน่ แล้วก็โดนสเวนเล่นงานยับกลับมาทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ล้วนเข้าโรงพยาบาลหมดครับ”

“หวา...” ร่างเพรียวถึงกับอ้าปากค้าง เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรอเนี่ย สเวนออกจะเป็นมิตรขนาดนั้นแท้ๆ มีด้านที่โหดปานนี้เลยเหรอ “แล้ววอลเลอร์ไม่กลัวบ้างเหรอครับ ที่มาพูดคุยกับผมน่ะ”

วอลเลอร์ลงมือหั่นปลาในจาน แย้มรอยยิ้ม “ไม่ครับ ก็ลูเซียโน่น่าคบหาออก ถึงจะรู้ว่าอันตราย แต่ผมก็อดใจไม่ให้อยู่ใกล้คุณไม่ได้หรอกครับ”

คู่สนทนาถึงกับเงียบในทันใด ใบหน้าแทบจะแดงตามซอสมะเขือเทศที่ราดอยู่บนสปาเก็ตตี้อยู่แล้ว คนหล่อเวลาเกี้ยวนี่ทำให้เขากลายเป็นโรคหัวใจอยู่เรื่อยเลยสิ

เขาไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา แล้ววอลเลอร์ก็เปลี่ยนไปชวนคุยเรื่องอื่น พวกเขานั่งทานไปและพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่มื้อนี้จะสิ้นสุดลง วอลเลอร์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่แล้วให้ลูเซียโน่นั่งรออยู่ในรถ 

ร่างเพรียวนั่งชมวิวไปเรื่อยเปื่อยกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินออกมาจากร้าน พอเห็นรูปร่างที่คุ้นตา เขาถึงกับตะลึงงัน ไม่น่าเชื่อ...

ฝ่ายชายนั้นคือสเวนไม่ผิดแน่นอน แต่ใบหน้าที่เคร่งขรึมเกือบไปทางเครียดนั้น ทำให้แทบจะจำอีกฝ่ายไม่ได้ ส่วนผู้หญิงที่อยู่ข้างกาย มีรูปร่างสูง ปราดเปรียว หุ่นนางแบบตามหน้าปกนิตยสาร ผมหยักศกเป็นลอนสีน้ำตาลเงางาม ใบหน้าแต่งแบบธรรมชาติ ริมฝีปากเคลือบลิปกลอสดูน่าจุมพิต แต่งกายแบบรัดกุมแต่มองเห็นสัดส่วนอันน่าประทับใจภายใต้เสื้อสูทสีม่วงเข้ม 

ผู้หญิงคนนั้นสวยเสียจนลูเซียโน่สูญเสียความมั่นใจในการไปยืนเคียงข้างอย่างไรชอบกล เหมือนว่าสองคนนี้พอยืนคู่กันแล้วดูเหมาะสมยิ่งกว่าอะไรดี

ทำไมไม่ทันนึกถึงนะ ร้านบลูโน่ที่ว่าคือที่ที่สเวนนัดคนในโทรศัพท์เมื่อวานมาคุยกันนี่นา มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือไงกันที่เขามาที่ร้านนี้ได้

ทั้งสองเดินมาทางนี้ ร่างเพรียวจึงรีบหดคอ เขาเพิ่งเห็นว่ารถของสเวนจอดอยู่ด้านหน้านี้เอง แต่ทั้งคู่ยังคุยกันโดยไม่สังเกตเห็นเขา และเสียงนั้นก็แว่วเข้ามาในรถ

“ยังมีเวลาเหลือไม่ใช่เหรอ พาฉันไปส่งที่บ้านด้วยล่ะ รู้ไหมว่าการหาแท็กซี่สักคันในเมืองนี้มันลำบากแค่ไหน”

“ถ้ารู้ว่าลำบากทีหลังก็เอารถของตัวเองมาสิ”

สเวนพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความรำคาญใจแบบเต็มที่ แล้วทางด้านหญิงสาวก็สะบัดหน้างอนๆ ใส่

“ไม่เอาล่ะ ถ้าฉันเอารถมาเอง สเวนก็ไม่ไปส่งฉันน่ะสิ อุตส่าห์ได้เจอกันทั้งที น่าจะอยู่ด้วยกันนานๆ หน่อยนะ”

น้ำเสียงนั้นดูออดอ้อนแสนหวานเสียจนลูเซียโน่รู้สึกอึดอัดใจ ผู้หญิงคนนี้จงใจจะจีบสเวนใช่ไหมเนี่ย ช่างกล้า...

“นี่ก็อยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว ยังไม่พอใจอีก เธอนี่มันโลภมากชะมัด ไม่สิ หรือว่าเธอหวงฉันกันแน่”

หัวใจของคนฟังระทึกขึ้น หมายความว่ายังไงที่ว่าอยู่กับผู้หญิงคนนั้นมาหลายปีแล้ว หรือว่าจะเป็นภรรยาของสเวน ไม่น่า... มันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนี่

“มันก็ต้องหวงแหงอยู่แล้ว ฉันเหงานะ! ไม่มีใครเข้าขากับฉันได้ดีเท่าเธอเลย กลับมาอยู่ใกล้ๆ ฉันดีกว่าน่า หรือไม่ก็แวะเวียนมาหาฉันสัปดาห์ละสามสี่ครั้งก็ยังดี”

“แบบนั้นงานการฉันก็ไม่ต้องทำพอดีสิ เอาแค่แวะมาหาเธอเนี่ย”

ได้ยินเสียงสเวนถอนหายใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสบถ เมื่อลูเซียโน่ลองมองดูก็เห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังโอบกอดสเวนอยู่!

“ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ ฉันมีปัญญาเลี้ยงเธอได้น่า ต่อให้จากนี้ไม่ทำงานแล้วเธอก็อยู่สุขสบาย เธอทนลำบากในเมืองอันจืดชืดนี้ได้ยังไงกันนะ” หญิงสาวถอดถอนใจเหมือนกับเสียดาย แล้วยื่นริมฝีปากเข้าไปใกล้สเวน พูดด้วยถ้อยคำเย้ายวน “มาอยู่ด้วยกันอีกครั้งเถอะนะ ถ้าติดปัญหาเรื่องนั้นล่ะก็ ฉันจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องกังวลไป”

“ฉันทำไม่ได้ ลูเซีย...”

“ตอนนี้หมอนั่นความจำเสื่อมใช่ไหมล่ะ เขาจำอะไรเกี่ยวกับสเวนไม่ได้สักนิด แบบนี้น่ะเหรอจะอยู่ด้วยกัน”หญิงสาวทำหน้าปั้นปึ่งที่ร่างสูงพูดถึงเขา “ทิ้งเด็กแบบนั้นไปซะ เดิมทีเขาก็เป็นตัวปัญหาอยู่แล้วด้วย”

ลูเซียโน่เผลอกลั้นหายใจเพื่อรอคอยคำตอบ หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ แต่แล้วร่างสูงกลับผลักหญิงสาวเข้าไปในรถ บอกเสียงเฉียบว่า

“ฉันจะไปส่งเธอ เสียเวลามามากแล้ว”

สเวนไม่ตอบคำถาม... ร่างเพรียวรู้สึกทั้งโล่งใจและกังวลไปพร้อมกัน ขณะหดตัวกลับเข้าไปใหม่เมื่อรถของสเวนเลี้ยวผ่านหน้าของเขาไป อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเขาที่อยู่ในรถคันนี้สินะ

โดยไม่ทันรู้ตัวเขารู้สึกถึงหยดน้ำที่ร่วงกระทบกับมือ ตามมาด้วยความรู้สึกเย็นๆ ที่แก้มพอยกมือแตะ จึงรู้ว่ามันคือน้ำตา

“นี่เรา... จะร้องไห้ไปทำไมกัน”

ลูเซียโน่เม้มปาก ไม่อาจข่มความเศร้าที่เอ่อล้นอยู่ในอก กระทั่งมีใครคนหนึ่งดึงตัวเขาเข้าไปในอ้อมกอด

เอ๋... ร่างเพรียวตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนที่ไม่คุ้นเคย ทว่ากลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้เฉพาะตัวนี้ เขารู้จักดี มันเป็นของวอลเลอร์ นี่อีกฝ่ายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัวเลย
มือเรียวสวยของวอลเลอร์ลูบเส้นผมของเขาเบาๆ มืออีกข้างก็โอบประคองเขาไว้ การกระทำเป็นไปอย่างอ่อนโยนราวกับถูกห่อหุ้มอยู่ในผ้าห่มแสนอบอุ่น ทำให้จิตใจที่ปั่นป่วนของลูเซียโน่สงบลง หลงเหลือแค่ความเศร้าที่ตกค้างอยู่ในจิตใจ

“ไม่เป็นไรนะครับ ทุกอย่างอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้ ถ้าไม่ได้ทราบความจริงจากปากของสเวน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจอะไรไปเลยนะครับ”

วอลเลอร์ปลอบ แสดงว่าอีกฝ่ายเห็นสเวนกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าที่สเวนรีบร้อนออกจากที่นี่อาจจะเป็นเพราะเห็นวอลเลอร์เดินออกมาจากร้านก็เป็นได้

ลูเซียโน่ก็อยากจะคิดในแง่ดีแบบนั้น แต่จากคำสนทนาเมื่อครู่ มันทำให้เขาคิดเป็นอย่างอื่นได้ยาก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มาร้องไห้เป็นเด็กๆ แบบนี้หรอก

ชายหนุ่มผมบลอนด์เหมือนจะเข้าใจจึงกอดลูเซียโน่แน่นขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ผมจะกอดคุณเอาไว้จนกว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นนะครับ”

“ขอบคุณครับ...”

ร่างเพรียวบอก น้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับที่น้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง ทั้งจากความเจ็บปวดที่สเวนทำไว้กับความอ่อนโยนที่วอลเลอร์มอบให้ ทั้งสองอย่างตีกันจนเขาเริ่มสับสนแล้ว

ตกลงใครกันแน่ที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง...

*เนื่องจากนิยายเรื่องนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในงานสัปดาห์หนังสือเดือนมีนาคม 2561 นี้จึงขอทำการปิดตอนที่เหลือนะคะ หากต้องการอ่านเนื้อหาที่เหลือต่อ ต้องไปติดตามในฉบับรวมรูปเล่มแทนค่ะ อุดหนุนกันด้วยนะ ขอบคุณค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #42 Felinonajang (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 / 02:23
    เจ็บปวดอะ
    ไม่ใช่เรื่องการนอกใจหรืออะไรนะ
    แต่เหมือนในภาวะไร้ที่พึ่งพิงอยู่ในความมืดมนจนเจอแสงสว่างเห็นมือที่ยื่นมาช่วยแต่ความเป็นจริงแล้วมือนั่นต้องการดึงเราเข้าสู่เครื่องประหาร มันยิ่งรู้สึกแย่
    #42
    0
  2. #28 urnurn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 14:13
    สเวนโว๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #28
    0
  3. #12 Mr.Hamhan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 22:20
    งอนสเวนมากโฮกกกก
    #12
    0