Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 4 : Trust 3 : Rely on me

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 172
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    21 พ.ย. 60

Trust 3 : Rely on me

มีมือหนึ่งปิดปากลูเซียโน่ไว้ ส่วนมืออีกข้างที่ว่างอยู่ดึงร่างของเขามาแนบชิด ด้วยอารามตกใจเขาจึงอ้าปากงับมือนั้นเต็มแรง เป็นผลให้คนที่จับตัวไว้รีบร้องว่า

“หยุดนะ นี่ฉันเอง!”

ฟันที่กำลังออกแรงกัดให้ลึกขึ้นพลันชะงัก เหลียวไปก็เห็นสเวนกำลังส่งยิ้มแกนๆ มาให้ คิ้วมุ่นเข้าหากันด้วยความเจ็บที่โดนกัด

“ขะ ขอโทษนะ ฉันนึกว่านายเป็น...”

“ชู่” อีกฝ่ายยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเขาแล้วมองไปยังเบื้องหน้า “เงียบก่อน... เจ้าพวกอาร์โนลด์กำลังมาทางนี้”

ชายกล้ามโตที่ลูเซียโน่รู้ชื่อในที่สุดว่าชื่อ อาร์โนลด์กำลังเดินผ่านไป ไม่ได้สนใจชำเลืองมองซอกแคบๆ ระหว่างตึกที่ทั้งสองคนแอบอยู่ อาจจะเพราะถังขยะที่สเวนลากมาไว้เป็นจุดบังสายตาหรือไม่ก็คู่อริของเขากำลังจดจ่อไปที่ลูกน้องซึ่งวิ่งตรงเข้ามารายงานว่าไม่พบตัวของลูเซียโน่ที่ไหนเลย

ร่างเพรียวรู้สึกใจเต้นรัวเมื่อพวกลูกน้องอาร์โนลด์เดินโฉบผ่านที่นี่ไปสองสามครั้ง หวั่นใจเหลือเกินว่าจะเห็นพวกเขาเข้า 

“ลูกพี่ ผมไปดูอีกทีในห้องน้ำแล้วก็ไม่เจอเลย รอบๆ นี้ก็ไม่มีด้วย หรือว่าจะเข้าไปในซุปเปอร์ฯ กับเจ้าหมูนั่นแล้ว”

“งั้นเราเข้าไปหาข้างใน ทางเข้าออกของซุปเปอร์ฯ ก็มีทางเดียวด้วย พวกนั้นไปไหนไม่รอดหรอก”

ว่าจบพวกนั้นก็เดินไปที่ทางเข้าของซุปเปอร์มาร์เก็ต ลูเซียโน่นึกถึงเพื่อนขึ้นมารีบบอกว่า

“เราต้องไปช่วยวิลลี่นะ! ไม่งั้นล่ะก็...”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” สเวนว่าอย่างใจเย็นปรามอารมณ์ของคนที่อยู่ในอ้อมแขน “ไอ้ทนายซาดิสต์นั่นมารับเจ้าหมูมาโซฯ แล้ว พวกเขาไม่เป็นไรหรอก”

“จริงเหรอ แต่ว่า...”

ลูเซียโน่รู้สึกไม่วางใจ พวกนั้นมีกันตั้งเยอะ แล้วก็มีวิลลี่และเอซแค่สองคนจะรอดได้ยังไง

“อย่าดูถูกไอ้เจ้าทนายบ้านั่นเลย เห็นตัวผอมบางแบบนั้น ก็ร้ายไม่เบานะ เรื่องนี้ฉันรับประกันได้” ร่างสูงเอ่ยอย่างหนักแน่น “ยังไงซะเจ้าหมูนั่นก็สร้างเรื่องเดือดร้อนมาให้ต้องแก้อยู่บ่อยไป หมอนั่นเลยเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบนี้พอๆ กับฉันนั่นล่ะ”

เห็นท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อน เขาจึงคลายความกังวล “ถ้านายว่าอย่างนั้น... ก็เอาเถอะ”

“ตอนนี้พวกมันไม่อยู่แล้ว อาศัยจังหวะนี้รีบไปที่รถกัน ไปจากที่นี่ซะ”

