Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 5 : Trust 4 : Daily life

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 พ.ย. 60

Trust 4 : Daily Life

หลายวันที่ผ่านมานี้ลูเซียโน่ไม่อาจทำใจให้สงบได้เลย

มันเป็นเรื่องที่ชวนช็อคเมื่อตื่นขึ้นมาฟังข่าวแล้วพบว่าอาร์โนลด์กับพรรคพวกได้เสียชีวิตแล้

เขายังจำมันได้ดี ในวันถัดมาหลังจากที่โดนพวกอาร์โนลด์ไล่ล่า เขาตื่นขึ้นมาเพราะได้กลิ่นอาหารเช้าน่าอร่อยมายั่วยวนถึงห้องนอน ทำให้แม้ตัวจะขี้เกียจ ก็ยังหอบร่างที่ยังตื่นไม่เต็มที่ลงมาทานอาหารเช้าข้างล่างได้ 

หน้าที่การทำอาหารเช้าตกเป็นของสเวน เพราะลูเซียโน่ที่ขี้เซาไม่มีทางยอมตื่นขึ้นมาทำมื้อเช้าแน่ เผลอๆ อาจจะมีการขี้เกียจโดยที่อาหารเช้ามีแค่ซีเรียลกับนมก็เป็นได้ แฟนของเขารู้นิสัยข้อนี้ดีจึงอาสาทำอาหารเช้าให้ทุกวัน ส่วนเขาก็รับหน้าที่มื้อเย็นไป เป็นโชคดีที่ทั้งเขาและสเวนต่างก็ทำอาหารเป็นจึงจัดการแบ่งหน้าที่ได้อย่างลงตัว หากคนใดคนหนึ่งทำอาหารไม่ได้ล่ะก็มันคงกลายเป็นภาระสำหรับอีกคนไปเลย

ลูเซียโน่แทะขอบขนมปังทาเนย นัยน์ตาเลื่อนลอยมองหน้าจอโทรทัศน์ที่ปรากฏภาพของอาร์โนลด์และพรรคพวกที่ถูกพบเป็นศพเมื่อตอนย่ำรุ่ง ทีแรกร่างเพรียวไม่ได้เฉลียวใจ กระทั่งได้เห็นภาพของอาร์โนลด์ขึ้นบนหน้าจอแล้วนั่นเอง ถึงได้ตื่นเต็มตา ตกใจจนสำลักขนมปังที่กินเข้าไป

ผู้พบเป็นพนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุเอาขยะมาทิ้งเหมือนกับทุกวัน ทีแรกเขาสังเกตเห็นรอยแดงแปลกๆ ที่พื้น เมื่อเดินตามรอยแดงเป็นทางยาวก็พบกับสิ่งที่น่าสยองนั่นคือศพคนที่ถูกยัดเต็มถังขยะทั้งสามใบ ส่วนคราบแดงตามพื้นก็คือรอยเลือด พอรู้แบบนี้แล้วพนักงานคนนั้นแทบจะเป็นลมล้มทั้งยืนเลยทีเดียว

ลูเซียโน่หันไปคว้าน้ำเปล่ามาดื่มเพื่อแก้อาการจุกในอก ทางด้านสเวนที่เพิ่งวางอาหารเช้าของตนเองลงบนโต๊ะก็ทำหน้าเหลือเชื่อเช่นกัน 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าถูกฆ่าปาดคองั้นก็เป็นการฆาตกรรมสินะ แถมเวลาเสียชีวิตก็ใกล้ๆ กับตอนที่เราหนีด้วย”

“คงไม่ใช่ว่าเป็นฝีมือของ...”

ร่างเพรียวละคำพูดเอาไว้แล้วหันไปทางที่ตั้งของบ้านเอซและวิลลี่ สเวนส่ายหน้าในทันที

“ไม่ใช่หรอก ถึงไอ้บ้านั่นจะซาดิสต์แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะฆ่าคนเป็นผักปลา ยิ่งเจ้าหมูมาโซฯ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ รายนั้นถนัดขู่เปิดโปงความลับผู้อื่น แต่ไม่ถนัดใช้กำลังหรอก”

เมื่อแฟนของเขายืนยันอย่างนั้น ลูเซียโน่ก็เชื่อ ถึงจะเพิ่งรู้จักเอซกับวิลลี่ไม่นานก็จริง แต่ดูจากบุคลิกกับนิสัยโดยรวมแล้วไม่น่าจะใช่ฆาตกรใจคอโหดเหี้ยมไปได้ กระนั้นก็ยังมีความไม่สบายใจอยู่ เนื่องจากตำรวจยังหาเบาะแสของคนร้ายไม่ได้ นั่นหมายความว่าฆาตกรที่ฆ่าพวกอาร์โนลด์ก็ยังคงเพ่นพ่านอยู่ในเมืองนี้ แล้วอาจจะลงมือเมื่อไหร่ก็ได้ แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว! 

