Trust me (Yaoi) [สำนักพิมพ์ไร้กรอบ]

ตอนที่ 3 : Trust 2 : Nox Town

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 235
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    19 พ.ย. 60

Trust 2 : Nox Town

“ฮ้าว~ ง่วงจัง”

ลูเซียโน่ปิดปากหาวขณะใช้มือหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกมือขยับพิมพ์ต๊อกแต๊กเพื่อหาข่าวในอินเทอร์เน็ต

ตั้งแต่เช้ามาแล้วที่เขานั่งจับเจ่าอยู่กับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ มันเป็นเครื่องใหม่เอี่ยม สิบปีมานี้เทคโนโลยีต่างๆ ก้าวไกลจนลูเซียโน่รู้สึกว่าตัวเองมาจากยุคหิน มือถือไม่ใช่แบบกดปุ่มอีกต่อไป แต่เป็นหน้าจอแบบสัมผัส ไหนจะอินเทอร์เน็ตที่มีข้อมูลข่าวสารเยอะกว่าในอดีต โหลดหนัง โหลดเกม ฟังเพลงได้ทุกอย่าง เป็นยุคที่แสนสบายเพียงแค่คลิกเดียวก็เห็นโลกได้ทั้งใบ

และเพราะมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นในเน็ตเสมอ ทำให้นับตั้งแต่ทานอาหารเช้าตอนเจ็ดโมง ลูเซียโน่ก็นั่งเล่นอินเทอร์เน็ตมาสามชั่วโมงเต็มแล้ว ความรู้ในโลกปัจจุบันอัดแน่นอยู่เต็มหัว ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องทั่วไปล่ะนะ 

ลูเซียโน่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเล่นเฟสบุ๊คหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือเขามีอีเมล์ ถึงอย่างนั้นพอนำรหัสไปใส่กลับเข้าไม่ได้ แสดงว่าเขาเปลี่ยนรหัสผ่าน ครั้นจะขอไปว่าลืมรหัสผ่าน แต่มือถือของเขาก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน ผ่านมาสิบปีแล้วเขายังใช้เบอร์มือถือเครื่องเก่าหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

จำอะไรไม่ได้สักอย่างมันลำบากอย่างนี้นี่เอง ลูเซียโน่ถอนหายใจแล้วเลิกเล่นมันเพื่อพักสายตา บางทีมันคงดีกว่านี้หากไปถามสเวนซึ่งอาจจะรู้อะไรบ้างหรือถ้าไม่รู้มันก็ไม่เสียหายอะไร แค่รอจนกว่าเขาจะจำทุกอย่างได้ก็พอ เขายังไม่รีบร้อนใช้อีเมล์อะไรตอนนี้หรอก
ลงไปที่ชั้นล่าง ได้ยินเสียงรายการโทรทัศน์ดังแว่วมา ร่างสูงกำลังเอนกายนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาดูละครอยู่ พอเข้าไปหาอีกฝ่ายก็ยิ้มให้

“ทานข้าวเช้าเสร็จแล้วเห็นหายเงียบไปเลยนะ”

“ไปเล่นเน็ตหาความรู้มานิดหน่อยน่ะ” ลูเซียโน่บอกพลางหย่อนก้นลงบนพื้นที่ว่างของโซฟา “รู้สึกอะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยนะ โซเชียลก็ฮิตกันจัง ว่าแต่สเวน ตัวฉันเล่นเฟสบุ๊คหรือเปล่า แล้วก็มือถือด้วย ฉันไม่เห็นมีในห้องเลย”

สเวนยันตัวขึ้นมาเล็กน้อย เขยิบพื้นที่ให้คนรักได้นั่งสบายๆ “ลูเซียไม่ชอบเล่นเฟสบุ๊ค สมัครไว้ก็จริง แต่นายก็ไม่ค่อยได้เล่นน่ะ ฉันเองก็ลืมไปเลยว่าลูเซียไม่มีมือถือแล้ว เครื่องเก่าของนายโดนทับแหลกละเอียดเกินกว่าจะซ่อมได้ เดี๋ยวฉันจะซื้อเครื่องใหม่ให้นะ”

คำกล่าวนั้นทำให้ร่างเพรียวรู้สึกข้องใจขึ้นมาอย่างหนึ่ง ดวงหน้าปรากฏความวิตกกังวล “นี่สเวน... ตัวฉันมีเงินบ้างไหม... ไม่สิ ตอนนี้ฉันทำงานอะไรเหรอ คงไม่ใช่เกาะนายกินสินะ”

ลูเซียโน่ยังอยากจะเชื่อว่าตัวเองในอนาคตไม่ได้ขี้เกียจสันหลังยาวปล่อยให้คู่ชีวิตทำงานงกๆ แล้วตัวเองใช้เงิน เพราะหากเป็นอย่างนั้นจริงเขาจะรีบหางานให้เร็วที่สุด เรื่องอะไรจะให้สเวนเลี้ยงเขาไปตลอดล่ะ

ร่างสูงปัดปอยผมของตัวเองพลางยื่นหน้าเข้ามา เขาได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ โชยมาจากสเวน ในท้องก็พลันบิดเกลียวราวกับมีคลื่นกำลังก่อตัว

“ยังไงดีน้า จูบฉันทีหนึ่งก่อนแล้วเดี๋ยวจะบอก”

“นี่คิดจะล้อเล่นกันหรือไง” ร่างเพรียวทำหน้ามุ่ย หัวใจเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่งที่อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอให้จูบแลกกับการตอบ “เรื่องแค่นี้นายตอบให้ไม่ได้เหรอ”

“งั้นจูบแค่นี้ลูเซียก็ให้ฉันไม่ได้หรือไง” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเป็นประกายวับ ทำให้ใจของเขาเต้นระรัวมากขึ้น “ถ้าจูบสักที ฉันจะตอบคำถามให้หมดเลยนะ ว่าไงล่ะ”

พอโดนยื่นหน้าเข้ามาประชิด ลูเซียโน่ก็กลืนน้ำลายเอื้อก สเวนมีเสน่ห์เย้ายวนชะมัด เขาเป็นแฟนกับคนที่มีฟีโรโมนอันตรายแบบนี้ได้ยังไง ทั้งวันหัวใจจะไม่ทำงานหนักเกินไปเหรอ!?