สเวนจับมือเขาไว้แน่นพาวิ่งข้ามไปยังลานจอดรถ  ตอนนั้นเองที่มีเมฆสีดำก้อนใหญ่เคลื่อนตัวมาบดบังแสงอาทิตย์พอดี ทำให้เกิดเป็นความมืดครึ้มภายในลานจอดรถ ต้นสนสูงที่ปลูกเรียงอยู่ตามแนวของถนน กลับทำให้ลูเซียโน่เห็นบางสิ่งบางอย่าง ซ้อนทับกับทิวทัศน์โดยรอบ มันเป็นภาพผืนป่าสีดำมืดกับตัวเขาที่กำลังวิ่ง ได้ยินเสียงลมหายใจหอบรวนดังอยู่ข้างหู วิ่งทะลุป่าแล้วพบกับแสงอันเจิดจ้า...

“อ๊ะ!”

ภาพความทรงจำที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นทำให้ร่างเพรียวตั้งตัวไม่ทันและฝีเท้าหยุดชะงัก เป็นผลให้คนที่เดินจูงมาต้องหันกลับไปมอง

“ลูเซีย เป็นอะไรไป!”

เห็นแฟนของตนหน้าซีดและยกมือขึ้นกุมหัวราวกับทรมานมาก สเวนจึงร้อนใจอย่างที่สุด มือยื่นออกไปประคับประคองร่างของลูเซียโน่ไว้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นมีความเป็นห่วงฉายชัด

“ปะ ปวดหัวน่ะ”

เขาตอบเสียงสั่น มือข้างหนึ่งกดขมับของตัวเองเอาไว้ อาการปวดแล่นไปทั่วทั้งสมองราวกับมีบางอย่างทะลวงผ่านและคว้านจนเจ็บไปหมด ไม่อยากจะขยับร่างกายของตนเลยสักนิดเพราะกลัวมันจะสะเทือน

“รถเราจอดอยู่ไม่ไกลนี่เอง อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวฉันพาไปโรงพยาบาล”

โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง สเวนก็ช้อนตัวเขาขึ้นมาแล้วอุ้มพาไปที่รถ ถึงส่วนสูงจะต่างกัน แต่ขนาดตัวของลูเซียโน่ก็ไม่ได้แบบบางอย่างผู้หญิง ร่างสูงกลับสามารถอุ้มเขาได้ แสดงถึงความแข็งแรงแต่มันก็ทำให้คนที่ถูกอุ้มตัวเกร็งโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่เกิดมาเขาเพิ่งจะเคยโดนอุ้ม... ในท่าเจ้าหญิง

สเวนพาเขาไปที่รถด้วยความระมัดระวัง ไม่วายชำเลืองไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นระยะเพื่อดูว่าพวกอาร์โนลด์จะไม่ทันสังเกตพวกเขา ลูเซียโน่มองแผลที่มือของร่างสูง รอยฟันของเขาเห็นชัดตัดกับสีผิว มีเลือดซึมออกมานิดหน่อย เห็นแบบนี้แล้วพลันรู้สึกผิดขึ้นมา

“ขอโทษนะ ฉันเผลอกัดซะแรงเลย”

“หืม? แค่นี้น่ะไม่เท่าไหร่หรอก นายกัดฉันเพราะนึกว่าเป็นเจ้าพวกนั้นใช่ไหมล่ะ อย่างน้อยก็ทำให้รู้บ้างว่านายก็สู้เป็น” สเวนหันมายิ้มหวาน ไม่ถือสากับบาดแผลพลางเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ “อีกอย่างรอยกัดนี่ก็แค่เล็กน้อย เทียบกับตอนที่ลูเซียกัดฉันตรงไหล่กับคอไม่ได้หรอก”

“ทำไมฉันไปกัดตรงนั้นล่ะ”

ร่างเพรียวทำหน้างง นี่เขาเป็นแวมไพร์หรือไง

“ก็ตอนที่มีเซ็กส์ เวลาฉันทำรุนแรงเกินไป ลูเซียก็จะกัดฉันทุกทีนั่นล่ะ แผ่นหลังมีแบบที่โดนเล็บจิกด้วยนะ”

อีกฝ่ายส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมา คนฟังอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ก่อนที่หน้าจะร้อนผ่าวขึ้นทีละนิด เขาทำอย่างนั้นเหรอ เรื่องจริงเหรอหรืออีกฝ่ายแค่พูดล้อเล่น!