ติ้งต่อง!

“เดี๋ยวฉันไปเอง”

อีกฝ่ายยกมือห้ามเมื่อเขาทำท่าจะลุกไปเปิดประตู ร่างสูงเดินลิ่วไปยังหน้าทางเข้าบ้าน มองผ่านตาแมวออกมาด้านนอก พอเห็นว่าคนที่มาหาเป็นใครจึงเปิดประตูต้อนรับ

“สวัสดี เมสัน มาหาแต่เช้าเลยนะ”

“ขอโทษทีที่ต้องรบกวน” นายตำรวจประจำเมืองกล่าว ชะโงกหน้าไปทางด้านหลังของสเวน “ไรคาร์ทอยู่ไหม ผมมีเรื่องต้องสอบปากคำพวกคุณทั้งคู่หน่อยน่ะ”

“เขาทานข้าวเช้าอยู่ มาคุยกันข้างในแล้วกัน”

สเวนว่าพลางเปิดประตูให้กว้างมากยิ่งขึ้น เมสันพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปที่ห้องอาหารด้วยท่าทางคุ้นชินราวกับเคยแวะบ้านหลังนี้แล้ว
เมื่อเห็นว่าใครมาลูเซียโน่ก็ผงกหัวทักทาย เลื่อนเก้าอี้ให้นายตำรวจนั่ง รวมทั้งเสนอว่า

“จะเอาขนมปังสักหน่อยไหมครับ หรือกาแฟ?”

“ความจริงผมทำงานอยู่ แต่ก็ขอกาแฟสักแก้วแล้วกัน เช้ามาก็มีคดีเลยยังไม่ทันได้ทานข้าวด้วยซ้ำ”

ร่างสูงกลับมานั่งที่เดิมของตนชี้นิ้วไปยังโทรทัศน์ที่รายงานข่าวเรื่องพวกอาร์โนลด์อยู่ “หมายถึงเรื่องของเจ้าพวกนั้นสินะ”

“พวกนักข่าวนี่ไวจริงๆ” เมสันจ้องมองจอทีวีด้วยความไม่ชอบใจ “ผมมาก็เรื่องนี้แหละเพราะพยานแถวนั้นรายงานว่าไรคาร์ทมีเรื่องกับผู้ตายพอดี”

“ถ้านับจากเวลาที่เสียชีวิต ผมคงต้องบอกว่าระหว่างนั้นพวกเราไปทานอาหารอยู่ที่ร้าน 'แอมโบเซีย' ตรงปากทางเข้าเมืองพอดี คุณจะลองไปสอบถามกับทางร้านนั้นก็ได้เพราะพวกเขาน่าจะจำผมกับลูเซียได้อยู่”

เมสันพยักหน้า จรดปากกาลงบนสมุดเพื่อไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง ร่างเพรียวยกกาแฟมาเสิร์ฟให้ นายตำรวจก็เอื้อมมือไปหยิบกระปุกน้ำตาลก้อนบนโต๊ะมา แล้วหย่อนใส่ลงไปในกาแฟหกก้อนรวด ทำเอาคนชงกาแฟมาให้ถึงกับเบ้หน้าเพราะแค่เห็นก็รู้สึกว่าหวานแสบไส้

สเวนหัวเราะน้อยๆ “ยังชอบทานหวานไม่เปลี่ยนเลย”

“ตอนนี้ผมต้องการน้ำตาลเพื่อให้สมองแล่น” เมสันยกกาแฟขึ้นซดโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน “ถ้าพนักงานร้านนั้นจำพวกคุณได้ก็เท่ากับคลายข้อสงสัย ที่เหลือก็คือพยานหลักฐานจากทางบ้านของแพนไทร์เท่านั้น”

“พวกนั้นไม่ทำหรอก” สเวนเอ่ยขึ้นมาในทันที “เรื่องนี้ผมรับประกันได้เลย”

“ผมก็คิดอย่างนั้นเพราะจากในกล้องวงจรปิด ถ่ายติดคนที่ฆาตกรรมด้วยแต่เขาใส่หมวกกันน็อคและแต่งตัวปกปิดมิดชิดมากจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร เราพยายามหาหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ เพิ่มเติมอยู่คงต้องรอผลจากฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน” ว่าไปก็ปรายตามองไปยังลูเซียโน่ “บอกตามตรงว่าตอนนี้ผู้ต้องสงสัยนั้นไรคาร์ทขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง เนื่องด้วยขนาดรูปร่างใกล้เคียงกัน ทั้งยังเพิ่งมีเรื่องกันมา ในทีมผมจึงค่อนข้างระแวงกันอยู่บ้าง”