ร่างสูงยังคงแย้มยิ้มรอคอยอยู่ในระยะที่สัมผัสถึงลมหายใจกันและกันได้ ลูเซียโน่เม้มปาก ไม่มีทางเลือก นอกจากจะยื่นหน้าเข้าไปหา หัวใจเต้นถี่รัวอย่างบ้าคลั่งในอก สิบปีมานี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่นี่คงไม่มีทางเป็นจูบแรกของเขาหรอกน่า... มั้งนะ

เขาไม่กล้ามองนัยน์ตาวิบวับของคนตรงหน้าเลยต้องหลับตาปี๋ ขณะที่ริมฝีปากของเขาแตะเข้ากับความรุ่มร้อนของสเวน เพียงแค่จูบธรรมดายังไม่ถึงขั้นดีฟคิสก็ยังทำให้รู้สึกตัวสั่นสะท้านได้ หน้าของลูเซียโน่กำลังไหม้ พอๆ กับที่ความร้อนในร่างกายพุ่งสูงจนหัวสมองเกือบจะว่างเปล่า เขาจูบอย่างนั้นนานทีเดียวกว่าจะผละออกมาได้ แล้วก็ต้องก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตา

“พะ พอใจหรือยัง ทีนี้ก็ตอบมาได้แล้ว!”

“เอ๋ แบบนี้เรียกว่าจูบได้เหรอ ถ้าแค่นี้แม้แต่เพื่อนกันก็ทำได้นะ จูบทักทายน่ะ” สเวนว่าพลางจับใบหน้าของเขาให้เงยขึ้นมา “มันต้องแบบนี้สิ”

พูดจบพวกเขาก็จูบกันอีกรอบ ทว่าคราวนี้ไม่ใช่แค่ริมฝีปากเท่านั้นที่แตะกัน ลิ้นของสเวนรุกล้ำเข้ามาภายใน เกี่ยวตวัดกับลิ้นของเขาอย่างลึกซึ้ง ไล้วนไปตามแนวฟัน ลมหายใจของลูเซียโน่เริ่มหอบรวนกับจูบอันร้อนแรง ร่างกายหลอมละลายอยู่ในอ้อมแขนแกร่งที่โอบตัวเขาไว้ไม่ยอมปล่อย รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่บ้าคลั่ง ขณะรับรสจูบที่แสนหวานและเต็มไปด้วยอารมณ์ป้อนเข้าหาครั้งแล้วครั้งเล่า หัวมึนเบลอไปหมด 

ไม่อยากยอมรับเลยว่าสเวนจูบเก่งมากเสียจนเขายังหมดแรงที่จะต่อต้าน ปล่อยตัวเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบอันแสนหวานนี้...

ติ้งต่อง!

เสียงกริ่งหน้าบ้านทำให้ร่างเพรียวสะดุ้ง ตื่นจากภวังค์ในทันใด สเวนชักสีหน้าขึ้นมาแวบหนึ่งเมื่อโดนขัดจังหวะบทรัก ขณะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตูอย่างเสียไม่ได้

“โย่! อรุณสวัสดิ์ ฉันแวะมาหาลูเซียน่ะ ตื่นยัง?”

เขาได้ยินเสียงผู้ชายทักทายอย่างสดใส ตามมาด้วยเสียงดังพลั่กและเสียงร้องโอ๊ยลั่น ทำให้ลูเซียโน่รีบรุดไปที่หน้าประตูด้วย

ภาพที่เห็นคือสเวนกำลังกอดคอใครคนหนึ่งอยู่เหมือนกับจะรัดอีกฝ่ายให้ขาดอากาศหายใจ คนที่โดนรัดยกแขนขึ้นพั่บๆ ดิ้นรนออกจากอ้อมแขน เป็นชายร่างท้วม สวมหมวกแก็ปสีดำ ผมสั้นเกรียนๆ สีออกน้ำตาล ตาเล็กจมหายเข้าไปในใบหน้าที่อวบอูม เป็นสีน้ำตาลดุจเดียวกัน เห็นใบหน้าที่เริ่มขาวซีดทีละนิดของชายร่างท้วม ลูเซียโน่จึงร้องว่า

“ทำอะไรน่ะ สเวน เดี๋ยวเขาก็ตายหรอก!”

“ถ้าเจ้าหมูมาโซตายได้ด้วยเรื่องแค่นี้ก็ตลกแล้วล่ะ” ร่างสูงว่าด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนจะผลักชายร่างท้วมคนนั้นไปห่างๆ “ฉันแค่สั่งสอนมันที่มาขัดจังหวะเราเท่านั้นเอง”

ลูเซียโน่หน้าแดงขึ้นมาฉับพลันเมื่อย้อนนึกถึงจูบเมื่อกี้ เขาเผลอไผลไปได้ยังไงกันนะ คิดแล้วก็น่าอายชะมัดเลย

ชายร่างท้วมไอค่อกแค่ก ก่อนจะยิ้มหน้าบานราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ใครจะไปรู้ได้ล่ะว่าพวกนายกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เห็นว่าลูเซียความจำเสื่อม สเวนน่าจะยังไม่ทำอะไร นี่เพิ่งกลับมาก็เริ่มลงมือแล้วเหรอ สองเดือนมานี้อดอยากมากสินะ~”