“เวลาลูเซียหน้าแดงนี่น่ารักน่าแกล้งจริงๆ เลยนะ” สเวนหยอก ทำให้คนป่วยชักสีหน้าเพราะความอายระคนฉุน ก่อนที่มือของร่างสูงจะแตะลงบนหน้าผาก “ว่าแต่รู้สึกดีขึ้นบ้างไหมยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า”

อาจเป็นเพราะตัวเองตกใจกับเรื่องที่สเวนพูด ทำให้ลืมเรื่องความทรงจำที่โผล่มาเมื่อกี้ไป อาการปวดหัวที่ราวกับโดนคว้านเหลือแค่ปวดตุบๆ

“ก็ดีขึ้น... ฉันว่าไม่ต้องถึงขั้นไปหาหมอหรอก ก็แค่ความทรงจำย้อนคืนมาบางส่วนเท่านั้น”
คนข้างกายเขาทำหน้าสนใจ “ความทรงจำเกี่ยวกับอะไร”

“อืม ป่ามืดๆ ฉันกำลังวิ่งอยู่ที่นั่น รู้แค่นี้แหละ”

ลูเซียโน่เอนตัวพิงกับพนัก อยากจะนึกภาพที่ว่านั่นอีกหนหนึ่ง แต่พอทำปั๊บอาการปวดหัวจี๊ดก็กลับมาจนต้องนิ่วหน้า

“ป่ามืดๆ เหรอ ลูเซียชอบไปเดินเล่นในป่าตอนกลางคืนนี่นะ จะจำจนฝังใจคงไม่แปลก” ร่างสูงพึมพำ แล้วเริ่มขับออกจากลานจอดรถ “ฉันนึกว่าลูเซียจะจำความสัมพันธ์ของพวกเราได้เสียอีก น่าเสียดายจัง”

เหมือนเป็นการตอกย้ำความอายให้กลับมาอีกรอบ ลูเซียโน่จึงกัดฟันไปว่า

“ฉันจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้เลยสักนิด!”

“เมื่อกี้ลูเซียจำได้เพราะถูกกระตุ้นให้นึกขึ้นมาไม่ใช่เหรอ ถ้างั้นไว้เรามาทำกันเพื่อกระตุ้นความทรงจำเอาไหมล่ะ”

“เรื่องสิ! ตอนนี้ฉันยังจำอะไรไม่ได้ นอกจากจูบแล้ว อย่างอื่นห้ามทำอะไรเกินเลยเด็ดขาด!”

ลูเซียโน่ประกาศออกมาอย่างชัดแจ้ง ตอนนี้เขายังไม่พร้อมกับความสัมพันธ์ใดๆ ทั้งนั้น ตัวเขาในตอนนี้ไม่รู้จักสเวนดีพอด้วยซ้ำ ไม่เหมือนกับว่าเป็นแฟนกันเลย มีแค่สเวนที่เห็นเขาเป็นแฟนอยู่ฝ่ายเดียว

รอยยิ้มของร่างสูงหมองไปเล็กน้อย “เอาเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ได้บอกว่าห้ามจูบนี่นะ...”

เห็นความเศร้าจางๆ บนสีหน้านั้นเขารู้สึกว่าตนเองกีดกันอีกฝ่ายมากเกินไป แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อยังไม่พร้อมนี่นา ไม่ใช่ในตอนที่ความทรงจำว่างเปล่าไม่มีสเวนเข้ามาเติมเต็มชีวิตเขาแบบนี้ด้วย แต่ก็...

ลูเซียโน่กุมมือของสเวนเอาไว้ จากนั้นก็เสมองทิวทัศน์ด้านนอก เงาที่สะท้อนอยู่บนกระจกจางๆ เห็นว่าคนข้างตัวกำลังประหลาดใจ มือนั้นบีบตอบรับเขาเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะ

“ถ้าจับมือแบบนี้ฉันก็เข้าเกียร์ไม่ได้น่ะสิ”

เออ จริงด้วย...