“ผมเหรอถูกสงสัย แค่ก!” ลูเซียโน่สำลักขนมปัง ต้องรีบหยิบกาแฟมาดื่ม ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบลงเล็กน้อย “ไหงเป็นอย่างนั้นไปได้”

“ตำรวจก็ต้องสงสัยอย่างนี้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ลูเซียอย่าคิดมากเลย” สเวนเอ่ยปลอบโยน “แต่ผมขอยืนยันว่าลูเซียไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน ฉะนั้นพวกคุณต้องไปหาผู้ต้องสงสัยรายอื่นแล้วล่ะ”

“ถ้าทั้งพวกคุณกับทางแพนไทร์มีหลักฐานที่อยู่แน่ชัด เราอาจต้องงมเข็มหาตัวฆาตกรในเมืองเล็กๆ นี้ให้ควั่กแน่”

เมสันทำหน้าเหมือนกับจะบอกว่านั่นเป็นงานที่ยุ่งยากสิ้นดี ลูเซียโน่เข้าใจความลำบากของนายตำรวจ แต่ก็อยากจะจับฆาตกรให้ได้ไวๆ ไม่อย่างนั้นการไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกจะกลายเป็นเรื่องอันตรายทันที เพราะไม่รู้ว่าฆาตกรคนนั้นตั้งใจจะฆ่าแค่พวกอาร์โนลด์อย่างเดียวหรือเล็งคนอื่นด้วย

“คนร้ายใช้มีดเป็นอาวุธสินะครับ” ร่างเพรียวตัวสั่น เมื่อนึกถึงภาพในข่าว “แถมยังฆ่าตายห้าคนเลยด้วย โหดร้ายสุดๆ”

“ใช่ แถมยังเด็ดขาดมาก” เมสันเห็นด้วยกับเรื่องนี้ “สันนิษฐานเบื้องต้นจากวิธีสังหารที่ไม่มีการลังเลแล้ว คาดว่าน่าจะแค้นผู้ตายพอสมควร เรากำลังสืบเพิ่มในตรงจุดนี้อยู่ แต่ผู้ที่เสียชีวิตนั่นก็ศัตรูเยอะเหลือเกิน”

กล้องวงจรปิดถ่ายภาพคนร้ายได้ แต่กลับไม่สามารถระบุตัวคนร้ายให้แคบลง เพราะไม่ว่าใครก็ดูน่าสงสัยไปเสียหมด

เสียงวิทยุเรียกเมสันดังซ่าๆ จากข้างเอว นายตำรวจยกกาแฟที่เหลืออยู่ซดรวดเดียวหมด กล่าวขอบคุณสั้นๆ สำหรับกาแฟแสนอร่อย ลูเซียโน่ยิ้มแหย อันที่จริงแล้วรสชาติดั้งเดิมก็กลมกล่อมอยู่แล้วแต่มันถูกทำให้เสียรสชาติโดยน้ำตาลหกก้อนนั้น ที่บอกว่าอร่อยก็คืออร่อยความหวานจากน้ำตาลมากกว่า

“ผมขอตัวกลับไปทำงานต่อล่ะ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เดี๋ยวผมจะเรียกพวกคุณมาสอบปากคำอีกที” พูดเพียงเท่านั้นเมสันก็ออกจากบ้านไป 

เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็มแล้วนับจากการสอบปากคำแต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า มาตรการฉุกเฉินในครั้งนี้มีแค่ให้ทุกคนในเมืองระมัดระวังตัว อย่าพยายามอยู่ในที่เปลี่ยวหรือออกมาข้างนอกยามวิกาล ด้วยเหตุนี้หากวันไหนที่ลูเซียโน่อยู่ทำงานจนมืดค่ำสเวนจะมารับ อีกฝ่ายเป็นห่วงเขาราวกับพ่อหวงลูก บางครั้งก็ทำให้เขาอึดอัดใจอยู่เหมือนกัน

“ถ้าเช็ดชั้นเสร็จแล้ว ฝากกวาดใบไม้ที่ร่วงตรงหน้าร้านด้วยนะจ๊ะ”

ในร้านขายอุปกรณ์การช่าง มีกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดล่องลอยอยู่ในอากาศ ข้าวของทั้งหมดถูกจัดวางอยู่ในที่ทางของมัน เจ้าของเสียงมาจากผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ แย้มยิ้มเป็นมิตรให้ มีผมหยักศกสีน้ำตาลทองเกล้าเป็นมวยสูงให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง นัยน์ตาสีเดียวกันดูเจิดจ้าแจ่มใส ลูเซียโน่ยิ้มตอบ