แฟนของเขาทำท่าจะลงไม้ลงมืออีกรอบจึงต้องรีบมาแทรกกลางพลางถามว่า

“มะ ไม่เอาน่าอย่าทะเลาะกันสิ ว่าแต่... ขอโทษนะนายชื่ออะไรเหรอ”

ในความทรงจำของเขานึกเกี่ยวกับชายร่างท้วมผู้นี้ไม่ได้ออกเลย แต่จากการที่อีกฝ่ายทักทายเขากับสเวนอย่างสนิทสนมจึงคาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนกัน

“ลืมไปเลยว่านายจำฉันไม่ได้ ฉันชื่อวิลลี่ เด็กซ์ตัน อยู่ข้างบ้านนายนี่ไง”

ชายร่างท้วมแนะนำตัวเองก่อนจะชี้นิ้วไปที่บ้านหลังเดียวกับที่ทนายความเอซ แพนไทร์อยู่

“บ้านนั้น... หมายความว่าเด็กซ์ตันอยู่บ้านเดียวกับแพนไทร์เหรอ?” ลูเซียโน่ทำตาโต ก่อนจะนึกเรื่องคำเรียกขานของสเวนที่มีต่อเพื่อนบ้านคนนี้ได้ “หรือว่าที่แพนไทร์บอกเมื่อวานว่าฉันสนิทกับหมูที่เป็นสัตว์เลี้ยงของเขาจะหมายถึง...”

“เจ้าทนายซาดิสต์นั่นหมายถึงหมอนี่นั่นแหละ” คนที่ยืนยันคำตอบเป็นสเวน พยักเพยิดไปที่วิลลี่ซึ่งยิ้มแห้งๆ อยู่ “ก็นะ เจ้านั่นมันรสนิยมพิลึก ไม่มีคนสติดีที่ไหนเรียกคนของตนเองเป็นสัตว์เลี้ยงหรอกน่า”

แล้วเมื่อกี้ไม่ใช่ว่าสเวนก็เรียกวิลลี่เป็นหมูเหมือนกันหรอกเหรอ ลูเซียโน่ทำหน้าละเหี่ยใจ ว่าแต่คนอื่นแฟนของเขาก็เป็นเหมือนกันนี่นา

“ก็นะ เอซชอบเรียกฉันแบบนี้แหละ แต่ฉันไม่สนใจหรอก ถึงจะกวนเท้าบ่อยๆ แต่ก็มีบางส่วนที่ดีมากเหมือนกันนะ” วิลลี่กล่าว ไม่ร่องรอยความน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกเรียกว่าเป็นสัตว์เลี้ยง กลับกันนัยน์ตาเล็กๆ นั้นวิบวับอย่างร่าเริง “อีกอย่างเรียกฉันว่าวิลลี่กับเอซเถอะ เมื่อก่อนนายก็เรียกฉันแบบนี้ มาเรียกนามสกุลแล้วรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล”

ร่างเพรียวประหลาดใจมากเพราะคนตรงหน้านี้กับทนายความที่ชื่อเอซนั้นดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลย รายนั้นกวนและปากร้าย ส่วนวิลลี่ดูเป็นมิตรและอารมณ์ดีอยู่เสมอ

“พวกนายอาศัยอยู่ด้วยกันจริงเหรอ ฉันไม่อยากเชื่อเลย…”

“หึ ยังไงพวกซาดิสต์กับมาโซคิสต์ก็สมควรอยู่ด้วยกันแล้วล่ะ” สเวนแค่นเสียง กอดอกมองเพื่อนข้างบ้านเขม็ง “แล้ววันนี้นายมีธุระอะไรกับลูเซียของฉันไม่ทราบ”

รู้สึกสะกิดใจกับคำว่าซาดิสต์กับมาโซคิสต์อยู่บ้าง แต่พอถูกแสดงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้งแล้ว ความรู้สึกเขินก็เข้ามาแทนที่จนต้องหันไปค้อนใส่ร่างสูงที่ประกาศความเป็นเจ้าข้าวเข้าของมากเกินไป

“วันนี้ฉันกะว่าจะพาลูเซียไปเดินเที่ยวรอบเมืองนี้น่ะสิ เขาจำเป็นต้องรู้แหล่งสำคัญๆ ภายในเมืองใช่ไหมล่ะ ไม่งั้นจะไปไหนมาไหนทีคงลำบากแย่” วิลลี่ตอบด้วยสีหน้าระรื่น “อีกอย่างวันนี้สเวนก็ติดธุระไม่ใช่เหรอ คงพาลูเซียไปชมเมืองไม่ได้ใช่ไหม ถ้าไม่รีบทำให้ลูเซียคุ้นกับที่ทางของเมืองนี้เร็วๆ เดี๋ยวก็มีปัญหาตามมาเป็นกระบุงหรอก”

“นี่นายรู้ตารางงานของฉัน...” สเวนเผยสีหน้าอึ้งๆ จากนั้นก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นายนี่มันเจ้าพ่อสโตรกเกอร์จริงๆ!”

“แรงไปนะ ฉันแค่ชื่นชอบข่าวซุบซิบเท่านั้นเอง ก็ฉันทำงานเป็นนักข่าวกับช่างภาพอิสระนี่นา”

วิลลี่ยืดอก ยกมือถูจมูกเหมือนกับภูมิใจมาก 
เพื่อนร่วมบ้านเดียวกันเป็นทนาย ส่วนตัวเองก็เป็นนักข่าว... มันยิ่งดูไม่เข้ากันจริงๆ นั่นแหละ ลูเซียโน่คิดพลางยิ้มแหยออกมา

“ว่าแต่สเวนมีธุระวันนี้เหรอ”

เขาหันไปถามชายหนุ่มข้างตัว อีกฝ่ายก็พยักหน้าลำบากใจ

“มีงานน่ะ อย่างที่เจ้าหมูมาโซว่าวันนี้ลูเซียอาจจะต้องอยู่บ้านคนเดียว...”