คนจับเองทำท่าจะสะบัดมือทิ้ง แต่ร่างสูงก็จับมือเขาขึ้นมาแล้วประทับริมฝีปากบนหลังมืออย่างนุ่มนวล สัมผัสนั้นทำให้หัวใจลูเซียโน่เต้นระรัวขึ้นมา

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจว่าลูเซียจำอะไรเกี่ยวกับฉันไม่ได้ จู่ๆ มาบอกว่าฉันคือแฟน มันคงเป็นเรื่องที่ยากจะรับได้ ตอนนี้ขอแค่ลูเซียเชื่อกับพึ่งพาฉันเท่านั้นก็เพียงพอแล้วล่ะ”

สเวนปล่อยมือจากนั้นก็เร่งความเร็วขึ้นอีกนิดมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารเพื่อทานมื้อเย็น ลูเซียโน่มองมือของตัวเองที่ถูกจูบแล้วกำเข้าแนบอก เพราะหัวใจของเขาเต้นแรงจวนจะหลุดออกมาด้านนอกอยู่แล้ว แถมในอกก็รู้สึกปวดร้าวลึกๆ ด้วย

เขาไม่ได้รังเกียจสเวนหรอกนะ... 

ลูเซียโน่คิดแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป เลือกที่จะนั่งเงียบขณะจมอยู่กับความรู้สึกที่ตีกันอยู่ในอก 
พอหลับตาภาพที่เขาวิ่งอยู่ในป่าเมื่อกี้นี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แจ่มชัดจนมองเห็นใบไม้ เสียงสวบสาบยามย่ำไปบนพื้น และเสียงแมลงกลางคืนร้อง รวมทั้งลมหายใจเข้าออกที่พ่นออกมาเป็นไอ ขณะนำตัวเองมุ่งตรงไปยังแสงสว่างเบื้องหน้า ก่อนจะได้ยินเสียงรถยนต์เบรกเอี้ยดดังสนั่น

ลูเซียโน่ลืมตาขึ้นมา ร่างกายหนาวเยือกราวกับจะแข็งตัวก็ไม่ปาน ในหัวผุดข้อสงสัยหนึ่งขึ้นมาทันทีที่เห็นภาพความทรงจำนั้น
ก่อนที่เขาจะถูกรถชน กำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่เหรอ...

...............................

วิลลี่กำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ดีๆ ก็มีอะไรบางอย่างฟาดมาที่หัว แม้จะเจ็บจนน้ำตาเล็ด แต่สัมผัสนี้คือสิ่งที่เขารู้จักเป็นอย่างดี

“ไหนว่ามีคดีจะกลับช้าไม่ใช่เหรอ เอซ!”

ชายร่างท้วมลูบหัวป้อยๆ หันไปทำหน้าหงิกใส่เพื่อนร่วมบ้านเดียวกัน ที่ยังสวมชุดสูทอันภูมิฐานยืนกอดอกทำท่าวางอำนาจเหมือนเช่นเคย

“คดีจิ๊บจ๊อยแบบนั้นแป็บเดียวก็เสร็จแล้ว ยังไงซะฝ่ายที่ฟ้องร้องก็จ้างทนายฝีมือไม่เท่าไหร่มาสู้ เหอะ” ชายผมทองนึกถึงภาพเหตุการณ์ในศาลแล้วยกยิ้ม “ถึงจะง่ายไปหน่อย แต่การได้เห็นคนหน้าเปลี่ยนสีเหมือนกิ้งก่าก็สนุกไปอีกแบบ”

มีคนเดียวเท่านั้นแหละที่รู้สึกสนุก! วิลลี่ค่อนขอดในใจ อีกฝ่ายขึ้นชื่อเรื่องชอบเห็นคนอื่นเจ็บปวดทรมาน เป็นซาดิสต์ขนานแท้เลย

เขาหันไปเลือกหมูสามชั้นที่กำลังลดราคาต่อ “ฉันมากับลูเซีย เอซเสร็จธุระแล้วก็กลับไปก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวสักพักจะตามไป”

“ไม่จำเป็นหรอก แกะน้อยนั่น มีคุณแฟนมารับตัวไปแล้ว” เอซว่าพลางจับมือวิลลี่ลากออกมา “ตอนนี้เลิกซื้อของก่อน รู้ไหมว่าเรื่องเดือดร้อนกำลังจะมาเยือนแล้ว ทำไมนายต้องหาปัญหามาให้ฉันทุกทีสิน่า”