“ได้ครับ ไอรีน”

เธอคนนี้คือภรรยาของเจ้าของร้านชื่อว่า ไอรีน เป็นผู้หญิงที่ยิ้มแย้มอารมณ์ดีเสมอ ทำให้อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจทุกครั้ง 

“กลับมาแล้ว”

เสียงห้าวเอ่ยตามมาด้วยประตูที่เปิดดังเอี๊ยด ผู้ที่เข้ามาเป็นผู้ชายที่มีส่วนสูงถึงสองเมตร โพกผ้าสีน้ำเงินไว้บนศีรษะจนทำให้มองไม่เห็นผมที่ถูกตัดสั้นเกรียน นัยน์ตาเรียวเล็กเป็นสีดำสนิท ใบหน้าที่เรียบนิ่งประดุจก้อนหินแข็งๆ คนนี้เป็นสามีของไอรีน ชื่อว่าแอนดริว และเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้

บอกตามตรงว่าถึงจะทำงานด้วยกันมาเป็นสัปดาห์แล้ว ลูเซียโน่ก็ยังไม่ชินเสียที ช่างเป็นผู้ชายที่ให้บรรยากาศกดดันเหลือเกิน

“ยินดีต้อนรับกลับจ้ะ แอนดริว” ไอรีนเคลื่อนตัวมาจากด้านหลังเคาน์เตอร์ หอมแก้มสามีเป็นการต้อนรับ “ลูเซียจัดการเช็ดชั้นวางจนสะอาดเอี่ยมเลยล่ะ มาจัดเตรียมของให้สวยงามกันเถิดนะ”

ทุกอาทิตย์แอนดริวจะไปยังอีกเมืองหนึ่งเพื่อรับสินค้ามาวางขาย หรือถ้าวันไหนของขายดีมากก็อาจจะต้องไปเอาสินค้าเพิ่มในเย็นวันนั้นเลย 

ลูเซียโน่ไม่อยากจะเชื่อว่าร้านเล็กๆ แบบนี้กลับมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ของที่ขายดีสุด ส่วนใหญ่จะเป็นเชือก กาว ลวด เทปใส กรรไกรรวมถึงของอันตรายอย่างมีดบาลิซอง กระสุน และปืน 

ตอนที่รู้ว่าร้านอุปกรณ์ช่างแห่งนี้ขายอาวุธด้วยก็ทำเอาลูเซียโน่ตกใจมาก กลัวว่าขายอาวุธพวกนั้นจะเป็นการส่งเสริมให้มีอาชญากรรมหรือเปล่า ทว่าสองสามีภรรยาก็ใช่จะปล่อยของอันตรายเหล่านี้ง่ายๆ มีการตรวจใบอนุญาตการใช้อาวุธก่อนทุกครั้ง แถมพวกที่ซื้อไปก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรด้วย เขาจึงได้วางใจขึ้น

ลูเซียโน่ช่วยขนของจากในกระบะรถเข้ามาในร้าน วันแรกของการทำงานเขาตื่นเต้นมากจนทำอะไรผิดๆ ถูกๆ มาตอนนี้เริ่มจะปรับตัวได้แล้ว แค่ทำงานของตัวเองตามคำสั่งให้ดีที่สุดก็พอ สองสามีภรรยาก็ใจดีมากเพราะรู้ว่าเขาความจำเสื่อมอยู่จึงไม่ได้เรียกใช้งานยากในทันที แต่จะค่อยๆ สอนและให้รับงานทีละอย่าง ถึงจะเป็นร้านเล็กๆ ก็ทำงานสนุกดี
ช่วงเช้าวันนี้มีลูกค้ามาซื้อของกันไม่น้อย แต่ในนั้นมีคนเด่นๆ อยู่สองคน เป็นผู้ชายที่มาล่าสัตว์ มาขอซื้อกระสุนปืนไรเฟิล ท่าทางการขยับปืนใส่กระสุนของพวกเขาดูคล่องแคล่วและเท่ตามแบบนายพราน คนพวกนี้คงเป็นขาประจำเพราะทั้งสองคนนั้นพูดคุยทักทายไอรีนและแอนดริวอย่างสนิทสนม

ถึงช่วงเที่ยงลูเซียโน่ก็ได้พัก ปกติเขาจะไปกินที่ร้านอาหารใกล้ๆ นี้ แต่วันนี้ไอรีนใจดีสั่งพิซซ่ามาสองถาดมาแบ่งกันทาน เป็นหน้าชีส ไส้กรอกกับมะเขือเทศ เขาทานได้ห้าชิ้นก็อิ่มแล้ว ภรรยาเจ้าของร้านทานไปแค่สองชิ้น เท่ากับว่าที่เหลือแอนดริวฟาดเรียบ เขามองร่างอันใหญ่โตนั้นแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้กินจุขนาดนั้น