“เพราะแบบนั้นฉันถึงได้มาชวนไงเล่า” ไม่ว่าเปล่าวิลลี่ก็เอาแขนมาพาดไหล่เขาไว้ น้ำหนักของท่อนแขนนั้นทำเอาเขาเซไปเล็กน้อย “ถ้าไปเดินเล่นชมเมืองกับฉันก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมล่ะ”

ทีแรกร่างเพรียวคิดว่าแฟนจะคัดค้านไม่ให้เขาไปเสียอีก แต่กลายเป็นว่าสเวนพยักหน้าเห็นด้วยเสียอย่างนั้น

“มันก็จริงนะ...”

ลูเซียโน่กะพริบตาปริบๆ ยังไงกัน ตกลงว่าสเวนไม่ได้รังเกียจวิลลี่เท่ากับเอซสินะ ถึงได้ยอมให้เขาไปกับเพื่อนบ้านคนนี้ได้

“ลูเซียคิดว่ายังไง จะอยู่บ้านหรือไปกับเจ้านั่น”

ร่างสูงหันมาถามความเห็น เขามองวิลลี่ที่ยิ้มแฉ่งอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง ในใจก็อยากจะรู้เรื่องเมืองนี้ให้มากกว่านี้ มันอาจจะช่วยให้ฟื้นฟูความทรงจำขึ้นมาได้บ้าง

“ถ้าไม่ว่าอะไร... ฉันก็อยากจะไปเดินชมเมืองกับวิลลี่นะ อยู่บ้านคนเดียวน่าเบื่อออก”

“งั้นก็เอาตามที่อยากทำเถอะ ฉันจะกลับมาตอนเย็นๆ ถึงเวลานั้นเราค่อยไปทานข้าวข้างนอกกันนะ”

“ได้”

ลูเซียโน่ตอบรับ วิลลี่เองก็สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพามาส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ สเวนจึงวางใจให้เขาไปกับเพื่อนข้างบ้านได้

.......................................

“นี่วิลลี่ นายสนิทกับฉันมากใช่ไหม ช่วยบอกฉันทีสิว่าตอนนี้ฉันทำงานอะไร ย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้นานเท่าไหร่แล้ว ฉันคบกับสเวนตอนไหน แล้วก็นอกจากสเวนแล้วทำไมไม่มีใครไปเยี่ยมฉันที่โรงพยาบาลเลยล่ะ และ...”

“เดี๋ยวๆ หยุดก่อน นายเล่นรัวคำถามมาแบบนี้ฉันตอบไม่ทันนา”

วิลลี่ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ถามต่อ ลูเซียโน่จึงหยุดแล้วก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ

“ขอโทษทีแบบว่ามันมีเรื่องที่สงสัยเยอะไปหน่อยน่ะก็เลย...”

“เอาเถอะ ฉันพอเข้าใจ ก็ลูเซียความจำเสื่อมอยู่นี่นา จะมีข้อสงสัยเยอะแยะก็ไม่แปลกหรอก” ชายร่างท้วมว่า ขณะเดินนำไปตามทางเข้าสู่เขตที่เป็นแหล่งการค้าของเมือง “ฉันจะตอบเท่าที่ตอบได้ก็แล้วกันนะ แต่ว่าทางที่ดีนายน่าจะรู้ด้วยตัวเองเป็นการดีกว่าฟังคำบอกจากปากคนอื่นนะ เพราะเรื่องบางเรื่องมันก็ค่อนข้างน่าตกใจอยู่”

“เช่นอะไรล่ะ”

ลูเซียโน่ขอให้ยกตัวอย่าง เกี่ยวกับตัวเขามันมีเรื่องให้น่าตกใจขนาดนั้นเชียวเหรอ

“อืม เดี๋ยวเจอก็รู้เองแหละ ตอนนี้ที่สำคัญคือต้องพาไปเดินทั่วทั้งเมืองก่อน ไม่งั้นจะไม่ทันเวลาตอนเย็นที่สเวนกลับมา”

วิลลี่อมพะนำไม่ยอมตอบ แล้วก็ก้าวเร็วๆ พาชมเมืองนอกซ์ ลูเซียโน่เพิ่งจะรู้ว่าแถวบ้านของเขาอยู่ใกล้กับซุปเปอร์มาร์เก็ต มีพนักงานที่ทำหน้าตายอยู่ตรงเคาน์เตอร์จ่ายเงินสองสามคน ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแอร์ไม่เย็นเท่าไหร่ ทั้งยังเงียบมีคนเดินน้อย อาจเป็นเพราะมันคือเมืองเล็กๆ ประชากรมีไม่มาก ส่วนใหญ่ที่แวะเวียนมาคือนักท่องเที่ยวซึ่งมาล่าสัตว์ เห็นว่ามันคือของขึ้นชื่อของที่นี่

“ได้ยินว่ามีหมีเยอะมาก จิ้งจอกด้วย ไหนจะกระต่ายอีก ป่าทางแถบนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ที่ยอมปล่อยให้ล่าเพราะต้องการลดจำนวนประชากรสัตว์พวกนั้นบ้าง ไม่งั้นถ้ามีมากเกินไป ในป่าก็จะเกิดการขาดแคลนอาหาร ทีนี้ล่ะพวกมันได้แห่เข้ามาในเมืองกลายเป็นเรื่องวุ่นวายแน่ๆ เมื่อสองสามปีก่อนก็เจอหมีกริซลีย์มาหาของกินในถังขยะเลยนะ”