ชายร่างท้วมกำลังอ้าปากถามอยู่พอดีว่ามีปัญหาอะไร แต่แล้วก็ต้องหุบปากฉับ เมื่อเส้นทางด้านหน้ามองเห็นอาร์โนลด์กับพรรคพวกเดินวางก้ามเข้ามาในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ละคนหันซ้ายหันขวาราวกับกำลังมองหาใครอยู่ ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากพวกนั้นมาหาเขากับลูเซียโน่แน่นอน

“ฮึ่ม! ขนาดขู่ไปก็ไม่ฟังเหรอ ดี เดี๋ยวฉันจะเอาเรื่องลับๆ ของเจ้าพวกนั้นไปแฉ หรือลงประกาศขึ้นหนังสือพิมพ์ประจำเมืองซะเลย!”

“ถ้ารอดมาได้ค่อยทำอย่างที่ว่าแล้วกัน มาทางนี้”

เอซดึงวิลลี่ให้ไปทางแผนกขนมปัง กะจะใช้เส้นทางนี้ลัดเลาะออกไปที่หน้าประตูซุปเปอร์มาร์เก็ต ทว่าหนทางก็ไม่ได้ราบรื่นดังที่คิด เมื่อตรงหน้าประตูทางเข้านั่นเองก็มีลูกน้องของอาร์โนลด์คนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่

“ทำไงดีล่ะ... แบบนี้ก็ออกไปไม่ได้น่ะสิ”

วิลลี่กัดเล็บตามความเคยชิน เอซมองไปรอบๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังของสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่บนชั้น

“หยิบไอ้นั่นส่งมาให้ฉันหน่อย”

เขาหันไปมองตามที่นิ้วชี้ก็เห็นว่าชั้นวางนั้นเต็มไปด้วยกระปุกแยม ทั้งแยมส้ม สตรอเบอรรี่ เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ พีนัทบัตเตอร์ ช็อกโกแลต เขาหยิบแยมเชอร์รี่มาขวดหนึ่ง เอซรับมาก็เอามันโยนขึ้นลงราวกับจะกะน้ำหนัก เห็นดังนั้นวิลลี่จึงถาม

“จะทำอะไรน่ะ”

ทนายความซาดิสต์ยิ้มมาดร้าย “ฉันกำลังจะเล่นเป็นพิชเชอร์น่ะสิ”

“หา?”

วิลลี่อ้าปากเป็นรูปตัวโอ กระทั่งเพื่อนร่วมบ้านเป่าปากดังฟู่กำกระปุกแยมในมือไว้แน่น แล้วเขวี้ยงกระปุกนั้นไปยังลูกน้องของอาร์โนลด์ด้วยท่วงท่าราวกับนักขว้างมืออาชีพในกีฬาเบสบอล กระปุกนั้นกระแทกเข้ากับศีรษะเป้าหมายอย่างแรงจนล้มหงาย

“เจ๋งโครต!”

แบบนี้ไม่เอ่ยปากชมไม่ได้ เอซเชิดหน้าขึ้นบอกว่าเรื่องหมูๆ จากนั้นก็รีบลากวิลลี่ให้วิ่งหนี เพราะเสียงที่ลูกน้องอาร์โนลด์ล้มลงก็ดังไม่ใช่น้อย ดึงความสนใจของทุกคนในซุปเปอร์มาร์เก็ตเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นพวกเขาจึงได้ยินเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดดังไล่หลังมา

“พวกมันอยู่นั่น รีบจัดการซะ!”

ได้ยินแบบนี้ต่อให้เกลียดการวิ่งแค่ไหนวิลลี่ก็ยอมหอบไขมันที่พุงของตนวิ่งสุดฝีเท้าหนีการตามล่า หากโดนจับได้ก่อนเขาคงไม่มีทางได้เปิดโปงความลับ ต้องขอไปตั้งหลักจากนั้นจึงจะลงมือเอาคืนอย่างสาสม!

“อย่าช้าล่ะ เจ้าหมูอ้วน! ไม่งั้นฉันเตะนายกลิ้งเป็นลูกบอลจริงๆ ด้วย!”