ช่วงบ่ายลูเซียโน่ไปทำความสะอาดที่ด้านนอกร้านซึ่งตอนนี้เกลื่อนไปด้วยใบไม้แห้งกรอบ ระหว่างนั้นเองที่ชายสองคนนั้นกลับมาจากการล่า รถคันนั้นไปจอดเทียบด้านหลังร้านแล้วแอนดริวก็ออกไปหาพวกเขา

ร่างเพรียวจะเดินเข้าไปช่วยแต่มีมือหนึ่งแตะไหล่ พอหันไปไอรีนก็ส่งยิ้มแล้วบอกว่

“ไม่ต้องไปช่วยหรอกจ้ะ ให้รายนั้นเขาจัดการเถอะ วานไปซื้อน้ำยาถูพื้น สบู่กับน้ำยาล้างจานมาให้หน่อยได้ไหมจ้ะ”

“อ๊ะ ได้ครับ”

ลูเซียโน่รับเงินมาพร้อมกับรายการที่สั่งซื้อ เขาสอบถามยี่ห้อที่เจ้าของร้านใช้ก่อนจะเดินไปยังร้านขายของชำที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาหาของที่ต้องการได้ในสิบห้านาที และซื้อขนมจุกจิกให้ตัวเองนิดหน่อยด้วย 

เดินกลับเข้ามาชายสองคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว ไอรีนบอกว่าพวกเขาล่ากวางมาได้ เขาของมันงดงามมากเลยทีเดียว น่าจะขายได้ราคางามอยู่ ลูเซียโน่รู้สึกเสียดายที่ตนไม่ได้เห็น แต่ก็คิดว่าอาจจะมีโอกาสสักวัน จากนั้นก็กลับไปทำงานของตนต่อ

เมื่อกวาดใบไม้หน้าร้านออกไปแล้ว ก็ดูสะอาดตาขึ้นเป็นกอง ร่างเพรียวกำลังลากถุงขยะที่มีใบไม้อัดแน่นไปไว้ตรงที่ทิ้งขยะ ตอนนั้นเองที่เขามองเห็นห้องเก็บของเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังร้าน

ประตูนั้นเปิดแง้มเอาไว้เล็กน้อย แต่ก็ยังมองไม่เห็นข้างในอยู่ดี สายลมพัดพาให้ประตูบานนั้นแกว่งไกวเบาๆ ราวกับจะเชิญชวน ลูเซียโน่กำลังจะเข้าไปดูอยู่นั่นเอง เจ้าของร้านก็เอามือมาวางบนไหล่เขาไว้

“มีอะไรหรือเปล่า”

นัยน์ตาสีดำของแอนดริวชวนให้กดดัน ลูเซียโน่ถึงกับตัวเกร็งตอบไปว่

“ครับ คือ... เห็นประตูที่เก็บของมันเปิดอยู่ก็เลยจะไปปิดให้น่ะครับ”

“เดี๋ยวฉันปิดเอง นายไปทำงานของนายเถอะ”

แอนดริวว่า เห็นดังนั้นเขาจึงพยักหน้ารับพลางลากถุงขยะออกไป 

เจ้าของร้านเห็นร่างเพรียวไปไกลแล้วก็เดินฉับๆ ไปที่ห้องเก็บของก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อตรงขอบประตูด้านล่างมีรอยเปื้อนสีแดงและยังมีหยดเป็นจุดๆ ออกมาด้านนอกด้วย 

มองเข้าไปก็เห็นแขนข้างหนึ่งยื่นออกมาเกือบจะถึงหน้าประตู จึงเตะมันกลับเข้าไป ล็อคด้วยโซ่คล้องและกุญแจดอกใหญ่ จากนั้นก็เอาน้ำมาถังหนึ่งเทราดบริเวณนั้นเพื่อชะเอารอยเปื้อนสีแดงให้หายไป

..............................

หกโมงเย็นเป็นเวลาเลิกงาน ลูเซียโน่ยืนรอสเวนมารับกลับบ้านด้วยท่าทางเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน ตาจวนจะปิดอยู่รอมร่อ แฟนของเขาว่าจะมารับสายหน่อยเพราะติดธุระ เอาจริงๆ เขาอยากจะกลับบ้านเองด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเป็นห่วงเกินเหตุของสเวนทำให้ต้องมานั่งรออยู่อย่างนี้

อากาศเริ่มเย็นลง ร่างเพรียวกอดอกกระชับเสื้อโค้ตสีดำของตนแน่นขึ้นเพื่อกันลมหนาวที่พัดปะทะกับร่างกาย ใบไม้ร่วงกราวลงมาอีกแล้ว พรุ่งนี้เขาก็ต้องกวาดอีก เป็นงานที่จัดการไม่จบไม่สิ้นจริงๆ