วิลลี่บอกไปก็ยังแทรกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมืองนี้ให้ฟัง ทั้งเรื่องที่เมืองนี้เป็นเมืองเก่าซึ่งเกิดขึ้นมาสมัยนายกรัฐมนตรีจอร์จ วอชิงตัน เป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ของรัฐวอชิงตันที่ยังรักษาความเขียวขจีเอาไว้ได้ แต่การที่มีต้นไม้มากเกินไปนี่ล่ะ ทำให้ที่นี่ในสายตาคนจากต่างเมืองดูบ้านนอก ไหนจะรอบเมืองทั้งสี่ทิศมีทิวเขาโอบล้อมราวกับเป็นกรงขังอีก หากไม่ใช่คนที่มาแสวงหาความสงบเงียบล่ะก็ ไม่มีคนอยากตั้งถิ่นฐานที่นี่นักหรอก

ลูเซียโน่อดเห็นด้วยไม่ได้ เพราะเมืองนี้ช่างธรรมดาเสียเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่จะเป็นหน้าเป็นตาของเมืองเลย สวนสาธารณะก็กว้างไม่กี่ตารางเมตร เต็มไปด้วยเครื่องเล่นสนิมเขลอะ โบสถ์ที่เก่าแก่ให้ความรู้สึกแข็งกระด้างอย่างบอกไม่ถูก ร้านอาหารที่ซอมซ่อ กับโรงแรมที่มีสภาพราวกับโบราณสถาน ไหนจะโรงเรียนที่มีนักเรียนเพียงไม่กี่ร้อยคน ทำให้เมืองนอกซ์ถูกปกคลุมด้วยความมืดและหดหู่ บรรยากาศไม่มีชีวิตชีวาจนเขาเริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่าคิดยังไงถึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่

“ก่อนหน้านี้ลูเซียถามใช่ไหมว่าตัวเองทำงานอะไร นั่นไงล่ะ นายทำงานอยู่ที่ร้านนั้น”

วิลลี่ชี้นิ้วไปยังร้านเล็กๆ ซึ่งขายพวกอุปกรณ์ช่างและทำสวน หลังคาสีแดงเด่นกับหน้าร้านที่เป็นกระจกวงมองเห็นของตั้งโชว์ ป้ายสีขาวที่ติดอยู่เหนือประตูทางเข้าเขียนไว้ว่า 'ร้านอุปกรณ์ช่างและสวน สมิธ'

“ฉันทำงานที่นั่นเหรอ”

ลูเซียโน่ถามย้ำอีกครั้ง ทั้งดีใจและผิดหวังในคราวเดียวกัน ที่ดีใจคืออย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เกาะสเวนกิน แต่ที่ผิดหวังคือตัวเองดันมาทำงานที่ร้านเล็กๆ ในเมืองแห่งนี้ 

“ใช่แล้ว ส่วนสเวนก็เป็นช่าง รับซ่อมทุกอย่างเลย” วิลลี่ยักคิ้ว พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งอิจฉา “เวลาบ้านนายมีอะไรเสียไม่ต้องจ้างช่างซ่อมเลยนะเนี่ย มีแค่สเวนคนเดียวก็เหลือแหล่แล้ว”

เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวสเวนอยู่นิดๆ ถึงเขาจะไม่ได้โชคดีเรื่องงาน อย่างน้อยก็ยังโชคดีเรื่องแฟนล่ะน่า

ระหว่างที่จะเลี้ยวหัวมุมเพื่อไปแวะทานข้าวกลางวัน ร่างเพรียวชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง ต่างคนต่างกระเด็นไปกองที่พื้น วิลลี่ผวามาดูเขา

“เป็นไงบ้าง นายโอเคไหม!?”

“มะ ไม่เป็นไรหรอก แค่กระแทกนิดหน่อยเอง”

ตอบไปอย่างมึนๆ ทางด้านคนที่ชนนั้นรีบเอ่ยคำขอโทษทันที

“ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมรีบร้อนเกินไปจนคุณต้องเจ็บตัว!”

เสียงของอีกฝ่ายไพเราะชวนฟังมาก ทำให้ลูเซียโน่ต้องเงยหน้ามองแล้วพบว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่มีใบหน้างามดั่งเทพบุตร มีผมสีบลอนด์ กับนัยน์ตาสีมรกตที่ดูอ่อนโยน แวบหนึ่งเหมือนเขาเห็นเป็นเทวดาลงมาจากสวรรค์ด้วยซ้ำไป

“โอ้ คุณคือวอลเลอร์ ไวท์ นักบำบัดที่มาอาศัยอยู่กับมาเดลินนี่นาใช่ไหม”

วิลลี่ร้องทัก ชายหนุ่มตรงหน้าก็ชะงัก สุ้มเสียงประหลาดใจ

“ใช่ครับ ว่าแต่คุณรู้ได้ยังไง”

เพื่อนข้างบ้านของเขาเชิดหน้าขึ้น มุมปากฉีกกว้างราวกับจะโอ้อวด “ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ที่ฉันจะไม่รู้หรอกนะ อีกอย่างบ้านของนายก็อยู่ไม่ไกลจากพวกฉันเลยนี่นา แค่หัวมุมถนนนี่เอง”

“ยะ อย่างนั้นหรือครับ”

วอลเลอร์ยิ้มแห้งๆ ลูเซียโน่คิดว่าอีกฝ่ายคงเห็นวิลลี่เป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านแน่ๆ แต่ก็เป็นจริงตามนั้นล่ะนะ...