เอซหันมาเร่งคนด้านหลังที่วิ่งหายใจกระหืบกระหอบ ทำท่าจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ คนโดนหาว่าเป็นหมูตอบเสียงขาดๆ หายๆ 

“ถะ ถ้ากลิ้งแล้ว- ทำให้ไวขึ้น ฉะ ฉันก็ยอมล่ะ!”

วิ่งได้ไม่เท่าไหร่เขาก็หอบแล้ว เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามใบหน้า ขณะฝืนวิ่งตามเอซไป เพื่อนร่วมบ้านส่งเสียงชิชะในลำคอ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ แม้ชายร่างท้วมผู้นี้จะทำให้หนีช้าก็ตาม

เอซตัดสินใจควักกุญแจรถแล้วยัดเยียดใส่มือของวิลลี่พลางสั่งว่า

“เดี๋ยวฉันจะถ่วงเวลาไว้ให้ นายก็รีบเอากุญแจไปไขรถแล้วมารับฉันให้เร็วที่สุด นายคงไม่โง่ถึงขนาดจำรถไม่ได้ใช่ไหม”

วิลลี่พยักหน้ารับเหนื่อยๆ ก่อนจะโดนผลักไปทางลานจอดรถ ส่วนเอซก็ยืนจังก้าเฝ้าทางผ่านไว้ไม่ให้พวกอาร์โนลด์ตามเข้าไปได้

“หลีกไปเดี๋ยวนี้!”

ลูกน้องคนหนึ่งตวาดแล้วยกกำปั้นขึ้นหมายจะชกหน้ากวนๆ ให้กระเด็น เอซฉีกตัวหลบไปด้านข้าง ยกขาฟาดต้นคออีกฝ่ายจนสลบในคราวเดียว มุมปากกระตุกยิ้มเย็น ฝีมือแค่นี้คิดจะลงมือกับเขาเหรอ เร็วไปร้อยปี!

“ย๊ากกก!!”

คราวนี้พัฒนาขึ้นหน่อยคือมีท่อนไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ถึงกระนั้นก็ยังไม่คณามืออยู่ดี เขาใช้เท้าฟาดจัดการไปทีเดียวก็จอดสนิท
อีกสามคนที่พุ่งเข้ามา ฝีมือไม่ต่างจากสองคนแรกเท่าไหร่ ใช้เวลาไม่กี่นาทีเอซก็ซัดพวกมันร่วงตามลูกน้องคนก่อนไปติดๆ ชายผมทองเริ่มย่นคิ้ว เมื่อไม่รู้สึกถึงวี่แววของรถ นึกด่าอยู่ในใจว่าทำไมมาช้าอย่างนี้ จะให้รอไปถึงเมื่อไหร่!

ระหว่างที่ใช้เท้าเขี่ยพวกที่สลบให้ไปไกลๆ ตัวบอสใหญ่ก็มา ดูจากขนาดกล้ามแขนก็เชื่อว่าสามารถป่นกระดูกคนผอมๆ อย่างเอซให้กลายเป็นผงได้อย่างง่ายดาย แต่ทนายความมาดกวนกลับมองอาร์โนลด์นิ่งๆ ซ้ำยังยกแขนขึ้นกอดอกรอดูท่าที

“มีฝีมือไม่เบานี่ สมแล้วที่เป็นผู้คุ้มครองไอ้หมูนั่น” อาร์โนลด์ว่าแล้วแลบลิ้นเลียปาก “แต่อย่าคิดนะว่าผอมบางอย่างแกจะทำให้ฉันสลบเหมือดได้น่ะ!

“ขอแก้อะไรนิดหนึ่ง ฉันไม่ใช่ผู้คุ้มครองซักหน่อย แต่เป็นเจ้านายต่างหาก ส่วนเจ้าหมูนั่นมันเป็นแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้นแหละ กรุณาอย่าเข้าใจผิด” เอซกล่าว ฉีกยิ้มกว้างจนเกือบจะถึงใบหู “แต่ก็นะ พวกร่างใหญ่มักจะมีสมองที่เล็ก เอาเป็นว่าฉันจะไม่ถือสาที่นายเข้าใจผิดๆ แล้วกัน ก็นายปัญญาด้อยกว่าฉันนี่นา”

อาร์โนลด์ฟังแล้วของขึ้น ใบหน้าบูดเบี้ยว “แกว่าใครโง่กันหา!”