ดีนะที่สวมเสื้อตัวนี้มา ในตู้ไม่รู้ทำไมถึงมีแต่ตัวบางๆ ทั้งนั้น สงสัยต้องไปซื้อเสื้อสำหรับฤดูหนาวเตรียมเอาไว้แล้วสิ 

ลูเซียโน่คิดพลางก้มมองเสื้อที่ถักด้วยไหมพรมสีส้มสดใส เมื่อเช้าพออาบน้ำแปรงฟันเสร็จ เปิดประตูออกไปที่ระเบียงก็รู้สึกหนาวมากจนต้องควานหาเสื้อหนาๆ มาสวม เขาใช้เวลาอยู่กับการเลือกเสื้อผ้าพอสมควร เพราะรสนิยมความชอบของเขาในสิบปีที่ผ่านมานี้เปลี่ยนไปมาก ตอนอายุสิบแปดเขาชอบเสื้อผ้าที่ดูเก๋ๆ และมีสีสัน มาตอนนี้เสื้อผ้าในตู้ของเขามีแต่โทนสีขรึมๆ เป็นแนวเท่และสบายมากกว่า ซ้ำยังเป็นเสื้อเชิ้ตบางๆ ซะส่วนใหญ่ด้วย ต้องรื้อหาเสื้อยกใหญ่

ในที่สุดก็จบลงที่กางเกงขายาวสีดำมีกระเป๋าอันใหญ่ๆ ติดไล่ลงมาตามแนวขา สวมเสื้อกล้ามแล้วทับด้วยเสื้อไหมพรมคอกลมแขนยาวสีส้มคล้ายแสงอาทิตย์ยามเย็น เขาฉวยเอาเสื้อโค้ตสีดำยาวไปด้วยเผื่อว่ามันจะหนาวยิ่งกว่านี้ และยัดข้าวของต่างๆ ที่เตรียมไว้เมื่อคืนลงไปตามช่องกระเป๋ากางเกง กุญแจบ้าน กระเป๋าตังค์หนังสภาพเก่าๆ และลูกอมสองสามเม็ดไว้ทานเล่น สางผมยุ่งๆ ของตัวเองอีกเล็กน้อยแล้วจึงลงมา

สเวนกำลังเช็ดจานแล้วผึ่งเอาไว้บนตะแกรง เมื่อเห็นเขาปรากฏตัวในชุดนี้ก็พลันยิ้มกว้างขึ้นทันใด

“ดีจังที่เห็นลูเซียใส่เสื้อตัวนี้ ฉันนึกว่านายจะไม่ใส่มันแล้วเสียอีก”

คนโดนทักเลิกคิ้ว “ทำไมล่ะ”

“เสื้อตัวนี้ฉันซื้อให้เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว ลูเซียใส่แค่ครั้งเดียวจากนั้นก็บอกว่าสีมันฉูดฉาดเกินไปแล้วก็ไม่ใส่อีกเลย”

ท่อนท้ายเหมือนกับน้อยอกน้อยใจ เขายิ่งประหลาดใจหนักขึ้น มิน่าล่ะเสื้อตัวนี้ถึงถูกพับเก็บเอาไว้ซะข้างในสุดเลย รสนิยมของคนเรามันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ด้วยสินะ ทั้งที่เสื้อสีสันแบบนี้เขาอายุสิบแปดปีชอบมากแท้ๆ
“แต่ตอนนี้ฉันก็ใส่แล้วนี่นา” ลูเซียโน่กางแขนให้ดูเสื้อที่ตนสวมใส่ “ฉันยังคิดว่าสีมันก็โอเคดีนะ แถมช่วงนี้อากาศก็เริ่มเย็นแล้วด้วย นอกจากตัวนี้แล้วก็ไม่มีตัวอื่นที่หนาเลย ทำไมในตู้เสื้อผ้าฉันถึงมีแต่เสื้อกล้าม เสื้อแขนกุด กับเสื้อเชิ้ตล่ะเนี่ย”

“ตอนสิบแปดกับยี่สิบแปดนี่ นิสัยต่างกันจริงๆ... นายเป็นคนขี้ร้อนขนาดฤดูหนาวก็ใส่เสื้อโค้ตแค่ตัวเดียว มาตอนนี้อาจเป็นเพราะร่างกายเพิ่งจะฟื้นตัวเลยรู้สึกหนาวขึ้นมาก็ได้” สเวนมองเขาอย่างเป็นกังวล “ร่างกายไม่ได้รู้สึกผิดปกติตรงไหนใช่ไหม”