“คุณเองก็ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ คุณก็ล้มเหมือนกันนี่นา”

ร่างเพรียวถามกลับด้วยความเป็นห่วง วอลเลอร์จึงส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้

“ไม่ครับ ผมไม่เป็นไร เพราะคุณตัวค่อนข้างเบาด้วยจึงไม่ได้บาดเจ็บอะไรหรอกครับ”

ว้าวๆ เขาลอบอุทานในใจ รอยยิ้มของวอลเลอร์เจิดจ้าจนแสบตา เขาไม่เคยเห็นมีรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ชวนให้เป็นมิตรขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าไม่นับว่าสเวนยิ้มทีแล้วมีเสน่ห์ชวนให้ใจเต้นล่ะก็นะ

“เก็บอาการหน่อยพวก ใจลอยไปไหนแล้ว ระวังสเวนจะหึงนา”

คนข้างกายใช้ศอกสะกิดเตือน ลูเซียโน่จึงรู้ตัวว่าทำเรื่องน่าอายอะไรลงไป หน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้น

“ขอโทษนะครับที่ผมเสียมารยาท...!”

“ไม่เป็นไรครับ อันที่จริงผมชินแล้วล่ะครับที่มีคนมองผมค้างอย่างนี้ คุณไม่ใช่คนแรกหรอกนะครับ อีกอย่างปฏิกิริยาของคุณเมื่อกี้ก็เรียกว่าน่ารักดีด้วย”

ชายหนุ่มผมบลอนด์หัวเราะเสียงใส อานุภาพทำลายล้างเพิ่มพูนขึ้นทันตา แม้แต่วิลลี่ยังเบิ่งตาโตพึมพำว่า 'เป็นคนที่มีรูปลักษณ์เป็นอาวุธจริงๆ' แล้วลูเซียโน่ก็แอบเห็นด้วยตามนั้น

“ผมคงต้องกลับบ้านแล้วล่ะครับ เอ่อ...”

“ลูเซียโน่ ไรคาร์ทครับ” เขารีบตอบทันควัน พลางส่งยิ้มเป็นมิตรกลับไป “ไว้เรามาคุยกันนะครับ”

“ส่วนฉันก็ วิลลี่ เด็กซ์ตัน เจอกันก็ไปทานข้าวด้วยกันสักมื้อนะ!”

“ครับ ยินดีเลย”

วอลเลอร์ยิ้มหวานตบท้าย ก่อนจะเดินข้ามฟากไปยังอีกฝั่งของถนน ลับร่างเสื้อโค้ตสีเทานั้นไป ลูเซียโน่ก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกเสียดาย ช่างเป็นคนที่น่าเข้าหาจริงๆ

“อย่านอกใจล่ะเพื่อนเอ๋ย” วิลลี่เตือน เอาแขนพาดบนไหล่เขา “สเวนขึ้นชื่อเรื่องหึงโหดมากนะ ถ้านายเปลี่ยนใจล่ะก็ เตรียมหลุมฝังศพไว้ให้ตัวเองกับไวท์ได้เลย”

“นายแค่ล้อเล่นใช่ไหม...”

เขาไม่อยากเชื่อว่าคนที่เป็นมิตรดีอย่างสเวนจะทำอะไรโหดเหี้ยมปานนั้นได้ เพื่อนข้างบ้านไม่ตอบเพียงแต่หัวเราะ จากนั้นก็ลากไปทานอาหารกลางวันที่ร้านใกล้ทางเข้าเมือง

ร้านนั้นมีกลิ่นเนื้อย่างลอยฟุ้ง กระเพาะของเขาเริ่มส่งเสียงประท้วงแล้ว เมื่อเดินเข้าไปข้างใน มีโต๊ะไม้ตั้งเรียงเป็นระเบียบ มีคนนั่งกันเต็ม บนโต๊ะเต็มไปด้วยเนื้อย่างและบาร์บีคิว สปาเก็ตตี้ ข้าวผัด แค่เห็นก็กลืนน้ำลายดังเอื้อก

วิลลี่มองซ้ายมองขวาก่อนจะพบที่นั่งว่างสองที่ใกล้กับครัว จึงลากเขาให้เดินตามมา แต่แล้วก็มีอุปสรรคชิ้นโตมาขวางทั้งคู่ไว้

“อะไรวะ ไรคาร์ท นี่แกยังไม่ตายอีกเหรอ อึดจริงเลยเว้ยเฮ้ย!”

ลูเซียโน่มองชายกล้ามยักษ์ด้วยท่าทางตื่นๆ คำทักทายนั้นพุ่งเป้ามาที่เขา แถมไม่ใช่แซวกันเล่นแบบธรรมดาด้วย อีกฝ่ายมีความจงเกลียดจงชังตัวเขาแบบสุดๆ จนรู้สึกได้

ตายล่ะหว่า... นี่ตัวเขาในช่วงสิบปีมานี้ไปทำอะไรให้คนอื่นขุ่นเคืองใจกันเนี่ย

“แน่นอนว่าต้องอึดอยู่แล้วคิดว่าเขาเป็นใครกันหา!” เพื่อนของเขาโบกนิ้วป้อมๆ ใส่พลางทำเสียงชิชะ “นายกล้ามาหาเรื่องเพื่อนฉัน ไม่กลัวว่าจะโดนสเวนเล่นงานหรือไง หรือคราวที่แล้วไม่เข็ด อันที่จริงไม่ต้องถึงมือสเวนก็ได้ ถ้านายกล้าลงมือฉันจะแฉเรื่องน่าอายของนายให้รู้กันทั้งเมืองเลย รับรองนายได้ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

คนหาเรื่องหน้าเปลี่ยนสีทันที คนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ก็พากันจ้องมองมาที่พวกเขาคล้ายรอดูเรื่องสนุก ลูเซียโน่ไม่ชอบสายตาคนอื่นเลย ความรู้สึกโกรธปะทุอย่างเงียบๆ นอกจากวิลลี่แล้ว ไม่รู้ทำไมคนที่อยู่ในร้านเหมือนจะไม่ค่อยชอบเขาด้วยเหมือนกัน

“ชิ ไม่หาเรื่องก็ได้วะ ฝากติดบัญชีไว้ก่อนแล้วกัน!”