“ฉันยังไม่ได้บอกเสียหน่อยว่านายโง่ แค่บอกว่าปัญญาด้อยกว่าฉันก็เท่านั้นเอง” คนกวนยิ้มขำ นัยน์ตาเบื้องหลังแว่นแพรวพราว “แต่การที่นายรู้ตัวว่าโง่ ก็นับว่าฉลาดขึ้นอีกนิดล่ะมั้ง ฮ่าๆ”

“อย่าอยู่เลยแก!”

อาร์โนลด์เงื้อหมัดขึ้นกำลังจะซัดไปที่หน้าของเอซอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นเองที่รถยนต์สีเงินก็พุ่งเข้ามา เป็นผลให้ทั้งสองต้องรีบผละจากกัน รถยนต์คันนั้นควงสวิงมาจอดเทียบตรงหน้าชายผมทองพอดี ประตูถูกปลดล็อคพร้อมกับวิลลี่ยื่นหน้าออกมา

“ขึ้นมาเร็ว!”

ไม่จำเป็นต้องสั่งให้มากความ เอซก็รีบกระโจนเข้าไปนั่งทันที รถสตาร์ทขับออกไปก่อนที่คนขึ้นรถจะทันได้รัดเข็มขัดและปิดประตู ส่วนหนึ่งเพราะต้องการหนีอาร์โนลด์ที่เพิ่งได้สติจากความตกใจที่รถพุ่งเข้ามาและทำท่าจะตามไล่ล่า

“หน็อย! พวกแกอย่าหนีนะเฟ้ย!”

ด้วยฝีเท้าหรือจะสู้แรงขับเคลื่อนของรถยนต์ ไม่นานทั้งคู่ก็หายลับไป ทิ้งอาร์โนลด์ให้ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางถนน กำหมัดแน่นตัวสั่นระริก

“หนีไปได้ก็หนีไป! ยังไงฉันก็รู้ที่อยู่ของพวกแก วันนี้จะไปวางเพลิงเผาวอดมันเสียให้หมดเลย!”

ประกาศกร้าวเช่นนั้นก็เดินกลับไปหาลูกน้องที่นอนสลบอยู่กะจะถีบปลุกสักที ทว่าเมื่อเดินมาถึงเขาก็ถึงกับผงะ เมื่อเหล่าลูกน้องทั้งหลายนั้นนอนจมกองเลือด ลำคอถูกปาดจนหัวเกือบจะขาดออกจากตัว

“ทะ ทำไม! เมื่อกี้เจ้านั่นแค่เตะไม่ใช่เหรอ!?”

อาร์โนลด์ตื่นตระหนก ก้าวถอยไปด้านหลังก่อนที่เอวเขาจะกระทบถูกของแข็งๆ บางอย่าง เหงื่อไหลท่วมร่างในทันที ลักษณะแบบนี้มันเหมือนกับ...

“อย่าได้คิดมาแย่งเหยื่อของฉัน ลูเซียโน่ ไรคาร์ทเป็นของของฉัน มีแค่ฉันเท่านั้นที่จะฆ่ามันได้!”

น้ำเสียงเยียบเย็นพูดขึ้นตามมาด้วยบางสิ่งที่แทงทะลุด้านหลังลำคอ เลือดพุ่งออกมาจากบาดแผล อาร์โนลด์เปล่งเสียงขลุกขลักฟังคล้ายกับเสียงกรีดร้อง ก่อนจะล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังพลั่ก นัยน์ตาเบิกกว้างว่างเปล่าไม่รู้ตัวเลยว่าตนตายเมื่อใด

ผู้ที่ลงมือสะบัดมีดที่ถูกย้อมเป็นสีแดงจากเลือด หัวกันน็อคที่อำพรางหน้าตากดลงทำให้เกิดเงามืดจนมองไม่เห็นกระทั่งแววตาด้านใน

“ฉันไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางเกมของฉันหรอก ลูเซียโน่ ไรคาร์ทคือเหยื่อของฉัน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #23 urnurn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 13:47
    ชายชุดดำ ที่ไล่ฆ่า ลูเซียนี่น่ากลัวจัง
    #23
    0