“อืม ฉันแค่หนาวเฉยๆ เอง” ลูเซียโน่รีบตอบเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความเป็นห่วง “เพราะฉันรู้ว่าร่างกายไม่เข้าที่ดีเลยใส่เสื้อหนาๆ เข้าไว้น่ะ”

ถ้าต้องมาเป็นหวัดคงน่าอายแย่ ลำบากสเวนต้องมาดูแลเขาอีกด้วย

ร่างสูงยิ้มบางๆ “ลูเซียก็คือลูเซียจริงๆ การที่ได้รู้นิสัยของคนที่ตนรักตอนที่ยังไม่ได้เจอกันก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง และมันทำให้ฉันรักนายมากขึ้นด้วย”

คำสารภาพรักแบบตรงไปตรงมาพร้อมกับนัยน์ตาที่ฉ่ำหวาน ทำให้หัวใจของคนได้รับคำรักเต้นแรง รู้สึกได้ถึงความเขินที่ลามขึ้นไปบนหน้าจนต้องรีบหันหนี บอกเสียงห้วนว่า

“ฉะ ฉันจะไปทำงานแล้ว! ตกลงนายจะไปส่งฉันหรือเปล่าเนี่ย”

“ส่งสิ” สเวนรีบบอกพร้อมกับคว้ากุญแจรถขึ้นมา เดินอ้อมเคาน์เตอร์ครัวมาหาร่างเพรียว หอมแก้มหนึ่งที “เราไปกันเถอะ”

อย่างกับสามีมาส่งภรรยาไปทำงานเลยแฮะ... ไม่ใช่สิ ก็เขาและสเวนเป็นแฟนกันอยู่แล้วนี่นา แถมยังอยู่ด้วยกันอีกจะว่าเป็นคู่แต่งงานกันกลายๆ ก็ได้ล่ะมั้ง หัวใจของเขาไม่ต้องเต้นเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้ก็ได้…

คิดมาถึงตอนนี้ลูเซียโน่ก็ไม่อาจหุบยิ้มได้ ยังดีที่ไม่มีใครผ่านมาแถวนี้ ไม่งั้นคงมีคนหาว่าเขาบ้าแน่นอน

บรืน...

มีมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งเร่งเครื่องเสียงดัง ลูเซียโน่หลุดจากความคิดของตัวเองหันไปตามเสียง ก่อนจะตกใจเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินข้ามถนนมาโดยไม่สนใจมอเตอร์ไซด์ที่กำลังขับใกล้เข้ามา!

“ระวัง!”

ร่างเพรียวร้องเตือน แต่แล้วก็มีชายคนหนึ่งดึงผู้หญิงคนนั้นไปได้ทัน มอเตอร์ไซด์ที่เกือบจะพุ่งชนหักศอกหลบได้พอดี สบถก่นด่าเป็นชุดใหญ่ ก่อนจะขับหนีหายไป 

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!?”

ลูเซียโน่รีบข้ามฝั่งไปหาฝ่ายชายที่กำลังพยุงผู้หญิงลุกขึ้

“ไม่ครับ ผมกับมาเดลินไม่เป็นอะไร”

เสียงอันไพเราะที่ตอบออกมาเป็นวอลเลอร์ ไวท์ที่เคยพบก่อนหน้านี้ ความงามดุจเทพบุตรเฉิดฉายเหมือนเช่นเคย แต่มันยิ่งพราวระยับมากขึ้นเมื่อชายหนุ่มประคองผู้หญิงคนนั้นซึ่งหน้าตาสวยไม่แพ้กันขึ้นมา

ว้าว... อย่างกับภาพวาดเลย

เขามองสองคนนั้นตาไม่กะพริบ วอลเลอร์สำรวจร่างกายของหญิงสาวอย่างถี่ถ้วนว่าไม่มีร่องรอยบาดเจ็บก็โล่งอก จากนั้นก็รีบเอ่ยขอโทษเขา

“ต้องขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ จิตใจของเธอยังไม่หายดีน่ะครับ”

ร่างเพรียวโบกมือ “ไม่เป็นไรหรอกครับ ดีแล้วที่ไม่ถูกรถชนน่ะ”

แค่คิดก็เสียวสันหลังขึ้นมาแล้ว เขาไม่อยากเห็นคนโดนรถชนต่อหน้าต่อตาหรอกนะ

ลูเซียโน่มองสาวสวยที่ทักเปียเส้นใหญ่แซมด้วยดอกไม้สีขาวทำให้ดูอ่อนหวาน นัยน์ตาสีน้ำตาลนุ่มนวลดูเหม่อนิดๆ เธอไม่พูดอะไรเพียงแต่เดินอย่างเชื่องช้ามาหา เขามองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายตาปริบๆ กระทั่งมาเดลินก้มตัวลงจึงเห็นว่าที่พื้นมีหนังสือเล่มหนึ่งตกอยู่ จากหน้าปกที่เป็นสีดำและตัวหนังสือสีแดง เห็นแวบหนึ่งว่ามันชื่อ 'เมืองวิปริต'