ชายกล้ามโตยกนิ้วกลางให้ นัยน์ตาคมมีความอาฆาตมาดร้ายเต็มเปี่ยม ทำเอาคนโดนหาเรื่องขนลุกซู่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะผลุนผลันออกจากร้านไป ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของคนในร้านที่ด่าไล่หลังว่าขี้ขลาดตาขาว

“อย่าไปใส่ใจ” วิลลี่ว่าแล้วดึงลูเซียโน่เข้าไปนั่งด้านใน ใช้ร่างตัวเองบังสายตาคนอื่นให้ “ตอนนี้นายความจำเสื่อมอยู่ พยายามอย่าไปไหนมาไหนคนเดียวแล้วกัน มันไม่ปลอดภัย”
“หมายความว่ายังไง ตัวฉันมีคนเกลียดเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”

ร่างเพรียวรู้สึกตระหนกกับคำเตือนนั้น เริ่มก่นด่าตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าว่าจะหาเรื่องอะไรให้ตัวเองเดือดร้อนนักหนา

“ถ้าเป็นตัวนายตามปกติคงไม่มีปัญหาหรอกนะ... แต่ถ้าเป็นตอนนี้เกรงว่านายจะโดนพวกนั้นซ้อมซะน่วมน่ะสิ” เพื่อนของเขาว่าขณะร้องสั่งสปาเก็ตตี้สองที่กับน้ำอัดลม จากนั้นก็พูดต่อ “เอาเป็นว่านายในเวอร์ชั่นอายุยี่สิบแปดน่ะมีคนชังน้ำหน้าเยอะทีเดียว ไปไหนมาไหนก็ขอให้ระวังแล้วกันนะ”

“นี่... ฉันไปทำอะไรให้พวกนั้นกันเนี่ย”

ลูเซียโน่อึ้งและไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะเป็นที่เกลียดชังของผู้อื่นได้ เขาไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่ทำงานอยู่ในร้านเล็กๆ กับมีแฟนเป็นช่างซ่อมหรือไง

“นายก่อเรื่องไว้เยอะน่ะ แต่ถ้าจะบอกว่ามีอะไรบ้างมันก็ยาวเป็นหางว่าว แถมฉันขี้เกียจอธิบายด้วย กลัวว่าจะสับสนเปล่าๆ แค่ตอนนี้นิสัยนายเวอร์ชั่นอายุสิบแปดกับยี่สิบแปดก็คนละคนแล้ว”

“นิสัยฉันดูต่างกันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ถึงภายนอกจะดูซื่อๆ เหมือนเดิม แต่ข้างในน่ะ ถ้าเป็นลูเซียอายุยี่สิบแปดล่ะก็ มีคนมาหาเรื่องก็พร้อมจะสู้กลับ ยิ่งการต่อปากต่อคำนะนายยิ่งเก่งเลยล่ะ แล้วนายก็ไม่ได้สุภาพขนาดนี้ด้วย ออกจะใจกล้ากว่านี้เยอะ”

ร่างเพรียวนิ่งอึ้งไป สิบปีมานี้เขาเปลี่ยนไปเยอะถึงเพียงนั้นเชียว วันเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้เขาเจออะไรมาบ้างนะ ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เหมือนจะอยากรู้แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ไม่อยากรู้ด้วย

เห็นลูเซียโน่มีสีหน้าวิตก วิลลี่จึงรีบพูดว่า “ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า พอผ่านเวลามาทุกคนก็เปลี่ยนไปทั้งนั้นแหละ ฉันเองก็เคยนึกย้อนไปตอนตัวเองอายุสิบแปดบ่อยๆ ช่วงนั้นฉันยังใสๆ ไม่ประสีประสา เป็นไอ้อ้วนที่โดนคนรังแกอยู่เลย มาตอนนี้ฉันกลายเป็นคนรังแกผู้อื่น ขู่ด้วยข่าวลับด้วยซ้ำ นายก็ค่อยเป็นค่อยไป สักวันที่จำได้ทุกอย่างก็จะมาถึงเอง”

เพราะอีกฝ่ายพูดจามีเหตุผล จึงคลายความกังวลไปได้บ้าง และหันไปทานสปาเก็ตตี้ที่เพิ่งเอามาเสิร์ฟ ปากก็พึมพำว่า

“สรุปคือฉันมีศัตรูเยอะ แต่เพื่อนน้อยสินะ ตอนที่ฉันไปเข้าโรงพยาบาลถึงได้ไม่มีใครไปเยี่ยมกัน”

วิลลี่สูดสปาเก็ตตี้เสียงดังซู้ด หันมาตอบทั้งที่ยังเคี้ยวอาหารอยู่ “ไม่ใช่นะ แต่นายก็เพื่อนน้อยๆ จริงนั่นแหละ... ที่คนอื่นกับพวกฉันไม่ได้ไปเยี่ยมเพราะสเวนขอไว้ต่างหาก เขาบอกว่าหากพวกเราเข้าไปเยี่ยมจะทำให้สับสนเปล่าๆ ลูเซียที่ความจำเสื่อมต้องใช้จิตแพทย์บำบัดอยู่ตั้งนานไม่ใช่เหรอ และกว่าจะยอมรับสเวนก็ใช้เวลาด้วยนี่ เห็นแบบนั้นพวกเราเลยฝากของเยี่ยมไปให้แทนน่ะ”

เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง สเวนตัดสินใจถูกแล้วที่ทำแบบนั้น เพราะเมื่อเขามานึกทบทวน ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็แทบจะสติแตกไปเลย แถมยังระแวงสเวนด้วย หากมีคนแปลกหน้าเพิ่มเข้ามาอีก เขาอาจจะทนรับไม่ไหวก็เป็นได้

“สเวนใส่ใจฉันจริงๆ...”

“แหงล่ะ ก็เป็นแฟนกันนี่นะ จะไม่ใส่ใจได้ยังไงล่ะ” คนข้างตัวยักไหล่ ดูดโค้กจนมันพร่องไปครึ่งขวด “ถ้าไม่ใช่แฟนกันจริงๆ คงไม่เทียวไปเทียวมาหานายบ่อยๆ หรอก”

มันก็ใช่ สำหรับลูเซียโน่ตอนนี้แล้ว ที่เขาเชื่อใจได้จริงๆ มีแค่สเวนเท่านั้น เป็นคนเดียวที่พิสูจน์ความจริงใจในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาให้เห็น ถึงกระนั้นคนที่เขาเชื่อมากที่สุดกลับไม่ค่อยชอบบอกเรื่องราวในอดีตให้ฟังเท่าไหร่ ในใจจึงมีความหวาดระแวงเจืออยู่บ้าง กระนั้นถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แล้วสเวนก็ยังขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในฐานะบุคคลที่เขาเชื่อถืออยู่ดี

“จะว่าไปฉันก็หาแฟนได้ดีเหมือนกันนะ”

ลูเซียโน่รำพึงแต่คนฟังข้างๆ กลับสำลักสปาเก็ตตี้แต่ก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไรออกมา
หลังทานมื้อกลางวันเสร็จ พวกเขาก็ออกมาเดินทอดน่องเพื่อย่อยอาหาร ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูอึมครึมเนื่องจากแวดล้อมไปด้วยเขาสูงและต้นไม้ใหญ่ อีกทางหนึ่งมันก็เงียบสงบดี เทียบกับความจอแจในเมืองใหญ่ บนถนนของเมืองนี้ว่างมาก มีรถสัญจรผ่านไปมาแค่ไม่กี่คัน เขาคิดว่าที่นี่เหมาะกับคนที่หาอากาศบริสุทธิ์และความสงบในการพักผ่อน น่าเสียดายอย่างเดียวคือเมืองนี้ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดใจเท่านั้น 

ลูเซียโน่เดินสำรวจทั่วทั้งเมืองพอจะจำเส้นทางหลักๆ ได้บ้างแล้ว วิลลี่จึงพาเขากลับบ้าน แต่ระหว่างนั้นเพื่อนของเขาขอแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อไปซื้อของแป็บหนึ่ง ซึ่งลูเซียโน่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็ขอตัวแวะเข้าห้องน้ำแล้วว่าจะตามเข้าไป

ห้องน้ำข้างๆ ซุปเปอร์มาร์เก็ตมีกลิ่นอับๆ ผสมน้ำยาล้างห้องน้ำ และมีกลิ่นบุหรี่จางๆ ทำธุระของตนเสร็จ มองหน้าตัวเองในกระจกด้วยความไม่คุ้นชิน เขาลูบคางที่สากจากเคราที่เริ่มจะขึ้นมา ใกล้ได้เวลาโกนหนวดแล้วสิ...

ขณะก้าวออกจากห้องน้ำ ลูเซียโน่ดันไปเห็นชายกล้ามโตที่หาเรื่องในร้านอาหารเมื่อครู่นี้ ด้านหลังชายคนนั้นมีกลุ่มคนรูปร่างพอๆ กันติดตามมา เขารีบผลุบกลับเข้าไปใหม่ ในใจคิดว่าไม่ดีแน่ๆ สังหรณ์บางอย่างร้องเตือนว่าหากออกไปตอนนี้จะต้องเจอดี!

“เฮ้ย! หาให้ทั่ว ได้ยินว่าเจ้านั่นมันอยู่แถวนี้ นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เก็บมัน แล้วก็หาทางเก็บเจ้าหมูปากดีนั่นเสียด้วยเลยล่ะ!”

คำพูดนั้นได้ยินชัดเต็มสองรูหู คิดจะมาจัดการเขากับวิลลี่จริงๆ ด้วย ต้องรีบไปเตือนเพื่อนแล้ว

มองหน้าต่างที่อยู่สูงขึ้นไปของห้องน้ำชาย ถ้าออกไปทางนั้นแทนประตูด้านหน้าซึ่งมีคนดักรอน่าจะดีกว่า ลูเซียโน่ใช้เท้าเหยียบอ่างล้างมือแล้วกระโจนจับขอบหน้าต่างไว้ ออกแรงมือและแขนดึงตัวขึ้นไป ยังดีที่การนั่งๆ นอนๆ อยู่โรงพยาบาลสองเดือนนี้จะไม่ทำให้เขาอ่อนปวกเปียกไปเสียก่อน

เบียดตัวเองผ่านทางหน้าต่างออกมา เป็นจังหวะที่ลูกน้องของชายกล้ามโตเข้ามาหาเขาในห้องน้ำพอดี ร่างเพรียวเป่าปากฟู่แล้วรีบไปหาเพื่อนข้างในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ใครจะนึกว่าเขาจะเจออุปสรรคชิ้นใหญ่ขวางอยู่ด้านหน้าเสียนี่

ชายกล้ามโตกำลังเดินอาดๆ มาทางนี้ ลูเซียโน่จึงรีบซ่อนตัวแนบชิดกำแพงได้ทัน จะเดินไปอีกทางก็มีลูกน้องของคู่อริกำลังเดินมาพอดี นี่เขาโดนขนาบจากสองทางเลยหรือนี่!
ขณะกำลังอับจนหนทาง ก็มีใครบางคนเอื้อมมือมาปิดปากเขา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #22 urnurn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 13:44
    ตื่นเต้นจัง กิ้ดดดดด สับสนพอๆกะลูซ เลย ใครไว้ใจได้บ้าง
    #22
    0