“นิยายไม่ได้เสียหายใช่ไหมครับ” วอลเลอร์เอานิยายในมือของหญิงสาวมาตรวจดู เมื่อเห็นว่าสภาพแค่คลุกฝุ่นถนนนิดหน่อยจึงถอนหายใจออกมา “ดีจริงที่ไม่เสียหาย... ช่วยถนอมหนังสือที่ตัวเองเขียนหน่อยเถอะครับ”

ท่อนท้ายมีการตำหนิ หญิงสาวเพียงยิ้มบางๆ ขณะเอาหนังสือคืนมาแล้วลูบมันอย่างเหม่อลอย ลูเซียโน่มองหนังสือเล่มนั้นกับมาเดลินเขม็ง

“เมื่อกี้บอกว่าเป็นหนังสือที่คุณมาเดลินเขียนหรือครับ”

“ใช่ครับ ก่อนหน้าที่เธอจะมาเป็นแบบนี้ เธอเป็นนักเขียนที่เขียนแนวลึกลับและสืบสวนน่ะครับ”

วอลเลอร์อธิบายพลางโอบบ่าเธอไว้อย่างสนิทสนม เขาบังเกิดความสงสารหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมา น่าเสียดายจริงๆ เพราะอะไรนะเธอถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไป ทั้งที่เป็นนักเขียนแนวนิยายแบบที่เขาชอบด้วย

“นั่นยอดไปเลยนะครับ ผมก็ชอบอ่านแนวนี้เหมือนกัน หวังว่าเธอจะหายดีในเร็ววันนะครับ”

มองอาการเหม่อๆ ของเธอแล้ว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดระแวง คนที่มีจิตไม่ปกติมีหลายประเภทก็จริง แต่เขาหวังว่ามาเดลินจะไม่ได้จัดอยู่ในประเภทชอบทำเรื่องรุนแรงและอาละวาดก็เท่านั้น

“งั้นก็อย่าลืมอุดหนุนด้วยนะครับ” วอลเลอร์กล่าวยิ้มๆ ปรายตาไปยังหนังสือที่หญิงสาวถือ “เห็นว่าเจ้าตัวใช้เมืองนอกซ์เป็นต้นแบบด้วยนะครับ”

“คุณวอลเลอร์เคยอ่านแล้วหรือครับ”

“แบบผ่านๆ น่ะครับ พอดีผมไม่ชอบอ่านนิยายแนวนี้เท่าไหร่” ชายหนุ่มผมบลอนด์กลั้วหัวเราะ “ถ้าเป็นนิยายโรแมนติกดราม่าก็ว่าไปอย่าง”

“อันนั้นผมไม่ค่อยชอบเลยครับ”

นิยายประเภทน้ำเน่าที่มีดีแค่ความบันเทิงกับจรรโลงใจไม่ใช่รสนิยมของเขาเลย

ลูเซียโน่กล่าวต่อ “แต่ว่าใช้เมืองนอกซ์เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนิยายเนี่ย น่าสนใจจังเลยนะครับ แบบนี้ผมต้องไปหาอ่านจริงๆ ซะแล้ว”

วอลเลอร์ยิ้มเจิดจ้า “ยินดีเลยครับ”

ตอนนั้นเองลูเซียโน่มองเห็นรถอันคุ้นตากำลังใกล้เข้ามา จึงขอตัวกลับพร้อมกับข้ามฝั่งไปรอสเวน วอลเลอร์โบกมือให้กระทั่งเห็นร่างเพรียวก้าวขึ้นรถไปแล้ว จึงหันมายิ้มให้กับหญิงสาวด้านข้าง

“พวกเราก็ไปทำธุระกันต่อเถอะนะครับ มาเดลิน”

สิ้นประโยคนั้นหญิงสาวก็พลันตัวสั่นจนทำหนังสือที่ถือเอาไว้ตกลงพื้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #24 urnurn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 13:52
    มีแต่ปริศนา และคนน่าสงสัยไปหมด เอ แต่ถ้าบอกตัวเท่า ลูซ พ่อหนุ่มผมบอนด์ ก็ตัวเล็กป่ะ
    #24
    0
  2. #5 Yaluc_1100 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 21:33
    ทำไมวอลเลอร์ดูน่ากลัวๆ ว๊อททททท
    สเวนน่ารักกกก ไม่มีแอ๊บสงแอ๊บใสเนอะ5555
    #5
    0